เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 สิบปี

บทที่ 38 สิบปี

บทที่ 39 การล้างแค้นที่ล่าช้าไปสิบปี


บทที่ 39 การล้างแค้นที่ล่าช้าไปสิบปี

เวลาสิบปีผ่านพ้นไป ในที่สุดขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของหลินอวี่ก็ยกระดับขึ้นสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นกลางเสียที

ความเร็วระดับนี้ ไม่อาจเรียกว่าเชื่องช้าได้ แต่ต้องเรียกว่าเชื่องช้าจนน่าโมโหต่างหาก!

นั่นก็เป็นเพราะว่า ในช่วงเวลาสิบปีนี้ ศิษย์พี่รองได้กลายมาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นต้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

ใช่แล้ว หลังจากที่รอดพ้นจากความตายและได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ เขากลับสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อตั้งรากฐานได้สำเร็จ

นี่คือขอบเขตที่ในอดีตเขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าใฝ่ฝันถึง

มาบัดนี้ หลังจากที่ก้าวขึ้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตก่อตั้งรากฐาน ต่อให้เขาคิดจะก่อตั้งสำนักขึ้นมาใหม่ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

หากต้องการจะฟื้นฟูสำนักนทีนิรันดร์ ย่อมสามารถกระทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทว่า ศิษย์พี่รองกลับไม่ได้มีความคิดที่จะฟื้นฟูสำนักนทีนิรันดร์หรือก่อตั้งสำนักใหม่แต่อย่างใด

ภายในใจของเขา ยังคงหมกมุ่นอยู่กับความแค้นที่ท่านอาจารย์และบรรดาศิษย์น้องถูกสังหาร

เขาเอง ก็อยากจะล้างแค้นเช่นกัน

เพียงแต่ว่า ตัวเขาที่เพิ่งจะก้าวขึ้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตก่อตั้งรากฐาน ย่อมรู้ตัวดีว่าตนเองไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของสำนักเจตจำนงเทวะได้

ย้อนกลับไปในตอนที่ท่านอาจารย์ของตนต่อสู้กับประมุขสำนักเจตจำนงเทวะบนเกาะเล็กกลางทะเลสาบไท่ผิง ในยามนั้นประมุขสำนักเจตจำนงเทวะก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นปลายไปแล้ว

มาบัดนี้ เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสิบปี เกรงว่าพละกำลังของประมุขสำนักเจตจำนงเทวะคงจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

ตัวเขาที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นต้น ย่อมไม่มีทางสู้รบปรบมือกับอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น ศิษย์พี่รองจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญเพียร

เขาเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น

และจุดประสงค์ของการไขว่คว้าความแข็งแกร่ง ก็เฉกเช่นเดียวกันกับหลินอวี่ นั่นก็คือการล้างแค้น!

...

ยามที่หลินอวี่เอ่ยปากบอกว่าจะขอตัวออกไปข้างนอกสักสองสามวัน ศิษย์พี่รองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันที

นั่นก็เป็นเพราะว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลินอวี่แทบจะไม่เคยเก็บตัวออกไปไหนเลย นอกเหนือจากการเดินทางกลับไปยังสำนักนทีนิรันดร์เพียงหนึ่งครั้งในระหว่างนั้น หลังจากนั้นเขาก็แทบจะไม่ออกไปไหนอีกเลย

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการออกไปค้างอ้างแรมข้างนอกหลายวันเช่นนี้

ศิษย์พี่รองไม่ได้เอ่ยปากเปิดโปงความจริง เพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ "ศิษย์น้องเล็ก จะให้ข้าออกไปเป็นเพื่อนเจ้าหรือไม่ พอดีข้าเองก็ไม่ได้ออกไปไหนมาหลายเดือนแล้ว ออกไปเปิดหูเปิดตาผ่อนคลายบ้างก็คงจะดีไม่น้อย"

ศิษย์พี่รองซุกซ่อนความในใจเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน

