- หน้าแรก
- กลับบ้านไปทำไร่ไถนา ฉันจะรวยทะลุฟ้าด้วยระบบสาวสวยรวยทรัพย์
- บทที่ 18 หรือว่าเขาควรจะซื้อบ้างดีนะ?
บทที่ 18 หรือว่าเขาควรจะซื้อบ้างดีนะ?
บทที่ 18 หรือว่าเขาควรจะซื้อบ้างดีนะ?
ช่วงบ่ายตอนที่ออกไปเก็บผักป่า สวี่อี้ยังคงตามมาช่วยงานเหมือนเดิม ทว่าตอนที่ต้องนำผักไปขาย พ่อหลินไม่ได้ตามไปด้วยเพราะงานในไร่นาเริ่มจะยุ่งขึ้นมาแล้ว เมื่อเห็นว่าหลินอันซูสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง เขาจึงปล่อยให้เธอไปเพียงลำพัง
ดังนั้น คนที่ทำหน้าที่ขับรถสามล้อคันเล็กจึงเปลี่ยนเป็นหลินอันซู โดยมีสวี่อี้นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่ข้างๆ เหมือนเคย ก่อนจะออกเดินทาง หลินอันซูได้ส่งข้อความแจ้งเตือนลงในกลุ่มขายผักล่วงหน้า ว่าอีกครึ่งชั่วโมงเธอจะไปถึงจุดเดิมเพื่อวางขายผักป่า
พอรถสามล้อคันเล็กแล่นไปถึงที่หมาย ก็มีลูกค้าหลายคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เห็นเธอปรากฏตัว เสียงทักทายก็ดังขึ้นทันที
“อันอันมาแล้วหรอจ๊ะ”
“วันนี้ทำไมไม่เห็นพ่อของหนูมาด้วยเลยล่ะ”
“พ่อหนูยุ่งอยู่ที่นาค่ะ เลยยังไม่มีเวลามา”
“แต่ทุกคนวางใจได้นะคะ ต่อให้พ่อหนูไม่มา แต่ผักป่าก็ยังเป็นผักป่าเจ้าเดิม รสชาติและความสดใหม่ไม่เปลี่ยนแน่นอนค่ะ”
พอได้ยินหลินอันซูยืนยันแบบนั้น ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเริ่มลงมือเลือกซื้อผักกันอย่างคึกคัก
“เอ๊ะ? มันยังไงกันเนี่ย ในตลาดสดผักป่าขายกันแค่สิบหกสิบเจ็ดหยวนเองไม่ใช่หรอ แต่ที่นี่ขายตั้งยี่สิบหยวน”
“ทำไมคนถึงรุมซื้อกันเยอะขนาดนี้ล่ะ”
“หรือว่าจะเป็นหน้าม้ากันหมดนะ” ชายคนหนึ่งที่เดินผ่านมาหยุดมองด้วยความสงสัย
“หน้าม้าอะไรกันล่ะพี่ ก็เพราะผักป่าบ้านเขาอร่อยจริงๆ น่ะสิคนถึงได้รุมซื้อ ถ้าพี่ว่าแพงก็ไปซื้อที่ตลาดสดนู่นไป” หญิงสาวที่ขายผลไม้อยู่ข้างๆ บ่นพึมพำออกมา
ตอนแรกเธอก็รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเหมือนกัน ผักป่าอะไรจะอร่อยขนาดที่คนยอมควักเงินจ่ายในราคาสูงเพื่อซื้อกินทุกวัน ผักป่าชั่งละยี่สิบหยวนเนี่ยนะ เอาเงินไปซื้ออย่างอื่นกินไม่ดีกว่าหรอ
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่พอเห็นคนมารุมซื้อกันเยอะเข้า เธอก็เริ่มใจสั่นอยู่เหมือนกัน เพียงแต่เธอไม่ได้ไปซื้อผักชั่งละยี่สิบหยวนจากหลินอันซูหรอกนะ เธอรอจนฟ้าเริ่มมืดแล้วแอบไปต่อราคาที่ตลาดสด ซื้อผักป่าชั่งละสิบห้าหยวนกลับมาแทน
พอถึงบ้าน เธอก็รีบนำผักป่าไปลวกน้ำแล้วทำเป็นยำผักป่าเย็นกินทันที แต่รสชาติที่ได้... มันก็งั้นๆ แหละนะ
จนกระทั่งวันต่อมา ในระหว่างที่หลินอันซูกำลังขายผักป่าอยู่ เธอได้แวะมาซื้อกล้วยหอมกับสับปะรดลูกใหญ่ที่ร้านของหญิงขายผลไม้คนนี้พอดี จู่ๆ หญิงคนนั้นก็โพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่าไม่ขอรับเงิน แต่จะขอแลกกับผักป่าแทน ซึ่งหลินอันซูก็ตกปากรับคำอย่างง่ายดาย
