- หน้าแรก
- ทรานเซนดิ้ง วิชั่น อัจฉริยะเนตรทิพย์เหนือมนุษย์
- TXV - 0779 ผมจะสู้กับบริษัทระดับโลก ใครก็อย่าคิดขวาง!
TXV - 0779 ผมจะสู้กับบริษัทระดับโลก ใครก็อย่าคิดขวาง!
TXV - 779 ผมจะสู้กับบริษัทระดับโลก ใครก็อย่าคิดขวาง!
TXV - 779 ผมจะสู้กับบริษัทระดับโลก ใครก็อย่าคิดขวาง!
ตูม!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่น เป้าหมายถาวรที่ระยะ 3,000 เมตรถูก ปืนใหญ่บุคคลเฮลล์ฮาวด์ แบบติดตั้งทำลายจนแหลกละเอียด เป้าหมายนั้นทำจากปูนซีเมนต์และหินที่มีความแข็งแกร่งมาก แต่กลับต้านทานอานุภาพการยิงเพียงนัดเดียวของยานเกราะลำเลียงพลคลีนเนอร์ไม่ได้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ต่อให้เป็นระดับรถถังหลักรุ่น 99 ที่ประจำการอยู่ในปัจจุบันก็ยังมีระยะยิงหวังผลเพียง 3,500 เมตรเท่านั้น! ซึ่งแทบจะสูสีกันเลยทีเดียว
หลังจากทำลายเป้าหมาย ยานเกราะคลีนเนอร์ก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ความเร็วของมันทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ยานเกราะที่หนักอึ้ง แต่เหมือนรถออฟโรดขนาดใหญ่ที่ปราดเปรียว
ฟิ้ว! ขีปนาวุธซ้อมรบลูกหนึ่งพุ่งตรงเข้าหายานเกราะคลีนเนอร์ ความเร็วของมันเทียบเท่ากับขีปนาวุธต่อสู้รถถัง "จาเวลิน" ของสหรัฐฯ ได้เลยทีเดียว ทว่า เมื่อมันเข้าใกล้ในระยะ 50 เมตร ระบบป้องกันของยานเกราะคลีนเนอร์ก็ตอบสนองทันที โดยการยิงกระสุนรบกวนออกมาเป็นชุด
บึ้ม! เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง ขีปนาวุธซ้อมรบถูกสอยร่วงกลางอากาศ
การที่ระบบป้องกันของยานเกราะลำเลียงพลทำได้ถึงระดับนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ในความเป็นจริง แม้แต่ระบบป้องกันของรถถังที่ทันสมัยที่สุดในยุโรปและอเมริกาก็อาจจะทำไม่ได้ถึงขนาดนี้
การสาธิตที่ต่อเนื่องนี้ทำให้ผู้ชมตกตะลึงและเลือดลมสูบฉีด ทั่วทั้งสนามทดสอบยิงมีเสียงโห่ร้องชื่นชมดังขึ้นไม่ขาดสาย
ตัวแทนจากกองทัพหลายนายดวงตาเป็นประกาย พวกเขาไม่ตระหนี่คำชมเลยแม้แต่น้อย เมื่อการสาธิตสิ้นสุดลง พวกเขาตามซือป๋อเหรินเดินตรงมาหาเซี่ยเหล่ยและเอ่ยชมเชยอย่างยกใหญ่ เซี่ยเหล่ยตอบรับพวกเขาอย่างสุภาพและเป็นกันเอง
"ไอ้หนู นี่แกสร้างรถถังหรือยานเกราะลำเลียงพลกันแน่หะ?" เสียงของซือปอเหรินดังกังวาน พร้อมกับตบไหล่เซี่ยเหล่ยแรงๆ หนึ่งที
เซี่ยเหล่ยชินกับวิธีการทักทายแบบนี้แล้ว เขายิ้มพลางตอบว่า "มองปราดเดียวก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอครับ? นี่คือ‘ยานเกราะลำเลียงพล’ ไม่ใช่ ‘รถถัง’ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับรถถังในสนามรบจริงๆ พนักงานควบคุมรถของเราจะไม่หวาดกลัวแน่นอน"