ทว่าเพียงปราดตามองคราแรก หลินอวี่ก็สามารถมองทะลุถึงความคิดของศิษย์พี่รองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เขาย่อมรู้ดีว่าตนเองกำลังจะไปทำสิ่งใด

ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสอง ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานานนับสิบปี ย่อมรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี

พวกเขาต่างก็รู้ดี ว่าภายในใจของอีกฝ่ายไม่เคยปล่อยวางความแค้นในอดีตลงได้เลย

เพียงแต่ว่า ตลอดระยะเวลาสิบปีมานี้ พวกเขาต่างก็ซุกซ่อนมันเอาไว้เบื้องลึกสุดของหัวใจ ด้วยไม่อยากให้ความแค้นต้องมาบั่นทอนจิตใจของอีกฝ่าย

"ศิษย์พี่รอง ข้าไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับมา..."

"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าไปไม่ได้เด็ดขาด!"

"ศิษย์พี่รอง รอคอยมาสิบปี ยามนี้ข้าแข็งแกร่งมากแล้ว ข้าสามารถล้างแค้นให้แก่ท่านอาจารย์และบรรดาศิษย์พี่ได้แล้วนะ!"

ในที่สุดหลินอวี่ก็ตัดสินใจเอื้อนเอ่ยจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนเองออกมา

หากไม่เปิดอกพูดคุยกันให้กระจ่างแจ้ง ศิษย์พี่รองย่อมไม่มีทางยอมปล่อยให้เขาเดินทางไปยังสำนักเจตจำนงเทวะอย่างแน่นอน

เมื่อได้รับฟังถ้อยคำของหลินอวี่ ศิษย์พี่รองก็ส่ายหน้าปฏิเสธ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ไม่ได้ ข้าไม่มีทางยอมมองดูเจ้ารอนหาที่ตาย เจ้าคือครอบครัวเพียงคนเดียวที่ข้าเหลืออยู่บนโลกใบนี้..."

ศิษย์พี่ศิษย์น้องแห่งสำนักนทีนิรันดร์ที่หลงเหลืออยู่เพียงสองคน อันที่จริงแล้วพวกเขามีความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคนในครอบครัวเสียอีก

แม้ว่าศิษย์พี่รองจะปรารถนาการล้างแค้น ทว่าเขาก็ไม่อยากให้ศิษย์น้องเล็กต้องไปรอนหาที่ตายมากยิ่งกว่า

"ข้าแข็งแกร่งมากนะ!" หลินอวี่กำหมัดแน่น พลางเอ่ยขึ้น

"เจ้าเพิ่งจะอยู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นกลาง ขอบเขตระดับเดียวกับเฒ่าเกาและเฒ่าฉี แข็งแกร่งบ้าบออันใดกัน!"

ตลอดระยะเวลาสิบปีมานี้ พละกำลังของเถ้าแก่เกาและเฒ่าฉีก็ได้รับการยกระดับขึ้นสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นกลางแล้วเช่นกัน

สิ่งนี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกับความอุตสาหะพากเพียรบำเพ็ญเพียรในทุกวี่ทุกวันของพวกเขาทั้งสอง

การมีชีวิตอยู่มาจนถึงอายุอานามปูนนี้ เดิมทีพวกเขาก็หลงคิดไปว่าใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปอีกสักสิบยี่สิบปีก็คงจะกลายเป็นผุยผงไปแล้ว

ทว่าใครจะไปคาดคิด ว่าพวกเขาจะได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร

พวกเขาไร้ซึ่งพันธะห่วงใยใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งปราศจากความกังวลใจใดๆ จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญเพียร

ดังนั้น แม้ว่าพรสวรรค์ของพวกเขาจะแสนธรรมดาสามัญ แม้ว่าพลังปราณในสถานที่แห่งนี้จะไม่ได้หนาแน่นมากนัก ทว่าภายใต้ความอุตสาหะพากเพียร ขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาก็ยังสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นกลางได้สำเร็จ

