- หน้าแรก
- ขุนศึกทะลุมิติ สยบแผ่นดินเดือด
- บทที่ 120 - เจ้าหญิงมู่หรงแรกแย้มหัวใจรัก
บทที่ 120 - เจ้าหญิงมู่หรงแรกแย้มหัวใจรัก
บทที่ 120 - เจ้าหญิงมู่หรงแรกแย้มหัวใจรัก
บทที่ 120 - เจ้าหญิงมู่หรงแรกแย้มหัวใจรัก
มู่หรงชุยหัวเราะลั่น "ทหารไม่ได้ยิ่งมากก็ยิ่งดีหรอกนะหลานรัก เจ้าไม่เข้าใจเรื่องการทหาร ย่อมไม่รู้ถึงความสำคัญของเสบียงและกองกำลังสนับสนุน กองทัพนับล้านจำเป็นต้องมีชาวบ้านอย่างน้อยสามล้านคนคอยลำเลียงเสบียง แคว้นฉินยังไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับสงครามอย่างเต็มที่ และยังไม่ได้กักตุนเสบียงไว้ตามเมืองต่างๆ ในแนวหน้าเลย"
"หากเกิดศึกใหญ่ขึ้นมาจริงๆ เสบียงอาหารก็ต้องถูกลำเลียงจากกวนจงและเหอเป่ยอันห่างไกลส่งไปยังแนวหน้า การสูญเสียระหว่างทางย่อมมหาศาล ชาวบ้านจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่สู้ตาย เมื่อถึงตอนนั้นหากสงครามยืดเยื้อเกินครึ่งปี จะต้องมีโจรผู้ร้ายลุกฮือขึ้นทุกหนทุกแห่ง กองทัพใหญ่ติดค้างอยู่ภายนอก การกบฏปะทุขึ้นภายใน แล้วเช่นนี้จะไม่พ่ายแพ้ได้อย่างไร"
"เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็จะอาสาเสนอตัวนำทหารเผ่าเซียนเปยของพวกเราไปปราบกบฏ ฝูเจียนย่อมตัดใจถอนทัพใหญ่แนวหน้ากลับมาไม่ได้และทำได้เพียงตอบตกลง พวกเราก็จะทำตามอย่างหลิวหยวนแห่งเผ่าซงหนูในยุคกบฏห้าชนเผ่า ฉวยโอกาสที่บ้านเมืองวุ่นวายยึดครองแผ่นดินแคว้นฉินเสีย อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็สามารถฟื้นฟูแคว้นเยียนอันยิ่งใหญ่ในกวนตงได้สำเร็จ!"
มู่หรงเหว่ยฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก "แผนการของท่านอาช่างล้ำลึก ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
จู่ๆ มู่หรงชุยก็ทอดถอนใจยาวออกมา "เพียงแต่ เพียงแต่ว่าตอนนี้ไอ้แก่หวังเหมิงเริ่มระแคะระคายถึงแผนการของข้าแล้ว ดูเหมือนว่าอีกไม่นานมันคงจะลงมือกับพวกเรา การไล่ชงเอ๋อร์ออกจากวังก็คือหมากตากแรก หากพวกเราไม่สามารถเข้าใกล้ไอ้โจรถ่อยเผ่าตี๋ได้ ก็เท่ากับสูญเสียเกราะคุ้มภัยที่ใหญ่ที่สุดไป ด้วยความสัมพันธ์ของไอ้โจรสองคนนี้ ขอเพียงหวังเหมิงเอ่ยปากคำเดียว ก็สามารถทำให้พวกเราทั้งตระกูลหัวหลุดจากบ่าได้เลย!"