"จะต้องกลัวอะไรล่ะ ยิงตูมเดียวรถถังฝั่งนั้นก็เละแล้ว" ตัวแทนกองทัพคนหนึ่งหัวเราะร่า
เสียงหัวเราะดังประสานกันอย่างครึกครื้น
ห่างออกไปไม่ไกล อวี๋ซานเหอและหลิงฮ่าวยืนเงียบกริบ สีหน้ามืดมนจ้องมองเซี่ยเหล่ยและกลุ่มตัวแทนกองทัพ
"เหล่าอวี๋ ยืนห่างขนาดนั้นทำไม? มานี่สิ มาคุยกันหน่อย" ตัวแทนกองทัพคนหนึ่งกวักมือเรียก
อวี๋ซานเหอเดินเข้าไปหา ส่วนหลิงฮ่าวลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เดินตามไป
"เหล่าอวี๋ ยานเกราะคลีนเนอร์ของเรย์มาร์กรุ๊ปคุณก็เห็นแล้ว ความยอดเยี่ยมของมันผมคงไม่ต้องบรรยาย แต่ผมมีคำถามเดียว กองทัพของเราจะได้รับอนุมัติให้ประจำการยานเกราะรุ่นนี้เมื่อไหร่?" เมื่ออวี๋ซานเหอเดินมาถึง ตัวแทนกองทัพคนนั้นก็เข้าประเด็นทันที
อวี๋ซานเหอยิ้มแบบแกนๆ พลางกล่าวว่า "เครือบริษัทเสินโจวอินดัสทรี ยังผลิตตามออเดอร์เดิมของเราไม่เสร็จเลย รอให้ทางนั้นส่งมอบงานให้ครบก่อนค่อยว่ากัน การเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่อย่างยานเกราะไม่ใช่การเปลี่ยนปืนพก มันต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์และกระบวนการอีกหลายขั้นตอน"
"พูดแบบนี้ มันจะไม่ต้องรอกันจนชาติหน้าเลยเหรอ?"
"เรื่องนั้นผมก็ไม่ทราบครับ" อวี๋ซานเหอตอบ
"ผมไม่สน ยานเกราะรุ่นอื่นผมไม่เอา ผมจะเอาเฉพาะยานเกราะคลีนเนอร์ของเรย์มาร์กรุ๊ปเท่านั้น" ตัวแทนกองทัพอีกท่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เขาไม่พอใจกับคำบ่ายเบี่ยงของอวี๋ซานเหออย่างเห็นได้ชัด
ตัวแทนคนอื่นๆ ก็มีปฏิกิริยาคล้ายกัน นิสัยของทหารส่วนใหญ่มักจะตรงไปตรงมา ดีใจก็ดื่มเหล้า ไม่พอใจก็ด่าทอ ความรู้สึกในใจแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน
อวี๋ซานเหอกล่าวเรียบๆ ว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ต่อให้ผมสั่งซื้อจากเรย์มาร์กรุ๊ปตอนนี้ มันก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผมคนเดียว ซึ่งไม่มีผลบังคับใช้ อีกอย่าง ประสิทธิภาพของรุ่นผลิตจริงจะดีเท่าคันที่เอามาโชว์หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ต้องผ่านการทดสอบที่เข้มงวดมาก ดังนั้นต่อให้จะซื้อจริง ก็ต้องผ่านการทดสอบอีกหลายต่อหลายครั้งเพื่อทำรายงานความเป็นไปได้ แล้วจึงจะส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขั้นสุดท้าย"
ซือป๋อเหรินเริ่มขมวดคิ้ว เขาเองก็เริ่มไม่พอใจเช่นกัน
อวี๋ซานเหอหันมามองเซี่ยเหล่ย "คุณเซี่ย คุณมั่นใจไหมว่ายานเกราะของคุณจะผ่านการทดสอบที่เข้มงวดนี้ได้?"
