เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 666 คำขาดครั้งสุดท้ายของอเมริกา

บทที่ 666 คำขาดครั้งสุดท้ายของอเมริกา

บทที่ 666 คำขาดครั้งสุดท้ายของอเมริกา


การสังหารหมู่ในเมืองเกียวโตดำเนินต่อไปเป็นเวลาห้าวัน ในช่วงเวลาห้าวันนี้เกียวโตถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันแห่งเลือด

ข่าวสารที่เกี่ยวข้องเริ่มแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ การถ่ายภาพและส่งต่อขึ้นสู่อินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องยาก ช่องทางการสื่อสารจึงไม่อาจปิดกั้นได้ การสังหารหมู่ขนาดใหญ่เช่นนี้การจะปกปิดไว้นั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

สังคมนานาชาติออกมาชี้ความผิดและประณามการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในเกียวโต ซึ่งในจุดนี้ทุกคนต่างมีความเห็นพ้องกัน

แม้แต่บริษัทเจี๋ยเคอเอง ก็ออกมาร่วมประณามพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงของกองกำลังหวงเสีย

บางเรื่องทำได้แต่พูดไม่ได้ ผ่านการประณามเช่นนี้ บริษัทเจี๋ยเคอจึงกำหนดลักษณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกียวโตให้กลายเป็นการก่อจลาจลของกองกำลังหวงเสีย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทเจี๋ยเคอที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบเลยแม้แต่น้อย

และหลังจากผ่านไปห้าวัน นักข่าวภาคสนามจากทั่วทุกมุมโลกที่เคยถูกขัดขวางไม่ให้เข้าพื้นที่ จึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังเมืองเกียวโตได้สำเร็จ

ในที่แห่งนั้น พวกเขาได้เห็นภาพที่จะจดจำไปชั่วชีวิต

ซากศพที่กองพะเนินเป็นภูเขาเลากาภายในเมือง ถูกผลักลงสู่หลุมลึกที่ขุดไว้ กลิ่นเหม็นสาบของศพจากการเผาด้วยน้ำมันเบนซินลอยล่องไปไกลกว่าสิบกิโลเมตรก็ยังคงได้กลิ่น

ซากปรักหักพังของเมืองที่พบเห็นได้แทบทุกหนทุกแห่ง พร้อมกับซากศพนับไม่ถ้วนที่ยังไม่ทันได้ทำการเผาหรือฝัง

เนื่องจากไม่มีใครจัดการ ทำให้มีแมลงวันบินว่อนไปหมด ซากศพเต็มไปด้วยตัวหนอนที่คอยชอนไชอยู่ตามเนื้อหนังที่เน่าเหม็น

นักข่าวภาคสนามบางคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ เมื่อเห็นภาพนี้เข้าถึงกับอาเจียนเอาอาหารเก่าออกมาทันที

แม้แต่นักข่าวที่มีประสบการณ์โชกโชน เคยผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนและเห็นสงครามมามากมาย ก็ยังรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบและปั่นป่วนในกระเพาะ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้นช่างนองเลือดและน่าสลดใจเกินคำบรรยาย

ไม่เคยเห็นศพจำนวนมากเช่นนี้มาก่อน การสังหารหมู่เช่นนี้เป็นการกระทำที่โหดร้ายผิดมนุษย์ จนทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในขุมนรก สิ่งที่ได้เห็นและได้ยินทำให้หัวใจสั่นระรัวอย่างรุนแรง

เมื่อได้เห็นใบหน้าของทหารหวงเสียที่แสดงออกถึงความเฉยเมย ความเหี้ยมเกรียม หรือความโหดร้าย ในใจของพวกเขาก็ยิ่งขวัญหนีดีฝ่อ เพราะเกรงว่าจะถูกเพชฌฆาตที่ไร้มนุษยธรรมเหล่านี้ปฏิบัติเยี่ยงฝูงแกะ และถูกสังหารเหมือนพลเรือนในเกียวโต

แต่ความกังวลของพวกเขากลับเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็น แม้ทหารหวงเสียจะโหดร้าย แต่พวกเขาก็ไม่ได้ไร้การควบคุม

ภายใต้การจัดการของบริษัทเจี๋ยเคอ พวกเขาไม่กล้าหันปากลำกล้องปืนไปทางนักข่าวภาคสนามที่แต่ละประเทศส่งมา เพราะบริษัทเจี๋ยเคอนั้นโหดเหี้ยมกว่าพวกเขามาก

ทหารหวงเสียที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทเจี๋ยเคอ ล้วนถูกบริษัทเจี๋ยเคอจับตัวออกมาประหารชีวิตด้วยการยิงทิ้งไปนานแล้ว

ในระหว่างสงคราม บริษัทเจี๋ยเคอถึงขั้นยิงถล่มทั้งทหารหวงเสียและกองกำลังป้องกันตนเองไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้เห็นหัวว่าพวกเขาเป็นมนุษย์เลย

ดังนั้นทหารหวงเสียเหล่านี้จึงทราบดีว่าใครที่รังแกได้ และใครที่ต้องเชื่อฟังอย่างเคร่งครัด

ภายใต้คำสั่งที่เข้มงวดของบริษัทเจี๋ยเคอ นักข่าวภาคสนามจึงสามารถถ่ายภาพความน่าสลดใจภายในเมืองเกียวโตออกมาได้

ภายใต้เลนส์กล้องของนักข่าวเหล่านี้ ภายในเมืองเต็มไปด้วยร้านค้าที่ถูกปล้นสะดม และกลุ่มอาคารที่ถูกไฟไหม้ ซากศพกองเป็นภูเขา และมีเลือดไหลนองเป็นสายน้ำ

เมืองหลวงทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของประเทศญี่ปุ่น ยามนี้เกือบทุกบ้านเหลือเพียงบ้านที่ว่างเปล่า ตามสถิติที่ยังไม่สมบูรณ์ มีพลเรือนเสียชีวิตที่นี่มากถึงล้านคน

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปสู่โลกภายนอก ก็สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลกทันที

ชาวโลกทราบดีว่ามีการสังหารหมู่เกิดขึ้นในเกียวโต แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขนาดนี้ เป็นเรื่องที่เกินกว่าที่หลายคนจะจินตนาการได้ แค่ได้เห็นข้อมูลตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายที่ระบุไว้ ก็เพียงพอที่จะทำให้คนรู้สึกสยองขวัญได้แล้ว

ชื่อเสียของกองกำลังหวงเสียจึงแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินญี่ปุ่น อารากิ เคนอิจิ ผู้บัญชาการกองกำลังหวงเสีย จึงกลายเป็นจอมมารที่แค่ได้ยินชื่อเด็กๆ ก็ถึงกับหยุดร้องไห้ ชื่อเสียงของเขาทำให้คนต้องหวาดผวา

แต่แม้ชื่อเสียงของอารากิ เคนอิจิ ในญี่ปุ่นจะเหม็นเน่าถึงเพียงใด แต่ด้วยผลงานที่โดดเด่นในเมืองเกียวโต เขากลับได้รับความไว้วางใจจากบริษัทเจี๋ยเคอ จนได้รับการแต่งตั้งจากหน้าที่เสนาธิการให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังหวงเสีย

และอารากิ เคนอิจิ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อได้รับอำนาจจากบริษัทเจี๋ยเคอ เขาก็ดูเหมือนจะลืมที่มาของตนเองไปจนสิ้น และกลายเป็นสุนัขที่ดุร้ายที่สุดภายใต้การปกครองของบริษัทเจี๋ยเคอ โดยสังหารร่วมชาติของตนเองอย่างไม่ลด และใช้ซากศพของชาวญี่ปุ่นเป็นขั้นบันไดในการปีนป่ายสู่อำนาจ