คืนนั้นพอเธอกลับถึงบ้าน เธอก็รีบนำผักป่าที่ได้จากหลินอันซูมาทำยำกินทันที แล้วก็ต้องตกตะลึง เพราะมันอร่อยกว่าผักป่าในตลาดสดแบบเทียบกันไม่ติดเลยจริงๆ
จะว่าอร่อยตรงไหนเธอก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน รู้แค่ว่ารสสัมผัสมันดีมาก กินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วฟินสุดๆ แถมยังมีรสหวานฉ่ำตามธรรมชาติ กินแล้วรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก คีบไปไม่กี่คำก็หมดจานเสียแล้ว
เธอกินเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ ตั้งแต่วินาทีนั้นเธอก็เปลี่ยนความคิดทันที ผักป่ากำละยี่สิบหยวนแล้วยังไงล่ะ อร่อยขนาดนี้มันก็คุ้มค่าที่จะจ่ายไม่ใช่หรอ
ถ้าบ้านเธอรวยนะ เธอจะซื้อมากินทุกวันเลยจริงๆ อ้อ ใช่แล้ว เมื่อคืนลูกชายเธอโทรมาบอกว่าจะกลับมาบ้านคืนนี้ ไม่ได้การล่ะ เธอต้องไปซื้อมาสักกำ ไม่สิ ต้องสองกำเลย ลูกชายกลับมาทั้งทีต้องทำของอร่อยให้กินเสียหน่อย
คิดได้ดังนั้น หญิงขายผลไม้ก็รีบลุกจากเก้าอี้ วิ่งไปต่อแถวที่หน้ารถสามล้อคันเล็กของหลินอันซูทันที
“เอ๊ะ? อ้าว?” ชายคนที่เพิ่งนินทาว่าหลินอันซูจ้างหน้าม้าถึงกับยืนอ้าปากค้าง
หรือว่าผักป่าเจ้านี้จะอร่อยจริงๆ นะ
หรือว่าเขาควรจะซื้อบ้างดีนะ?
ยังไงราคามันก็แพงกว่ากันแค่ไม่กี่หยวนเอง ถ้าไม่อร่อยจริงๆ พรุ่งนี้เขาค่อยกลับมาด่าแม่ค้าคนนี้ก็ยังไม่สาย
คิดได้ดังนั้น เขาก็รีบเบียดตัวเข้าไปร่วมวงทันที
ผักป่าของวันนี้ยังคงขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ในช่วงท้ายของการขาย มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายหลินอันซู เขาบอกว่ามาจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวอำเภอ เห็นว่าผักป่าของเธอคุณภาพดีเลยอยากจะชวนร่วมธุรกิจ โดยให้เธอส่งผักให้ร้านวันละประมาณห้าสิบชั่ง ส่วนราคานั้นเขาให้ได้ที่ชั่งละสิบห้าหยวน
หลินอันซูปฏิเสธไปทันที เพราะถ้าต้องส่งให้ร้านอาหารด้วยและต้องขับรถออกมาขายเองด้วย เธอคนเดียวคงทำไม่ไหวแน่ๆ ยิ่งร้านอาหารให้ราคาแค่สิบห้าหยวน ยิ่งดูไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
อย่างไรก็ตาม เธอเลือกที่จะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
“ขอโทษด้วยนะคะพี่ชาย ทางหนูยุ่งมากจริงๆ คงไม่มีเวลาขับรถไปส่งให้ที่ร้านหรอกค่ะ อีกอย่าง ช่วงเวลาของผักป่ามันก็สั้นมาก แค่ครึ่งเดือนก็หมดแล้ว หนูคงขายได้อีกไม่กี่วันหรอกค่ะ”
“แต่ว่า ในอนาคตเรายังร่วมงานกันได้นะคะ หนูยังมีผักที่ปลูกเองอีก ซึ่งคุณภาพก็ดีไม่แพ้ผักป่าพวกนี้เลยค่ะ ถ้าผักในไร่ของหนูโตเมื่อไหร่ หนูค่อยส่งให้ร้านของพี่นะคะ!”
