- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 598 เจ้าพวกหน้าใหม่
บทที่ 598 เจ้าพวกหน้าใหม่
บทที่ 598 เจ้าพวกหน้าใหม่
บทที่ 598 เจ้าพวกหน้าใหม่
“พวกเจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?”
“เสียงอะไรกัน เจ้าไม่อยากดื่มแล้วจึงหาข้ออ้างเป็นทหารหนีทัพหรืออย่างไร!”
“บัดซบ ใครว่าข้าดื่มไม่ไหว พวกเจ้าทุกคนรวมกันยังสู้ข้าไม่ได้!”
“อย่าพูดมากเลย มา ดื่มต่อ”
ภายในสถานเริงรมย์ สมาชิกสำนักอวี้ไท่กลุ่มใหญ่ที่มีทั้งรอยสัก ทำผมทรงแปลกตา และแต่งกายประหลาดซึ่งมองดูแล้วไม่ใช่คนดี กำลังนั่งดื่มสุราและเล่นพนันกันอยู่กลุ่มละสามถึงห้าคน
ภายในโถงมีเสียงดนตรีดังสนั่น บรรยากาศวุ่นวายอย่างมาก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้มีการตอบสนองต่อเสียงปืนที่ดังขึ้นด้านนอก
เสียงฝีเท้าดังมาจากทางเข้า หลังจากผ่านโถงทางเดินยาว เซี๊ยะถูอางและพวกทั้งสี่คนก็เดินเข้ามาในโถงใหญ่
“อาซิป้า พวกเจ้าเป็นใคร! ที่นี่นี่ยังไม่เปิดทำการ ขุมกำลังของเจ้าหมาบ้าพวกนั้น ปล่อยให้มายืนเฝ้ายามได้อย่างไร”
มีคนมองเห็นเซี๊ยะถูอาง ใบหน้าแปลกหน้าที่ทำให้พวกเขาคิดว่าเป็นแขกที่มาเที่ยวสถานเริงรมย์
“หัวหน้าของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน”
เซี๊ยะถูอางแสดงสีหน้าเรียบเฉย เขามองข้ามบรรยากาศที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่พลางถามออกไปตรงๆ
“พูดจาอะไรกัน หัวหน้าอะไร ต้องเรียกว่าประธานเข้าใจหรือไม่? อยากพบประธาน เจ้ามีการนัดหมายมาหรือไม่?”
สมาชิกสำนักอวี้ไท่หลายคนเดินเข้ามาหา คนที่เป็นหัวหน้าคาบบุหรี่พลางเอียงคอมองสำรวจเซี๊ยะถูอาง ครู่หนึ่งเขายังไม่สามารถระบุที่มาของเซี๊ยะถูอางได้
คิมชางมิงใบหน้าซีดเผือด เขามองไปรอบๆ โดยสัญชาตญาณ หากเรื่องราวไม่ถูกต้อง เขาก็เตรียมหาที่หลบหนี
“ให้หัวหน้าของพวกเจ้าออกมาพบข้า”
มือขวาของเซี๊ยะถูอางยื่นเข้าไปที่เอว พลางกล่าวอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น
“อาซิป้า เจ้าสุนัขพันทางนี่มาหาเรื่องใช่หรือไม่ เจ้าอยากตายหรือ?”
นักเลงสำนักอวี้ไท่หลายคนต่างโกรธแค้น นักเลงที่คาบบุหรี่อยู่ถึงกับตบหน้าเข้าใส่
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้น เซี๊ยะถูอางชักปืนออกจากเอวแล้วเหนี่ยวไก
กระสุนพุ่งเข้าที่ปากของสมาชิกสำนักอวี้ไท่ที่ก่นด่า และทะลุออกจากท้ายทอยพร้อมกับเลือดที่สาดกระจาย
เสียงปืนดังก้องไปทั่วโถงสถานเริงรมย์ กลบเสียงดนตรีจนมิด ทำให้สถานการณ์เงียบกริบลงทันที
ศพล้มลงต่อหน้าเซี๊ยะถูอาง ปากกระบอกปืนขยับ เหนี่ยวไกจนกระสุนหมดแม็กกาซีน
ในระยะประชิดเช่นนี้ ด้วยฝีมือของเซี๊ยะถูอางย่อมไม่มีทางพลาด ไม่นานคนหลายคนก็ล้มลงทั้งหมด
จนกระทั่งตาย พวกเขยังไม่มีการตอบสนอง ไม่คาดคิดเลยว่าตนเองจะถูกยิงตายด้วยปืนในฐานที่มั่นของตนเองแบบนี้ สิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติของโลกมืดในเกาหลีใต้เลย!
