- หน้าแรก
- ดาบสยบสวรรค์
- บทที่ 13 คำเชิญจากทั้งสองฝ่าย!
บทที่ 13 คำเชิญจากทั้งสองฝ่าย!
บทที่ 13 คำเชิญจากทั้งสองฝ่าย!
เมื่อคิดว่าจะได้เห็นการต่อสู้ของอัจฉริยะระดับสูงด้วยตาตัวเองในวันนี้ เหล่าผู้ชมต่างก็รู้สึกตื่นเต้นจนเลือดลมสูบฉีด ราวกับได้ดื่มสุราชั้นเลิศจนอิ่มเอม
เคร้ง!
ตามมาด้วยเสียงกังวานบาดหู ฟางหนิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน
ดาบโลหิตในมือของนางฟาดฟันเข้าใส่ตรงๆ ท่วงท่าดูเหมือนจะเล็กน้อยแต่พลังกลับมหาศาลจนยากจะต้านทาน แม้แต่ในอากาศยังระเบิดปราณดาบที่ฉีกกระชากไปทั่วทิศทาง
เห็นชัดว่าเป็นการโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่กลับแตกแขนงออกเป็นเงาดาบสีเลือดนับสิบสาย เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปมาไม่หยุดหย่อน
ใครก็ตามที่ต้องเผชิญกับการโจมตีอันน่าหวาดหวั่นนี้ ย่อมต้องบังเกิดความกลัวขึ้นในใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตูม!
ในที่สุดหลินฉางเกอก็ชักดาบออกมา ปรากฏคลื่นดาบอันบ้าคลั่งพุ่งเข้าใส่ เสียงลมกรรโชกหวีดหวิว มิติแยกออกอีกครั้งเมื่อดาบทั้งสองเล่มปะทะกัน
ฟางหนิงเลิกคิ้ว ในพริบตาที่ดาบสัมผัสกัน นางสัมผัสได้ถึงพละกำลังอันมหาศาลดั่งขุมนรกของหลินฉางเกอ หากวัดกันที่แรงดิบเพียงอย่างเดียว นางพ่ายแพ้แน่นอน
ทว่า สิ่งที่เรียกว่าวิชาดาบ ไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครแรงเยอะกว่าแล้วจะเป็นผู้ไร้เทียมทาน
นางสะบัดข้อมือเพียงเล็กน้อย พลิกดาบพุ่งแทงตรงเข้าใส่
จากการฝึกฝนภายในดาบตัดสวรรค์ หลินฉางเกอได้สั่งสมประสบการณ์การต่อสู้กับนักรบดาบมาไม่น้อย แม้ฟางหนิงจะแข็งแกร่งกว่าเงาเกราะทองนั่นมาก แต่ก็ใช่ว่าจะต้านทานไม่ได้
ฟึ่บ!
ดาบตัดสวรรค์ของหลินฉางเกอกระแทกดาบโลหิตออกไปด้านข้าง ดาบทั้งสองเล่มขัดไขว้เสียดสีกันจนเกิดประกายไฟพุ่งกระจาย พร้อมเสียงโลหะปะทะกันดังระงม
ทุกการเข้าปะทะคือการประลองกำลังของทั้งสองฝ่าย
"คนที่จะตามวิชาดาบของฟางหนิงได้ทันน่ะมีไม่มากหรอกนะ เจ้าเด็กนี่..."
ดวงตาของเจ้าหอที่เจ็ดยิ่งทอประกายเจิดจ้า เขารู้จักฟางหนิงดี จึงรู้ว่าการจะตามนางให้ทันนั้นยากเพียงใด ยิ่งหลินฉางเกอเพิ่งจะเข้าสู่มรรคามาหมาดๆ แต่กลับสู้กับนางได้อย่างสูสี
สมควรแก่คำว่าอัจฉริยะอย่างแท้จริง!
"ระเบิดทลายฟ้า!"
ฟางหนิงก้าวเท้าด้วยท่วงท่าพิสดาร หลบเลี่ยงดาบของหลินฉางเกอได้พ้น ก่อนที่ฝ่ามือจะระเบิดแสงสีเลือดออกมา ก่อตัวเป็นเงาดาบยักษ์ขนาดหลายสิบเมตรฟาดลงมาจากกลางอากาศ
"เข้ามา!"
แววตาของหลินฉางเกอฉายจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้ดาบป้องกัน แต่กลับยื่นมือซ้ายออกไปรับตรงๆ
"ใช้ฝ่ามือรับดาบ เขาบ้าไปแล้วเหรอ?"
"นั่นมัน... หาที่ตายชัดๆ!"
หลายคนอุทานด้วยความตกใจ
ทางฝั่งสำนักศึกษาจักรพรรดิ ทุกคนถึงกับนั่งตัวตรง สีหน้าเคร่งเครียด
ต่อให้เจ้าจะมีกายาแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่ควรวู่วามขนาดนี้
นั่นมันดาบของฟางหนิงนะ!