มู่หรงเหว่ยฟังแล้วก็รู้สึกตื่นตระหนก เขากำหมัดแน่น "ท่านอาพอจะมีแผนการอันใดที่จะช่วยให้ก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้หรือไม่"
นัยน์ตาของมู่หรงชุยทอประกายวาบ "บางที อาจจะต้องกัดฟันเลือกหญิงงามล่มเมืองจากตระกูลของเราไปอีกสักคน ข้าควรจะเลือกใครดีนะ"
หนึ่งชั่วยามต่อมา เมืองฉางอัน จวนผู้ว่าการจิงจ้าว
นับตั้งแต่มาสวามิภักดิ์ต่อแคว้นฉิน มู่หรงชุยก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปินตูโหวและผู้ว่าการจิงจ้าว แตกต่างจากตำแหน่งขุนนางลอยๆ ของมู่หรงเหว่ย ตำแหน่งผู้ว่าการจิงจ้าวของเขามีอำนาจที่แท้จริง ในวันธรรมดาจึงมีแขกเหรื่อจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาขอเข้าพบไม่ขาดสาย รถมาม้าไปขวักไขว่เนืองแน่น
ทว่าในวันนี้ ภายนอกจวนผู้ว่าการจิงจ้าวกลับมีการประดับประดาโคมไฟ จุดพลุเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขสันต์นอกจวน ภายในห้องลับใต้ดินของเรือนหลังเล็กกลับมีเพียงแสงเทียนวูบไหว มู่หรงชุยในชุดลำลองนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้พับแบบชาวหู ฝั่งตรงข้ามของเขาคือหญิงสาวผู้มีผิวสีทองแดง มัดผมทรงหางม้าสูงชี้ฟ้า ริมฝีปากแดงระเรื่อ นางใช้ผ้าปิดบังใบหน้า สวมชุดพรางตัวสีดำรัดรูปที่ขับเน้นทรวดทรงอันเย้ายวนให้เห็นอย่างชัดเจน นางไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือจี๋ลี่ว่านที่เพิ่งปรากฏตัวในบ่อนพนันจินหม่านถังแห่งเมืองจิงโข่วเมื่อไม่นานมานี้นั่นเอง
มู่หรงชุยจ้องมองจี๋ลี่ว่านเขม็งพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "อาหลาน คราวนี้เจ้าทำได้ดีมาก ลำบากเจ้าแล้ว ตามความเห็นของเจ้า ชาวอู๋ยังคงรักษากองกำลังที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้จริงหรือ"
ดวงตาคู่สวยของจี๋ลี่ว่านกลอกกลิ้ง นัยน์ตาฉ่ำวาวดุจสายน้ำ "ใช่แล้ว คราวนี้ข้าน้อยได้เห็นมากับตา เมืองจิงโข่วมีผู้คนที่มีความห้าวหาญ วันที่ห้าเดือนห้ามีการประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ มีผู้กล้าและชายชาตรีมากมายเข้าร่วม ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับประเพณีการแข่งม้าและมวยปล้ำบนทุ่งหญ้าของพวกเราเป็นอย่างมาก นอกจากการไม่ใช้อาวุธแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการซ้อมรบตามธรรมชาติเลยทีเดียว"
มู่หรงชุยพยักหน้า "ได้ยินมาว่าคราวนี้เซี่ยเสวียนก็ไปที่จิงโข่วด้วย ใช่หรือไม่"
จี๋ลี่ว่านพยักหน้า "ใช่แล้ว ต้องขอบคุณเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น เตียวขุยผู้ตรวจการมณฑลสวีโจวคนใหม่เป็นคนโลภและดุร้าย ต้องการจะยึดครองจิงโข่วไว้แต่เพียงผู้เดียว ที่นั่นมีชายหนุ่มผู้กว้างขวางชื่อหลิวอวี้เป็นผู้นำชาวบ้านลุกขึ้นต่อต้าน เตียวขุยจึงร่วมมือกับซุนไท่คิดจะจัดการเขา บังเอิญว่าเซี่ยเสวียนได้พบกับหลิวอวี้ในคราวนี้และชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก จึงได้ออกหน้าปกป้องเขาไว้ ในระหว่างเหตุการณ์นี้ ข้าน้อยจึงได้ฉวยโอกาสเข้าพบเซี่ยเสวียนด้วย"
มู่หรงชุยหัวเราะ "เซี่ยเสวียนน่าจะรู้ถึงความตั้งใจของข้า การที่เขายอมพบเจ้า ก็แสดงว่ายินดีที่จะร่วมมือกับตระกูลมู่หรงของพวกเรา ถึงอย่างไรเป้าหมายของพวกเราก็เหมือนกัน แคว้นจิ้นต้องการปกป้องตนเอง ส่วนข้าต้องการกอบกู้แผ่นดิน ต่างก็มีฝูเจียนเป็นศัตรูคนเดียวกัน!"
