- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 660 บทเพลงแห่งความตายของกองทัพเรือสหรัฐฯ
บทที่ 660 บทเพลงแห่งความตายของกองทัพเรือสหรัฐฯ
บทที่ 660 บทเพลงแห่งความตายของกองทัพเรือสหรัฐฯ
ยามเที่ยงวัน แสงแดดสาดส่องไปทั่วผิวน้ำ ตัวเรือที่หล่อด้วยเหล็กกล้าสะท้อนแสงอาทิตย์ ประกายสีทองตัดกับรูปลักษณ์ที่เคร่งขรึมของเรือรบยักษ์เหล็กกล้า ทำให้ดูตระการตา
บนมหาสมุทรที่กว้างไกล กองเรือขนาดมหาศาลที่ประกอบด้วยเรือรบยุคปัจจุบันกำลังล่องไปในทะเลที่เวิ้งว้างอย่างช้าๆ
ขบวนรบที่ยิ่งใหญ่อลังการนี้ ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์สองลำที่รวมตัวกันเป็นกองเรือบรรทุกเครื่องบินคู่ โดยมีเรือทำลายตอร์ปิโด เรือคุ้มกัน และเรือดำน้ำล้อมรอบ
เรือบรรทุกเครื่องบินที่มีระวางขับน้ำหนึ่งแสนตันคือไพ่ตายทางทะเลของประเทศอเมริกา นอกเหนือจากเรือบรรทุกเครื่องบินไอเซนฮาวร์และเรแกนที่ยังคงวนเวียนอยู่แถวช่องแคบแบริ่ง
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2033 กลุ่มรบเรือบรรทุกเครื่องบินคู่ที่ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินไอเซนฮาวร์และเรือบรรทุกเครื่องบินเรแกน ได้นำเรือรบของบรรดาพันธมิตและประเทศในอาณัติบุกรุกเข้าสู่เส้นข้อตกลงที่ทุกคนเคยรักษามารยาทร่วมกัน โดยตั้งใจจะขึ้นไปบนเกาะเซียนเผิงไหลอีกครั้ง เพื่อสำรวจความลับของโอสถอมตะ
บนดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินทั้งสองลำ มีเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์จอดเรียงรายกันอย่างหนาแน่น บนท้องฟ้ามีเครื่องบินรบที่ทะยานขึ้นไปแล้ว เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังก้องไปทั่งลมทะเล ราวกับเสียงกลองศึกที่ฮึกเหิม
ในน่านน้ำใกล้เคียง ยังมีเรือคุ้มกันและเรือทำลายตอร์ปิโดคอยเฝ้าคุ้มกันอยู่ โดยกางตาข่ายไฟป้องกันภัยทางอากาศ ทะยานไปรอบๆ เรือบรรทุกเครื่องบิน และเฝ้าระวังน่านน้ำโดยรอบ เพื่อป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธแบบอิ่มตัวที่อาจจะเกิดขึ้น
จะพูดให้ถูกคือ ประเทศอเมริกากำลังเฝ้าระวังบริษัทเจี๋ยเคอ และเฝ้าระวังบรรดาเรือลาดตระเวนคลังแสงขีปนาวุธเหล่านั้นของบริษัทเจี๋ยเคอ
ท่ามกลางลมทะเลที่โหมกระหน่ำ คลื่นซัดเข้าหาตัวเรือจนเกิดเสียงที่ทึบและทรงพลัง กองเรือทั้งกองได้เข้าสู่สภาวะพร้อมรบอย่างเต็มรูปแบบ
เพราะในระยะห่างออกไปสองร้อยกิโลเมตร กองเรือเฉพาะกิจตะวันออกไกลของบริษัทเจี๋ยเคอ ซึ่งเป็นกองเรือที่ทรงพลังประกอบด้วยเรือลาดตระเวนดำน้ำลึกชั้นกลืนกินถึงห้าลำ กำลังเผชิญหน้ากันอยู่แต่ไกล
