- หน้าแรก
- สามก๊ก : ระบบรู้แจ้งไร้ขีดจำกัด เมื่อข้ามีพรสวรรค์ระดับพระเจ้า
- บทที่ 18 - ม้าศึกถูกปล้นอย่างนั้นหรือ
บทที่ 18 - ม้าศึกถูกปล้นอย่างนั้นหรือ
บทที่ 18 - ม้าศึกถูกปล้นอย่างนั้นหรือ
บทที่ 18 - ม้าศึกถูกปล้นอย่างนั้นหรือ
หลังจากพักค้างคืนที่อำเภอฉางซานหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น เย่เฟิงก็นำตัวจ้าวอวิ๋น จางเหอ และคนอื่นๆ เดินทางกลับมายังเมืองจงซาน
เมื่อกลับมาถึงค่ายทหารที่ภูเขาซีซาน เย่เฟิงและจางเหอก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นว่ากองกำลังทหารส่วนตัวมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นจนเกือบจะถึงสองพันคนแล้ว
พวกเขาจึงรีบเรียกตัวเกาหล่านมาถามไถ่สาเหตุ
เกาหล่านมองดูเหล่าทหารที่กำลังฝึกซ้อมจนเหงื่อท่วมตัวอยู่บนลานประลอง ก่อนจะถอนหายใจยาว "ทางเหนือกำลังประสบภัยพิบัติ ทหารม้าอูหวนบุกทะลวงเมืองไต้จวิ้น ราษฎรจำนวนมากจำต้องหนีตายลงมาทางใต้เพื่อหลบภัยสงคราม"
"ทหารใหม่ส่วนใหญ่ที่เพิ่งรับเข้ามา ล้วนแต่สูญเสียครอบครัวไป พวกเขาเหลือตัวคนเดียวบนโลกใบนี้แล้ว"
เมื่อจางเหอและจ้าวอวิ๋นได้ฟัง ก็รู้สึกโกรธแค้นจนเลือดขึ้นหน้า พวกเขาสบถออกมาพร้อมกันว่า "ลูกผู้ชายเกิดมาทั้งที ต้องไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น"
"นายท่าน พวกเราบุกไปถล่มทุ่งหญ้าเลยดีไหมครับ"
"สั่งสอนพวกคนเถื่อนให้รู้ซึ้งว่า อำนาจของแผ่นดินหัวเซี่ยนั้นไม่สามารถล่วงละเมิดได้"
เย่เฟิงส่ายหน้า "นอกจากความจริงที่ว่าสถานะของพวกเราในตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้แล้ว ทหารของเราก็ยังฝึกซ้อมไม่เสร็จ แถมม้าศึกก็ยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ"
"หากพวกเราบุกเข้าไปในทุ่งหญ้าตอนนี้ สองขาของคนจะไปวิ่งตามสี่ขาของม้าชั้นดีทันได้อย่างไร"
"แต่ข้าขอรับปากพวกท่านว่า ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะไม่เพียงแต่นำทัพเหยียบย่ำทุ่งหญ้าเท่านั้น แต่จะบุกทะลวงไปถึงถิ่นฐานของพวกมัน และกวาดล้างชนเผ่าอูหวนให้สิ้นซาก"
"วันนี้พวกมันพรากชีวิตคนของเราไปหนึ่งคน วันหน้าเราจะทวงคืนเป็นสิบเท่า"
ชายหนุ่มทั้งสามที่ตอนแรกมีสีหน้าผิดหวัง กลับมีประกายความหวังจุดประกายขึ้นในดวงตาอีกครั้ง "ขอยินดีติดตามนายท่าน ไปบดขยี้ภูเขาอูหวน และกวาดล้างเผ่าอูหวนให้สิ้นซาก"
เย่เฟิงพยักหน้าช้าๆ พลางตบไหล่ของทั้งสามคน
"ในเมื่อตอนนี้กองทหารสองพันนายเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว ข้าจึงตั้งใจจะแบ่งพวกเขาออกเป็นสองกองพัน ซ้ายและขวา กองพันหนึ่งให้จางเหอเป็นผู้บัญชาการ ส่วนอีกกองพันให้เกาหล่านเป็นผู้นำ"
"ส่วนจื่อหลงให้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ คุมทั้งสองกองพัน พวกท่านเห็นว่าอย่างไร"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความไว้วางใจอันเปี่ยมล้นจากเย่เฟิง จ้าวอวิ๋นย่อมรู้สึกซาบซึ้งใจ
แต่เขาไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในอำนาจ เขารู้ดีว่าจางเหอและเกาหล่านเข้ามาก่อน เขาจึงเอ่ยปากปฏิเสธตามสัญชาตญาณ
"นายท่าน ข้ายังมีประสบการณ์ไม่มากนัก ขอเป็นแค่รองแม่ทัพก็พอแล้วครับ"
แต่จางเหอรู้ดีว่าจ้าวอวิ๋นมีฝีมือระดับขุนพลสวรรค์ตัวจริง หากต้องสู้กันแบบเอาจริงเอาจัง ตัวเขาเองก็คงยันไว้ได้ไม่เกินสามสิบกระบวนท่า ยิ่งไปกว่านั้นจ้าวอวิ๋นยังแตกฉานในตำราพิชัยสงคราม และมีความสามารถในการจัดทัพรบ เขาจึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เลย
เมื่อเห็นจ้าวอวิ๋นปฏิเสธ เขากลับยิ้มแล้วกล่าวว่า "พูดตามตรง พวกเราก็ไม่ได้มาก่อนท่านกี่วันหรอก"