“ปืน เขามีปืน...”
“มีคนบุกเข้ามาแล้ว รีบไปแจ้งหัวหน้า”
“อาซิป้า ไอ้คนสารเลว รีบไปเอาอาวุธมาฆ่าพวกมันให้ตาย”
“สู้ไม่ได้! ไปเรียกคนมาก่อน”
โถงใหญ่กลายเป็นความวุ่นวาย สมาชิกสำนักอวี้ไท่บางคนวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว บางคนก่นด่าพลางถือขวดสุรา ท่อเหล็ก และมีดดาบพุ่งเข้าใส่
เซี๊ยะถูอางยกยิ้มเย็นชา เขามองดูคนที่มีความกล้าหาญหลายคนที่พุ่งเข้ามา พลางเปลี่ยนแม็กกาซีนปืนอย่างช้าๆ แล้วเล็งปากกระบอกปืนไปที่พวกเขาอีกครั้ง
คนที่พุ่งเข้ามาเป็นคนแรกเห็นปากกระบอกปืน บางคนหันหลังหนี บางคนยังแข็งใจพุ่งไปข้างหน้า
นักเลงที่พุ่งมาคนแรกส่วนสูงเกือบสองเมตร ถือกริช พลางก่นด่าด้วยคำหยาบคายภาษาเกาหลีและคำว่าอาซิป้าไม่หยุด ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าหน่วยเล็กๆ ที่มีความห้าหาญอย่างมาก
แต่ความห้าหาญนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าอาวุธสังหารที่มนุษย์สร้างขึ้น กลับไม่มีค่าควรแก่การเอ่ยถึง
เซี๊ยะถูอางเหนี่ยวไก ยิงเข้าที่ลำตัวสองนัดอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายร้องโหยหวนล้มลง จากนั้นเซี๊ยะถูอางก็ยิงซ้ำที่ศีรษะอีกหนึ่งนัด ทำให้เสียงร้องนั้นเงียบกริบไปตลอดกาล
ยิงลำตัวสองนัด หัวหนึ่งนัด เทคนิคการยิงแบบโมซัมบิกนี้ ใช้งานได้ดีในการต่อสู้ระยะประชิด
เขามองดูศพที่ล้มลง เซี๊ยะถูอางส่ายศีรษะพลางหัวเราะเบาๆ “นอกระยะเจ็ดก้าวปืนนั้นเร็ว ในระยะเจ็ดก้าวปืนทั้งเร็วและแม่นยำ มีเพียงมีดดาบเล่มเดียวก็คิดจะพุ่งเข้ามา หึ”
เซี๊ยะถูอางยังมีคำพูดอีกประโยคที่ไม่ได้กล่าวออกมา คือนอกจากเจ้าจะเป็นนักรบพันธุกรรม
ในเวลานี้ นักรบพันธุกรรมสองคนที่ติดตามเซี๊ยะถูอางมาก็ชักปืนพกออกมา พลางยิงและก้าวไปข้างหน้า สังหารสมาชิกสำนักอวี้ไท่ในโถงใหญ่อย่างไร้ความปราณี
สมาชิกสำนักอวี้ไท่คนหนึ่งหันหลังหนี แต่ความเร็วของเขาจะสู้กระสุนได้อย่างไร
กระสุนยิงถูกแผ่นหลังของเขา อีกฝ่ายล้มลงอย่างทุลักทุเล จากนั้นกระสุนอีกนัดก็ยิงซ้ำเข้าที่หัว สมองถูกทำลายและสิ้นใจทันที
มีสมาชิกสำนักอวี้ไท่คลานเข้าไปหลบใต้เคาน์เตอร์และใต้โต๊ะพลางสั่นเทา แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหนีพ้นการสังหารได้ นักรบพันธุกรรมเดินผ่านไป คนที่หลบซ่อนเหล่านั้นก็ล้มลงในกองเลือดทั้งหมด