ไม่ใช่เพียงแค่กองเรือเฉพาะกิจตะวันออกไกลของบริษัทเจี๋ยเคอเท่านั้น ในน่านน้ำใกล้เคียงยังมีการรวมตัวของเรือรบหรือกองเรือจากประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นดีเห็นงามไปกับประเทศอเมริกา และประเทศที่เป็นเบี้ยล่างหรือพันธมิตรของประเทศอเมริกาก็ไม่ได้ครอบคลุมไปทั่วทั้งโลก
แต่แม้จะมีเรือรบอยู่จำนวนมาก แต่ทุกคนต่างก็เฝ้ามองปฏิกิริยาของบริษัทเจี๋ยเคออยู่
การที่ประเทศอเมริกาบุกรุกข้อตกลงร่วมของทุกคน และแอบไปขึ้นเกาะเซียนเผิงไหลเพียงลำพัง ย่อมทำให้พวกเขารู้สึกโกรธแค้นอย่างมาก แต่พวกเขาส่วนใหญ่เป็นประเทศเล็กและมีกำลังทหารที่อ่อนแอ จึงทำได้เพียงเฝ้ามองอย่างสิ้นหวัง
ในที่แห่งนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่มอำนาจที่สามารถต่อกรกับประเทศอเมริกาได้ และบริษัทเจี๋ยเคอก็เป็นกลุ่มที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด
เพราะบริษัทเจี๋ยเคอคือแนวหน้าในการต่อต้านประเทศอเมริกาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และยามนี้ยังมีการรวมตัวของกองเรือที่ทรงพลังในน่านน้ำประเทศญี่ปุ่น ทุกคนจึงอยากเห็นว่าบริษัทเจี๋ยเคอจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
แต่ในครั้งนี้ กองเรือเฉพาะกิจตะวันออกไกลของบริษัทเจี๋ยเคอกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เรือลาดตระเวนคลังแสงที่มีระวางขับน้ำกว่าสี่หมื่นตันเหล่านั้นเพียงแค่ล่องไปมาอย่างนิ่งสงบ ไม่มีการยิงขีปนาวุธเพื่อทำลายล้างแบบอิ่มตัวแต่อย่างใด เรื่องนี้ทำให้บรรดาประเทศที่เฝ้าจ้องมองอยู่ บ้างก็รู้สึกผิดหวัง และบ้างก็รู้สึกโล่งใจ
“บริษัทเจี๋ยเคอยังไม่มีความเคลื่อนไหวอีกเหรอ?”
ภายในกองเรือผสมทางทะเลของประเทศอเมริกา บนเรือบัญชาการสะเทินน้ำสะเทินบกบลูริดจ์ ผู้บัญชาการกองเรือเซดริกเอ่ยถามออกมา
เรือบลูริดจ์คือเรือรบที่มีความสามารถในการบัญชาการรบทางทะเลที่แข็งแกร่งที่สุดในกองทัพเรืออเมริกา และเป็นเรือธงของกองเรือที่ 7 เซดริกจึงไม่ได้เลือกเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นเรือบัญชาการ แต่ให้เหล่านายทหารระดับสูงประจำการอยู่บนเรือบลูริดจ์แทน
“รายงานครับ ยามนี้ยังไม่พบวี่แววว่ากองเรือเฉพาะกิจตะวันออกไกลของบริษัทเจี๋ยเคอจะเริ่มการโจมตีทางทหารเลยครับ”
นายทหารคนสนิทรีบรายงานสถานการณ์ ในยามนี้ดาวเทียมบนท้องฟ้าของประเทศอเมริกาและเรดาร์บนเรือต่างก็จับจ้องการเคลื่อนไหวของกองเรือบริษัทเจี๋ยเคอในทุกฝีก้าว การปรากฏขึ้นของขีปนาวุธแม้เพียงลูกเดียว ก็อาจจะจุดชนวนสงครามครั้งใหญ่ของทั้งสองฝ่ายได้
“ดูเหมือนว่าบริษัทเจี๋ยเคอจะเลือกยอมถอยไปก่อนแล้ว”
เซดริกถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แม้เขาจะได้รับมอบอำนาจจากทำเนียบขาวว่าสามารถเปิดศึกกับบริษัทเจี๋ยเคอได้หากจำเป็น
