เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 อา (อาอวี้)!

บทที่ 38 อา (อาอวี้)!

บทที่ 38 อา (อาอวี้)!


"อะไรกัน พรสวรรค์ของฉันไม่ได้ทำให้แกตกใจ แต่กลายเป็นชิ่งเย่ว์ที่ทำให้แกขวัญผวาแทนงั้นเหรอ?"

หลินฉางเกอยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางยกน้ำชาขึ้นจิบ "ดูออกเลยนะว่าแกยังแอบดูถูกฉันอยู่บ้าง"

"ไม่ใช่ดูถูก"

เจ้าไก่เหลืองโบกปีกปฏิเสธพลางอธิบาย "ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าแค่มีพรสวรรค์ส่วนตัวที่แข็งแกร่ง แต่ตอนหลังถึงได้พบว่าคนรอบข้างเจ้าก็มีพรสวรรค์ที่น่ากลัวไม่แพ้กัน ทั้งคู่หมั้นเจ้า เจ้าหมาป่าสมองนิ่มนั่น เย่ว์หง แล้วก็ฟางหนิง คนเหล่านี้ต่างมีวาสนาปาฏิหาริย์เป็นของตัวเอง ในอนาคตย่อมต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!"

"แล้วยังไง?"

หลินฉางเกอยังคงไม่เข้าใจ

"โลกนี้มีกฎเกณฑ์อยู่อย่างหนึ่ง เมื่อใดที่อัจฉริยะมารวมตัวกันในพื้นที่เดียวมากจนผิดปกติ คนกลุ่มนี้จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างหยุดไม่อยู่ และสุดท้ายจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในยุคแห่งการชิงชัยอันยิ่งใหญ่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนเป็นเช่นนี้!"

เจ้าไก่เหลืองกล่าวเสียงหนักแน่น "เจ้าเข้าใจซะว่าเมื่อปริมาณมากพอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ เมื่ออัจฉริยะเยอะจนเกินไป ในการต่อสู้ของยอดคนในอนาคต พวกเจ้ามีโอกาสสูงมากที่จะได้ครองพื้นที่ส่วนหนึ่ง"

"คราวนี้เข้าใจแล้ว"

หลินฉางเกอแตะจมูกตัวเอง "ที่แกบอกว่าฉัน ชิ่งเย่ว์ ศิษย์พี่หญิง มีวาสนาปาฏิหาริย์ ฉันพอจะเข้าใจได้ แต่เย่ว์หงกับเสี่ยวหานล่ะ พวกเขามีอะไร?"

"ข้าก็นึกว่าเจ้ารู้แล้วซะอีก"

เจ้าไก่เหลืองทำหน้าเหยียดหยาม "เห็นไหม สุดท้ายก็ต้องให้พี่ไก่มาช่วยไขข้อข้องใจ! เย่ว์หงมีแหวนดำเรียบง่ายวงหนึ่งอยู่ที่มือ เจ้าเคยสังเกตไหม? เจ้ารู้ไหมว่าข้างในนั้นมีดวงวิญญาณบรรพกาลซ่อนอยู่?"

หลินฉางเกอพลันปั้นหน้าขรึม "จริงเหรอ?"

เขาไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ในแหวนมิติมีดวงวิญญาณบรรพกาลซ่อนอยู่... คุณปู่ในแหวนงั้นเหรอ?

"เย่ว์หงได้ประโยชน์ไปไม่น้อยในเขตแดนลับ ข้าเห็นระดับพลังเขาเพิ่มขึ้น กลิ่นอายสำรวม และทั่วร่างแผ่ไอความร้อนออกมา หากพี่ไก่เดาไม่ผิด เขาควรจะเดินบนเส้นทางนักหลอมโอสถ"

เจ้าไก่เหลืองส่ายหัวไปมา "ยังมีน้องเมียเจ้า เย่ว์ชิ่งหานนั่นอีก เจ้านั่นมันพวกคนซื่อบื้อมีบุญ ในเขตแดนลับเขาก็ได้รับวาสนาปาฏิหาริย์ที่เป็นของตัวเองเหมือนกัน มันคือ... การสืบทอด!"

"การสืบทอดอะไร?"

หลินฉางเกอถามจี้ "จะเป็นอันตรายต่อเขาไหม?"