ยังมีสมาชิกสำนักอวี้ไท่ที่คุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต แต่นักรบพันธุกรรมไม่ได้มองแม้แต็น้อย สิ่งที่ตอบแทนพวกเขาคือกระสุนที่เจาะทะลุกระโหลกศีรษะ
นักรบพันธุกรรมเหมือนกับเครื่องจักรสังหารที่เย็นชา นอกจากสังหารคนแล้ว ก็ไม่มีการกระทำอื่นที่เกินจำเป็น
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
กระสุนแต่ละนัดเจาะเข้าไปในร่างกาย แม็กกาซีนแต่ละชุดถูกยิงจนหมด เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วโถง
เสียงร้องโหยหวนในที่เกิดเหตุทำให้คิมชางมิงมือเท้าอ่อนแรง เขามองดูเลือดที่ไหลนองพื้น สมาชิกสำนักอวี้ไท่ที่ล้มลงในกองเลือด ผิวหนังบนแขนเกิดขนลุกขึ้นมาเป็นชั้น เขาตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมพลางมองดูการสังหารของเซี๊ยะถูอางและพวกทั้งสามคน
เขาเคยเห็นฉากที่สยองขวัญและนองเลือดเช่นนี้ที่ไหนกัน ในอดีตแม้แววนักเลงเกาหลีใต้จะปะทะกันนับร้อยคน ส่วนใหญ่อาจมีเพียงกระดูกหักและต้องเย็บแผล ซึ่งไม่มีทางที่จะมีการสูญเสียชีวิต
และวิธีการที่คิมชางมิงมองว่าลาบคาบและรุนแรงเหล่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าคนทั้งสามคนที่ถือปืนสังหารนี้ กลับเหมือนกับการละเล่นของเด็ก
เซี๊ยะถูอางและพวกทั้งสามคนมุ่งเน้นไปที่การฆ่าคน ทุกนัดพุ่งเข้าสู่จุดสำคัญของร่างกาย สำหรับคนที่ล้มลงก็จะยิงซ้ำที่ศีรษะเพื่อป้องกันการแสร้งตาย แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมและน่าหวาดกลัว
ในอดีตคิมชางมิงคิดว่าการต่อสู้ของคนโลกมืดนั้นจำนวนคนคือความได้เปรียบ แต่ตอนนี้ มือปืนสามคนก็สามารถทำให้เหล่าพรรคพวกที่ถูกเรียกว่าเป็นนักเลงมือดีของสำนักอวี้ไท่นั้นพังทลายลงได้
ที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้และเสียงร้องโหยหวน สมาชิกสำนักอวี้ไท่ทุกคนต่างวิ่งหนี ไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นศพ
เพียงเวลาสองนาที ภายในโถงก็กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ศพนับสิบร่างล้มนอนอยู่บนพื้น เลือดไหลนองไปทั่ว กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นอบอวลอยู่ในอากาศ
“อย่ามัวแต่เหม่อลอย ตามมา”
เซี๊ยะถูอางกวักมือเรียกคิมชางมิง จากนั้นก็สาวเท้าเดินขึ้นไปยังชั้นสองของสถานเริงรมย์
คิมชางมิงกลืนน้ำลายอย่างบ้าคลั่ง เขามองดูเซี๊ยะถูอางและพวกที่มีความอันตรายถึงขีดสุด เขาไม่กล้าที่จะมีความคิดหลบหนีหรือต่อต้านแม้แต่น้อย เพราะเขาก็กลัวที่จะถูกยิงเช่นกัน!