แต่หากไม่เกิดสงครามในครั้งนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
วัตถุประสงค์หลักของเขาคือการได้มาซึ่งสิทธิในการครอบครองเกาะเซียนเผิงไหล หากบริษัทเจี๋ยเคอยอมถอย ภารกิจนี้ก็จะสำเร็จลุล่วงไปตามลำดับ โดยไม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
ตามหลักแล้ว ด้วยนิสัยในอดีตของบริษัทเจี๋ยเคอ ในเวลาเช่นนี้คงจะไม่ยอมอดทนต่อไปเป็นแน่
แต่แต่ในครั้งนี้บริษัทเจี๋ยเคอกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จริงๆ เรื่องนี้ทำให้บรรดาประเทศเล็กๆ ที่เฝ้าจ้องมองอยู่ต่างก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก
พวกเขาสิ่งที่ไม่กล้ารังแกประเทศอเมริกา จึงหวังจะให้บริษัทเจี๋ยเคอช่วยออกหน้าขวางทางไว้ให้
จะดีที่สุดถ้าสองยักษ์ใหญ่สู้กันจนพ่ายแพ้ไปทั้งคู่ เมื่อถึงตอนนั้นประเทศเล็กๆ อย่างพวกเขาถึงจะมีโอกาส ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็คงไม่มีหวังที่จะได้ไปเหยียบเกาะเซียนเผิงไหลตลอดกาล
แท้จริงแล้วไม่ใช่ว่าบริษัทเจี๋ยเคอจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เพียงแต่ไม่ใช่ในด้านการสู้รบ เพราะบริษัทเจี๋ยเคอได้เริ่มการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกอีกครั้ง เพื่อถ่ายทอดพฤติกรรมทางทะเลของประเทศอเมริกาให้ประชาชนทั่วโลกได้รับรู้
‘บริษัทเจี๋ยเคอเริ่มถ่ายทอดสดอีกแล้ว โห เรือรบเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ นั่นคือกองเรือผสมทางทะเลที่ประเทศอเมริกาก่อตั้งขึ้นใช่ไหม?’
‘ไม่ผิดแน่ครับ นี่คือมุมมองที่ถ่ายจากดาวเทียมและโดรนสอดแนมเพดานบินสูง ดูเหมือนว่าประเทศอเมริกาจะตั้งใจขึ้นเกาะเซียนเผิงไหลอีกครั้ง’
‘เล่นใหญ่มาก ประเทศอเมริกาไม่กลัวบริษัทเจี๋ยเคอเหรอ?’
‘ยามนี้ดูเหมือนบริษัทเจี๋ยเคอจะยอมถอยแล้ว ผมบอกแล้วว่าประเทศอเมริกาคือกุมอำนาจของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ในตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับประเทศอเมริกาตัวต่อตัว สุดท้ายบริษัทเจี๋ยเคอก็ไม่กล้าชักกระบี่ออกมา’
ข้อความในห้องถ่ายทอดสดพุ่งผ่านไปอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ชมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากการปรากฏตัวครั้งแรกของเกาะเซียนเผิงไหล ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับข่าวในด้านนี้มาก
ยามนี้เมื่อบริษัทเจี๋ยเคอเริ่มถ่ายทอดสด ทุกคนต่างก็เรียกเพื่อนฝูงให้มาดูและมีการเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเรื่องที่ฮือฮาไปทั่วทั้งโลก
“คิดจะใช้กระแสส่วนรวมมาทำให้เราถอยทัพเหรอ บริษัทเจี๋ยเคอก็มีความคิดที่ใสซื่อแบบนี้เหมือนกัน!”
