- หน้าแรก
- สามก๊ก : ระบบรู้แจ้งไร้ขีดจำกัด เมื่อข้ามีพรสวรรค์ระดับพระเจ้า
- บทที่ 25 - กุนซือพิษเจี่ยสวี่
บทที่ 25 - กุนซือพิษเจี่ยสวี่
บทที่ 25 - กุนซือพิษเจี่ยสวี่
บทที่ 25 - กุนซือพิษเจี่ยสวี่
"ยินดีด้วยนายท่าน ในที่สุดท่านก็เชี่ยวชาญพลังปราณซ่อนเร้นแล้ว นับจากนี้ไปถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขุนพลระดับแนวหน้าแล้วขอรับ"
"ตั้งแต่เริ่มฝึกวิทยายุทธ์จนก้าวเข้าสู่ระดับขุนพลปฐพี ใช้เวลาหน้าหลังรวมแล้วแค่เดือนกว่าๆ ความก้าวหน้าระดับนี้เรียกได้ว่า ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีอีกแล้ว ในประวัติศาสตร์จริงๆ"
"นับจากนี้ไป หากไม่มีขุนพลสวรรค์ปรากฏตัว เกรงว่าจะไม่มีใครต้านทานความคมกริบของนายท่านได้อีกแล้ว"
จ้าวอวิ๋นกับจางเหอกล่าวชื่นชมจากใจจริง
คำพูดเหล่านี้ทำให้จางเหลียวยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ ฝึกวิชาแค่เดือนกว่าๆ ก็ควบคุมพลังปราณซ่อนเร้นได้แล้ว นี่มันความเร็วระดับไหนกัน
จำได้ว่าตอนที่ตัวเองฝึกวิชามาสิบปี ก้าวเข้าสู่ระดับขุนพลปฐพีตอนอายุสิบห้า กลายเป็นเรื่องเล่าขานในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองหม่าอี้ ท่านพ่อดีใจจนจัดงานเลี้ยงฉลองต่อเนื่องถึงสิบวัน
แต่พออยู่ต่อหน้าเย่เฟิง จางเหลียวกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเศษเหล็กไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
เย่เฟิงย่อมดูออกว่าจางเหลียวรู้สึกหดหู่ จึงเดินเข้าไปตบไหล่เขาเบาๆ "ถ้าวันนี้ไม่ได้ประลองกับพี่เหวินหย่วน ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะทะลวงสู่ระดับขุนพลปฐพีได้"
"เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะมอบของขวัญให้เจ้าสักชิ้น ดีหรือไม่"
"ของขวัญ"
เย่เฟิงพยักหน้า "เมื่อครู่ดูเจ้าประลองกับจื่อหลง ประกอบกับที่ได้ประลองกับเจ้าด้วยตัวเอง ข้าคิดว่าเคล็ดวิชาดาบเพลิงผลาญทุ่งของตระกูลจางยังมีโอกาสพัฒนาได้อีก"
"สองสามวันนี้ข้าจะลองศึกษาดู ตอนจะกลับข้าจะเตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ให้เจ้า"
จางเหลียวพยักหน้าอย่างแกนๆ ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
เย่เฟิงไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ เขาสามารถเขียน 【เคล็ดวิชาดาบเพลิงผลาญทุ่งระดับสวรรค์】 ออกมาให้ตอนนี้เลยก็ได้ แต่ข้อแรกคือเขากับจางเหลียวยังไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกัน ข้อสองคือเขาไม่อยากเปิดเผยพรสวรรค์ในการเรียนรู้ที่ทะลุหลอดของตัวเองเร็วเกินไป
การมอบให้จางเหลียวตอนใกล้จะกลับ จะช่วยลดปัญหาที่ไม่จำเป็นลงไปได้เยอะ
จางเหอที่อยู่ด้านข้างกลับไม่พอใจ แอบกระซิบเสียงเบา "นี่เจ้าไม่อยากจะไขความลับของขุนพลสวรรค์หรือไง เคล็ดวิชาที่นายท่านของข้าปรับปรุงให้ สามารถก้าวไปถึงระดับเคล็ดวิชาสวรรค์ได้เลยนะ"
"พูดง่ายๆ ก็คือ อีกสองวันเจ้าจะได้ครอบครองเคล็ดวิชาระดับสวรรค์ที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดเล่มหนึ่ง"
ในดวงตาของจางเหลียวปรากฏแววเหลือเชื่อ "พี่ฝานจือ นี่เรื่องจริงหรือ"
เย่เฟิงถลึงตาใส่จางเหอ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังอะไร
"ใช่แล้ว"