"ท่านมีระดับพลังสูงสุด ก้าวเข้าสู่ระดับขุนพลสวรรค์แล้ว การให้ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ ข้าไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เลย"
แม้เกาหล่านจะพอเดาได้อยู่แล้ว แต่พอได้ยินจางเหอพูดว่า จ้าวอวิ๋นเป็นขุนพลสวรรค์ เขาก็ยังอดตกใจไม่ได้ เพราะจ้าวอวิ๋นนั้นอายุน้อยมากเหลือเกิน
หากเป็นเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้พบกับเย่เฟิง จ้าวอวิ๋นก็คงแอบภูมิใจกับเสียงชื่นชมเหล่านั้นอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าความรู้ในโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก
ดังนั้นเขาจึงรีบโบกมือปฏิเสธ "จวิ้นอี้ ท่านก็อย่ามัวแต่ยกยอข้าเลย ตอนที่ข้าประลองกับนายท่านทั้งสองครั้ง ท่านก็เห็นไม่ใช่หรือ นายท่านต่างหากที่เป็นอัจฉริยะตัวจริง ข้ามีพรสวรรค์ไม่ถึงครึ่งของนายท่านด้วยซ้ำ จะกล้าทะนงตัวได้อย่างไร"
จางเหอหัวเราะร่วน "นายท่านคือเทพเทวดามาจุติ ในโลกนี้มีเพียงนายท่านผู้เดียว จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก"
เกาหล่านรีบถามไถ่ถึงต้นสายปลายเหตุ เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากจางเหอ เขาก็มองพิจารณาเย่เฟิงอย่างละเอียด แล้วถอนหายใจยาวด้วยความทึ่ง "ไม่นึกเลยว่านายท่านเพิ่งจะควบคุมพลังปราณภายนอก ก้าวเข้าสู่ระดับขุนพลมนุษย์ได้ไม่ทันไร ก็สามารถพุ่งพรวดไปถึงระดับขุนพลมนุษย์ขั้นสูงได้เลย ความก้าวหน้าระดับนี้ ไม่มีใครในใต้หล้าเทียบติดแล้วจริงๆ"
"ข้าว่าอีกไม่ถึงครึ่งปี นายท่านคงก้าวข้ามพวกเราไปไกลลิบแล้วล่ะ"
จางเหอเองก็ถอนหายใจด้วยความทึ่งเช่นกัน "พวกเราก็ต้องพยายามให้มากขึ้นแล้วนะ"
จ้าวอวิ๋นยิ้มพลางก้าวเข้ามาตบไหล่ของทั้งสองคน "คิดให้การใหญ่เข้าไว้ บางทีเมื่อถึงเวลานั้น นายท่านอาจจะทะลวงผ่านระดับขุนพลสวรรค์ไปแล้วก็ได้นะ"
จางเหอและเกาหล่านถึงกับพูดไม่ออก
ท่าทางอึดอัดจนเถียงไม่ออกของทั้งสองคน เรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากเย่เฟิง
หลายวันต่อมา นอกเหนือจากการฝึกฝนเป็นประจำทุกวัน และการประลองฝีมือกับจ้าวอวิ๋น จางเหอ และเกาหล่านแล้ว เวลาส่วนใหญ่ของเย่เฟิงก็หมดไปกับการเรียนรู้วิชาการเดินทัพทำศึกจากทั้งสามคน
เย่เฟิงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เขากลืนกินความรู้ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนราวกับโอ่งใบใหญ่ที่เปิดรับน้ำอย่างไม่รู้จบ
นอกจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปีของทั้งสามคนแล้ว เย่เฟิงยังสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาต่อยอด และมักจะเสนอแนวคิดที่เฉียบแหลมจนทำให้จ้าวอวิ๋น จางเหอ และเกาหล่านได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลอยู่เสมอ
นอกจากนี้ จ้าวอวิ๋น จางเหอ และเกาหล่านต่างก็เริ่มฝึกฝนวิชาค่ายกลรบ แต่เนื่องจากพวกเขาไม่มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งแบบเย่เฟิง ความก้าวหน้าจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า
เดิมทีทั้งสามคนตั้งใจจะให้เย่เฟิงร่วมฝึกฝนด้วยกัน เพื่อจะได้ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าซึ่งกันและกัน
แต่ใครจะไปคิดว่าเย่เฟิงจะใช้เวลาเพียงชั่วยามเดียว ก็สามารถรวบรวมจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของทหารทั้งห้าร้อยนายให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จ
ในวินาทีนั้น จางเหอและเกาหล่านถึงกับไม่กล้าออมมืออีกต่อไป พวกเขาต้องงัดเอาทักษะพลังปราณแข็งแกร่งอันน้อยนิดที่เพิ่งควบคุมได้ออกมาใช้ จึงจะสามารถต้านทานเย่เฟิงที่ได้รับการเสริมพลังจากทหารห้าร้อยนายเอาไว้ได้