จี๋ลี่ว่านยิ้มบางๆ "แต่คราวนี้เซี่ยเสวียนก็ไม่ได้ตกปากรับคำเสียทีเดียวนะ ตามที่ข้าน้อยเห็น การแย่งชิงอำนาจในระดับสูงของแคว้นจิ้นก็ดุเดือดไม่แพ้กัน อย่าว่าแต่ความขัดแย้งระหว่างสองมณฑลใหญ่อย่างจิงโจวและหยางโจวเลย แม้แต่ความขัดแย้งภายในกลุ่มตระกูลชั้นสูงด้วยกันเอง ก็ยังมีการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ พวกเขาไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเสียทีเดียว ศัตรูแกร่งกล้าอยู่เบื้องหน้า ภัยพิบัติระดับชาติกำลังจะมาเยือน คนอย่างเตียวขุยก็ยังคงคิดแต่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง"
"หากแคว้นฉินทุ่มกำลังโจมตีเต็มพิกัด ข้าคิดว่าพวกเขาอาจจะต้านทานไว้ไม่อยู่ อีกอย่างก็คือลัทธิเทียนซือ คนพวกนี้มีความทะเยอทะยานสูง ไม่ใช่คนดีที่พร้อมจะร่วมเผชิญหน้ากับภัยพิบัติของชาติอย่างแน่นอน มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะกลายเป็นหอกข้างแคร่ หากแนวหน้าของแคว้นจิ้นเพลี่ยงพล้ำ พวกเขาก็อาจจะก่อการกบฏอยู่แนวหลัง"
มู่หรงชุยส่ายหน้า "ไม่หรอกอาหลาน ลัทธิเทียนซือเป็นลัทธิเต๋าของชนพื้นเมือง พวกเขาจะสามารถเติบโตได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในดินแดนของชาวฮั่นเท่านั้น ทางเหนือล้วนเคารพศรัทธาในพุทธศาสนา พุทธกับเต๋าไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ หากปล่อยให้แคว้นฉินทำลายแคว้นจิ้น ลัทธิเทียนซือก็ไร้ซึ่งที่ยืนเช่นกัน"
"อีกอย่าง หากแคว้นจิ้นล่มสลาย ต่อให้พวกเขาก่อกบฏสำเร็จและตั้งตนเป็นใหญ่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้ชั่วคราว แล้วพวกเขาจะสามารถต้านทานกองทหารม้าเหล็กของกองทัพฉินได้งั้นหรือ ในยามสงบ ลัทธิเทียนซือก่อการกบฏย่อมไม่มีปัญหา แต่ในยามที่พวกหูหลู่จากแดนเหนือยกทัพลงมา พวกเขาจะไม่มีทางฉวยโอกาสซ้ำเติมแน่นอน เพราะนั่นไม่ได้ส่งผลดีต่อพวกเขาเลย"
จี๋ลี่ว่านพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "วิสัยทัศน์ของท่านอาเหนือกว่าข้าน้อยไปอีกขั้น ข้าน้อยขอคารวะ ขอคารวะจริงๆ"
จู่ๆ มู่หรงชุยก็จ้องมองจี๋ลี่ว่านแล้วเอ่ยขึ้นว่า "เรื่องทางใต้เอาไว้แค่นี้ก่อนเถอะ วันนี้สิ่งที่ข้าอยากจะพูดกับเจ้า คือเรื่องสำคัญที่ชี้ชะตาความเป็นความตายของตระกูลมู่หรง น้องสาว เจ้ายังจำคำพูดของท่านพ่อก่อนจากไปได้หรือไม่"
