- หน้าแรก
- ขุนศึกทะลุมิติ สยบแผ่นดินเดือด
- บทที่ 139 - อ่านกฎทหารยามวิกาลถกกลศึก
บทที่ 139 - อ่านกฎทหารยามวิกาลถกกลศึก
บทที่ 139 - อ่านกฎทหารยามวิกาลถกกลศึก
บทที่ 139 - อ่านกฎทหารยามวิกาลถกกลศึก
สายตาของซุนอู๋จงเปล่งประกายเจิดจ้า กวาดมองใบหน้าของทุกคน ก่อนจะหยุดลงที่หลิวอวี้ เขากล่าวเน้นย้ำทีละคำ "ในที่ของข้า ไม่มีหรอกยอดฝีมืออันดับหนึ่ง ไม่มีลูกพี่ใหญ่ นับจากนี้ไปตลอดระยะเวลาการฝึกหกเดือน ข้าจะเคี่ยวเข็ญพวกเจ้าที่เป็นแค่ชาวบ้านป่าเมืองเถื่อน ให้กลายเป็นทหารราบแห่งกองทัพเป่ยฝู่ให้จงได้"
"ข้าจะทำให้พวกเจ้าลอกคราบผลัดกระดูกใหม่ พวกเจ้าจะรู้สึกเสียใจที่พ่อแม่เกิดพวกเจ้ามาบนโลกใบนี้ จะรู้สึกเสียใจที่มาสมัครเป็นทหาร ทว่าเมื่อถึงวันที่พวกเจ้าได้ก้าวเท้าลงสู่สนามรบ พวกเจ้าก็จะรู้เองว่าความยากลำบากทั้งหมดนั้นล้วนคุ้มค่า"
พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ "ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ค่ายเสือดาวบิน"
ตกดึก ภายนอกเมืองกว่างหลิง ค่ายทหารเป่ยฝู่
ค่ายทหารสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ มีเวรยามคุมเข้มทุกสามก้าวห้าก้าว เปลวเพลิงเต้นเร่าอยู่บนกระถางไฟทองแดง ส่องสว่างค่ายทหารยามค่ำคืนจนสว่างไสวราวกับกลางวัน กองทหารลาดตระเวนถือทวนและหอกเดินตรวจตราไปมาระหว่างกระโจมที่พัก เมื่อเดินสวนกันก็ต้องขานรหัสผ่าน เพื่อป้องกันสายลับของข้าศึกเร้นกายเข้ามา สำหรับทหารใหม่หลายพันนายที่เพิ่งเข้าค่ายมาในวันนี้ นี่ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่โดยสิ้นเชิง อย่างน้อยที่สุดแม้แต่การลุกไปเข้าห้องน้ำกลางดึก ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป
หลิวอวี้ชะโงกหน้าอ่านสมุดเล่มเล็กในมืออาศัยแสงไฟสลัวๆ ภายในกระโจมที่พักชั่วคราว นี่คือสิ่งที่ซุนอู๋จงแจกจ่ายให้แก่หัวแถวของแต่ละหมู่ตอนเลิกแถวในวันนี้ การทดสอบสมรรถภาพร่างกายในวันนี้ สุดท้ายเหลือผู้ผ่านเข้ารอบเพียงสองร้อยสามสิบสี่คน แบ่งออกเป็นห้าหมู่ หมู่ละเกือบห้าสิบคน ทว่าตำแหน่งหัวหน้าหมู่กลับถูกเว้นว่างไว้ ซุนอู๋จงบอกว่าจะพิจารณาผลการฝึกตลอดหกเดือนนี้ แล้วจะแต่งตั้งทหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดขึ้นเป็นหัวหน้าหมู่ของแต่ละหมู่
เสียงร้องครวญครางของเว่ยซุ่นจือดังระงมอยู่ด้านข้าง ผสมผสานกับเสียงของอีกสองคนที่ถูกโบยด้วยกระบองทหารเช่นกัน ตอนนี้พวกเขานอนคว่ำหน้าอยู่บนเสื่อฟาง บาดแผลของพวกเขาได้รับการปฐมพยาบาลและทายาสมุนไพรจากหมอทหารเบื้องต้นแล้ว แต่ก็ยังคงมีสภาพเนื้อแตกหนังปริ หลิวอวี้ผู้มีประสบการณ์โชกโชนในการชกต่อยเพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้ ทหารที่ลงมือโบยในวันนี้ล้วนลงมืออย่างหนักหน่วง บาดแผลจากกระบองบวกกับพิษบาดแผล หากไม่ได้พักฟื้นสักสิบวันครึ่งเดือนก็คงไม่หายดี ทว่าซุนอู๋จงเคยประกาศไว้แล้วว่าสามวันต้องลุกจากเตียงให้ได้ สิบวันต้องกลับมาฝึกซ้อม ดูท่าแล้วคำพูดของเขาจะเป็นความจริง ที่ว่าต้องทำให้คนลอกคราบให้จงได้