หลังจากเมืองเกียวโตถูกยึดครอง เรื่องราวการสังหารหมู่ในเกียวโตก็แพร่สะพัดไปทั่วโลก เมืองอื่นๆ ต่างหวาดกลัวต่อความไร้มนุษยธรรมของกองกำลังหวงเสีย

ในเวลาต่อมา เมืองโกเบ เฮียวโงะ คางาวะ และโทคุชิมะ ต่างก็ทยอยล่มสลายลงภายใต้แสนยานุภาพของบริษัทเจี๋ยเคอทีละเมือง

เมืองเหล่านี้บริษัทเจี๋ยเคอเพียงแค่มีส่วนร่วมในการบุกเมืองช่วงสั้นๆ เท่านั้น แม้ว่ากองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในช่วงเวลานี้จะเกณฑ์ทหารอย่างบ้าคลั่งจนขยายจำนวนกองทัพบกไปเกือบหนึ่งล้านคน แต่พลังการรบที่แท้จริงย่อมเป็นที่คาดเดาได้

เมื่อต้องเผชิญกับกองทัพที่แข็งแกร่งของบริษัทเจี๋ยเคอที่กวาดล้างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาจนราบคาบ จะเป็นกำลังรบที่เกณฑ์มาจากข้างถนนของญี่ปุ่นได้อย่างไรที่จะต้านทานได้ไหว

ไม่ต้องถึงมือทหารบริษัทเจี๋ยเคอออกโรง กองกำลังหวงเสียที่สู้รบเคียงคู่กับบริษัทเจี๋ยเคอก็บุกทะลวงไปตามเมืองต่างๆ ทหารหวงเสียหลายคนเดิมทีก็เป็นทหารเกณฑ์ของญี่ปุ่น เมื่อต้องเผชิญกับกองทัพเจี๋ยเคอตอนนั้นพวกเขาก็พ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดาย

แต่เมื่อสถานะเปลี่ยนกลายเป็นทหารหวงเสียภายใต้บริษัทเจี๋ยเคอ และได้รับใช้นายท่านแห่งกองทัพหลวง พวกเขาแต่ละคนกลับกลายเป็นคนที่มีกำลังมหาศาลขึ้นมาทันที ราวกับมีใบหน้าที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน และสังหารร่วมชาติของตนเองอย่างไม่ปรานี

อาจจะเป็นเพราะธาตุแท้ในใจถูกปลดปล่อยออกมา พวกเขาจึงราวกับทหารญี่ปุ่นในยุคโชวะ ที่ราวกับสัตว์ป่าหลุดจากกรง ความรู้สึกที่ได้กุมชีวิตของผู้อื่นไว้ในมือและช่วงชิงทรัพย์สินมาเป็นของตนเพื่อความร่ำรวยนั้น ทำให้พวกเขาค่อยๆ กลายเป็นกองทัพปีศาจที่แท้จริง และหลงรักความรู้สึกในการบุกยึดและเข่นฆ่าผู้คนไปตามอำเภอใจเช่นนี้

การเคลื่อนทัพของบริษัทเจี๋ยเคอในญี่ปุ่นเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการกุมอำนาจเหนือน่านฟ้าและการระดมยิงปืนใหญ่ ผสมโรงกับกองกำลังหวงเสียชุดนี้ ทำให้บริษัทเจี๋ยเคอได้รับชัยชนะในทุกแห่งหน เมืองต่างๆ ของญี่ปุ่นทยอยล่มสลายทีละเมือง ดินแดนจำนวนมากตกมาอยู่ในมือของบริษัทเจี๋ยเคอ

รัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อต้องเผชิญกับการรุกคืบของบริษัทเจี๋ยเคอ การขัดขวางและความพยายามทั้งหมดของพวกเขาก็กลายเป็นเรื่องที่น่าขัน

เปรียบราวกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ภายใต้การกดดันของบริษัทเจี๋ยเคอที่ขยับเข้าใกล้มาทุกที พวกเขาจึงร้อนรนราวกับมดที่อยู่บนกระทะร้อน

พวกเขาขอรับการสนับสนุนและความช่วยเหลือในการทำสงครามจากอเมริกาอย่างบ้าคลั่ง เหล่ากลุ่มทุนของญี่ปุ่นก็ไม่ลดละความพยายาม โดยใช้อิทธิพลของตนเองในการกดดันระดับสูงในทำเนียบขาว เพื่อหวังให้พวกเขารีบส่งทหารเข้าร่วมสงครามโดยเร็ว

ญี่ปุ่นทราบดีว่าหากพึ่งพาเพียงตนเอง ย่อมไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของบริษัทเจี๋ยเคอได้เลย ทั้งสองฝ่ายถือว่าเป็นคนละระดับกันอย่างสิ้นเชิง

มีเพียงอเมริกาเท่านั้นที่ส่งทหารมา ญี่ปุ่นถึงจะสามารถต่อกรกับบริษัทเจี๋ยเคอได้

ในความเป็นจริง อเมริกาเองก็มองเห็นสถานการณ์ในญี่ปุ่นและรู้สึกร้อนใจไม่แพ้กัน ในทุกๆ วันภายในทำเนียบขาวจะมีการประชุมเกี่ยวกับสงครามในญี่ปุ่น บางวันอาจมีการประชุมถึงสี่หรือห้าครั้งเลยทีเดียว

ญี่ปุ่นเป็นรัฐพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของอเมริกา เปรียบเสมือนกระเป๋าเงินและสุนัขเฝ้าบ้านของอเมริกา

หากต้องสูญเสียญี่ปุ่นไป ย่อมไม่เหมือนกับการสูญเสียประเทศเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค่าปฏิกรรมที่ต้องจ่ายนั้นยากที่อเมริกาจะแบกรับไหว

ยิ่งไปกว่านั้น ความสำคัญของญี่ปุ่นในยามนี้ไม่ใช่แค่เพียงตัวพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการครอบครองเกาะเทวะเผิงไหลอีกด้วย

หลังจากการประชุมหลายรอบ ในที่สุดสภาคองเกรสของอเมริกาก็ท่ามกลางการโต้เถียงที่รุนแรง เมื่อเห็นว่าดินแดนหนึ่งในสี่ของญี่ปุ่นตกอยู่ในมือของบริษัทเจี๋ยเคอ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่นานญี่ปุ่นทั้งประเทศย่อมถูกบริษัทเจี๋ยเคอพิชิตเป็นแน่ ไม่เพียงแต่รัฐบาลญี่ปุ่นที่ร้อนจนหน้ามืด แต่อเมริกาเองก็ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้

เพราะหากปล่อยให้บริษัทเจี๋ยเคอรุกคืบไปเช่นนี้ เมื่อญี่ปุ่นถูกยึดครองไปแล้ว ถึงตอนนั้นสิทธิ์ในการพัฒนาและกรรมสิทธิ์ในเกาะเทวะเผิงไหลที่ตั้งอยู่บนเกาะฮอกไกโด บริษัทเจี๋ยเคอก็ย่อมจะได้เปรียบอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อเมริกยากจะยอมรับได้

แม้ว่าอเมริกาจะเคยสูญเสียกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปถึงสองกองทัพจากการกระทำของเกาะเทวะเผิงไหล แต่นั่นกลับทำให้อเมริกาเกิดความโลภและมีความต้องการครอบครองเกาะเทวะเผิงไหลมากขึ้น โดยไม่ได้ลดละความต้องการลงเลยแม้แต่น้อย

เนื่องจากบริษัทเจี๋ยเคอมีความแข็งแกร่งที่น่าหวาดกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากพวกเขาได้รับเทคโนโลยีจากเกาะเทวะเผิงไหลไปอีก แล้วทางอเมริกาจะอยู่ได้อย่างไร

..............