เซี่ยเหล่ยตอบนิ่งๆ "ท่านอวี๋ บริษัทเรามีระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์และเข้มงวดมาก หากยานเกราะคลีนเนอร์ผ่านการทดสอบภายในของบริษัทเราได้ มันย่อมผ่านการตรวจสอบของทุกประเทศในโลกนี้ได้ ส่วนเรื่องการทดสอบที่คุณว่ามา ผมไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย"
มุมปากของอวี๋ซานเหอปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะหยั่งถึง "พูดน่ะพูดได้ แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นมันคนละเรื่องกัน"
เซี่ยเหล่ยยิ้มตอบ "ผมบอกว่ายานเกราะคลีนเนอร์ดี คุณบอกว่าไม่แน่ คุณมีเสรีภาพที่จะแสดงความเห็น หรือแม้แต่มีเสรีภาพที่จะสั่งซื้อหรือไม่สั่งซื้อก็ได้ แต่สิ่งที่ผมจะบอกคุณก็คือ ผมไม่ได้หวังให้คุณมาสั่งซื้อจากบริษัทของผมเลยสักนิด ตอนที่ยานเกราะคลีนเนอร์จัดแสดงอยู่ที่ปารีส หลายประเทศต่างแย่งกันสั่งซื้อจนผมแทบจะปฏิเสธไม่ไหว ถ้าคุณไม่สั่งซื้อ ผมก็แค่หันไปส่งออกให้ตลาดโลกแทน แถมกำไรของผมจะสูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ"
รอยยิ้มประหลาดบนหน้าอวี๋ซานเหอหายวับไป
เซี่ยเหล่ยเสริมอีกประโยค "ยานเกราะคลีนเนอร์นำหน้าผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในยุโรปและอเมริกาถึง 15 ปี คุณคิดว่าผมจะกลัวขายไม่ออกเหรอครับ?"
"เหอะ" อวี๋ซานเหอพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา "คุณคิดว่าคุณกำลังขายข้าวสารหรือกระเทียมหรือไง? อยากจะขาย ก็ต้องมีปัญญาขายให้ได้ก่อนเถอะ"
"หึๆ" เซี่ยเหล่ยหัวเราะเบาๆ "ในเมื่อพวกคุณไม่ซื้อ แล้วพวกคุณยังมีสิทธิ์มาสั่งห้ามไม่ให้ผมขายคนอื่นอีกเหรอ? ท่านอวี๋ ผมขอเตือนคุณสักนิด อย่าทำอะไรให้มันเกินขอบเขตนัก เดี๋ยวจะหาทางถอยไม่ได้ ยานเกราะที่นำหน้าตะวันตกถึง 15 ปี ถ้าคุณมีความสามารถขวางไม่ให้ผมขายได้จริง ผมจะปิดโรงงานสรรพาวุธของผมทิ้งซะ คุณอยากให้ผมออกจากตลาดอาวุธในประเทศมาตลอดไม่ใช่เหรอ? งั้นเรามาพนันกันไหมล่ะ ถ้าคุณขวางผมจนขายไม่ออก ผมจะปิดโรงงาน แต่ถ้าผมขายได้ คุณลาออกจากตำแหน่งเป็นไง?"
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา ทั้งซือป๋อเหรินและตัวแทนกองทัพต่างพากันอึ้ง พวกเขาตกใจในความใจกล้าบ้าบิ่นของเซี่ยเหล่ย เพราะเจ้าของธุรกิจเอกชนคนหนึ่งกล้าท้าให้อวี๋ซานเหอลาออกจากตำแหน่ง!
