- หน้าแรก
- โต้วหลัว เมื่อข้าสร้างนครฉางอัน ก็ถูกม่านสวรรค์เปิดโปงตัวตน
- บทที่ 6: อวี้เสี่ยวกังกระอักเลือดด้วยความโกรธา ความมั่นใจอันเป็นปริศนาของสำนักเฮ่าเทียน!
บทที่ 6: อวี้เสี่ยวกังกระอักเลือดด้วยความโกรธา ความมั่นใจอันเป็นปริศนาของสำนักเฮ่าเทียน!
บทที่ 6: อวี้เสี่ยวกังกระอักเลือดด้วยความโกรธา ความมั่นใจอันเป็นปริศนาของสำนักเฮ่าเทียน!
บทที่ 6: อวี้เสี่ยวกังกระอักเลือดด้วยความโกรธา ความมั่นใจอันเป็นปริศนาของสำนักเฮ่าเทียน!
"พวกเจ้าทุกคนเห็นแล้วใช่หรือไม่?"
หนิงหรงหรงเชิดหน้าขึ้นพลางกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
"สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของข้ามิใช่ผู้รั้งท้ายในบรรดาสามสำนักบน สำนักมังกรฟ้าทรราชต่างหากล่ะที่เป็น!"
เมื่อความจริงปรากฏอยู่เบื้องหน้า อวี้เสี่ยวกังและฝูหลันเต๋อกลับรู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่
อวี้เสี่ยวกังกำหมัดแน่นและเถียงกลับด้วยความขุ่นเคือง
"อย่าได้ผยองไปหน่อยเลย! เหตุผลเดียวที่สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติอยู่ในอันดับที่สูงกว่า ก็เป็นเพราะราชทินนามพรหมยุทธ์คนนอกสองคนนั้นต่างหาก!"
ฝูหลันเต๋อที่รู้สึกเสียหน้า รีบเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทันที
"ถูกต้อง ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเพียงการยืมจมูกผู้อื่นหายใจ จะนำไปเทียบกับสำนักมังกรฟ้าทรราชที่พึ่งพาเพียงคนในตระกูลของตนเองได้อย่างไร?"
ถังซาน ไต้มู่ไป๋ และคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าหงึกหงักเห็นพ้องต้องกัน
มีเพียงจูจู๋ชิงที่ยังคงนิ่งเงียบ ความผิดหวังในตัว 'อาจารย์ใหญ่' ผู้นี้ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งรู้สึกผิดหวังในโรงเรียนแห่งนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก
สำนักมิใช่เพียงตระกูลเดี่ยวๆ แต่เป็นสถานที่ศูนย์รวมของขุมกำลังที่หลากหลาย การเปิดรับยอดฝีมือจากภายนอกมันผิดตรงไหนกัน?
หนิงหรงหรงเดือดดาลกับตรรกะวิบัติเหล่านี้ ทว่านางก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วและแค่นเสียงเยาะเย้ย
"อวี้เสี่ยวกัง อย่าลืมสิว่าเจ้ามันก็แค่ขยะที่ไม่อาจทะลวงผ่านระดับสามสิบได้ด้วยซ้ำ ทำได้เพียงวางก้ามโอ้อวดโดยอาศัยทฤษฎีที่ไปลอกเลียนใครเขามาก็ไม่รู้ หากไร้ซึ่งทฤษฎีพวกนั้น เจ้ามันก็ไม่มีค่าอะไรเลย!"
คำว่า "ขยะ" และ "ลอกเลียน" ฟาดผ่าลงกลางใจของอวี้เสี่ยวกังประดุจสายฟ้าฟาด
"พรวด—"
บาดแผลที่เจ็บปวดที่สุดถูกเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัล อวี้เสี่ยวกังโกรธจัดจนกระอักเลือดคำใหญ่ออกมาและทรุดฮวบลงกับพื้น
"ท่านอาจารย์!"
ถังซานรีบพุ่งเข้าไปประคองเขา ก่อนจะตวัดสายตาจ้องมองหนิงหรงหรงด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ไม่อาจควบคุมได้
กล้าดีอย่างไรมาหยามเกียรติและใส่ร้ายอาจารย์ของเขาเช่นนี้ นางรนหาที่ตายเสียแล้ว!