ที่ชั้นสอง ยังคงใช้วิธีการล้างบางในรูปแบบเดียวกัน เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นักรบพันธุกรรมรุกคืบไปด้านหน้า แต่พวกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจฆ่าคนโดยระระราน เพียงสังหารพวกที่ไม่มีตาและต้องการแสดงความภักดีต่อสำนักอวี้ไท่ที่ขวางทางอยู่เท่านั้น
สำหรับคนที่ขวางทาง นักรบพันธุกรรมไม่มีการเมตตาหรือพูดมาก ตลอดเส้นทางเน้นการทำมากกว่าพูด
สถานเริงรมย์แห่งนี้มีห้าชั้น แต่ภายใต้การสังหารของเทพสังหารทั้งสามคนอย่างเซี๊ยะถูอาง สถานการณ์เป็นไปในทิศทางเดียวอย่างสมบูรณ์ สมาชิกสำนักอวี้ไท่ที่ถืออาวุธระยะประชิด เมื่ออยู่ต่อหน้าปืนพกนั้นไม่มีค่าควรแก่การเอ่ยถึงเลย
ในที่สุด ด้วยการสอบถามจากเชลย เซี๊ยะถูอางและพวกก็มาถึงหน้าประตูบานใหญ่บนชั้นห้า
เซี๊ยะถูอางถีบประตูจนเปิดออก ภายในยังมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ถือปืนลูกซองและเตรียมที่จะยิง แต่ความเร็วจะไปสู้การตอบสนองของนักรบพันธุกรรมได้อย่างไร เซี๊ยะถูอางยิงก่อนเป็นอันดับแรก กระสุนยิงทำลายฝ่ามือของเขา และทำให้อีกฝ่ายร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ปืนลูกซองตกลงบนพื้น
“เขา เขาคือลีซอฮุน หัวหน้าของสำนักอวี้ไท่”
คิมชางมิงเดินตามเซี๊ยะถูอางทั้งสามคนมาที่นี่อย่างสั่นเทา ในเวลานี้เมื่อเห็นชายวัยกลางคนคนนี้ เขาก็ระบุตัวตนของอีกฝ่ายได้ทันที
“ใครส่งพวกเจ้ามา อีกฝ่ายให้เงินเท่าไหร่ ข้าจะให้เป็นสองเท่า ขอเพียงไว้ชีวิตข้า”
ลีซอฮุนกุมฝ่ามือที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้เหงื่อเย็นไหลออกมาไม่หยุด แต่เขยังสามารถรักษาความเยือกเย็นไว้ได้
เขาคิดว่าเซี๊ยะถูอางและพวกเป็นนักฆ่ามืออาชีพที่ขุมกำลังโลกมืดอื่นในกวางจูส่งมา เพราะวิธีการของอีกฝ่ายนั้นไม่เหมือนกับวิถีของโลกมืดเลย มีที่ไหนที่จะยิงคนตายอย่างไม่ลังเลแบบนี้ พวกเขาไม่เกรงกลัวตำรวจหรืออย่างไร!
“ข้าถาม เจ้าตอบ”
เซี๊ยะถูอางเหยียบลงบนหน้าอกของลีซอฮุน พลางกล่าวเรียบๆ “สำนักโรนันถูกกวาดล้าง ใครเป็นคนสั่งการพวกเจ้า?”
“อะไร สำนักโรนันไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา ข้าฟังไม่รู้เรื่อง...”
ปัง!
กระสุนนัดหนึ่งยิงเข้าที่ฝ่าเท้าของลีซอฮุน ทำให้เขาหดตัวเหมือนกุ้ง ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว
“ตอบใหม่”
“เจ็บเหลือเกิน อาซิป้า ข้าไม่ทราบจริงๆ...”
ปัง!
ครั้งนี้ยิงทะลุฝ่ามือ
“ตอบ!”
“ข้า...”
ปัง!
“ข้าพูดแล้ว ข้าพูดแล้ว ข้าจะบอกพวกเจ้าทั้งหมด เป็นผู้บังคับการตำรวจกวางจูที่ให้ข้าทำ เขาให้เงินมาจำนวนมาก และคนที่ลงมือก็ไม่ได้มีเพียงสำนักของข้าสำนักเดียว ยังมี...”