เมื่อได้ยินจากปากเย่เฟิงเอง แววตาของจางเหลียวก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น "ขอบคุณพี่ฝานจือมาก หากข้าสามารถสัมผัสประตูด่านขุนพลสวรรค์ได้ ท่านก็คือผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจางเหลียวผู้นี้"
"นับจากนี้ไป ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ก็ไม่เสียดายชีวิต"
เย่เฟิงยิ้ม "แค่เคล็ดวิชาเล่มเดียว ก็คุ้มค่าให้เจ้าถวายหัวขนาดนี้เลยหรือ"
จางเหลียวส่ายหน้า "ไม่ใช่เพราะเคล็ดวิชาหรอก แต่เป็นเพราะความสามารถของพี่ฝานจือต่างหาก"
"ได้ยินมาว่าเกลือบริสุทธิ์ สบู่หอม และแม้แต่ สุราเมาพันวัน พวกนี้ล้วนเป็นผลงานการคิดค้นของท่านทั้งสิ้น ส่วนพรสวรรค์ด้านวิทยายุทธ์ของท่านยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่ การได้ติดตามรับใช้ท่าน ถือเป็นโชคดีของข้าอยู่แล้ว"
"ตอนนี้แผ่นดินดูเหมือนสงบร่มเย็น แต่ความจริงแล้วมีคลื่นใต้น้ำซ่อนอยู่ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เหล่าขุนศึกต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ การได้พบเจ้านายที่ปราดเปรื่อง จะไม่ใช่เรื่องโชคดีได้อย่างไร"
ในแววตาของเย่เฟิงปรากฏความประหลาดใจแวบหนึ่ง หรือว่าจางเหลียวจะมองออกแล้วว่าแผ่นดินกำลังจะวุ่นวาย
อาจจะเห็นความสงสัยในดวงตาของเย่เฟิง จางเหลียวหัวเราะแหะๆ "คำพูดพวกนี้ ข้าก็ได้รับคำชี้แนะจากยอดคนมาเหมือนกัน"
"ยอดคนอะไรกัน"
จางเหลียวเล่าว่า "ตั้งแต่พี่ฝานจือคิดค้นของพวกนี้จนโด่งดังไปทั่วเหอเป่ย ธุรกิจของตระกูลจางก็แย่ลงทุกวัน"
"พอดีช่วงนั้นข้าไปช่วยบัณฑิตวัยกลางคนผู้หนึ่งมาจากพวกโจรภูเขา พอเขารู้ฐานะของข้า เขาก็เสนออุบายให้ข้าพาคนไปแย่งม้าคืนมาจากพวกโจรภูเขา ขอแค่รออย่างอดทน ก็จะสามารถแก้ปัญหาของตระกูลจางได้"
"ผลปรากฏว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านผู้ชี้แนะคาดการณ์ไว้ พี่ฝานจือมาถึง วิกฤติของตระกูลจางก็ถือว่าคลี่คลาย"
"ไอ้คำพูด กบฏๆ เมื่อกี้ ความจริงเขาก็เป็นคนพูดนั่นแหละ"
เย่เฟิงยิ่งสนใจมากขึ้นไปอีก "ท่านผู้ชี้แนะท่านนี้มีแซ่อะไร ชื่ออะไร"
"คนซีเหลียง เมืองอู่เวย"
"แซ่เจี่ย ชื่อสวี่"
"เจี่ยสวี่หรือ"
จางเหลียวยังพูดไม่ทันจบ เย่เฟิงก็โพล่งขึ้นมาด้วยความตกใจ
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกับสุดยอดกุนซือแห่งยุค กุนซือพิษ เจี่ยสวี่ ที่เมืองหม่าอี้
"ท่านเหวินเหออยู่ที่ไหน"
"จากไปหรือยัง"
เย่เฟิงถามอย่างใจจดใจจ่อ
จางเหลียวเห็นเย่เฟิงเรียกชื่อรองของเจี่ยสวี่ออกมาได้ทันทีก็แปลกใจ หันไปสั่งคนรับใช้ที่อยู่ด้านข้าง "ไปเตรียมสุราอาหารที่ศาลาพักร้อน แล้วไปเชิญท่านเจี่ยสวี่มาที่ศาลาด้วย"
"ขอรับ"
คนรับใช้รีบวิ่งออกไป จางเหลียวก็พาเย่เฟิงมุ่งหน้าไปยังสวนหลังบ้าน
ภายในศาลาพักร้อน
เย่เฟิงพิจารณาเจี่ยสวี่ ชายผู้ที่คนรุ่นหลังตั้งฉายาให้ว่า ผู้สร้างความปั่นป่วน และ กุนซือพิษ รูปร่างหน้าตาของเขาก็ธรรมดาๆ ไม่ต่างอะไรกับบัณฑิตวัยกลางคนทั่วไปเลย
แต่กลับเป็นบัณฑิตวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาๆ คนนี้นี่แหละ ที่เป็นคนเปิดฉากยุคขุนศึกชิงความเป็นใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์
ในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ตั๋งโต๊ะถูกฆ่า เขาแค่ให้คำแนะนำหลี่เจวี๋ยกับกัวซื่อไปส่งๆ ประโยคเดียว ก็ทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจรวบรวมทหารม้าเหล็กซีเหลียงบุกเข้าเมืองฉางอาน ปลิดชีพราชสำนักฮั่นที่กำลังระหกระเหินเป็นครั้งสุดท้าย
