- หน้าแรก
- ดาบสยบสวรรค์
- บทที่ 110 มุ่งหน้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์!
บทที่ 110 มุ่งหน้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์!
บทที่ 110 มุ่งหน้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์!
เมืองเทียนอิ้นในยามนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างมาก
สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือพลังวิญญาณ ในเวลานี้เมืองเทียนอิ้นถูกครอบคลุมด้วยค่ายกลวิญญาณขนาดมหึมา ผู้ฝึกตนที่สัญจรไปมามีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากค่ายกลวิญญาณที่นับวันยิ่งทรงพลัง เมืองเทียนอิ้นจึงค่อยๆ เติบโตขึ้น จนกลายเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นรองเพียงแค่เมืองหลวงของแคว้นหยวนเท่านั้น
เรือเหาะร่อนลงจอด หลินชางเกอและคณะก้าวเท้าเข้าสู่ตัวเมือง
ระหว่างทาง ผู้ฝึกตนไม่น้อยต่างพากันมองหลินชางเกอด้วยสายตาที่ตกตะลึง
"นั่นไม่ใช่คุณชายหลินหรอกหรือ?"
"เขากลับมาแล้ว!"
"ได้ยินว่าเขาตัดหัวซูเหยาในการประชันยอดยุทธ์แคว้นหยวน และเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ"
"ใช่แล้ว คราวนี้เขาก็จะได้ไปพบกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเย่เสียที"
"..."
ผู้คนจำนวนมากต่างแสดงท่าทีตื่นเต้นพลางสนทนาถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ตระกูลเย่คือผู้ปกครองเมืองเทียนอิ้นอย่างเต็มตัวในปัจจุบัน พวกเขาเปิดกว้างและโอบอ้อมอารี ขอเพียงมีคุณธรรมดีงาม ก็ยินดีต้อนรับผู้ฝึกตนจากทุกสารทิศให้มาตั้งรกราก
ด้วยเหตุนี้ เมืองเทียนอิ้นจึงพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา และได้รับความรักใคร่จากเหล่าผู้ฝึกตนมากมาย
หลินชางเกอเร่งรุดกลับไปยังตระกูลเย่ ทว่ายังไม่ทันก้าวข้ามประตูใหญ่ ก็เห็นเย่หงเทียนเดินออกมาด้วยความตื่นเต้น "ชางเกอ กลับมาแล้วหรือ!"
"อาเย่"
หลินชางเกอก้าวไปข้างหน้าและสวมกอดเขา อารมณ์ที่อัดอั้นไว้พรั่งพรูออกมาทันที น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ "ผู้อาวุโสเฟิง... เขาตายเพื่อช่วยผม..."
ยามอยู่ข้างนอก หลินชางเกอเข้มแข็งมาโดยตลอด เมื่อมองไปรอบกายเขาไม่มีที่พึ่งพา กลับเป็นคนอื่นเสียอีกที่ต้องพึ่งพเขา
ทว่าเมื่อกลับมาถึงตระกูล ในวินาทีที่ได้พบเย่หงเทียน หลินชางเกอก็ไม่อาจกลั้นความรู้สึกไว้ได้อีก เย่หงเทียนหลับตาลง เรื่องเหล่านี้แน่นอนว่าเขาได้ยินมาบ้างแล้ว แม้จะไม่เคยพบเฟิงอู๋จี้มาก่อน แต่เขาก็เคยได้ยินเรื่องราววีรกรรมมาไม่น้อย
นี่คือชายชราที่มีอุดมการณ์ยึดมั่นและควรค่าแก่การเลื่อมใส!
"คนตายไม่อาจฟื้นคืน จงจำคำที่เขาบอกกับเจ้าไว้ให้มั่น ต้องขยันฝึกฝนเพื่อล้างแค้นให้เขา ให้เขารู้ว่าตัวเขาไม่ได้ตายเปล่า"
เย่หงเทียนตบหลังหลินชางเกอเบาๆ แววตาดูจริงจัง
ต่อให้หลินชางเกอจะเข้มแข็งหรือผ่านโลกมามากเพียงใด สุดท้ายเขาก็มีอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น
"ผมจะทำครับ"
หลินชางเกอเช็ดน้ำตา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด "ต้องทำได้อย่างแน่นอน!"
...
วันต่อมา
หลินชางเกอนำชีพจรวิญญาณระดับแปดเส้นนั้นฝังลงไปใต้ดินของตระกูลเย่ ผืนดินพลันสั่นสะเทือนและเกิดการเปลี่ยนแปลง ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ ท้องฟ้าเริ่มมีฝนปรอยๆ พลังวิญญาณเปี่ยมล้นราวกับหยาดน้ำทิพย์จากสวรรค์
หยาดฝนพรมลงสู่พื้นดิน ปลุกความมีชีวิตชีวาให้แก่ทุกสรรพสิ่ง
ศิษย์ตระกูลเย่จำนวนมากเดินออกมา พวกเขาเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ "นี่... พลังวิญญาณที่หนาแน่นขนาดนี้!"