เว่ยหย่งจือทายาที่ก้นของน้องชายพลางสบถด่าด้วยความแค้นเคือง "หึ ใครๆ ก็บอกว่าแม่ทัพต้องสร้างความน่าเกรงขามต่อหน้าทหารใหม่ แต่มันก็ไม่มีกฎเกณฑ์แบบนี้นี่นา ก็แค่พูดแทรกขึ้นมาประโยคเดียว ถึงกับต้องตีคนจนปางตายขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าห้ามพูด"
หลิวอวี้ถอนใจยาว อ่านข้อความในสมุดเล่มเล็กในมือ ซึ่งบันทึกกฎอัยการศึกที่มีชื่อว่า เจ็ดข้อห้ามห้าสิบสี่ประหาร "ออกจากแถวโดยพลการ แซงหน้าแทรกหลัง ส่งเสียงดังเอะอะ ไม่ปฏิบัติตามข้อห้าม ล้วนถือเป็นการก่อกวนกองทัพ ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษประหาร เจ้ากระต่าย อย่าบ่นไปเลย ซุ่นจือทำผิดกฎทหารจริงๆ วันข้างหน้าก็ต้องระวังตัวให้มาก"
เว่ยหย่งจือกัดฟันกรอด "แต่กฎทหารพวกนี้ก็ไม่ได้บอกพวกเราล่วงหน้านี่นา ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิดไม่ใช่หรือ"
ถถานผิงจือกล่าวอย่างใช้ความคิด "ในกองทัพจำเป็นต้องมีกฎระเบียบจริงๆ ซุนเจียงจวินก็บอกแล้วว่าเห็นแก่ที่เพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรก ซ้ำยังไม่ได้ประกาศกฎข้อบังคับ จึงยอมออมมือให้ โบยแค่สามสิบไม้ เจ้ากระต่ายเอ๋ย ข้าขอเตือนเจ้า วันข้างหน้าอย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับคนแซ่ซุนผู้นั้นมากนักเลย เจ้านั่นลงมือโหดเหี้ยมมาก"
พูดถึงตรงนี้เขาก็ส่ายหน้า "ไม่รู้ว่าหลิวจิ้งเซวียนคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เจ้านั่นโดนยิงด้วยลูกดอกอาบยาพิษเข้าเต็มๆ โหดร้ายเกินไปแล้ว"
หลิวอวี้ยกมุมปากขึ้น กล่าวว่า "หลิวจิ้งเซวียนดูเย่อหยิ่งจองหองมาก ซุนเจียงจวินคงไม่ยอมให้มีคนอวดดีกว่าตนเองอยู่ในกองทัพแน่ ถึงได้ลงมือหนักขนาดนั้น แต่คำพูดประโยคหนึ่งของซุนเจียงจวินในวันนี้ก็ถูกต้องทีเดียว เมื่อพวกเราลงสู่สนามรบ จะพึ่งพาแค่วิชาหมัดมวยไม่ได้แล้ว ต้องอาศัยอาวุธ เฮ้อ รู้อย่างนี้ข้าน่าจะพกอาวุธติดตัวมาด้วย"
ถถานผิงจือหัวเราะลั่น "พี่หลิว ท่านไม่รู้อะไร อาวุธที่ใช้ในกองทัพต้องเป็นแบบแผนเดียวกันหมด จะมาใช้ของสารพัดรูปแบบเหมือนที่พวกเราใช้กันเองไม่ได้หรอกนะ"
หลิวอวี้ร้อง "อ้อ" ออกมาเบาๆ "เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า"
ถถานผิงจือกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "เรื่องนี้ข้าฟังมาจากน้องเมิ่ง เขาบอกว่าในสมรภูมิรบต้องจัดกระบวนทัพเข้าสู้ รูปร่าง พละกำลัง และความยาวของอาวุธที่ใช้จะต้องสอดคล้องกันให้มากที่สุด สมมติว่าท่านใช้กระบี่สามฉื่อ แต่เขาใช้หอกเจ็ดฉื่อ ความยาวก็ไม่เท่ากันแล้ว เขาแทงโดนศัตรู แต่ท่านยังอยู่ห่างจากศัตรูอีกตั้งไกล สู้กันไปสู้กันมา กระบวนทัพก็จะแตกพ่าย ทำให้เสียเปรียบได้"
หลิวอวี้กล่าวอย่างใช้ความคิด "ใช่แล้ว ในสมรภูมิรบ กระบวนทัพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากกระบวนทัพแตกพ่าย ก็เท่ากับต่างคนต่างสู้ ต่อให้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศเพียงใด ก็ยากจะต้านทานคนหมู่มากของฝ่ายตรงข้ามได้ เรื่องนี้อย่าว่าแต่การทำศึกเลย แม้แต่ตอนที่ชาวบ้านยกพวกตีกันเพื่อแย่งที่ดินแย่งน้ำ ก็ยังเป็นเช่นนี้เลย"
เว่ยซุ่นจือเงยหน้าขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทฤษฎีพิชัยสงครามเหล่านี้ทำให้เขาลืมความเจ็บปวดที่ก้นไปชั่วขณะ "ถ้าเช่นนั้น ที่วันนี้เขาให้พวกเราแบ่งแถวตามความสูง ก็เพื่อจัดสรรประเภททหารให้แตกต่างกัน และคนที่อยู่หมู่เดียวกัน ก็ใช้อาวุธเหมือนกันอย่างนั้นหรือ"