พละกำลังของหลินอวี่ ทัดเทียมกับคนทั้งสอง

ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นกลาง กลับกล้าอวดอ้างว่าตนเองแข็งแกร่ง ศิษย์พี่รองถึงกับหลุดสบถคำหยาบออกมาอย่างไม่ลังเล

แม้ศิษย์พี่รองจะรู้ดีว่าหลินอวี่มีพละกำลังมหาศาล อีกทั้งบนเรือนร่างยังมีประกายแสงสีทองประหลาดเปล่งประกายออกมา ทว่าเขาก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหลินอวี่จะสามารถบุกเดี่ยวเข้าไปในสำนักเจตจำนงเทวะได้ด้วยตัวคนเดียว

ในคราวที่บุกเข้าไปช่วยเหลือเขาออกมาเมื่อคราวก่อน นั่นเป็นเพียงเพราะความโชคดี ที่บรรดาศิษย์ฝีมือดีและประมุขของสำนักเจตจำนงเทวะไม่อยู่ในสำนัก

นั่นเป็นเพียงแค่ความฟลุกเท่านั้น

"พลังป้องกันของข้าแข็งแกร่งมากนะ!" หลินอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"จะแข็งแกร่งได้สักเพียงใดเชียว? สามารถต้านทานการโจมตีจากศาสตราวุธได้งั้นหรือ?" ศิษย์พี่รองขมวดคิ้วเอ่ยถาม

หลินอวี่พยักหน้ารับ "ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอันใด"

"หืม?"

"ถ้าท่านไม่เชื่อ ลองซัดข้าดูสักหมัดสิ?"

"ปัง!"

ศิษย์พี่รองปล่อยหมัดซัดเข้าที่แผงอกของหลินอวี่อย่างจัง

ทว่าศิษย์พี่รองกลับต้องเซถลาถอยหลังไปหลายก้าว ซ้ำฝ่ามือยังบวมเป่ง

สีหน้าของศิษย์พี่รองแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม เขาเดินไปยกม้าหินที่ตั้งอยู่ข้างกระดานหมากขึ้นมา

จากนั้น ก็ทุ่มสุดแรงเกิด ขว้างมันพุ่งตรงมายังหลินอวี่

"ปัง!"

ม้าหินแตกละเอียดเป็นผุยผง

ศิษย์พี่รองเดือดดาลขึ้นมาแล้ว

ตัวเขาเพียงแค่ต้องการจะเหนี่ยวรั้งไม่ให้ศิษย์น้องเล็กไปรอนหาที่ตาย เหตุใดมันถึงได้ยากเย็นแสนเข็ญถึงเพียงนี้!

ในวันนี้ ต่อให้ต้องลงมือทำให้ศิษย์น้องเล็กได้รับบาดเจ็บ เขาก็จะต้องหยุดยั้งอีกฝ่ายเอาไว้ให้จงได้!

ศิษย์พี่รองชักอาวุธของตนเองออกมา!

อาวุธชิ้นนี้ คือสิ่งที่เขาค้นพบจากซากปรักหักพังของสำนักนทีนิรันดร์ ในตอนที่เขาและหลินอวี่หวนกลับไปสำรวจสถานการณ์ด้วยกันเมื่อครั้งก่อน

นี่คือศาสตราวุธเพียงชิ้นเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสถานที่ตั้งเดิมของสำนักนทีนิรันดร์

บางทีอาจจะเป็นเพราะศัตรูในยามนั้นไม่ทันสังเกตเห็น จึงได้หลงเหลือทิ้งเอาไว้

กระบี่ยาวระดับศาสตราวุธชิ้นนี้ จึงได้กลายมาเป็นอาวุธประจำกายของศิษย์พี่รอง

ยามที่ทอดสายตามองเห็นศิษย์พี่รองชักเอาศาสตราวุธของตนออกมา หลินอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย

"ศิษย์พี่รอง ท่านไม่อยากเก็บศาสตราวุธชิ้นนี้เอาไว้แล้วหรือ?" หลินอวี่เอ่ยถาม

ศิษย์พี่รองทอดสายตามองเศษซากม้าหินที่ตกเกลื่อนอยู่บนพื้น สลับกับมองดูฝ่ามือของตนเอง ภายในใจก็พลันบังเกิดความลังเลขึ้นมา

ม้าหินแหลกสลายเขาย่อมไม่รู้สึกเสียดาย

ทว่าศาสตราวุธชิ้นนี้...