ภายใต้การทรมานและบีบคั้นง่ายๆ ของเซี๊ยะถูอาง ลีซอฮุนก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา
เซี๊ยะถูอางฟังจนจบ จากนั้นก็คลายเท้าที่เหยียบหน้าอกของลีซอฮุนออก
“ไปกันเถอะ”
เซี๊ยะถูอางโบกมือเดินออกจากห้อง เมื่อลีซอฮุนถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกว่าสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ แต่เขากลับเห็นนักรบพันธุกรรมคนสุดท้ายที่เดินรั้งท้าย ชักปืนพกออกมาจ่อยิงที่ศีรษะของเขาติดต่อกันสามนัด จนหัวของเขาเละเทะและแน่ใจว่าตายสนิทแล้วจึงหันหลังเดินจากไป
“อาซิป้า ผู้บังคับการตำรวจกวางจู เขากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร หัวหน้าของพวกเราในยามปกติไม่ได้ติดสินบนและกำนัลต่อเขาเลยหรือ”
คิมชางมิงได้ยินเสียงปืนจากด้านหลัง ร่างกายสั่นสะเทือนเล็กน้อย ปากอดไม่ได้ที่จะก่นด่า ใบหน้าแสดงความลำบากใจพลางมองไปที่เซี๊ยะถูอางแล้วกล่าว
“ลูกพี่เซี๊ยะถูอาง พวกเราไปตรวจสอบที่สำนักอื่นกันเถอะ บางทีอาจมีเบาะแสอื่นที่นั่น”
“ไม่จำเป็น ไปหาผู้บังคับการกวางจูโดยตรงเลย”
เซี๊ยะถูอางแทบไม่เสียเวลาครุ่นคิด เขาเลือกเส้นทางที่รวดเร็วที่สุด
“อ้า!”
คิมชางมิงดูเหมือนจะสงสัยว่าตนเองฟังผิดไป เขามองดูนักฆ่าทั้งสามคนที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉย เสียงของเขาแหลมสูงขึ้นทันที “นั่นคือผู้บังคับการตำรวจกวางจู!”
“ไม่มีความต่าง เจ้าแค่นำทางก็พอ พาพวกเราไปที่กองบังคับการตำรวจภูธรกวางจู”
เซี๊ยะถูอางตบไหล่ของคิมชางมิง ดูเหมือนสำหรับเขาแล้ว ผู้บังคับการตำรวจที่มีบารมีในกวางจูนั้นไม่มีค่าควรแก่การเอ่ยถึงเลย
สมองของคิมชางมิงวุ่นวายไปหมด ในสายตาของเขา ผู้บังคับการกวางจูคือบุคคลสำคัญที่สูงเทียมฟ้าและไม่สามารถล่วงเกินได้โดยเด็ดขาด
แต่เมื่อนึกถึงการสังหารของเซี๊ยะถูอางและพวกเมื่อครู่ คิมชางมิงก็พอจะเข้าใจสาเหตุได้บ้าง
ด้านนอกสถานเริงรมย์ มีเสียงไซเรนจากตำรวจดังขึ้นแล้ว
เสียงร้องโหยหวนและเสียงปืนในสถานเริงรมย์นั้นหนาหูเกินไป ทำให้คนเดินถนนด้านนอกตื่นตระหนก ประกอบกับสมาชิกสำนักอวี้ไท่บางคนที่หนีรอดไปได้ พวกเขาแจ้งความต่อตำรวจ ทำให้ตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุดรุดมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว
เมื่อขึ้นรถออฟโรด เซี๊ยะถูอางมองดูตำรวจที่พุ่งเข้ามา เขาเหยียบคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว ภายใต้การนำทางของคิมชางมิง เขารีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางของกองบังคับการตำรวจภูธรกวางจูโดยตรง
“รถออฟโรดสีดำด้านหน้า หยุดรถเพื่อรับการตรวจสอบทันที ไม่เช่นนั้นพวกเราจะใช้กำลัง ทำซ้ำอีกครั้ง...”
