เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 พี่สาวช่วยข้าด้วย

บทที่ 41 พี่สาวช่วยข้าด้วย

บทที่ 41 พี่สาวช่วยข้าด้วย


บทที่ 41 พี่สาวช่วยข้าด้วย!

หลีซุ่ยฟังความหมายของหลิงเกอออก "ข้าว่ามันไม่น่าจะเหมือนกับที่นายท่านคิดนะ"

ของดีที่ชือเวยบอก อาจจะไม่ใช่เจ็ดรสไขตะวันก็ได้

"งั้นก็ไปดูให้รู้กันไปเลย" เรื่องบางเรื่อง ใครจะไปเดาถูกได้ตลอดล่ะ?

ชือเวยได้ยินที่พวกเขาสื่อสารกันทางจิต รู้ว่าหลิงเกอเชื่อใจตัวเองขนาดนี้ นางก็สั่นหูฟูๆ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มหวานหยดย้อย

เมื่อสบตากับชือเวย หลิงเกอก็รู้สึกสดใสขึ้นมาทันที

"นำทางไปเลย!"

หลีซุ่ยหัวเราะพรวด

"นายท่าน ท่านมีเขาอวี้หลิงที่ใหญ่โตขนาดนั้นอยู่แล้วนะ" ของบนเขาอวี้หลิงดีกว่าที่นี่ตั้งเยอะ

ถึงตอนนี้จะยังแตะต้องไม่ได้ แต่มันก็แค่ชั่วคราว

หลิงเกอโบกมือ "ของดีอะไรนั่นไม่สำคัญหรอก แค่ขี่กระบี่มาเหนื่อยๆ อยากลงไปพักผ่อน เดินดูรอบๆ เท่านั้นเอง"

ของดี มีใครบ้างล่ะไม่อยากได้?

หลีซุ่ย: เหอะ~

"ลองคิดดูสิ ในตำราแม้จะบันทึกเรื่องเจ็ดรสไขตะวันไว้ไม่มาก แต่ก็มีท่อนหนึ่งบอกว่ามันคือสุดยอดหยางแห่งโลกมนุษย์ ในเมื่อทวีปตอนล่างมีอยู่ แล้วทำไมหลายปีมานี้ถึงไม่มีใครค้นพบเลยล่ะ? ต้องมีอะไรที่ร้ายกาจมากๆ คอยคุ้มกันหรือสะกดมันไว้อยู่แน่ๆ"

"ด้วยสภาพร่างกายของข้าตอนนี้ ต่อให้ไม่ใช่เจ็ดรสไขตะวัน แต่เป็นของวิเศษล้ำค่าอย่างอื่น หาเจอแล้วเก็บไว้ข้างตัวก็ถือเป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาด" มีเหตุผลใช่ไหมล่ะ

หลีซุ่ยถึงกับเถียงไม่ออก

ก็จริง

ของบนเขาอวี้หลิงตอนนี้ยังแตะต้องไม่ได้จริงๆ

และสภาพร่างกายของนายท่านตอนนี้ ก็ต้องการของวิเศษที่มีพลังปราณสูงๆ หรือของที่แฝงพลังปราณมาตามธรรมชาติอย่างเร่งด่วนจริงๆ

หลีซุ่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อายุแค่นี้ อย่าทำตัวแก่แดดนักเลย" หลิงเกอยกมือขึ้น ใช้นิ้วเคาะหัวหลีซุ่ยเบาๆ

เขาเพิ่งจะฟักออกมาได้สิบปีเองนะ

หลีซุ่ย: "..."

ชือเวยแกว่งหางไปมา กระโดดดึ๋งลงมาจากกลางอากาศ

หลิงเกอขี่กระบี่ตามไป

ไหนๆ ก็มาแล้ว

เรื่องของดีบนเขาก็เรื่องนึง แต่ตอนนี้พวกเขามาถึงทิศใต้แล้ว เผลอๆ อาจจะหาเจ็ดรสไขตะวันเจอที่นี่ก็ได้

แน่นอนว่า นี่คือความหวังสูงสุดของหลิงเกอ

ถ้าทิศใต้ไม่มีเจ็ดรสไขตะวัน ก็คงต้องไปหาที่อื่น

ใต้หมู่เมฆ มีเงาร่างหลายสายวูบผ่านไป หลิงเกอหยุดชะงัก โบกมือเบาๆ ก้อนเมฆปุกปุยเหมือนสำลีหลายก้อนก็ลอยเข้ามาล้อมรอบตัวนางไว้ตรงกลาง

เงาร่างที่พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของกลุ่มเมฆเหนือหัว หรือจะพูดให้ถูกคือ พวกเขาไม่ได้สนใจตรงนี้เลย จึงไม่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้

หลังจากเงาร่างเหล่านั้นผ่านไป หลิงเกอก็ค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากกลุ่มเมฆ ในเสี้ยววินาทีนั้น ฟ้าดินก็ดูสว่างไสวขึ้นมาทันตา

"พวกผู้บำเพ็ญสายมารพวกนั้นนี่นา" หลีซุ่ยเอ่ยขึ้น

พวกมันก็มุ่งหน้ามาทางนี้เหมือนกัน

พวกผู้บำเพ็ญสายมารที่หนีไปก่อนหน้านี้ นายท่านก็ยังบังเอิญมาเจออีก...