"ข้าจะไปกับเจ้าด้วย!" ศิษย์พี่รองเอ่ยขึ้น

ในเมื่อห้ามปรามไม่อยู่ เช่นนั้นตนเองก็ตามไปด้วยเสียเลย!

หลินอวี่ส่ายหน้าปฏิเสธ พลางเอ่ยว่า "พละกำลังของท่านยังไม่แข็งแกร่งพอ!"

ศิษย์พี่รองมีน้ำโหขึ้นมาอีกครั้ง

"ข้าเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตก่อตั้งรากฐานแล้วนะ แข็งแกร่งมาก!"

"จะแข็งแกร่งได้สักเพียงใดเชียว? สามารถต้านทานหมัดของข้าได้งั้นหรือ?" หลินอวี่เอ่ยถาม

ศิษย์พี่รองชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับไปว่า "น่าจะ... ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอันใด!"

เขาเคยประจักษ์ถึงอานุภาพหมัดของหลินอวี่มาแล้ว

ทว่าตัวเขาเองก็ไม่ใช่ศิษย์ขอบเขตรวบรวมลมปราณของสำนักเจตจำนงเทวะในวันวานเสียหน่อย!

ตัวเขาคือผู้บำเพ็ญเพียรในขอบเขตก่อตั้งรากฐาน!

"หืม?"

"ถ้างั้นเจ้าก็... ลองชกข้าเบาๆ ดูสักหมัดสิ?"

"ปัง!"

ร่างของศิษย์พี่รองปลิวละลิ่วลอยละล่องออกไป

...

ในครานี้ เถ้าแก่เกาและเฒ่าฉีไม่ได้ถ่อไปส่งหลินอวี่ถึงหน้าประตูเมือง

หลินอวี่ก็ไม่ได้ลอบหลบหนีไปในยามวิกาลเช่นกัน

เถ้าแก่เกา เฒ่าฉี และศิษย์พี่รอง ทั้งสามคนยืนอออยู่ตรงประตูหลังของเหลาอาหารเซียนเยือนหล้า โบกมืออำลาเงาร่างของหลินอวี่ที่ค่อยๆ เลือนหายไปไกล

"เฒ่าเกา เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าการเดินทางในครานี้ของเสี่ยวอวี่ เขาจะต้องหายตัวไปอีกหลายปีเป็นแน่?" เฒ่าฉีเอ่ยด้วยความสะท้อนสะท้าน

ในคราวที่หลินอวี่จากไปเมื่อครั้งก่อน เขาหายหน้าหายตาไปนานถึงสี่ห้าปีเต็ม กว่าจะหวนกลับมาอีกครั้ง

เถ้าแก่เกาส่ายหน้าปฏิเสธ พลางเอ่ยว่า "ครั้งก่อนเขาออกไปเพื่อช่วยเหลือผู้คน ทว่าในครั้งนี้เขาออกไปเพื่อล้างแค้น มันแตกต่างกัน"

"ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าพละกำลังของศัตรูที่เขาจะไปล้างแค้นนั้นเป็นเช่นไร..."

เถ้าแก่เกาและเฒ่าฉีหันไปมองศิษย์พี่รองเป็นตาเดียว

ศิษย์พี่รองแค่นยิ้มแห้งๆ พลางเอ่ยตอบ "แข็งแกร่งมาก!"