เพราะเสี่ยวหานคือน้องเมียและเป็นคนที่เขาถือว่าเป็นครอบครัว หลินฉางเกอไม่อยากให้เขาถูกการสืบทอดบรรพกาลที่ประสงค์ร้ายทำร้ายเอาได้

"ไม่หรอก นั่นเป็นเพียงการสืบทอดวิชาฝีมือ ไม่ใช่การสืบทอดเจตจำนง"

เจ้าไก่เหลืองยืนยัน "แต่จะเป็นระดับไหน พี่ไก่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เว้นแต่เจ้าจะหลอกถามจากปากเขาเอง ด้วยสติปัญญาแค่นั้นของเขา ไม่ต้องตั้งใจถามหรอก แค่ขู่ๆ หน่อยก็โพล่งออกมาหมดแล้ว"

"..."

หลินฉางเกอนิ่งไปพักหนึ่ง รู้สึกสงสารเสี่ยวหานจับใจ

แต่ก็นะ ขนาดเจ้าไก่เหลืองที่เพิ่งเจอเย่ว์ชิ่งหานไม่กี่ครั้งยังดูออกว่าเขาสติปัญญาขาดแคลน แล้วจะไปโทษใครได้ล่ะ

พอได้ยินว่าการสืบทอดนั้นไม่ทำร้ายเขา หลินฉางเกอถึงค่อยโล่งอก

เขาที่เติบโตมาในตระกูลเย่ว์ย่อมเห็นค่าของทุกสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้ เขาไม่อยากให้มีความเสี่ยงใดๆ เกิดขึ้น เหมือนที่เขาเคยบอกเย่ว์หงว่า เขาเสียบ้านไปหลังหนึ่งแล้ว ไม่อยากจะเสียไปอีกหลัง

"เอาละ กลับมาเข้าเรื่อง แกบอกว่าจะลงทุนในตัวฉัน จะเอาอะไรมาลงทุน?"

หลินฉางเกอถามยิ้มๆ "ฉันกับแกเพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียว แม้แต่หัวนอนปลายเท้าแกฉันยังไม่รู้เลย แกจะวางใจได้ยังไงในสถานการณ์แบบนี้? เอาเป็นว่าเรามาทำพันธสัญญากันดีไหม..."

"เหลวไหล!"

เจ้าไก่เหลืองโมโหจัด "พี่ไก่จะไม่มีวันเป็นทาส!"

"ก็แค่พันธสัญญาแห่งความเท่าเทียม แกเชี่ยวชาญอักขระไม่ใช่เหรอ ก็น่าจะรู้เนื้อหาของพันธสัญญานี้ดี แกห้ามทำร้ายฉัน และฉันก็จะไม่ทำร้ายแก"

หลินฉางเกอเสนอเงื่อนไข "ในเมื่อเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องเปิดใจ แกดีต่อฉัน ฉันย่อมดีต่อแกเป็นทวีคูณ แต่เรื่องพวกนี้ไม่ได้พิสูจน์ได้ด้วยคำพูด"

เจ้าไก่เหลืองครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "ตกลง งั้นก็ทำพันธสัญญาแห่งความเท่าเทียม"

พูดจบ มันก็สะบัดปีก วาดลวดลายลงบนความว่างเปล่า

หลินฉางเกอเป็นกายาครอบฟ้า ในอนาคตถูกกำหนดให้ต้องสยบยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือตระกูลใหญ่ ต่างจะต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่น่าหวาดกลัวที่สุด

การได้เป็นเพื่อนกับเขาและทำพันธสัญญาแห่งความเท่าเทียม มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย

หลินฉางเกอเองก็คิดเช่นเดียวกัน เจ้าไก่เหลืองในฐานะฟีนิกซ์เพลิงเก้านรกแห่งปฐมกาล ลำดับที่ห้า ย่อมเป็นสุดยอดผู้แข็งแกร่งในหมู่สัตว์อสูรบรรพกาลแน่นอน อีกทั้งมันยังรอบรู้ ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ย่อมต้องช่วยเหลือเขาในเส้นทางการฝึกฝนได้มากแน่

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงบรรลุพันธสัญญาแห่งความเท่าเทียมกัน

"จริงด้วย แกชื่ออะไรล่ะ?"