ตอนที่คอยช่วยเหลือจางซิ่ว เขาช่วยจางซิ่วเอาชนะโจโฉถึงสองครั้ง ในสงครามครั้งที่สองเขาฆ่าเตียนอุย โจงั่ง และโจอันปินตายเรียบ เกือบจะทำให้โจโฉหัวขาดไปด้วยซ้ำ
และในศึกกวนตู้ที่ตามมา ในขณะที่ทุกคนคิดว่าอ้วนเสี้ยวต้องชนะแน่ๆ เขากลับฟันธงว่าโจโฉจะเป็นฝ่ายชนะ และยืนกรานให้จางซิ่วส่งถ่านกลางหิมะไปให้โจโฉ ในที่สุดทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขาคาดคิด
คนเพียงคนเดียวที่สามารถสร้างอิทธิพลต่อสถานการณ์บ้านเมืองได้อย่างแนบเนียน บุคคลระดับนี้กลับมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาเสียนี่
ช่างเป็นยอดคนซ่อนเร้นในเมืองใหญ่เสียจริง
เมื่อดึงสติกลับมาได้ เย่เฟิงก็มองเจี่ยสวี่ด้วยรอยยิ้ม "ท่านเหวินเหอ ท่านแค่ขยับสมองนิดเดียว แต่ทำเอาข้าต้องวิ่งซะขาขวิดเลยนะ"
เจี่ยสวี่ลูบเคราเบาๆ "แม้คุณชายเย่จะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง แต่ก็ไม่ได้กลับไปมือเปล่านี่"
"อย่างน้อยปัญหาเรื่องม้า ก็ไม่ต้องปวดหัวอีกต่อไป นอกจากนี้ยังได้ยอดขุนพลมาครอบครองอีกคน ไม่ดีหรือไง"
เย่เฟิงหัวเราะลั่น "ทำไมท่านถึงเชื่อมั่นนักว่าแผ่นดินกำลังจะวุ่นวาย"
"รู้หรือไม่ว่าคำพูดนี้มันกบฏชัดๆ หากมีใครเอาไปพูดต่อ คนที่นั่งอยู่ตรงนี้คงหนีไม่พ้นความผิดแน่"
เจี่ยสวี่ยกถ้วย สุราเมาพันวัน ขึ้นจิบเบาๆ "ไม่มีราชวงศ์ใดอยู่ยงคงกระพัน ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและตะวันออกรวมกันเกือบสี่ร้อยปี ตอนนี้เน่าเฟะตั้งแต่บนลงล่าง เห็นอยู่ทนโท่ว่าลัทธิไท่ผิงกำลังลุกลามไปทั่ว แต่กลับไม่มีใครขัดขวาง"
"ราษฎรลุกฮือขึ้นต่อต้าน ถึงแม้จะดับไฟที่ลุกโชนอยู่เบื้องหน้าได้ แต่จะดับความโลภในสันดานดิบของมนุษย์ได้อย่างไร"
"อำนาจเนี่ย หยิบขึ้นมาง่าย แต่จะให้วางลง มันยากยิ่งกว่ายากเสียอีก"
เวลาหลังจากนั้นทั้งสองคนก็นั่งดื่มสุราไป คุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองไป
เย่เฟิงมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำนำยุคและมีความรู้มากมายมหาศาลอยู่แล้ว พูดจาฉะฉาน มีหลายมุมมองที่ทำให้เจี่ยสวี่ถึงกับต้องเก็บไปคิดทบทวนถึงความเป็นไปได้
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลง ยิ่งคุยกันทั้งสองคนก็ยิ่งถูกคอ
ถึงขนาดที่จ้าวอวิ๋น จางเหอ และจางเหลียวสามคนออกไปฝึกวิชาที่ลานกว้างด้านข้าง พวกเขาก็ยังไม่ได้ยิน
ในที่สุด แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ก็เลือนหายไป เย่เฟิงลุกขึ้นยืน โค้งคำนับ "คำพูดของท่านเหวินเหอช่างถูกใจข้านัก"
"แผ่นดินกำลังจะวุ่นวาย ฟ้าดินกำลังจะพลิกคว่ำ ข้าตั้งใจจะอาศัยจังหวะนี้ผงาดขึ้น สร้างความยิ่งใหญ่ในยุคกลียุค"
"ท่านเหวินเหอยินดีจะออกเขา มาช่วยข้าสานฝันให้เป็นจริงหรือไม่"
หากไม่มีการพูดคุยกันตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา เจี่ยสวี่อาจจะยังลังเลอยู่บ้าง เพราะการจะเป็นกุนซือ ต้องคิดถึงตัวเองก่อน
แผ่นดินยังไม่ทันจะวุ่นวาย จะไปเสี่ยงหัวขาดทำไม
แต่ตอนนี้เจี่ยสวี่ไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว เขาประคองเย่เฟิงขึ้น คุกเข่าข้างหนึ่งคารวะ "ได้พบเจ้านายที่ปราดเปรื่อง มีหรือจะไม่ยอมถวายชีวิตให้"
เย่เฟิงหัวเราะลั่น "ข้าได้เหวินเหอมา ก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก"
"ฮ่าฮ่า"
[จบแล้ว]