จี๋ลี่ว่านมีสีหน้าจริงจัง นางพยักหน้ารับ "ข้าน้อยจำจดจารึกไว้ในใจไม่มีวันลืม สตรีตระกูลมู่หรงของพวกเรา แม้จะเป็นเพียงผู้หญิง แต่ก็ต้องยอมอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตระกูล"
มู่หรงชุยทอดถอนใจ "หากไม่ถึงคราวเข้าตาจนจริงๆ ข้าจะทำใจลงคอได้อย่างไร ที่ต้องจับเจ้าซึ่งควรจะได้มีชีวิตคู่ที่เปี่ยมสุข มาฝึกฝนอย่างเข้มงวดและโหดร้ายที่สุดตั้งแต่เด็ก เพื่อให้กลายเป็นนักฆ่าเลือดเย็นเช่นนี้"
จี๋ลี่ว่านกระตุกมุมปากยิ้ม "นี่คือชะตากรรมของข้าน้อย ท่านอาต้องยอมทนแบกรับความอัปยศอดสูเพื่อแคว้นเยียนอันยิ่งใหญ่มานานหลายปี เมื่อเทียบกับความยากลำบากของท่านแล้ว สิ่งที่ข้าน้อยเผชิญจะนับเป็นอะไรได้เล่า คราวนี้ท่านอาต้องการจะมอบหมายภารกิจใดให้ข้าน้อย เชิญพูดมาตามตรงเถิด ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าน้อยก็ไม่หวั่น!"
มู่หรงชุยจ้องมองใบหน้าของจี๋ลี่ว่านตาไม่กะพริบ สายตานั้นทำเอานางรู้สึกใจเต้นรัว แม้จะเป็นหญิงสาวชาวหูหลู่ที่กล้าหาญเปิดเผยปานใด แต่เมื่อถูกบุรุษจ้องมองเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอาย นางก้มหน้าลง เริ่มหลบเลี่ยงสายตาของมู่หรงชุย
จู่ๆ มู่หรงชุยก็หลับตาลง เขาทอดถอนใจยาว "นึกไม่ถึงเลยว่าการที่เจ้าลงใต้ไปในคราวนี้ จะทำให้เจ้าได้รู้จักกับความรักเข้าแล้ว ข้าผิดเองที่ไม่ได้สังเกตเลยว่า ตอนนี้เจ้าอยู่ในวัยที่กำลังเบ่งบานและควรจะได้แสวงหาความสุขของตัวเองแล้ว"
พวงแก้มของจี๋ลี่ว่านร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นางเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยอย่างแง่งอน "ท่านอาพูดอะไรเช่นนั้น ข้าน้อยจะไปมีใจให้บุรุษชาวฮั่นได้อย่างไรกัน"
มู่หรงชุยส่ายหน้า "ท่านอาเคยผ่านเรื่องพวกนี้มาก่อน ในดวงตาของเจ้ามีความรักซ่อนอยู่ หลอกท่านอาไม่ได้หรอก เซี่ยเสวียนอายุสี่สิบกว่าปีแล้ว แถมยังมีลูกมีเมีย แม้จะเป็นชายรูปงามไร้ผู้เทียมทานแห่งเจียงจั่ว แต่ก็ไม่น่าจะใช่แบบที่เจ้าชอบ ข้ารู้จักน้องสาวของข้าดี นางจะชอบก็แต่ลูกผู้ชายตัวจริงและวีรบุรุษผู้กล้าเท่านั้น หากท่านอาเดาไม่ผิด เจ้าคงจะตกหลุมรักหลิวอวี้ ชายหนุ่มผู้กว้างขวางแห่งจิงโข่วผู้นั้นเข้าแล้วใช่หรือไม่"
[จบแล้ว]