หลิงเกอย่อมจำได้

ในบรรดาผู้บำเพ็ญสายมารเหล่านั้น ผู้หญิงที่เป็นหัวหน้ายังเคยวิ่งไล่ตามนางมาตั้งไกล

"นายท่าน ทางทิศใต้ของทวีปตอนล่าง คงไม่ใช่รังของพวกผู้บำเพ็ญสายมารหรอกนะ?" หรือก็คือตำหนักหมื่นมารที่เจ้ารังเชียนจั้งอะไรนั่นพูดถึง

หลิงเกอพยักหน้าเบาๆ "ยินดีด้วย เป็นไปได้อย่างยิ่งเลยล่ะ"

"โฮก~"

ชือเวยเบิกตากลมโต จ้องมองไปทางทิศที่เซวียหวยอวี่และพรรคพวกบินไป ด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม

หลิงเกอถาม "พวกเราก็จะไปทางนั้นด้วยหรือ?"

ชือเวยพยักหน้าหงึกๆ ใช้กรงเล็บชี้ไปทางที่พวกผู้บำเพ็ญสายมารบินไป

หลีซุ่ยเห็นชือเวยตื่นเต้นขนาดนั้น ก็เสนอว่า "นายท่าน พวกเราไปดูกันหน่อยไหม?"

เผื่อจะเป็นเจ็ดรสไขตะวันจริงๆ

ถอยออกมาอีกก้าว ต่อให้ไม่ใช่เจ็ดรสไขตะวัน แต่การที่ทำให้ชือเวยตื่นเต้นได้ขนาดนี้ ก็ต้องเป็นของวิเศษล้ำค่าที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ

ความสามารถอย่างหนึ่งที่มีมาแต่กำเนิดของหนูเอ๋อซูคือ——สามารถได้ยินเสียงที่ไม่ธรรมดาบนโลกใบนี้

หลังจากครุ่นคิด หลิงเกอก็ตามไป

ถึงจะเป็นผู้บำเพ็ญสายมาร แต่เจ็ดรสไขตะวันก็ไม่ได้แบ่งแยกผู้บำเพ็ญสายมารหรือผู้บำเพ็ญเซียนเสียหน่อย

หลิงเกออยากรู้ว่า ในทวีปตอนบนที่ผู้บำเพ็ญสายมารต่างหลบซ่อนตัวไม่กล้าโผล่หัว กลัวถูกผู้บำเพ็ญเซียนเจอแล้วจะโดนทำลายจนวิญญาณแตกซ่าน แต่ในทวีปตอนล่าง ผู้บำเพ็ญสายมารกลับสามารถสร้างตำหนักหมื่นมารขึ้นมาได้

เพื่อไม่ให้แหวกหญ้าให้งูตื่น หลิงเกอเก็บกระบี่ย่านหั่วลง ร่ายมนตร์เหาะลงมาตามสายลม ตามทิศทางที่พวกผู้บำเพ็ญสายมารบินไป พอข้ามเขาลูกนี้ไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือเมืองที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก

พวกผู้บำเพ็ญสายมารบินเข้าไปในเมือง โดยไม่มีใครขัดขวาง

"แปลกจัง ทำไมผู้บำเพ็ญสายมารถึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตของคนธรรมดาได้ล่ะ?" หลีซุ่ยสงสัย

ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเซียน หากไม่ใช่เพื่อปราบปีศาจหรือล่ามาร ก็จะต้องแยกเส้นทางกับคนธรรมดา ต่อให้เข้าไปในเขตของคนธรรมดา ก็ห้ามเปิดเผยฐานะผู้บำเพ็ญเซียนเด็ดขาด

คำถามของหลีซุ่ย หลิงเกอก็ตอบไม่ได้ นางเลือกที่จะร่อนลงที่นอกเมืองห่างออกไปสิบกว่าลี้

เมืองที่ผู้บำเพ็ญสายมารเข้าออกได้ตามสบาย หลิงเกอในฐานะผู้บำเพ็ญเซียนก็ขอระวังตัวไว้ก่อน ใครจะรู้ว่านี่คือรังของพวกผู้บำเพ็ญสายมารหรือเปล่า

อีกอย่าง ผู้บำเพ็ญเซียนไม่สามารถใช้เวทมนตร์หรือวิชาใดๆ ต่อหน้าคนธรรมดาได้ตามใจชอบ รวมถึงการขี่กระบี่บินด้วย

หลิงเกอไม่ชอบกฎเกณฑ์หยุมหยิมของสำนักบำเพ็ญเซียน ไม่ชอบเอามากๆ

แต่ต่อหน้าผู้คน นางก็ไม่อยากใช้เวทมนตร์จริงๆ ไม่ใช่เพราะกฎหรอกนะ แต่การเปิดเผยฐานะผู้บำเพ็ญเซียนต่อหน้าคนธรรมดาเนี่ย มัน... โคตรจะวุ่นวายเลย