บนเรือบัญชาการสะเทินน้ำสะเทินบกบลูริดจ์ หลังจากที่ได้รับทราบข่าวที่บริษัทเจี๋ยเคอเริ่มการถ่ายทอดสด เซดริกก็ยิ้มออกมาอย่างดูถูก ดูเหมือนว่าเขาจะมองความจริงของบริษัทเจี๋ยเคอออกทะลุปรุโปร่งแล้ว
เมื่อนึกถึงบริษัทเจี๋ยเคอที่เคยมีท่าทีแข็งกร้าวและมีอำนาจในอดีต กลับต้องมายอมอ่อนข้อต่อหน้าเขาในครั้งนี้ ความภาคภูมิใจและลำพองใจในหัวใจของเซดริกก็ผุดขึ้นมาทันที ราวกับว่าตนเองได้กลายเป็นวีรบุรุษของประเทศอเมริกาในการต่อต้านบริษัทเจี๋ยเคอ
“สั่งการลงไป ให้ทีมวิจัยเริ่มปฏิบัติการ ขึ้นไปบนเกาะเซียนเผิงไหล ครั้งนี้ต้องนำของกลับมาให้ได้มากกว่าเดิม”
เซดริกส่งคำสั่ง ยามนี้ที่พวกเขาต้องรีบมาที่นี่เพราะในประเทศอเมริกา มีบรรดาผู้มีอำนาจและเงินทองหลายคนที่มีร่างกายใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว พวกเขาจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการค้นหาโอสถทิพย์เพื่อยืดอายุขัย
หลังจากที่เซดริกสั่งการ ภายในบรรดาเรือรบกว่าร้อยลำที่มีประเทศอเมริกาเป็นผู้นำ มีเรือวิจัยสามลำที่ได้รับการปรับปรุงเป็นพิเศษเริ่มเร่งความเร็วเข้าไปใกล้เกาะเซียนเผิงไหล
เพราะในช่วงนี้รอบๆ เกาะเซียนเผิงไหลมีพายุกระหน่ำ เรือวิจัยขนาดใหญ่เหล่านี้จึงต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อต้านทานลมและคลื่นเป็นพิเศษ โดยตั้งใจจะฝ่าวงล้อมพายุของเกาะเซียนเผิงไหลด้วยความเร็วที่เร็วที่สุด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่วิจัยไปถึงบนเกาะเซียนเผิงไหลให้ได้อย่างราบรื่น
เพื่อให้มั่นใจว่าแผนการจะสำเร็จ ก่อนที่เรือวิจัยขนาดใหญ่ทั้งสามลำจะเข้าใกล้ บนเรือทำลายตอร์ปิโดหลายลำก็ได้ยิงขีปนาวุธออกมาสิบกว่าลูกอย่างต่อเนื่อง
ขีปนาวุธเหล่านี้ทั้งหมดพุ่งตรงไปยังเกาะเซียนเผิงไหล นี่คือการตั้งใจจะใช้ขีปนาวุธบดขยี้บรรดาแนวปะการังที่อยู่รอบนอกของเกาะเซียนเผิงไหลก่อน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยให้กับเรือวิจัยที่จะตามมา ส่วนเหตุผลที่ไม่ใช้เรือขนาดเล็กเข้าไปใกล้นั่นเป็นเพราะจะถูกลมและคลื่นที่รุนแรงเช่นนี้ซัดจนล่มไปทันที
ก่อนที่จะมีการยิงขีปนาวุธ กองเรือผสมทางทะเลที่ประเทศอเมริกาก่อตั้งขึ้นก็ได้ประกาศผ่านทางวิทยุสาธารณะอย่างเป็นทางการก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การยิงขีปนาวุธของตนเองก่อให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดจากบริษัทเจี๋ยเคอ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสงครามทางทะเลครั้งใหญ่ได้
แสงไฟที่เจิดจ้าพุ่งทะยานออกมาทีละสาย ขีปนาวุธสีขาวพุ่งผ่านท้องฟ้าและมุ่งตรงสู่หมู่เมฆ
เปลวเพลิงที่พ่นออกมาจากส่วนท้ายของขีปนาวุธที่ยิงจากเรือทำลายตอร์ปิโด วาดเป็นเส้นโค้งยาวเหยียดระหว่างท้องฟ้าและท้องทะเล สำหรับความเร็วของขีปนาวุธเหล่านั้น ระยะห่างระหว่างพวกมันกับเกาะเซียนเผิงไหลนั้นถือว่าใกล้มากจริงๆ
ขีปนาวุธลูกแรกพุ่งดิ่งลงจากท้องฟ้า ภายใต้การนำทางที่แม่นยำของดาวเทียม มันกำลังจะพุ่งชนเข้ากับโขดหินของเกาะเซียนเผิงไหลที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา
ตูม!