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2576

ฐานทัพอากาศโยโกตะในประเทศญี่ปุ่น ที่นี่คือหัวใจของกองทัพอเมริกาในญี่ปุ่น และเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการทหารอเมริกาในญี่ปุ่น

นอกจากจะเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการแล้ว ที่นี่ยังมีกองบัญชาการกองทัพอากาศที่ 5 และหน่วยบินขนส่งที่ 374 ประจำการอยู่อีกด้วย

ในวันที่กองทัพของบริษัทเจี๋ยเคอเคลื่อนพลเข้าใกล้เมืองนาโกย่า ฝูงบินโจมตีที่ 121 และฝูงบินโจมตีที่ 242 ของกองทัพอากาศอเมริกา ณ ฐานทัพอากาศโยโกตะ ซึ่งมีเครื่องบินขับไล่ F-35B รวมทั้งสิ้น 24 ลำ ก็ได้ขึ้นบินอย่างเป็นทางการเพื่อสกัดกั้นการดำเนินงานทางทหารของบริษัทเจี๋ยเคอ

พวกเขารวมกลุ่มกับเครื่องบินรบที่เหลืออยู่ไม่มากของญี่ปุ่น โดยมีท่าทีที่เด็ดขาดและหนักแน่น เพื่อไม่ยอมให้บริษัทเจี๋ยเคอรุกคืบเข้าสู่ทิศทางของกรุงโตเกียวได้อีกต่อไป

ในขณะเดียวกัน บนผิวน้ำ กองเรือบรรทุกเครื่องบินรูสเวลต์ของอเมริกา ก็นำกองเรือรบของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศอังกฤษ ลาดตระเวนไปยังน่านน้ำหมู่เกาะริวกิว เพื่อทำการปิดล้อมกองเรือขนส่งของบริษัทเจี๋ยเคอที่นี่

เพื่อให้บริษัทเจี๋ยเคอสามารถรุกคืบในญี่ปุ่นต่อไปได้ การพึ่งพาเพียงเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์น่านฟ้าหลวนฟ่งในการขนส่งทางอากาศนั้นทำได้ แต่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินภารกิจทางทหารขนาดใหญ่

ลำพังแค่จำนวนทหารหวงเสีย ในยามนี้ภายใต้การสนับสนุนของบริษัทเจี๋ยเคอก็มีมากกว่าสามแสนนายแล้ว ซึ่งจำเป็นต้องให้บริษัทเจี๋ยเคอขนส่งเสบียงจำนวนมหาศาลมาจากแนวหลัง

อเมริกาตั้งใจจะปิดกั้นกองเรือขนส่งของบริษัทเจี๋ยเคอ สงครามสมัยใหม่คือการสู้รบด้วยสายการส่งกำลังบำรุง หากไร้ซึ่งเสบียงแล้วบริษัทเจี๋ยเคอก็ราวกับเสือที่ไร้เขี้ยวเล็บ ต่อให้มีทหารหวงเสียที่สนับสนุนอยู่จำนวนมากเพียงใด ก็เป็นเพียงปราสาทที่สร้างจากทราย ที่แค่สัมผัสเพียงนิดเดียวก็พังทลายลง

ในขณะที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวทางทหาร

อเมริกา ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2576 เวลาสองทุ่ม เหตุการณ์ที่สำคัญยิ่งกว่าก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ณ สถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์ CNN ในรายการข่าวสด ประธานาธิบดีเจสมินแห่งอเมริกาเดินออกมาหน้าเวที และกล่าวปราศรัยต่อคนทั้งประเทศผ่านสถานีโทรทัศน์

เมื่อเผชิญหน้ากับเลนส์กล้อง เจสมินมีสีหน้าที่แสดงออกถึงความยุติธรรมและเคร่งขรึม โดยกล่าวว่า "รุ่งสวัสดิ์ครับ ในเวลานี้ผมมีความจำเป็นต้องประกาศเรื่องที่สำคัญมากต่อพลเมืองอเมริกาทุกคน