หากพลาดเพียงนิดเดียว ไม่ใช่แค่ฝ่ามือ แต่แขนทั้งข้างอาจจะขาดสะบั้นได้
ตูม ตูม ตูม!
หลินฉางเกอโคจรพลังกายราชันย์ เลือดในกายเดือดพล่านประดุจลาวา เส้นสายทั่วร่างได้รับการเสริมพลังในพริบตา
เขาซัดฝ่ามือออกไป และท่ามกลางสายตาคนนับพัน เขากลับ "คว้า" ดาบโลหิตเล่มนั้นไว้ได้แน่น!
แม้แต่ฟางหนิงเองก็คาดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนี่จะลงมือได้บ้าคลั่งขนาดนี้ ราวกับว่าในร่างของเขามีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ถูกกดทับไว้จนถึงขีดสุด ทำให้เขาลุ่มหลง ดื้อรั้น และคุ้มคลั่ง
นี่คือ... วิถีดาบที่เขาเลือกเดินงั้นหรือ?
ฉัวะ!
ในวินาทีที่หลินฉางเกอคว้าดาบโลหิตไว้ ฝ่ามือของเขาถูกกรีดลึกไปครึ่งหนึ่ง หลังมือปรากฏรอยแผลเลือดสาด เห็นได้ชัดว่าเขาแทบจะรับพลังทำลายล้างไม่ไหวและมือกำลังจะถูกตัดขาด
แต่เขายอมแลก เพื่อช่วงชิงเวลาเพียงเสี้ยววินาที
และในเสี้ยววินาทีนั้น หลินฉางเกอก็ออกดาบ!
เขาเหวี่ยงดาบตัดสวรรค์สุดแรง พุ่งเข้าหาลำตัวของฟางหนิง
ฟางหนิงตัดสินใจปล่อยมือจากดาบโลหิต โถมตัวเข้าหาหลินฉางเกอ ใช้ไหล่กระแทกและใช้แรงส่งผลักเขาออกไป ทำให้ดาบเล่มนั้นฟันพลาดเป้า
ทั้งคู่ต่างถอยห่างออกมาหลายก้าว
"จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเจ้า มันบ้าคลั่งมาก" ฟางหนิงให้ความเห็น
"งั้นเหรอ?"
หลินฉางเกอเพิ่งจะหลุดออกจากห้วงภวังค์แห่งการต่อสู้ ใบหน้าหล่อเหลาที่ซีดเซียวเล็กน้อยปรากฏรอยยิ้มดูดี "ข้าชินแล้วล่ะ ตั้งแต่เด็กข้าก็เป็นแบบนี้ ชอบการเข่นฆ่า ชอบการต่อสู้"
ฟางหนิงถามกลับ "นั่นคือขีดจำกัดของเจ้าแล้วหรือ?"
"ยังมีแรงเหลืออีกนิดหน่อย"
หลินฉางเกอตอบตามตรง ส่วนฝ่ามือที่ถูกฟันจนเกือบขาดนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับไม่รู้จักความเจ็บปวด
"ถ้าอย่างนั้นเจ้ายังด้อยกว่าข้า แต่เพราะข้าขอบเขตพลังสูงกว่า และเข้าสู่มรรคามาก่อน ชนะไปก็ไม่น่าภูมิใจ... หากสู้กันในขอบเขตเดียวกัน ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะอยู่ใครจะไป"
ฟางหนิงยอมรับในฝีมือของเขา
ผู้ชมทั้งสนามตกตะลึง!
หลินฉางเกอเพิ่งจะกลายเป็นคนพิการไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่พอฟื้นฟูพลังกลับมาได้ แม้แต่ฟางหนิงยังเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย
ต้องรู้ก่อนว่า ถึงฟางหนิงจะไม่พูดออกมา แต่นางก็มีความหยิ่งทะนงในตัวสูงมาก
นอกจากเย่ชิงเยว่แล้ว นางไม่เคยชมเชยคนรุ่นเดียวกันเลยสักครั้ง!
"สำนักเทียนหั่วเจ้าคงกลับไปไม่ได้แล้ว มาเข้าสำนักเฟิงเสวียน (วายุทมิฬ) ดีไหม?"
ดวงตางามของฟางหนิงฉายแววจริงใจ "สำนักเฟิงเสวียนของเราให้ความสำคัญกับผู้มีพรสวรรค์ เจ้าแข็งแกร่งมาก หากเจ้ามา เราจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อปกป้องตระกูลของเจ้า!"
นางไม่ใช่คนประเภทพูดอ้อมค้อม
เจ้าหอที่เจ็ดถึงกับตบหน้าผากตัวเอง เขาเคยเสนอให้ฟางหนิงดึงตัวหลินฉางเกอเข้าสำนัก แต่คนเรามันต้องมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมหน่อยสิ เช่น ยาทิพย์ หรือวิชายุทธ์อะไรพวกนี้
พูดแค่ว่าจะปกป้องตระกูลเนี่ยนะ?