แต่ก่อนที่ขีปนาวุธจะพุ่งชนเข้ากับโขดหินจริงๆ มันกลับถูกระเบิดในอากาศไปเสียก่อน
รอบๆ เกาะเซียนเผิงไหล มีม่านพลังม่านสีขาวดำปรากฏขึ้นมาราวกับฝาครอบที่ปกคลุมไปทั่วเกาะเซียนเผิงไหล
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
หลังจากนั้น ขีปนาวุธทุกลูกต่างก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน
ขีปนาวุธเหล่านี้ทั้งหมดถูกม่านพลังสีขาวดำกั้นเอาไว้ คลื่นความร้อนและแรงกระแทกจากการระเบิดของขีปนาวุธ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นจางๆ บนม่านพลัง สำหรับเกาะเซียนเผิงไหลที่ยิ่งใหญ่มหาศาลแล้ว เรื่องนี้ถือว่าไม่สลักสำคัญเลยแม้แต่น้อย
“นี่มัน เทคโนโลยีม่านพลังพลาสม่าเหรอ?”
เซดริกลุกขึ้นยืนทันที จ้องมองไปที่การถ่ายทอดสดสถานการณ์จริงที่ส่งกลับมา สีหน้าของเขาแข็งค้างไปในชั่วพริบตา
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเกาะเซียนเผิงไหลแห่งนี้จะมีเทคโนโลยีม่านพลังที่ล้ำสมัยเช่นนี้ ทั้งที่ตอนที่ขึ้นเกาะครั้งก่อนตอนนั้นยังไม่เห็นสถานการณ์เช่นนี้เลย
แต่ก่อนที่เซดริกจะทันได้คิดหาวิธีแก้ปัญหาต่อไป เกาะเซียนเผิงไหลเบื้องหน้าก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น
ท้องทะเลที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางเส้นขอบฟ้าและท้องทะเล จู่ๆ กลิ่นอายที่เก่าแก่ก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้ทะเล
น้ำทะเลเริ่มม้วนตัว ราวกับมีอสูรกายขนาดยักษ์กำลังตื่นโตขึ้นภายใต้ระลอกคลื่น
ในพริบตาเดียว ท่ามกลางการสั่นสะเทือนของเกาะเซียนเผิงไหลทั้งเกาะ มันก็ค่อยๆ ลอยพ้นผิวน้ำขึ้นมา
พบว่าที่รอบๆ เกาะเซียนเผิงไหล มีมังกรวารีสี่สายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า น้ำทะเลกลายเป็นเกล็ดและพังผืดที่ดูสมจริง จนประกอบกันเป็นขาสี่ข้างที่ใหญ่โตราวกับเสาค้ำสวรรค์
วังวิมานและหอคอยบนเกาะแผ่แสงเจิดจ้าออกมา อักขระโบราณที่สลักไว้ลอยตัวและหมุนวนอยู่ในอากาศ
ที่ด้านหน้าของเกาะเซียนเผิงไหล ยังมีหัวที่เป็นรูปทรงหัวมังกรสีน้ำเงินที่ดูเสมือนจริงปรากฏขึ้นมา ราวกับเต่าดำสยบสมุทรที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
ในพื้นที่ทะเลรอบตัวหมื่นเมตร คลื่นยักษ์พุ่งทะยานออกมาราวกับกองกำลังทหารนับหมื่นนับพันโหมกระหน่ำ เกาะเซียนเผิงไหลยืนตระหง่านขึ้นมาจากน้ำทะเล ราวกับเกาะที่เคลื่อนที่ได้ บนนั้นมีเมฆหมอกปกคลุม น้ำทะเลหลายหมื่นตันที่ไหลรินลงมากลายเป็นน้ำตกที่ถล่มลงมาจากฟากฟ้า และทำให้เกิดน้ำวนขนาดมหาศาลนับไม่ถ้วน
มนุษย์ทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าทหารเรือของกองเรือนำโดยประเทศอเมริกา หรือจะเป็นผู้ชมในดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่ชมผ่านการถ่ายทอดสด ทุกคนต่างก็ช็อคจนตาค้าง ปากอ้าค้าง ร่างกายและจิตใจต่างก็สั่นสะเทือนและหวาดกลัว
เมื่ออยู่ต่อหน้าเกาะเซียนเผิงไหลที่ตื่นขึ้นมานี้ แม้จะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ที่มีระวางขับน้ำสูงถึงหนึ่งแสนตัน ก็ยังดูเล็กจิ๋วราวกับของเล่นเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน
‘โอ้พระเจ้า นั่นมันคือตัวอะไรกันแน่?’