"ชิ~"
หนิงหรงหรงคร้านที่จะใส่ใจเขา นางเบือนหน้าไปทางฝูหลันเต๋อก่อนจะแค่นเสียง
"ฝูหลันเต๋อ ท่านคงยังไม่ลืมคำท้าพนันของเราหรอกกระมัง? แพ้ก็คือแพ้ คุกเข่าโขกศีรษะขอโทษข้าเดี๋ยวนี้!"
ใบหน้าของฝูหลันเต๋อแดงก่ำราวกับลูกตำลึง เขาจะทำเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน?
ไต้มู่ไป๋และหม่าหงจวิ้นสบตากัน ก่อนจะรีบก้าวออกไปไกล่เกลี่ย
"หนิงหรงหรง พอได้แล้วน่า ถนอมน้ำใจกันบ้าง วันหน้าจะได้มองหน้ากันติด"
"ใช่ๆ วางความจริงเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ จะบอกว่าเจ้าไม่มีส่วนผิดเลยอย่างนั้นหรือ?"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอยุติธรรม หนิงหรงหรงก็ชี้หน้าฝูหลันเต๋อพลางตวาด
"เขาเป็นคนดูถูกสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของข้าก่อนเอง เขารับคำท้าและพ่ายแพ้ แล้วเหตุใดเขาถึงไม่ยอมทำตามสัญญาล่ะ?!"
"พอได้แล้ว!" ฝูหลันเต๋อไม่อาจข่มกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เขาตวาดลั่น "หากเจ้าไม่พอใจ ก็ไสหัวออกไปจากโรงเรียนสื่อไหลเค่อซะ!"
หนิงหรงหรงถูกประคบประหงมราวกับเจ้าหญิงมาตั้งแต่เด็ก นางไม่เคยถูกปฏิบัติอย่างเกรี้ยวกราดเช่นนี้มาก่อน
ความน้อยเนื้อต่ำใจเอ่อล้นจนท้ายที่สุดนางก็กลั้นไว้ไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมาดัง "โฮ" แล้ววิ่งเตลิดกลับไปทางหอพัก
เอ้าซือข่าที่หลงใหลในความงดงามของนาง รีบกระซิบถามทันที
"ท่านผู้อำนวยการ แล้วถ้านางขอลาออกไปจริงๆ ล่ะขอรับ?"
ฝูหลันเต๋อย่อมไม่อยากปล่อยปลาตัวโตหลุดมือ เขาจึงส่งสายตามีเลศนัยไปให้
ความหมายโดยนัยก็คือให้เขาไปแกล้งปลอบโยนเพื่อรั้งให้นางอยู่ต่อ
เอ้าซือข่าเข้าใจความหมายนั้นทะลุปรุโปร่ง เขารีบวิ่งตามหนิงหรงหรงไปพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์หื่นกาม
จูจู๋ชิงรู้สึกไม่พอใจกับการตระบัดสัตย์ของฝูหลันเต๋อ ความผิดหวังที่นางมีต่อโรงเรียนแห่งนี้ก็ยิ่งทวีคูณ
การมาเยือนโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นความผิดพลาดมหันต์! แต่หากนางจากไป นางจะไปที่ใดได้เล่า?
ในตอนนั้นเอง ฝูหลันเต๋อก็หันไปหาคนอื่นๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง
"เอาล่ะ จับตาดูต่อไปเถอะ ข้าอยากจะเห็นนักว่าขุมกำลังใดกันแน่ที่จะสามารถก้าวข้ามสามสำนักบนไปได้!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็แหงนหน้ามองม่านสวรรค์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
โดยเฉพาะอวี้เสี่ยวกังที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความท้าทาย เขายังคงเชื่อว่านี่เป็นเพียงทำเนียบจอมปลอมที่สร้างกระแสเรียกร้องความสนใจ
หากอันดับขุมกำลังที่ม่านสวรรค์ประกาศออกมาหลังจากนี้ไม่สามารถทำให้เขาคล้อยตามได้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่มีวันยอมรับมันเด็ดขาด!