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
"หรือว่า ตระกูลเย่ของเราจะมีวาสนาได้กลายเป็นแดนสวรรค์?"
ศิษย์ตระกูลเย่บางคนที่ติดอยู่ที่คอขวดของการเลื่อนระดับ เมื่อได้รับการชะโลมจากสายฝนพลังวิญญาณนี้ ก็บรรลุระดับได้ทันทีในที่แห่งนั้น
นี่คือของขวัญอันล้ำค่าที่มาจากชีพจรวิญญาณ!
หลินชางเกอยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนเพียงลำพัง เงยหน้ามองท้องฟ้า ปล่อยให้หยาดฝนเปียกชุ่มใบหน้า
โหยวจงกว่างยืนตัวตรงอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนหลินชางเกอท่ามกลางสายฝน เขาสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งลูกผู้ชาย
เด็กหนุ่มคนนี้ ไม่เพียงแต่สุขุมเยือกเย็น แต่ยังมีจิตใจที่ละเอียดอ่อน มีคุณธรรมและน้ำใจ... ท่านอ๋องกิเลนดูคนไม่ผิดจริงๆ!
หลังจากพักอยู่ที่ตระกูลเย่ไม่กี่วัน หลินชางเกอก็ตัดสินใจออกเดินทางสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ได้ป่าวประกาศยิ่งใหญ่หรือมีพิธีร่ำลาใดๆ เพียงแค่ก้าวขึ้นสู่เรือเหาะ
โหยวจงกว่างนำกองกำลังชุดดำติดตามไปอารักขาขนาบข้าง
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของเขตบูรพา ต่อให้เดินทางด้วยเรือเหาะก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม
แสงแรกของวันสาดส่องลงมา กระทบใบหน้าอันหล่อเหลาของหลินชางเกอ ยิ่งขับเน้นความเด็ดเดี่ยวในแบบชายหนุ่มให้เด่นชัดขึ้น
เบื้องหน้าคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันกว้างใหญ่ไพศาลตั้งตระหง่านอยู่ เมืองและเทือกเขาจำนวนมากเชื่อมต่อกัน พลังวิญญาณไหลเวียน ยามต้องแสงอาทิตย์ก็เกิดเป็นไอหมอกเจ็ดสีราวกับแดนเซียน
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นใหญ่โตมาก ภายใต้การโอบล้อมของเมืองมากกว่าสิบแห่ง มันเปรียบเสมือนอาณาจักรที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่ออำนาจการปกครองใดๆ
ภายในเมือง มีผู้ฝึกตนจากหลากหลายเส้นทางมารวมตัวกัน และยังมีครอบครัวของศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วย เมื่อคนหนึ่งได้ดี เครือญาติก็พลอยได้รับอานิสงส์ การย้ายครอบครัวมาอยู่ด้วยกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
แน่นอนว่า มีการแบ่งลำดับชั้นอย่างชัดเจน แบ่งเป็นเมืองชั้นนอกและเมืองชั้นใน
ญาติมิตรของศิษย์สายในเท่านั้นถึงจะเข้าสู่เมืองชั้นในได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพลังวิญญาณ ค่ายกล หรือสภาพแวดล้อม ล้วนเหนือกว่าเมืองชั้นนอกอย่างมาก
ส่วนผู้ฝึกตนที่มาจากต่างที่ทำได้เพียงอาศัยอยู่ในเมืองชั้นนอก หากต้องการเข้าสู่เมืองชั้นใน ต้องจ่ายทรัพยากรการฝึกฝนจำนวนมหาศาล ดังนั้นคนในเมืองชั้นในหากไม่รวยก็ต้องมีอำนาจ แทบจะไม่มีสามัญชนธรรมดาเลย
"ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยคุ้มกันมาตลอดทาง ลำบากพวกคุณแล้ว"
หลินชางเกอประสานมือคารวะทุกคน จากนี้ไป เขาจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และผ่านเส้นทางนี้ เขาจะค่อยๆ ปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุดของเขตบูรพา
ราชวงศ์ต้าโจวอาจจะเป็นขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่น แต่แล้วอย่างไรล่ะ? สำนักอัคคีสวรรค์ในอดีต สำหรับเขามันก็เคยดูน่าสะพรึงกลัวมากไม่ใช่หรือ?
เขาเชื่อมั่นว่า หนทางอยู่ที่เท้าของเราเอง!
...
"นำของยืนยันตัวตนออกมา!"