‘พระเจ้าช่วย เกาะแห่งนี้ยังทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ มันคือทรานส์ฟอร์เมอร์สใช่ไหม?’
‘เชี้ยๆๆ เกาะเซียนเผิงไหลนี่เจ๋งไปเลย! ผมบอกแล้วว่าเกาะเซียนในตำนานน่ะมันจะไปถูกยึดครองได้ง่ายๆ ขนาดนั้นได้ยังไงกัน ประเทศอเมริกายังกล้าเอาขีปนาวุธไปยิงอีก ตลกชะมัด ผมอยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะจัดการยังไงต่อไป’
‘ไอ้ประเทศอเมริกาสารเลว พวกเขาไม่รู้หรือไงว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ บนเกาะนั่นมีเซียนอาศัยอยู่ ผมยังอยากจะขึ้นไปฝากตัวเป็นศิษย์บนเกาะนั่นอยู่เลย พวกเขากล้าเอาขีปนาวุธไปวางระเบิดมั่วซั่วได้ยังไงกัน’
‘ลูกของฉันรับราชการทหารอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบินเรแกน ใครก็ได้ช่วยลูกฉันด้วย อย่าให้รัฐบาลที่โง่เขลาทำร้ายลูกฉันให้ตายเลย!’
‘น่ากลัวมาก เกาะแห่งนี้ดูเหมือนเต่ายักษ์ที่มีชีวิตจริงๆ เลย โชคดีที่เรือรบของบริษัทเจี๋ยเคอไม่ได้เข้าไปหาเรื่อง’
ผู้ชมทั่วโลกที่ชมผ่านเลนส์ถ่ายทอดสดของบริษัทเจี๋ยเคอ ต่างก็ตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมชาวจีนที่รู้จักเกาะเซียนเผิงไหลดี หรือจะเป็นผู้ชมจากประเทศตะวันตกที่อาจจะไม่ค่อยรู้จักนัก ในพริบตานี้ ทุกชีวิตต่างก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามและความไร้ความปรานีจากการที่เทพนิยายในตำนานจุติลงมาสู่โลก
นั่นคือพลังที่ไม่สามารถต้านทานได้ เรือรบที่มนุษย์ภาคภูมิใจ ดูเหมือนจะไร้ค่าโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน
“จบ... จบสิ้นแล้ว!”
เซดริกหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่นระริก เขารู้สึกเสียใจกับการกระทำที่วู่วามที่ไปยิงโขดหินของเกาะเซียนเผิงไหลเมื่อครู่นี้อย่างมาก ซึ่งเกรงว่าจะก่อให้เกิดการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองของเกาะแห่งนี้
แต่ความเสียใจของเขามันก็สายเกินไปแล้ว
บนวังหยินหยางสยบสมุทร ตัวการที่แท้จริงจะไม่ยอมไว้ชีวิตให้กับความเสียใจของศัตรูเด็ดขาด
พบว่าที่ด้านบนของแผ่นศิลาแกนกลางค่ายกล ซูเจี๋ยยืนตระหง่านราวกับต้นสน ลมพัดแรงจนชายเสื้อสะบัดไปมา น้ำเสียงของเขาดูเย็นชาและเปี่ยมด้วยอำนาจ “เทวานุภาพ”
ครืน!
สิ้นเสียงของเขา วังหยินหยางสยบสมุทรที่มีรูปร่างคล้ายเต่าดำสยบสมุทรก็แหงนหน้าขึ้นฟ้าและคำรามออกมา ซูเจี๋ยสื่อสารกับพลังแห่งภัยพิบัติของท้องทะเล
ในพริบตานั้นลมก็เริ่มโหมพัดแรงและมวลเมฆก็เคลื่อนตัว คลื่นยักษ์ราวกับโทสะจากสวรรค์ น้ำทะเลก่อตัวสูงขึ้นราวกับกำแพง มีความสูงถึงร้อยเมตร จนกลายเป็นภาพฝันร้ายที่ทหารเรืออเมริกาจะไม่มีวันลืมเลือนไปตลอดชีวิต
บนผิวน้ำ เรือรบของประเทศอเมริกาและพันธมิตรต่างก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พวกทหารต่างก็ตื่นตระหนก กัปตันเรือคำรามออกมาด้วยเสียงอันดัง สั่งการให้ลูกน้องควบคุมหางเสือเรือ เพื่อพยายามหนีไปจากน่านน้ำที่กำลังจะถูกกลืนกินแห่งนี้
“ยางเสิน - สยบสมุทร!”