"แข็งแกร่งมากงั้นหรือ?" เถ้าแก่เกาและเฒ่าฉีถึงกับสะดุ้งโหยง

หากศัตรูแข็งแกร่งมากถึงเพียงนั้น แล้วจะไปล้างแค้นหาพระแสงอันใด ซุกหัวหลบอยู่แต่ในเรือนไม่ดีกว่าหรือ?

"ศิษย์น้องเล็ก แข็งแกร่งมาก!" ศิษย์พี่รองเอ่ยเสริม

เถ้าแก่เกาและเฒ่าฉีถลึงตาใส่ศิษย์พี่รอง ก่อนจะถอนหายใจยาวพรืดออกมา

"ขอให้เขาสามารถเดินทางกลับมาได้อย่างปลอดภัยก็แล้วกัน"

"นั่นสิ รีบกลับมาเร็วๆ นั่นแหละดีที่สุด"

...

หลินอวี่เองก็อยากจะรีบเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุดเช่นกัน

ดังนั้น ทันทีที่หลินอวี่ก้าวเท้าออกจากเมืองซานเสีย เขาก็เริ่มต้นการพยากรณ์ในทันที

แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยพยากรณ์ไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง

แต่ทว่า ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ ในบางคราก็อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้

มันอาจจะแปรเปลี่ยนไปตามจังหวะเวลา ชัยภูมิ บุคคล และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่เข้ามาส่งผลกระทบ

เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เขานำมาใช้พยากรณ์เรื่องราวระหว่างตนเองกับศิษย์พี่หญิงใหญ่ ผลลัพธ์ของการพยากรณ์ก็สามารถแปรผันไปตามห้วงความคิดของเขาเอง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายของตนเอง หลินอวี่ก็จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังรอบคอบให้มาก

"การที่ข้าเดินทางไปล้างแค้นยังสำนักเจตจำนงเทวะในครั้งนี้ จะมีผลลัพธ์ที่ดีรออยู่หรือไม่?"

"เริ่มต้นการพยากรณ์!"

[มหาโชค]

...

หลินอวี่ออกเดินทางด้วยความพึงพอใจ

ในครานี้ ความเร็วของเขารวดเร็วยิ่งนัก

หลังจากที่เพิ่มแต้มสถานะลงในค่าพละกำลังจนถึงยี่สิบแต้ม หลินอวี่ก็สัมผัสได้ว่าพละกำลังและความเร็วของร่างกายของตนเองเพิ่มสูงขึ้นจากแต่ก่อนถึงหนึ่งเท่าตัวเป็นอย่างต่ำ!

เพียงแค่ออกแรงกระโดดเบาๆ ร่างกายของเขาก็สามารถพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงอากาศ ข้ามผ่านระยะทางไกลกว่าสิบเมตรได้อย่างง่ายดาย

ดูคล้ายคลึงกับภาพยนตร์ยักษ์เขียวฮัลค์ที่เขาเคยรับชมในชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

ทว่าเมื่อนำตนเองไปเปรียบเทียบกับยักษ์เขียวฮัลค์แล้ว ร่างกายของเขากลับมีความปราดเปรียวว่องไวมากกว่า ยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากทักษะกายาทองคำอมตะ พลังป้องกันของเขาก็ยิ่งทรงอานุภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก!

ตัวเขาในยามนี้ ช่างไม่ต่างอันใดกับสัตว์ประหลาดทีเร็กซ์ในร่างมนุษย์เลยแม้แต่น้อย!

"สำนักเจตจำนงเทวะ! ข้ามาแล้ว!" หลินอวี่พุ่งทะยานออกวิ่งอย่างบ้าคลั่งด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิม

หากประเมินจากความเร็วในระดับนี้ คาดเดาว่าน่าจะใช้เวลาเพียงแค่สี่ห้าวันก็สามารถเดินทางไปถึงสำนักเจตจำนงเทวะได้อย่างแน่นอน!

...

จบบทที่ บทที่ 38 สิบปี

คัดลอกลิงก์แล้ว