หลิงเกอยกมือขึ้นโบกเบาๆ เปลี่ยนชุดเป็นชุดของคนธรรมดา จับชือเวยยัดใส่กระเป๋าสะพาย ใช้นิ้วลูบป้ายหยกที่ห้อยอยู่บนกระเป๋า แสงสีน้ำเงินจางๆ ก็กระเพื่อมขึ้นมาปกปิดกลิ่นอาย

ไม่ว่าจะเป็นรังของผู้บำเพ็ญสายมารหรือไม่ ก็แฝงตัวเข้าไปในเมืองเงียบๆ ก่อนแล้วกัน

เมื่อมาถึงหน้าประตูเมือง หลิงเกอมองขึ้นไปที่ป้ายชื่อเมืองที่แขวนอยู่บนที่สูง——เมืองเกาเซวียน

นางละสายตา แล้วเดินต่อไปข้างหน้า สายตาแปลกๆ จากรอบข้าง นางไม่ได้สนใจ

เพียงแต่...

ผู้คนที่เดินไปมานอกเมืองนี้ ไม่รู้ทำไมถึงมีแต่ผู้ชาย แล้วสายตาของชายพวกนี้ที่มองนาง บางทีอาจจะคิดว่านางเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดา สายตาแต่ละคู่ถึงได้ทั้งแปลกและจาบจ้วงอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้

หลิงเกอเม้มปาก แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เดินตามฝูงชนเข้าไปในเมือง

หลังจากเข้าเมือง เสียงจอแจรอบตัวก็ดังขึ้น เป็นบรรยากาศที่ควรมีในถนนคนเดินปกติ แต่สายตาที่จ้องมองหลิงเกอก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

คนที่จ้องหลิงเกอแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่อยู่ในดวงตาของพวกเขาล้วนเหมือนกันหมด

เหยื่อ

ไม่สิ น่าจะเป็นเนื้อบนเขียงมากกว่า

ยิ่งหลิงเกอเดินลึกเข้าไปในเมือง สายตาของพวกเขาที่มองนางก็ยิ่งจาบจ้วงมากขึ้น

ถ้าหลิงเกอไม่มีตบะบารมี ถ้าไม่มีความสามารถพอที่จะปกป้องตัวเองได้จริงๆ นางคงหันหลังวิ่งหนีตั้งแต่ก่อนเข้าเมืองแล้ว

เดินเข้าเมืองมาตั้งนาน หลิงเกอถึงได้เห็นผู้หญิงอยู่บนถนนประปราย

ผู้หญิงพวกนี้ ล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญสายมาร

ในทางกลับกัน ในหมู่ผู้ชายที่ปรากฏตัวบนถนน กลับไม่เห็นผู้บำเพ็ญสายมารเลยสักคน

สายตาอันเย็นชาของหลิงเกอกวาดมองฝูงชน

เมืองนี้ ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน

มีคนธรรมดาอยู่ไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ในอากาศก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญสายมาร

การที่ตำหนักหมื่นมารตั้งอยู่ที่นี่ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย

หลิงเกอยกมุมปากขึ้น

หลีซุ่ยรู้สึกอึดอัดกับสายตาที่จ้องมองมา แดนคนธรรมดากลับมีสภาพเหมือนจะกินคนแบบนี้

เมื่อเห็นหลิงเกอสงบนิ่งตามปกติ หลีซุ่ยก็อดเลื่อมใสไม่ได้

"นายท่าน ท่านไม่กลัวพวกมันพุ่งเข้ามาฉีกท่านเป็นชิ้นๆ หรือ?" สิ่งที่แฝงอยู่ในสายตาของคนพวกนี้ก็คือความหมายนี้แหละ

ฉีกเป็นชิ้นๆ หรือ?

หลิงเกอมีรอยยิ้มประดับดวงตา

พวกมันลองดูได้นะ ว่าสุดท้ายใครกันแน่ที่จะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

"ไอ้เด็กเวร จะหนีไปไหน!"

เสียงตวาดดังมาจากเหนือหัว เด็กหนุ่มคนหนึ่งพังหน้าต่างกระโดดออกมาจากตึกที่ใหญ่ที่สุดข้างๆ กลิ้งมาอยู่ตรงหน้าหลิงเกอ

เด็กหนุ่มที่เลือดอาบไปทั้งตัว สวมกอดขาของหลิงเกอไว้แน่น ท่าทางหวาดกลัวเหมือนลูกกวางบาดเจ็บ ดูบริสุทธิ์ น่าสงสาร และไร้เดียงสา

"พี่สาว ช่วยข้าด้วย!"

พริบตาเดียว ถนนที่เคยพลุกพล่านและจอแจก็เงียบกริบ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จดจ้องมาที่หลิงเกอ แววตาของพวกเขาราวกับผีร้ายที่ดุร้ายที่สุด!

จบบทที่ บทที่ 41 พี่สาวช่วยข้าด้วย

คัดลอกลิงก์แล้ว