ถึงแม้ผักในไร่จะยังไม่ได้เริ่มปลูกเลยสักต้น แต่หลินอันซูก็พูดออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว ยังไงเธอก็ต้องปลูกอยู่แล้วนี่นา การหาลูกค้าไว้ล่วงหน้าก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน
“ที่บ้านหนูปลูกผักด้วยหรอ มีผักอะไรบ้างล่ะ” ชายคนนั้นถามด้วยความสนใจ
“มีแตงกวา มะเขือเทศ ผักกาดกวางตุ้ง พริก มะเขือยาว ถั่วฝักยาว แล้วก็ถั่วเหลืองค่ะ มีครบเลย” หลินอันซูตอบฉะฉาน
“เยอะขนาดนั้นเลยหรอ ดีเลยนะเนี่ย แล้วจะเก็บเกี่ยวได้เมื่อไหร่ล่ะ”
“คงต้องรออีกสักพักค่ะพี่ชาย เอาแบบนี้ไหมคะ เรามาเพิ่มเพื่อนในวีแชทกันไว้ก่อนดีกว่า”
“ได้สิ เดี๋ยวพี่สแกนเอง” ชายคนนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพิ่มเพื่อนกับหลินอันซูทันที
“พี่ชายคะ จะให้หนูเรียกว่าอะไรดีคะ”
“พี่ชื่อเหลียงหู มาจากร้านอาหารหงฉีที่อยู่ถนนสายใต้ในตัวอำเภอน่ะ”
“ร้านอาหารหงฉีหรอคะ? ที่นั่นอาหารราคาไม่เบาเลยนะคะ แต่ได้ยินว่ารสชาติเด็ดมากจริงๆ อ้อ พี่คะ หนูชื่อหลินอันซูค่ะ อยู่หมู่บ้านแถวนี้เอง”
“โอเค พี่จำได้แล้ว”
ก่อนที่เหลียงหูจะกลับ หลินอันซูยังใจป้ำแถมต้นจี้ไช่ให้เขาไปกำหนึ่งด้วย เธอเชื่อว่าถ้าเขาได้ลองชิมผักป่านี้แล้ว ในอนาคตเขาจะต้องกลับมาซื้อผักจากเธอแน่นอน
พอเขาลับตาไปแล้ว สวี่อี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กระซิบถามเสียงเบา
“พี่อันซูฮะ พี่ไปปลูกผักเยอะแยะขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่หรอฮะ ทำไมผมไม่เห็นคุณแม่พูดถึงเลยฮะ!”
“กำลังจะปลูกจ้ะ อีกไม่กี่วันนี้แหละ”
“อ้าว? แล้ว... แล้วพี่ไปบอกเขาแบบนั้น มันจะดีหรอฮะ” สวี่อี้ทำหน้ากังวล
“จะไม่ดีตรงไหนล่ะจ๊ะ ผักน่ะพี่ปลูกแน่นอน และต้องปลูกออกมาให้ดีที่สุดด้วย อีกอย่าง พี่ก็บอกเขาไปแล้วว่าเป็นเรื่องในอนาคต ไม่ใช่พรุ่งนี้หรือตอนนี้เสียหน่อย แบบนี้ไม่เรียกว่าหลอกลวงหรอกจ้ะ”
“อื้ม ก็จริงนะฮะ” สวี่อี้พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหลินอันซูทันที
“ไปเถอะ กลับบ้านกัน วันนี้พัสดุมาส่งแล้ว พี่จะพาเธอไปรับการ์ดอุลตร้าแมนนะ”
“เย้ๆ ดีใจที่สุดเลยฮะ!” สวี่อี้กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
พอไปถึงจุดรับพัสดุ หลินอันซูก็รับของมาทีเดียวหลายกล่อง มีทั้งหนังสือที่เธอสั่งซื้อ เสื่อโยคะ รวมถึงเครื่องนอนที่เธอส่งมาจากเมืองอันเฉิง และแน่นอนว่ามีการ์ดของสวี่อี้ด้วย