เมื่อสี่ชั่วโมงที่แล้ว กองทัพของบริษัทเจี๋ยเคอได้เข้ายึดครองเมืองนารา และรุกคืบเข้าสู่ทิศทางของเมืองนาโกย่าครั้งใหญ่

ในวินาทีที่ผมกำลังพูดอยู่นี้ การโจมตีทางอากาศของบริษัทเจี๋ยเคอในญี่ปุ่นยังคงดำเนินต่อไป และกองกำลังภาคพื้นดินก็ยังคงมุ่งหน้าบดขยี้เพื่อยึดครองแผ่นดิน

ทรราชผู้โหดเหี้ยมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รุกรานประเทศที่ไร้ที่พึ่งและรักในความสงบสุข ประชาชนของประเทศนั้นถูกปฏิบัติอย่างทารุณ

สถานการณ์ในญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดที่สังคมนานาชาติจะยอมรับได้ ญี่ปุ่นในฐานะรัฐพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเรา อเมริกาจะไม่ยอมให้บริษัทเจี๋ยเคอมาเหยียบย่ำสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพอีกต่อไป

การกระทำของบริษัทเจี๋ยเคอ คือการท้าทายระเบียบดั้งเดิมของคนทั้งโลก พวกเขาคิดว่าตนเองสามารถใช้สงครามเพื่อสยบทุกอย่างได้ เหมือนกับกลุ่มประเทศอักษะที่ชั่วร้ายในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่สิ ยิ่งไปกว่านั้นอีกขั้นหนึ่ง

แต่ชัยชนะย่อมเข้าข้างฝ่ายที่มีความชอบธรรมเสมอ บริษัทเจี๋ยเคอไม่ยอมรับรู้ถึงพฤติกรรมที่โหดร้ายของตนเอง และพยายามจะใช้สงครามเพื่อรักษาระเบียบการปกครองของตนเอง ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่ไม่มีวันสำเร็จเป็นแน่ พวกเราอเมริกา จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นอย่างเด็ดขาด

เพราะอเมริกาคือประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และในฐานะประทีปแห่งโลกเสรีประชาธิปไตย อเมริกาจึงมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ พยุงความยุติธรรม และปกป้องระเบียบของโลกเสรี

ในสภาวะที่ผมเป็นประมุขของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นจอมทัพแห่งกองทัพทั้งสามฝ่าย ผมขอใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญและสิทธิ์ที่ประชาชนมอบให้ เพื่อยื่นคำขาดครั้งสุดท้ายต่อบริษัทเจี๋ยเคอ

หากบริษัทเจี๋ยเคอไม่หยุดการขยายปฏิบัติการทางทหารในดินแดนญี่ปุ่นภายใน 24 ชั่วโมง กองกำลังอาวุธของอเมริกาจะเข้าร่วมการทำสงครามในฐานะรัฐพันธมิตรอย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยเหลือญี่ปุ่นและทำลายกองทัพของทรราชบริษัทเจี๋ยเคอรวมถึงลูกสมุนของพวกเขา จนกว่าจะสามารถขับไล่พวกเขาออกไปจากดินแดนญี่ปุ่นได้"

การปราศรัยผ่านโทรทัศน์ในเวลาสองทุ่มของเจสมินแพร่กระจายไปทั่วสังคมอเมริกาอย่างรวดเร็ว และลามไปถึงทั่วทุกมุมโลก

โลกทั้งใบราวกับผิวน้ำที่ถูกหินก้อนใหญ่ขว้างใส่ จนเกิดแรงสั่นสะเทือนจากข่าวที่สะเทือนเลื่อนลั่นนี้

ในที่สุดอเมริกาก็ไม่อาจทนรับได้และเตรียมจะส่งทหารลงสนามแล้ว

..............