จูจู๋ชิงเองก็แหงนหน้ามองม่านสวรรค์เช่นกัน ในแววตาของนางแฝงไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง
หากนางไม่สามารถทนอยู่ที่นี่ได้จริงๆ นางก็แค่รอให้อันดับทำเนียบเปิดเผยออกมาทีละรายการ แล้วไปเข้าร่วมกับขุมกำลังที่เหมาะสมกับนางเสียก็สิ้นเรื่อง
ไต้มู่ไป๋ราวกับมองทะลุความคิดของนาง เขาแอบแค่นเสียงเยาะในใจ
"จูจู๋ชิง หญิงงามล่มเมืองเช่นเจ้าย่อมต้องตกเป็นของข้า ไต้มู่ไป๋ เพียงผู้เดียวเท่านั้น อย่าหวังว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือข้าไปได้เลย!"
...
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ณ เมืองห่างไกลในจักรวรรดิเทียนโต่ว
ถังเฮ่าในชุดคลุมสีดำขาดรุ่งริ่งและสภาพอิดโรย ทิ้งตัวดื่มสุราอย่างเมามายไร้สติ
"สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติและสำนักมังกรฟ้าทรราชต่างก็รั้งท้ายอย่างนั้นรึ? นี่มันทำเนียบเถื่อนไร้สาระอันใดกัน!"
ถังเฮ่าไม่พอใจกับม่านสวรรค์นอกหน้าต่างนัก ทว่าเขากลับถูกดึงดูดด้วยรางวัลจากทำเนียบ
การต่อสู้เมื่อหลายปีก่อนทิ้งบาดแผลฉกรรจ์ไว้ภายในร่างกายของเขา ทำให้การบ่มเพาะพลังไม่อาจรุดหน้าไปได้อีก
ในยามที่ถังเฉินผู้เป็นปู่ยังคงหายสาบสูญ ปัจจุบันเขาจึงเป็นผู้มีพลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักเฮ่าเทียน
หากสำนักเฮ่าเทียนติดอันดับในทำเนียบ เขาก็ย่อมต้องถูกเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนผู้มีขุมพลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักอย่างแน่นอน
"เมื่อพลังของข้าเพิ่มพูนขึ้น ข้าจะไปสะสางบัญชีแค้นกับสำนักวิญญาณยุทธ์สำหรับเรื่องราวในอดีต ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
เมื่อนึกถึงการเพิ่มความแข็งแกร่งโดยมิต้องลงแรง ถังเฮ่าก็ยกจอกสุราขึ้นซดรวดเดียวหมดด้วยความตื่นเต้น
...
สำนักเฮ่าเทียน
ถังเซี่ยวและเหล่าผู้อาวุโสต่างตื่นตะลึงกับอันดับในทำเนียบของม่านสวรรค์อีกครา
ผู้อาวุโสรองลูบเคราสีดอกเลาพลางอุทาน
"ข้าไม่นึกเลยจริงๆ ว่าสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติจะก้าวข้ามสำนักมังกรฟ้าทรราชไปได้แล้ว"
ผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นพ้องและเอ่ยเสริม
"นั่นสิ ตามข่าวกรองที่เยวี่ยหัวส่งกลับมา สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติก็ไม่ได้มีพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงอันใดมากนักนี่นา"
"ดูเหมือนว่าสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติจะซ่อนเร้นความแข็งแกร่งเอาไว้ ข่าวกรองของเยวี่ยหัวไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมด ขุมกำลังอื่นๆ เองก็อาจจะกำลังซ่อนเขี้ยวเล็บอยู่เช่นกัน!"
ความมั่นใจของถังเซี่ยวสั่นคลอนอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วและเอ่ยว่า
"ท่านผู้อาวุโส ในเมื่อสองในสามสำนักบนต่างก็ปรากฏชื่อในทำเนียบแล้ว เช่นนั้นสำนักเฮ่าเทียนของเราจะ..."
ก่อนที่เขาจะกล่าวจบ เขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตำหนิอย่างไม่พอใจจากเหล่าผู้อาวุโส
"ถังเซี่ยว! เหตุใดเจ้าถึงเอ่ยวาจาบั่นทอนกำลังใจเช่นนี้อีกแล้ว? รวมพวกข้าทั้งห้าคนกับเจ้าเข้าไปด้วย ก็มีราชทินนามพรหมยุทธ์ถึงหกคนเชียวนะ!"
"ด้วยรากฐานเช่นนี้ สองสำนักขยะนั่นจะเอาอะไรมาเทียบติด? พวกเราต้องติดหนึ่งในสามอันดับแรกอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่เราจะรั้งท้ายในสามอันดับสุดท้ายได้หรอก!"