หลิวอวี้พยักหน้ารับ "ถูกต้อง ในตำราพิชัยสงครามอู๋จื่อก็เคยกล่าวไว้ ว่าคนตัวสูงให้ถือเกาทัณฑ์และหน้าไม้ คนตัวเตี้ยให้ถือทวนและหอก ทำเช่นนี้จะสามารถดึงศักยภาพของแต่ละคนออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ คนตัวสูงมองเห็นได้ไกล มักจะมีพละกำลังมาก ยิงธนูได้ไกล ส่วนคนตัวเตี้ยก็ยืนอยู่แถวหน้า ถือทวนและหอกคอยแทงศัตรู ทำให้ศัตรูแทงโดนพวกเขาได้ยาก นี่คือการจัดสรรประเภททหารที่สมเหตุสมผลที่สุด เกรงว่าเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ พวกเราคงต้องเริ่มฝึกทักษะการยิงธนูกันแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หันไปมองถถานผิงจือด้วยรอยยิ้ม "เหล่าถถาน ครั้งนี้คงสมใจเจ้าแล้วนะ เจ้าเป็นคนที่ยิงธนูเก่งที่สุดในหมู่พวกเรา ดูท่าไม่ต้องฝึกก็คงได้เป็นหัวหน้าหมู่เลยล่ะมั้ง"
ถถานผิงจือหัวเราะร่วน "หัวหน้าหมู่จะตกมาถึงคิวข้าได้อย่างไร พี่หลิวต่างหากที่..."
เขายังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ ก็มีสายลมพัดวูบเข้ามาทางประตูหน้ากระโจม ตามมาด้วยเสียงแสดงความไม่พอใจ "ตำแหน่งหัวหน้าหมู่นี้เป็นของข้า ใครก็อย่ามาแย่ง"
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป หันไปมองที่ประตู ก็เห็นหลิวจิ้งเซวียนคนที่โดนลูกดอกอาบยาพิษเมื่อตอนกลางวัน พันแผลที่ไหล่ไว้หนาเตอะ ท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อกำยำดั่งหอคอยเหล็ก มือซ้ายหิ้วห่อผ้าของตนเอง เดินดุ่มๆ เข้ามาในกระโจมใหญ่อย่างหงุดหงิด ทหารใหม่หลายคนที่อยู่หน้าประตูทำท่าจะลุกขึ้นทักทายเขา แต่เขากลับไม่สนใจ เดินตรงดิ่งมาหาหลิวอวี้ แล้วเตะห่อผ้าของทหารใหม่คนหนึ่งที่ชื่อเถี่ยนิ่วซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามหลิวอวี้จนกระเด็น "ที่ตรงนี้เป็นของข้า หลบไปไกลๆ"
เถี่ยนิ่วผู้นั้นก็เป็นชายฉกรรจ์สูงแปดฉื่อเช่นกัน แต่พอเจอหน้าหลิวจิ้งเซวียน กลับถูกบารมีของอีกฝ่ายข่มจนมิด เขาลุกขึ้นหยิบห่อผ้าอย่างเงียบๆ ทำท่าจะเดินถอยหลังไป หลิวจิ้งเซวียนไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาสักนิด นั่งแหมะลงตรงข้ามหลิวอวี้อย่างหน้าตาเฉย "เจ้าชื่อหลิวอวี้ใช่ไหม ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งจิงโข่ว เก่งกาจนัก วันนี้ข้ามาที่นี่ เดิมทีตั้งใจจะมาท้าประลองกับยอดคนในตำนานอย่างเจ้า น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้าบาดเจ็บ มือซ้ายขยับไม่ได้ รอให้ข้าหายดีก่อนเถอะ ค่อยมาประลองฝีมือกัน แต่ข้าขอบอกไว้ก่อน ตำแหน่งหัวหน้าหมู่นี้ต้องเป็นของข้า เจ้าอย่าคิดจะมาแย่งเด็ดขาด"
หลิวอวี้จ้องมองหลิวจิ้งเซวียนด้วยความสงบนิ่ง กล่าวทีละคำอย่างชัดเจน "พี่ชาย รู้จักคำว่ามาก่อนได้ก่อนหรือไม่ เมื่อก้าวเข้าสู่ค่ายทหาร ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน ไม่มีหรอกยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งจิงโข่ว และไม่มีจอมเผด็จการจิ้งเซวียน ที่นี่คือที่ของคนอื่น ขอให้ท่านถอยไป"
[จบแล้ว]