ส่วนเย่เฟิงจะใช้พลังเต็มที่แล้วหรือไม่นั้น จางเหอกับเกาหล่านก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
จำได้ว่าในการดื่มสุราด้วยกันครั้งหนึ่ง จ้าวอวิ๋นเคยแกล้งถามขึ้นมาลอยๆ เย่เฟิงก็แค่ยิ้มรับ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองคนก็ยิ่งขยันขันแข็ง และมุมานะในการฝึกฝนวิชาค่ายกลรบอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น
ครึ่งเดือนผ่านไป
ภายใต้ความช่วยเหลือของเคล็ดวิชากลืนกินฟ้าดิน เย่เฟิงก็ได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของพลังปราณภายนอกแล้ว กลิ่นอายของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
หลังจากถูกเย่เฟิงบดขยี้ในทุกๆ ด้าน จ้าวอวิ๋น จางเหอ และเกาหล่านก็เริ่มชินชากับความรู้สึกนี้แล้ว
ในสายตาของพวกเขา ตอนนี้ต่อให้มีคนมาบอกว่าเย่เฟิงคือเทพเทวดาที่ลงมาจุติเพื่อกอบกู้แผ่นดิน พวกเขาก็คงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างไม่ลังเล
ณ มุมหนึ่งของลานฝึก
เย่เฟิงร่ายรำเคล็ดวิชาไร้ขั้วซ้ำอีกหลายรอบ จากนั้นก็นำเพลงทวนสะบั้นวิญญาณ เพลงทวนร้อยปักษาศิโรราบ และเคล็ดวิชาดาบวายุคลั่งออกมาฝึกฝนจนครบทุกกระบวนท่า
เขาฝึกฝนจนบนพื้นดินเต็มไปด้วยรอยลึกของทวนและดาบ จึงค่อยยอมหยุดพัก
"สบายตัวจริงๆ"
เขาส่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะโยนดาบใหญ่ในมือไปเก็บไว้ที่ชั้นวางอาวุธด้านข้าง
หลังจากมาอยู่ในโลกนี้ได้เกือบหนึ่งเดือน ในที่สุดเขาก็ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของพลังปราณภายนอก ซึ่งหากเทียบตามมาตรฐานของคนทั่วไป ก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของกลุ่มขุนพลระดับรองแล้ว
ในโลกที่มีผู้ฝึกยุทธ์และวิทยายุทธ์แห่งนี้
ในโลกที่กลียุคกำลังจะมาถึงแห่งนี้ ในที่สุดเขาก็พอจะมีวิชาป้องกันตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
"ตึก ตึก ตึก"
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น จางเหอวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่เฟิง
"นายท่าน ฮูหยินมาขอพบครับ"
"หืม"
ดวงตาของเย่เฟิงเป็นประกาย "สงสัยม้าศึกที่พวกเรากำลังต้องการจะมาถึงแล้วล่ะมั้ง"
"ไปตามจื่อหลงกับเกาหล่านมาพบข้าที่กระโจมบัญชาการที"
"รับทราบครับ"
ภายในกระโจมบัญชาการค่ายซีซานอันเป็นสถานที่ส่วนตัวของเย่เฟิง
ฮูหยินเจินขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
"ท่านแม่ ในที่สุดท่านก็มา"
"ตอนนี้กองทหารสามพันนายในค่ายฝึกซ้อมจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ขาดก็แต่ม้าศึกสามพันตัวของท่านนี่แหละครับ"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงดีใจของลูกชาย แววตาของฮูหยินเจินก็ฉายแววรู้สึกผิด
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอได้เห็นความเหน็ดเหนื่อยของลูกชายด้วยตาตัวเอง เขาตั้งใจฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน แทบจะทุ่มเทจนสุดชีวิต
แต่ตัวเธอเองกลับ
ฮูหยินเจินถอนหายใจยาว แล้วเอ่ยว่า "เฟิงเอ๋อร์ เรื่องม้าศึกเกิดปัญหาเข้าแล้วลูก"
"หืม"
"หรือว่าหาม้าศึกสามพันตัวไม่ได้หรือครับ"
ฮูหยินเจินส่ายหน้า "ก็ไม่เชิงหรอก การจะซื้อม้าสามพันตัวในคราวเดียวมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าแบ่งซื้อก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร"
"เพียงแต่ม้าล็อคแรก ระหว่างทางที่ผ่านเมืองหม่าอี้ มันถูกคนปล้นไปแล้วลูก"
[จบแล้ว]