แต่ในวินาทีต่อมา เมื่อยางเสินของซูเจี๋ยออกจากร่าง สื่อสารกับแม่น้ำแห่งมหาเต๋า เพื่อแสดงพลังสยบสมุทรของวังหยินหยางสยบสมุทรออกมาจนถึงขีดสุด
เรื่องประหลาดก็ได้เกิดขึ้น น่านน้ำทะเลที่กลุ่มกองเรือผสมทางทะเลของประเทศอเมริกาตั้งอยู่ ท้องทะเลที่เคยปั่นป่วนและรุนแรงกลับสงบลงในพริบตา
ผิวน้ำเรียบเนียนราวกับกระจก ไม่มีลมทะเลที่โหมพัด ไม่มีระลอกคลื่นหรือฟองคลื่น แม้แต่ปลาที่ว่ายอยู่ก็ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งไว้กลางน้ำทะเล
ไม่ว่าจักรเรือรบของประเทศอเมริกาและประเทศอื่นๆ จะหมุนไปอย่างบ้าคลั่งเพียงใดในน้ำทะเล ตามหลักการทั่วไปแล้ว ในตอนที่จักรหมุนจะตัดน้ำทะเลเบื้องล่างด้วยอัตราที่สม่ำเสมอ และผลักน้ำทะเลไปด้านหลังเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า
แต่ในยามนี้กฎทางฟิสิกส์ที่มีอยู่จริงนั้นดูเหมือนจะหายไปแล้ว ไม่ว่าจักรจะหมุนไปอย่างไร ก็ไม่สามารถได้รับแรงขับเคลื่อนจากน้ำทะเลได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“กฎทางฟิสิกส์ ไม่ได้มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”
เซดริกจ้องมองจักรเรือของเรือบลูริดจ์ที่ทำได้เพียงแค่หมุนคว้างอยู่กับที่อย่างไร้ความหมาย รวมถึงผิวน้ำที่เรียบเนียนราวกับกระจก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
ที่เบื้องหน้า คลื่นยักษ์สึนามิที่ใหญ่โตราวกับภูเขาได้ซัดสาดเข้ามาแล้ว
เรือรบที่ทรงพลังของประเทศอเมริกาและพันธมิตรทีละลำ ถูกคลื่นสึนามิกลืนกินไปอย่างไร้ความปรานี
เรือรบที่เคยดูน่าเกรงขามยิ่งใหญ่ เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังแห่งธรรมชาติที่ไร้ความปรานีนี้ ก็ดูบอบบางราวกับแผ่นกระดาษ ต่างพากันจมลงสู่ก้นทะเลที่ลึกจนมองไม่เห็น หรือไม่ก็ถูกคลื่นยักษ์ซัดจนแตกสลาย และกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ลอยน้ำราวกับแพไม้ที่พังพินาศ
รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์สองลำที่ประเทศอเมริกาภาคภูมิใจ คือเรือเรแกนและเรือไอเซนฮาวร์ เมื่ออยู่ต่อหน้าคลื่นยักษ์ที่โหมกระหน่ำเช่นนี้ ก็ไม่สามารถต้านทานไว้ได้เลย
คลื่นยักษ์สึนามิโถมถล่มลงมาราวกับภูเขาที่ถล่มทลายลงมา และผลักดันตัวเรือที่มีระวางขับน้ำหนึ่งแสนตันให้พลิกคว้างไปมาในน้ำทะเล เหล็กกล้าที่บิดเบี้ยวจนเกิดเสียงแตกหัก
ทหารเรืออเมริกาและนักบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวนมหาศาลต่างก็สิ้นหวังอย่างถึงขีดสุด วิธีการเอาตัวรอดใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าคลื่นสึนามิระดับนี้ล้วนไร้ความหมาย สุดท้ายทำได้เพียงจมลงสู่มหาสมุทรที่เหน็บหนาวไปพร้อมกับเรือรบที่ทรงพลังที่สุดของประเทศตนเอง