"แกบังอาจ!" อวี๋ซานเหอเดือดจัด
แต่เซี่ยเหล่ยไม่ถอยแม้แต่นิดเดียว ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ไม่นำพาต่อปฏิกิริยาของอวี๋ซานเหอเลยสักนิด
"พอแล้วๆ" ซือป๋อเหรินรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย "ไม่ว่าใครจะมีตำแหน่งอะไร หรือทำอาชีพไหน ทุกคนล้วนทำเพื่อประเทศชาติ จะทะเลาะกันให้เสียบรรยากาศทำไม อาวุธทุกอย่างของเรย์มาร์กรุ๊ปนั้นยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะยานเกราะคลีนเนอร์ที่นำหน้าตะวันตกถึง 15 ปี นี่คือเรื่องน่ายินดี ทุกคนควรจะดีใจถึงจะถูก"
สีหน้าของอวี๋ซานเหอมืดมนจนน่ากลัว เขาไม่กล้ารับคำท้า เพราะเขารู้ดีว่าลำพังตัวเขาขวางกองทัพไม่ให้ประจำการยานเกราะรุ่นนี้ไม่ได้แน่ และยิ่งขวางเซี่ยเหล่ยไม่ให้ขายในตลาดโลกนั่นก็ยิ่งทำไม่ได้เข้าไปใหญ่ เพราะภาษีจากอาวุธนั้นสูงมาก หากเรย์มาร์กรุ๊ปขายได้ ย่อมนำเงินตราต่างประเทศมหาศาลกลับเข้าประเทศ แถมยังช่วยขยายอิทธิพลของจีนในตลาดอาวุธโลกอีก เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองขนาดนี้ ใครจะกล้าขวาง? ใครขวาง คนนั้นก็จบเห่!
และสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยเหล่ยกับฟ่านฟาน เซี่ยเหล่ยช่วยส่งฟ่านฟานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงแห่งชาติ หรือสำนัก ZN ตอนนี้ทั้งคู่แทบจะเป็นพวกเดียวกัน หากฟ่านฟานอยากจะฟ้องร้องความผิดของเขา มันง่ายเหมือนโทรสั่งอาหารเดลิเวอรี่เลยทีเดียว ถ้าเขาไม่ได้ทำผิดจริงก็แล้วไป แต่ถ้าเขาใช้อำนาจมืดข่มเหงจริงๆ แล้วถูกฟ่านฟานรายงานขึ้นไป เขาคงได้กินข้าวแดงแน่
ทว่า ในขณะที่พ่อบุญธรรมพยายามไกล่เกลี่ยและทุกคนคิดว่าเรื่องจะจบลงเพียงเท่านี้ เซี่ยเหล่ยกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง: "ท่านอวี๋ สรุปคุณจะพนันกับผมไหมครับ?"
ในวินาทีนั้น ซือป๋อเหรินที่เพิ่งหุบปากไปแทบจะทนไม่ไหวจนอยากจะโดดถีบก้นเซี่ยเหล่ยสักที เขาอุตส่าห์ทำให้อวี๋ซานเหอสงบลงได้แล้ว แต่เจ้าเด็กนี่กลับหาเรื่องไปลูบคมเสืออีกรอบ!
เซี่ยเหล่ยตั้งใจลูบคมเสือจริงๆ เขาต้องการส่งสัญญาณให้อวี๋ซานเหอรู้ว่า—ตอนนี้ผมไม่กลัวคุณเลยสักนิด!
อวี๋ซานเหอโกรธจนหลุดหัวเราะออกมา "เซี่ยเหล่ย คุณคิดว่าด้วยสถานะของผม ผมจะลดตัวไปพนันแบบนั้นกับคุณเหรอ? อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย คุณมันแค่เด็กที่ได้ดีตั้งแต่อายุน้อย ระวังเถอะ ดีใจเกินไปอาจจะกลายเป็นทุกข์ได้"
ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น อวี๋ซานเหอก็สะบัดหน้าเดินจากไป
เซี่ยเหล่ยตะโกนตามหลัง "ท่านอวี๋ เดี๋ยวมีงานเลี้ยงนะครับ ทานข้าวก่อนค่อยไปก็ได้!"
อวี๋ซานเหอไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ซือป๋อเกรินตบไหล่เซี่ยเหล่ยแรงๆ พร้อมดุว่า "เจ้าหนู แกตั้งใจไปแหย่รังแตนใช่ไหมเนี่ย?"