ที่หน้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หลินชางเกอถูกศิษย์เฝ้าเขาขวางไว้
ช่วงเวลานี้ประจวบเหมาะกับที่ศิษย์ใหม่จากที่ต่างๆ กำลังเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นศิษย์เฝ้าเขาจึงสุภาพและมีความอดทนต่อทุกคนอย่างมาก
หลินชางเกอชูอักขระในฝ่ามือขึ้น เมื่อศิษย์เฝ้าเขาเห็นดังนั้นก็หลีกทางให้ทันที "เชิญ!"
เมื่อเดินอยู่ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ความรู้สึกเดียวของหลินชางเกอคือความยิ่งใหญ่ไพศาล มันกว้างขวางและโอ่อ่ากว่าที่จินตนาการไว้มาก
ศิษย์จากทั่วทุกสารทิศในเขตบูรพามารวมตัวกันที่นี่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นอัจฉริยะ เพียงแต่หลังจากเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว จะยังรักษาฐานะอัจฉริยะไว้ได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของตนเอง
"ชื่อ!"
หลินชางเกอยืนอยู่ที่จุดลงทะเบียน ผู้อาวุโสท่านหนึ่งถามขึ้น
"หลินชางเกอ"
"มาจากที่ไหน?"
"แคว้นหยวน"
"หลินชางเกอ... ชื่อนี้ดูคุ้นหูอยู่นะ"
ผู้อาวุโสท่านนั้นบันทึกไปพลางพึมพำกับตัวเอง ทันใดนั้นปลายพู่กันในมือเขาก็ชะงักลง จากนั้นก็เงยหน้ามองหลินชางเกอด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ "เจ้าคือ... คู่หมั้นของเย่ฉิงเยว่?"
ขวับ!
สิ้นคำพูดนี้ ศิษย์ทุกคนโดยรอบต่างหันขวับมามอง
สายตานับร้อยคู่จ้องมองมาที่หลินชางเกอเป็นจุดเดียว ในพริบตาเขากลายเป็นจุดสนใจของฝูงชน
ในสายตาเหล่านั้น มีทั้งความตกตะลึง ความอิจฉาริษยา ความดูแคลน และแน่นอนว่ามีหลายคนที่มองด้วยสายตาที่ไม่ประสงค์ดี
หลินชางเกอยังคงวางตัวตามปกติ อารมณ์ไม่ได้สั่นคลอนแม้แต่น้อย
"หึหึ คนมองเจ้าเยอะขนาดนี้ แถมส่วนใหญ่ยังแฝงไปด้วยความศัตรู ดูท่าเย่ฉิงเยว่จะเป็นที่นิยมในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่เบาเลยนะ!"
อาอวี้ฉีกยิ้มกว้าง "วันเวลาต่อจากนี้ของเจ้า คงจะไม่สงบสุขเสียแล้ว!"
หลังจากผู้อาวุโสบันทึกข้อมูลของหลินชางเกอเสร็จสิ้น ก็เอ่ยถามว่า "มีผู้อาวุโสที่รู้จักมักคุ้นอยู่ก่อนไหม?"
"ขอเรียนถามว่า เรื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรครับ?"
หลินชางเกอรู้สึกสงสัย หากจะว่าไป เขาได้รับสิทธิ์มาจากเลี่ยวฉางซิง ซึ่งอีกฝ่ายก็เคยบอกอยู่หลายครั้งว่าถ้ามาถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ไปหาเขา
"หากมีผู้อาวุโสที่รู้จัก ก็สามารถเข้าสังกัดผู้อาวุโสท่านนั้นได้โดยตรง ข้ามขั้นตอนการถูกคัดเลือก เพื่อเริ่มต้นเส้นทางการฝึกตนได้อย่างรวดเร็ว"
ผู้อาวุโสท่านนั้นมองหลินชางเกอด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย "ผู้คุ้มกันคู่หมั้นของเจ้าคือผู้พิทักษ์ซู ภายใต้สังกัดของผู้พิทักษ์ซูมีผู้อาวุโสอยู่มากมาย มิสู้หาใครสักคนเข้าสังกัดดูเล่า"
"ผมขอพบผู้อาวุโสเลี่ยวครับ"
หลินชางเกอกล่าวเสียงดังชัดเจน
เลี่ยวฉางซิงกับหลี่เหวยเซียนไม่ลงรอยกัน และผู้พิทักษ์ที่เป็นเบื้องหลังของพวกเขาก็เป็นศัตรูคู่แค้นกันด้วย
ในเมื่อได้ล่วงเกินผู้พิทักษ์ซูไปแล้ว ย่อมไม่อาจเลือกเข้าสังกัดฝ่ายนั้นได้
อีกทั้งเลี่ยวฉางซิงก็ปฏิบัติต่อเขาไม่เลว ตามหลักการที่ว่าศัตรูของศัตรูคือมิตร หลินชางเกอจึงเลือกเขา
"ตกลง"
ผู้อาวุโสพยักหน้า "ข้าจะแจ้งให้เขาไปรับเจ้า"