ในระหว่างที่รับพัสดุ สวี่อี้เห็นว่าของเยอะมาก เขาจึงรีบกระโดดลงจากรถมาช่วยถืออย่างรู้ความ หลินอันซูไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของเขา แต่เธอเลือกให้เขาถือเฉพาะของที่เบาๆ ส่วนของหนักๆ เธอรับหน้าที่แบกเองทั้งหมด ก็คนมันแรงเยอะนี่นา ช่วยไม่ได้จริงๆ
“เอ้า นี่การ์ดของเธอจ้ะ”
“แล้วนี่ก็ลูกอมกบที่พี่ซื้อมาฝากด้วยนะ”
“โห พี่อันซูฮะ พี่ซื้อลูกอมกบให้ผมด้วยหรอฮะ พี่ใจดีที่สุดในโลกเลยฮะ!” สวี่อี้ดีใจราวกับเด็กน้อย แววตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ
“เธอช่วยพี่มาหลายวันแล้ว ซื้อขนมให้แค่นี้จะเป็นไรไป”
สวี่อี้ช่วยงานเธออย่างเต็มที่จริงๆ และที่สำคัญคือในสถานการณ์เมื่อครู่ ถึงแม้เขาจะสงสัยมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้โพล่งถามออกมาต่อหน้าเหลียงหูให้เธอต้องเสียหน้า เด็กคนนี้ทั้งขยันและรู้จักกาลเทศะจริงๆ
“ไม่ใช่แค่ขนมหรอกฮะ พี่อันซูยังเลี้ยงกล้วยหอม สับปะรด ข้าวโพดปิ้ง ไส้กรอกย่าง แถมยังซื้อการ์ดให้ แล้วก็ให้ผักป่าที่บ้านผมกินด้วย พี่ดีกับผมมากจริงๆ ฮะ!”
“เธอมีความสุขก็พอแล้วจ้ะ”
หลังจากรับพัสดุเสร็จ หลินอันซูก็ไม่ลืมแวะซื้อเนื้อหัวหมูมาหนึ่งชั่งกว่าๆ กับหูหมูอีกสองข้าง ให้เจ้าของร้านช่วยทำเป็นยำเย็นให้เรียบร้อย นอกจากนี้ยังซื้อกับข้าวอย่างอื่นเพิ่มอีกนิดหน่อย และเหล้าเสี่ยวหลางจิ๋วอีกสองขวด พอเหลือบไปเห็นสวี่อี้ที่นั่งดูดลูกอมกบอยู่บนรถอย่างเรียบร้อย เธอก็เลยหยิบวอฮาฮามาให้อีกแผงหนึ่งด้วย
“เอ้า รางวัลสำหรับเด็กดีจ้ะ”
“แล้วนี่ก็เงินสิบหยวนของวันนี้จ้ะ”
“อื้อ พี่อันซูฮะ มีวอฮาฮาแล้ว เงินนี่ผมไม่รับแล้วนะฮะ” สวี่อี้รีบรับวอฮาฮาไปกอดไว้แน่น แต่กลับส่ายหน้าปฏิเสธเงินสิบหยวน
หลายวันมานี้ พี่อันซูซื้อของกินให้เขาตั้งเยอะแยะ หมดเงินไปไม่ใช่น้อยๆ เขาจะยังกล้ารับเงินค่าแรงจากพี่อีกได้ยังไง
“ให้ก็รับไปเถอะจ้ะ ไม่อย่างนั้นคราวหน้าพี่จะกล้าเรียกเธอมาช่วยงานได้ยังไงล่ะ”
“ก็ได้ฮะ ผมรับไว้ก็ได้ พี่อันซูฮะ พี่อย่าทิ้งผมนะฮะ” สวี่อี้รีบเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วมองเธอด้วยสายตาอ้อนวอนราวกับกลัวจะโดนทิ้ง
“ไม่ทิ้งหรอกจ้ะ กินขนมไปเถอะนะ”
“อื้มๆ”
ระหว่างทางกลับบ้าน สวี่อี้อารมณ์ดีมากถึงขนาดฮัมเพลงการ์ตูนออกมาอย่างมีความสุข ส่วนหลินอันซูเอง... เธอก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะเธอเพิ่งจะได้รับรางวัลจากระบบอีกแล้วน่ะสิ