เซี่ยเหล่ยยิ้ม "ประเทศกำลังก้าวหน้า ชนชาติของเราก็กำลังก้าวหน้า ใครที่คิดจะขวางก็ขวางไม่อยู่หรอกครับ ผมจะทำให้เรย์มาร์กรุ๊ปเติบโตและแข็งแกร่ง ผมกำลังจะท้าทายยักษ์ใหญ่ด้านอาวุธของตะวันตก แต่อุปสรรคภายในแบบนี้ผมต้องข้ามมันไปให้ได้ก่อน ที่ผมทำไปไม่ใช่เพราะอยากจะเอาชนะใครหรือเป็นศัตรูกับใคร ผมแค่ต้องการเตือนพวกเขาว่า อย่าทำตัวเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของชาติ และอย่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของเรย์มาร์กรุ๊ป"
"พูดได้ดี! บางคนมันควรจะกลับไปทบทวนตัวเองบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเป็นเจ้าพ่อนึกว่าตัวเองใหญ่คับฟ้า" ตัวแทนกองทัพคนหนึ่งเอ่ยเสริม
"เรื่องแบบนี้ต้องมีคนกล้าลุกขึ้นมาพูด คุณเซี่ย คุณพูดถูกแล้ว ผมสนับสนุนคุณ!" ตัวแทนกองทัพอีกคนกล่าว
ต้องมีใครสักคนกล้าลุกขึ้นมาพูดว่า "ไม่" และต้องมีใครสักคนกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ ซึ่งเซี่ยเหล่ยคือคนคนนั้น
อีกด้านหนึ่ง หลิงฮ่าวเอ่ยขึ้นว่า "ท่านมู่ ผู้อำนวยการเย่ พวกท่านเห็นแล้วใช่ไหม? เซี่ยเหล่ยทำตัวแบบนั้นกับท่านอวี๋ พวกท่านลองจินตนาการดูสิว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นจริงๆ ผลลัพธ์ของพวกท่านจะเป็นอย่างไร? อยากทำอะไรก็ทำเถอะครับ ลำพังธุรกิจเอกชนเจ้าเดียวจะทำอะไรพวกท่านสองคนได้?"
เขาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่อง "จุดอ่อน" หรือความลับที่ถูกกุมไว้โดยตรง แต่คำใบ้นั้นชัดเจนที่สุด
มู่เจี้ยนเฟิงและเย่คุณต่างก็เป็นจิ้งจอกเฒ่า มีหรือจะไม่เข้าใจคำใบ้ที่ชัดแจ้งขนาดนี้ ทั้งสองมองหน้ากันแต่ยังไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมาทันที
"ผมไปก่อนเหมือนกัน ถ้าพวกท่านต้องการอะไร โทรหาผมได้ตลอด" หลิงฮ่าวเดินจากไปเช่นกัน
หลังจากหลิงฮ่าวเดินตามอวี๋ซานเหอไปไกลแล้ว เย่คุนจึงเอ่ยถาม "อาจารย์ครับ เราต้องทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ? ผมหมายถึงการ ‘ยืนตาย!’"
"เรามีทางเลือกด้วยเหรอ?"
เย่คุนส่ายหัวพลางยิ้มขื่น "ในเมื่อไม่มีทางถอย และตัดสินใจจะทำแล้ว งั้นเราหาจังหวะดีๆ เถอะครับ"
มู่เจี้ยนเฟิงกล่าว "เดี๋ยวมีงานเลี้ยงไม่ใช่เหรอ? นั่นแหละคือจังหวะที่ดีที่สุด"
"แล้ว... ใครจะเป็นคนพูด..."
มู่เจี้ยนเฟิงขมวดคิ้ว "แกคงไม่ได้คิดจะให้ฉันเป็นคนเปิดปากเองหรอกนะ?"
เย่คุนแอบด่าในใจว่า ‘เชี่ย! ไอ้จิ้งจอกเฒ่าเอ๊ย’ แต่ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้ม "เรื่องแบบนี้จะให้ท่านอาจารย์ออกโรงได้ยังไงครับ วางใจเถอะ ผมจะเป็นคนไปคุยกับเซี่ยเหล่ยด้วยตัวเอง"