อัจฉริยะระดับนี้ต้องแย่งชิงกันสิ!
"สำนักศึกษาจักรพรรดิของเรา ก็ขอเชิญเจ้าเข้าร่วมเช่นกัน"
เหอเหวินรีบลุกขึ้นยืนทันที "หากเจ้าตอบตกลง ตระกูลเย่จะได้โควตาเข้าเรียนที่สำนักศึกษาจักรพรรดิ 5 ที่นั่ง พวกเราจะให้พวกเจ้าเป็นศิษย์ฝ่ายในโดยตรง และได้รับทรัพยากรการฝึกตนปีละ 50,000 หินวิญญาณ"
เสียงสูดปากด้วยความอิจฉาดังไปทั่ว
นักรบหลายคนตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา ข้อเสนอนี้มันดีเกินไปแล้ว
ถ้านับรวมหลินฉางเกอ ตระกูลเย่จะมีศิษย์ฝ่ายในถึง 6 ที่นั่ง แค่ทรัพยากรที่ได้รับต่อปีก็สูงถึง 300,000 หินวิญญาณ
คน 6 คน ทำเงินได้มากกว่ารายได้ของตระกูลเย่ทั้งปีถึงสามเท่า!
ทางฝั่งตระกูลเย่ตื่นเต้นจนแทบคลั่ง
สำนักเทียนหั่วไม่เอาหลินฉางเกอ แต่สำนักอื่นต่างพากันแย่งตัว
ทองคำแท้ ย่อมส่องแสงเสมอ
หลินฉางเกอนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า "ข้ากับสำนักเทียนหั่วอยู่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ หากพวกเขายอมแลกทุกอย่างเพื่อแก้แค้นข้าและครอบครัว พวกท่านจะทำอย่างไร?"
"ทุกอย่างคุยกันได้!" เหอเหวินลังเลเล็กน้อย
แม้สำนักศึกษาจักรพรรดิจะไม่กลัวสำนักเทียนหั่ว แต่ทุกอย่างต้องพิจารณาจากมูลค่าในตัวเขา
ด้วยพรสวรรค์ที่หลินฉางเกอแสดงออกมาตอนนี้ สำนักศึกษาจักรพรรดิพร้อมจะทุ่มเทให้แน่นอน แต่ถ้าจะให้แตกหักกับสำนักเทียนหั่วเพื่อเขาโดยตรง เหอเหวินยังไม่กล้ารับปาก
ดังนั้น คำตอบของเขาคือ ทุกอย่างคุยกันได้
หากเจ้ายังแสดงพรสวรรค์ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง สำนักศึกษาจักรพรรดิจะยืนอยู่เคียงข้างเจ้าอย่างแน่นอน
"เมื่อเข้าสำนักเฟิงเสวียนแล้ว เราคือครอบครัวเดียวกัน"
จังหวะนั้น ฟางหนิงเอ่ยขึ้น "หากสำนักเทียนหั่วจะฆ่าเจ้า หรือล้างบางตระกูลเย่ พวกมันต้องข้ามซากศพของสำนักเฟิงเสวียนไปก่อน"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่ไม่อาจโต้แย้งได้
เหอเหวินยิ้มเยาะ นี่มันก็แค่คำสัญญาปากเปล่า ดูลอยๆ เกินไป
เมื่อเทียบกันแล้ว เงื่อนไขที่ทางเขาเสนอให้นั้นดูน่าดึงดูดกว่ามาก
"ข้าเลือกสำนักเฟิงเสวียน" หลินฉางเกอตอบโดยไม่ลังเล
เขามองเห็นความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของฟางหนิงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ในเมื่อนางคิดแบบนั้น นางก็จะทำแบบนั้นแน่นอน
มันไม่เกี่ยวกับมูลค่าตัวเขา และไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์
เขาชอบความเด็ดเดี่ยวแบบนี้มาก
เหอเหวินสีหน้าตึงเครียด "หลินฉางเกอ เจ้าจะไม่ลองคิดดูอีกทีจริงๆ หรือ?"
หลินฉางเกอส่ายหน้า "ขอบคุณท่านผู้อาวุโสเหอ แต่ข้าคิดว่าสำนักเฟิงเสวียนเหมาะกับข้ามากกว่า"
"ยินดีต้อนรับนะ ศิษย์น้องหลิน"
ฟางหนิงพยักหน้า "ข้าเป็นผู้แนะนำเจ้าเข้าสำนัก เมื่อเจ้าเข้าสำนักอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขาจะให้ 'ค่าแนะนำ' ข้ามาส่วนหนึ่ง ถึงตอนนั้นข้าจะแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่งแล้วกัน"
หลินฉางเกอ: "..."
เหล่านักรบที่มุงดูอยู่ต่างพากันอึ้งไปตามๆ กัน
ค่าแนะนำมันจะสักกี่บาทกันเชียว เจ้ายังจะพูดถึงมันอีก ทำเหมือนกับว่าเสียสละยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ช่างงกจริงๆ!