รถตำรวจหลายคันติดตามอยู่ด้านหลัง เสียงไซเรนดังระงม กลายเป็นทิวทัศน์ที่สะดุดตา
เซี๊ยะถูอางไม่ได้สนใจ ความเร็วรถพุ่งสูงขึ้น ด้วยความสามารถในการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม เขายังคงบังคับพวงมาลัยได้อย่างมั่นคง พลางรักษาระยะห่างจากรถตำรวจได้อย่างต่อเนื่อง
แต่เนื่องจากการแจ้งเหตุฆาตกรรมครั้งใหญ่ที่เซี๊ยะถูอางและพวกก่อขึ้นถูกพบเห็น กำลังตำรวจที่มาเสริมจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันปิดล้อมและไล่ล่าเซี๊ยะถูอางและพวก ทั่วทั้งเมืองคล้ายกับจะเต็มไปด้วยเสียงไซเรน
ในกระบวนการไล่ล่าเช่นนี้ กองบังคับการตำรวจภูธรกวางจูก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เอี๊ยด!
พร้อมกับเสียงยางเสียดสีกับพื้นอย่างรุนแรง รถออฟโรดก็จอดลงหน้าอาคารหลังหนึ่ง
หน้าอาคารมีป้ายขนาดใหญ่เขียนว่ากองบังคับการตำรวจภูธรคือกองบังคับการตำรวจภูธร อาคารสูงสิบกว่าชั้น ทั้งยังมีโรงอาหาร ลานฝึกซ้อม รายละเอียดห้องคุมขัง และห้องสอบสวนโดยเฉพาะ...
“คือนี่... คือที่นี่ ตำรวจเหล่านั้นไล่ตามมาแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรดี หรือจะยอมมอบตัวดี”
คิมชางมิงชี้ไปที่อาคารกองบังคับการตำรวจภูธร เสียงสั่นเครือ เพราะตำรวจจำนวนมากด้านหลังได้ไล่ล่าและปิดล้อมเข้ามาแล้ว เบื้องหน้าอาคารกองบังคับการตำรวจภูธรก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมา ในสายตาของคิมชางมิง ตอนนี้พวกตนได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่มืดแปดด้านและไม่มีทางหนีแล้ว
เพราะที่นี่ไม่ใช่สำนักอวี้ไท่ ตำรวจจำนวนมากขนาดนั้นต่างก็มีปืน ไม่สามารถจะเอาชนะได้ด้วยเพียงปืนพกอีกต่อไป
“บุกเข้าไปก็สิ้นเรื่อง”
คำตอบของเซี๊ยะถูอางนั้นสั้นและกระชับ เขาพาคิมชางมิงลงจากรถ จากนั้นก็เดินไปที่ด้านหลังแล้วเปิดกระโปรงหลังรถออก
ทันใดนั้น รูม่านตาของคิมชางมิงก็หดตัวลงอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกกว้าง มองเห็นฉากที่เหลือเชื่อ
ภายในกระโปรงหลังรถ เต็มไปด้วยอาวุธนานาชนิด ทั้งปืนเล็กยาว ปืนกลมือ ปืนซุ่มยิง เครื่องยิงจรวด ลูกระเบิดมือ และกระสุนสีทองอร่ามจำนวนมากที่วางเรียงรายอยู่ในกล่อง อาวุธปืนจำนวนมหาศาลวางซ้อนกันลำดับชั้น ทำให้คิมชางมิงมองดูด้วยความตะลึงงัน
แกร๊ก!