และในทันทีที่สิ้นเสียงของพวกเขา
เสียงครางหึ่งๆ ทุ้มต่ำก็พลันดังกึกก้องมาจากม่านสวรรค์เบื้องบนอีกครั้ง
แสงสีทองเบ่งบานขึ้นฉับพลัน อักษรเดิมเรียงตัวกันใหม่ กลายสภาพเป็นบรรทัดข้อความชุดใหม่:
【ทำเนียบขุมกำลัง อันดับที่ 13: สำนักเฮ่าเทียน】
【ตัวแทนผู้ปกครอง: ถังเซี่ยว】
【ตัวแทนผู้มีพลังรบแข็งแกร่งที่สุด: ถังเซี่ยว】
【บทประเมิน: ผู้นำแห่งสามสำนักบนในบรรดาเจ็ดมหาสำนักแห่งทวีปโต้วหลัว มีศิษย์วิญญาณาจารย์ในตระกูลนับร้อยชีวิตและมีผู้อาวุโสระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ถึงห้าคน สำนักสืบทอดวิญญาณยุทธ์ประเภทเครื่องมือสายโจมตีระดับสูงสุด 'ค้อนเฮ่าเทียน' แม้ตัววิญญาณยุทธ์อาจไม่นับว่าเป็นระดับสุดยอด ทว่าขีดจำกัดสูงสุดของมันจะถูกยกระดับขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อผสานเข้ากับห้าสุดยอดเคล็ดวิชาลับเฉพาะแห่งเฮ่าเทียน (ระเบิดวงแหวน, เคล็ดวิชาเก้าเฮ่าเทียน, ค้อนมหาอสุรี, ค้อนทลายเวหา และวายุสะบั้นปั่นป่วน) ยิ่งผู้ใช้มีพรสวรรค์สูงส่งเท่าใด พลังทำลายล้างก็ยิ่งมหาศาล! ค้อนศึกไร้เทียมทาน สำนักเฮ่าเทียนอันเกรียงไกร—นามแห่งเฮ่าเทียนสะท้านสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศ!】
【รางวัลขั้นต่ำ: ระดับพลังวิญญาณของตัวแทนทั้งสองเพิ่มขึ้นคนละหนึ่งระดับ และอายุของวงแหวนวิญญาณทั้งหมดเพิ่มขึ้นสองพันปี (หากตัวแทนเป็นบุคคลเดียวกัน จะเปลี่ยนเป็นกระดูกวิญญาณระดับหมื่นปีที่ปรับเข้ากับวิญญาณยุทธ์ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ)!】
...
ทั่วทั้งทวีปลุกฮือขึ้นสั่นสะเทือนในวินาทีที่พวกเขาเห็นชื่อสำนักเฮ่าเทียนปรากฏบนทำเนียบ!
"อะไรนะ? ผู้นำแห่งสามสำนักบนอย่างสำนักเฮ่าเทียน ที่ปลีกวิเวกปิดสำนักไปหลังจากได้รับความเสียหายอย่างหนักในตอนนั้น กลับก้าวหน้าขึ้นแทนที่จะถดถอยลงอย่างนั้นรึ!"
"รวมท่านเจ้าสำนักถังเซี่ยวเข้าไปด้วยแล้ว ก็มีราชทินนามพรหมยุทธ์ถึงหกคน แต่พวกเขากลับอยู่ในอันดับที่สิบสามเท่านั้นเนี่ยนะ?"
"สามสำนักบนทำได้เพียงรั้งท้ายในสามอันดับสุดท้ายงั้นรึ? ถ้าเช่นนั้น สิบสองอันดับที่อยู่เหนือกว่าพวกเขา จะเป็นตัวตนที่ฝืนลิขิตสวรรค์ขนาดไหนกันล่ะเนี่ย?!"
ในบรรดาฝูงชน มีหลายคนตาไวสังเกตเห็นว่า ถังเฉิน ผู้เคยสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วหล้า กลับไม่ปรากฏชื่อในฐานะตัวแทนของสำนัก!
ก่อนหน้านี้ ผู้คนทั่วหล้าต่างเชื่อเสมอว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เพียงแค่หายสาบสูญไปเท่านั้น หรือว่าตอนนี้นี่จะเป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าเขาได้ตกตายไปแล้วจริงๆ?