ในวันต่อมา ในขณะที่อเมริกายื่นคำขาด 24 ชั่วโมงสุดท้ายต่อบริษัทเจี๋ยเคอ

ทางบริษัทเจี๋ยเคอเอง ก็ได้จัดงานแถลงข่าวขึ้นเพื่อออกสถานีโทรทัศน์ไปพร้อมๆ กัน

ซูเจี้ยยืนอยู่บนเวทีแถลงข่าว และกล่าวปราศรัยที่ตอบโต้กันอย่างไม่ลด ต่อหน้าพลเมืองหกร้อยล้านคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของบริษัทเจี๋ยเคอ

"เมื่อเก้าชั่วโมงที่ผ่านมา รัฐบาลอเมริกาได้ออกสิ่งที่เรียกว่าคำขาดครั้งสุดท้ายออกมา พวกเขาอาศัยชื่อเสียงที่ถือตนว่าอยู่เหนือคนอื่น ประกาศว่าจะช่วยเหลือญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศปีศาจที่ทิ้งน้ำเสียปนเปื้อนนิวเคลียร์ และไม่ลังเลที่จะทำสงครามกับบริษัทเจี๋ยเคอ โดยยโสโอหังว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม

อเมริกาคิดว่าพวกเขาแข็งแกร่งกว่าบริษัทเจี๋ยเคอ คนอเมริกากล่าวว่าพวกเราสู้พวกเขาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็จะใช้ความแข็งแกร่งเพื่อพูดคุยกับพวกเขา ใช้ลูกกระสุนและดินปืนเพื่อบอกแก่ผู้อวดอ้างตนว่าเป็นเจ้าโลกคนนี้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ที่อ่อนแออย่างแท้จริง

พวกเราขอให้คำสัตย์ปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ว่า สงครามที่อเมริกาและเหล่าลูกสมุนพยายามยัดเยียดให้แก่บริษัทเจี๋ยเคอนั้น ไม่อาจข่มขวัญบริษัทเจี๋ยเคอได้ แต่กลับจะเป็นช่วงเวลาแห่งชัยชนะที่รุ่งโรจน์ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทเจี๋ยเคอแทน

ความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนหกร้อยล้านคน จะบดขยี้สรรพสิ่งสามานย์ให้สิ้นซาก

เพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย จงยืนหยัดขึ้นเถิด และให้พายุลูกนี้เริ่มต้นขึ้น!

ชัยชนะจงเจริญ!"

น้ำเสียงของซูเจี้ยนั้นมั่นคงและฮึกเหิม มีแสงแฟลชจากกล้องของนักข่าวที่เข้าร่วมจำนวนมากกระพริบถี่ยิบ ทุกคนต่างมองดูผู้มีอำนาจของบริษัทเจี๋ยเคอบนเวทีด้วยความตื่นเต้น

"ชัยชนะจงเจริญ!"

"ชัยชนะจงเจริญ!"

"ชัยชนะจงเจริญ!"

บุคลากรของบริษัทเจี๋ยเคอที่เข้าร่วมในงานต่างพากันยืนขึ้น ชูแขนขึ้นสูงและส่งเสียงตะโกนกึกก้อง เพื่อรับคำประกาศกร้าวของท่านประมุข

หลังหน้าจอโทรทัศน์ ประชากรหกร้อยล้านคนต่างก็ส่งเสียงตะโกนกร้าวเช่นกัน โดยพร้อมที่จะสู้รบจนตายกับประเทศปีศาจอย่างอเมริกา

เมื่อการปราศรัยของซูเจี้ยแพร่กระจายไป โลกทั้งใบต่างก็สัมผัสได้ว่า บริษัทเจี๋ยเคอไม่คิดที่จะยอมอ่อนข้อให้ และสงครามระหว่างสองยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาและบริษัทเจี๋ยเคอนั้น ย่อมกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไปเสียแล้ว

จบบทที่ บทที่ 666 คำขาดครั้งสุดท้ายของอเมริกา

คัดลอกลิงก์แล้ว