หลินฉางเกอพลันเลิกคิ้วถาม

"เจ้านี่ถามถูกจุดจริงๆ"

เจ้าไก่เหลืองชะงักไป "หลายปีมานี้ พี่ไก่ไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด ไม่เคยมีใครเรียกชื่อข้า และข้าก็ไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้ กับคนภายนอก... ข้าก็เรียกตัวเองว่าพี่ไก่มาตลอด"

"ตั้งชื่อหน่อยเถอะ เรียกพี่ไก่ๆ ตลอดมันรู้สึกแปลกๆ"

หลินฉางเกอถูคางใช้ความคิด "ชื่อ 'อาอวี้' แล้วกัน"

เพราะร่างจริงของเจ้าไก่เหลืองคือฟีนิกซ์เพลิงเก้านรก เรียกอาอวี้ก็ฟังดูเข้าที

"ก็งั้นๆ แหละ พี่ไก่จะยอมรับไว้แก้ขัดแล้วกัน"

แววตาเจ้าไก่เหลืองเป็นประกาย หลายปีมานี้ไม่เคยมีใครบอกว่าจะตั้งชื่อให้เขา หลินฉางเกอเป็นคนแรก

อีกอย่าง ชื่ออาอวี้นี้ไม่รู้ทำไมถึงมักจะกระตุ้นความทรงจำที่แตกสลายในใจเขาได้เสมอ กลับให้ความรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด

"อาอวี้ ฉันรู้ว่าในพุงแกมีของดีเยอะ ตอนนี้เราเป็นเพื่อนรักกันแล้ว อย่าอุบไว้เลย มีวิชายุทธ์อะไรก็งัดออกมาให้หมดเถอะ"

หลินฉางเกอถูมือเข้าหากันด้วยความตื่นเต้น

แม้ว่าหลังจากท้าทายด่านแรกของกรงขังอสูรสำเร็จ เขาจะได้วิชาสามดาบสังหารวิญญาณมา แต่การมีวิชาเยอะย่อมดีกว่า หลินฉางเกอแทบรอไม่ไหวที่จะฝึกฝนวิชายุทธ์เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพลังการต่อสู้

"มันก็มี... อ้อ แต่ตอนนี้นึกไม่ออกกะทันหัน เอาเป็นว่าพี่ไก่จะมอบอักขระรักษาชีวิตให้เจ้าก่อนแล้วกัน"

อาอวี้กระโดดลงจากไหล่หลินฉางเกอ สะบัดปีกยืนบนโต๊ะ แล้วเริ่มวาดอักขระ

ในความว่างเปล่า มีพลังสายฟ้าพุ่งพล่านออกมาอย่างลึกลับและส่งเสียงคำราม

ครู่ต่อมา อักขระสามแผ่นก็เป็นรูปเป็นร่าง บนแผ่นมีลวดลายสายฟ้าสลักอยู่ พลังอำนาจน่าเกรงขามจนสั่นสะเทือนมิติ

"นี่คืออักขระกายาสายฟ้าระดับห้า เมื่อเปิดใช้งาน พลังสายฟ้าที่ซ่อนอยู่ในอักขระจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง กลายเป็นเกราะสายฟ้าที่สามารถกันการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้"

อาอวี้ยื่นอักขระกายาสายฟ้าทั้งสามแผ่นให้หลินฉางเกอ "จำไว้ ถ้าคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเกินไป อักขระกายาสายฟ้านี้จะทำได้เพียงแค่ช่วยต้านทานไว้ชั่วคราวเท่านั้น"

"แค่ระดับห้าเองเหรอ?"

หลินฉางเกอแตะจมูก "อาอวี้ แกนี่มันอ่อนแอไปหน่อยนะ!"

อาอวี้โมโห "ตอนนี้ข้ามีระดับแค่ตี้หลิงจิ้งขั้นสาม เจ้าหวังจะให้ข้าเขียนอักขระระดับไหนออกมา? ระดับห้านี่ก็สูงมากแล้วนะ รู้จักไหม!"

"เออๆ ขอบใจนะอาอวี้ ถ้าในหัวนึกวิชายุทธ์อะไรออก อย่าลืมรีบบอกฉันเป็นคนแรกล่ะ"

หลินฉางเกอบิดขี้เกียจก่อนจะขึ้นเตียงนอนพักผ่อน ไม่นานนักก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

อาอวี้ยืนอยู่บนโต๊ะ จ้องมองหลินฉางเกอเงียบๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของมันก็ฉายแววเคร่งขรึมพลางพึมพำว่า "กายาครอบฟ้าแม้จะแข็งแกร่ง แต่ถูกกำหนดให้ต้องเดินบนเส้นทางที่ฝืนสวรรค์ อยู่ในดินแดนตะวันออกน่ะยังพอว่า แต่หากก้าวเข้าสู่จงโจว (แผ่นดินกลาง) เมื่อไหร่ บรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์และตระกูลใหญ่ทั้งหลาย จะไม่มีวันยอมเก็บเจ้าไว้แน่!"

"หวังว่าเจ้าจะเติบโตขึ้นได้โดยเร็วนะ!"

จบบทที่ บทที่ 38 อา (อาอวี้)!

คัดลอกลิงก์แล้ว