เซี๊ยะถูอางสวมเสื้อกั๊กยุทธวิธี หยิบปืนเล็กยาวเอเคและชุดสายสะพายกระสุน พลางโยนไปให้นักรบพันธุกรรมที่เดินลงมา
นักรบพันธุกรรมคนนี้รับไว้ทันที บรรจุกระสุน เลื่อนรั้งปืน เล็ง และเหนี่ยวไก ทุกขั้นตอนรวดเร็วและต่อเนื่อง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้น ตำรวจเกาหลีใต้ที่พุ่งออกมาจากอาคารและกำลังถือปืนกดดันเข้ามา ต่างล้มลงเป็นวงกว้างทันที
ตำรวจเกาหลีใต้เหล่านั้นใช้เพียงปืนพก เมื่อเทียบพลังทำลายล้างแล้วถือว่าห่างชั้นกันเกินไป อีกทั้งยังต้องเผชิญกับนักรบพันธุกรรมที่มีวิชาการยิงที่แม่นยำ
ส่วนเซี๊ยะถูอางเองก็หยิบปืนกลอเนกประสงค์ขึ้นมา ติดตั้งสายกระสุน เปิดขาทรายของปืนกลเพื่อยึดตำแหน่งการยิงให้มั่นคง พลางเล็งไปที่ขบวนรถตำรวจที่กำลังพุ่งทะยานไล่ตามมา
ในยามที่เซี๊ยะถูอางเหนี่ยวไกด้วยความเย็นชา กระสุนแต่ละนัดก็พุ่งออกจากปากกระบอกปืนในพริบตา เจาะเข้าไปในขบวนรถตำรวจที่ขับเข้ามา ยิงผ่านร่างกายมนุษย์ที่เปราะบาง
รถตำรวจทั่วไปไม่สามารถป้องกันการกราดยิงของปืนกลได้เลย เลือดสีแดงย้อมห้องโดยสารจนแดงฉาน รถตำรวจที่ควบคุมไม่ได้พุ่งชนต้นไม้ริมทางและร้านค้าจนเกิดควันดำพุ่งออกมา
สายกระสุนของปืนกลอเนกประสงค์สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ปลอกกระสุนถูกสลัดออกมาอย่างต่อเนื่อง ตกหล่นอยู่ข้างกายของเซี๊ยะถูอาง เปลวไฟยาวสองฟุตพุ่งออกจากปากกระบอกปืน ห่ากระสุนสังหารกวาดผ่านไปเป็นชุดๆ กดดันและทำลายขบวนรถตำรวจให้พินาศ
อำนาจการยิงของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย สำหรับการรับมือกับตำรวจเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ที่มีเพียงปืนพกและกระบอง การใช้ปืนกลถือเป็นการลดระดับการโจมตีอย่างสิ้นเชิง
นักรบพันธุกรรมคนสุดท้ายแบกเครื่องยิงจรวดขึ้นมา พลางย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง เล็งไปที่รถหุ้มเกราะป้องกันการจลาจลของตำรวจ แล้วกดปุ่มเหนี่ยวไก
เมื่อลูกจรวดพุ่งเข้าเป้าหมายที่รถหุ้มเกราะป้องกันการจลาจลของตำรวจ เสียงระเบิดที่รุนแรงก็ดังขึ้น รถป้องกันการจลาจลพลิกคว่ำทันที จากนั้นเขาก็หยิบระเบิดมือออกมา ดึงสลักนิรภัยออกแล้วขว้างเข้าไปในกลุ่มตำรวจ
ตูม! ตูม! ตูม!
เศษชิ้นส่วนจากการระเบิดของระเบิดมือทำให้ตำรวจจำนวนมากถูกแรงระเบิดจนล้มลง ส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่อง
ขบวนรถตำรวจที่ไล่ติดตามมานั้นพังพลายลงแล้ว ต่างกลับรถเพื่อหลบหนี ตำรวจที่วิ่งออกมาจากอาคารกองบังคับการตำรวจภูธรก็นต่างร้องไห้ก่นด่าและวิ่งหนีไปทั่ว
พวกเขาเคยเห็นคนร้ายที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ที่ไหนกัน สิ่งนี้ไม่ใช่ระดับที่ตำรวจจะจับคนร้ายได้แล้ว แต่คล้ายกับกำลังอยู่ในสมรภูมิรบ การจัดเตรียมกำลังรบเช่นนี้ สำหรับตำรวจเกาหลีใต้แล้วถือว่าเป็นระดับที่สูงส่งเกินไป พวกเขาไม่อาจตั้งรับได้
คิมชางมิงรู้สึกเสียวหนังศีรษะ เดิมทีเขาคิดว่าการกระทำนี้คือการรนหาที่ตาย แต่เซี๊ยะถูอางและพวกกลับนำอาวุธหนักมามากมายเช่นนี้ สถานะของเหยื่อและผู้ล่าพลิกผันไปทันที ความโหดเหี้ยมนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ต่อหน้าฆาตกรที่บ้าคลั่งทั้งสามคนนี้ ตำรวจที่เคยทำให้คิมชางมิงหวาดกลัวในอดีต แต่ละคนกลับเหมือนกับเจ้าพวกหน้าใหม่ที่ไม่สามารถต้านทานได้เลย