- หน้าแรก
- ตัวร้ายสายหื่นที่มีระบบ ข้าไม่ได้รุก แต่นางเอกบุกมาเอง
- บทที่ 22 - ขอยืมแก่นแท้ต้นกำเนิดของเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน
บทที่ 22 - ขอยืมแก่นแท้ต้นกำเนิดของเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน
บทที่ 22 - ขอยืมแก่นแท้ต้นกำเนิดของเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน
บทที่ 22 - ขอยืมแก่นแท้ต้นกำเนิดของเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน
แม้เยี่ยชิงอวิ๋นจะฝึกฝนเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์ แต่ผู้คนที่ถูกเขาสังหารล้วนถูกเขากลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้วทั้งนั้น
เรื่องนี้ทำให้บนตัวเขาไม่มีกลิ่นคาวเลือดใดๆ หลงเหลืออยู่เลย
ทว่าในฐานะที่เป็นถึงวิชาต้องห้ามที่ผู้คนทั่วหล้าต่างหวาดกลัว เคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์ย่อมมีวิชาลับที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้
ฉับพลันนั้น ปราณมารอันบริสุทธิ์บนตัวเยี่ยชิงอวิ๋นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มแผ่ซ่านกลิ่นอายของคัมภีร์จักรพรรดิมารสวรรค์ออกมาจางๆ
หากมีคนของพรรคมารสวรรค์มาเห็นเข้า จะต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจแน่ๆ ว่านี่คือบรรพชนท่านใดฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว!
"แค่นี้ก็ไร้ที่ติแล้ว"
เมื่อสัมผัสได้ถึงการโคจรของคัมภีร์จักรพรรดิมารสวรรค์ภายในร่าง เยี่ยชิงอวิ๋นก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ก่อนหน้านี้ เขาได้กลืนกินนักบุญจากพรรคมารสวรรค์ที่มีนามว่า โหม่วอวิ๋น เข้าไปแล้ว จึงทำให้เขาได้รับความทรงจำทั้งหมดของอีกฝ่ายมาด้วย
ซึ่งในนั้นก็รวมถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกฝนคัมภีร์จักรพรรดิมารสวรรค์ด้วย
และเหตุผลที่เยี่ยชิงอวิ๋นใช้ความทรงจำของโหม่วอวิ๋นเพื่อเดินทางมายังฐานที่มั่นสำคัญของพรรคมารสวรรค์แห่งนี้นั้นก็ง่ายมาก
เขาต้องการจะกลืนกินราชันนักบุญสามคน และนักบุญอีกเก้าคนที่อยู่ที่นี่ เพื่อนำมาใช้ในการฝึกฝนของเขานั่นเอง
แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะความไม่พอใจที่พรรคมารสวรรค์แห่งนี้กล้ามาแตะต้องผู้หญิงของเขาด้วยก็เถอะ
จากนั้น เยี่ยชิงอวิ๋นก็พึมพำบทสวดมนต์ลึกลับบางอย่างเข้าใส่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า
เพียงครู่เดียว มิติเบื้องหน้าก็เกิดรอยกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น และเปิดช่องทางเชื่อมต่อมิติขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
เยี่ยชิงอวิ๋นก้าวเท้าเดินเข้าไปในช่องทางนั้น
เมื่อร่างของเขาหายลับเข้าไปในช่องทางจนหมดสิ้น ช่องทางมิติที่ปรากฏให้เห็นในโลกภายนอกก็ค่อยๆ เลือนหายไป
ชั่วพริบตาต่อมา เมื่อเยี่ยชิงอวิ๋นกะพริบตาอีกครั้ง เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ภายในโลกขนาดเล็กที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปราณวิญญาณแล้ว
และเบื้องหน้าของเขาก็คือเทือกเขาสีดำทมิฬที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า
เหนือเทือกเขาสีดำทมิฬนั้น มีหมอกเซียนปกคลุมบางเบา ลำแสงสีรุ้งพาดผ่านงดงาม หากไม่รู้มาก่อน คงนึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของขุมกำลังฝ่ายธรรมะอันยิ่งใหญ่เสียอีก
แต่เยี่ยชิงอวิ๋นสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ภายในเทือกเขานั้นมีผู้ฝึกตนสายมารจำนวนนับไม่ถ้วนที่แผ่กลิ่นอายมารออกมา
"หึหึ"
เยี่ยชิงอวิ๋นหัวเราะเบาๆ เพียงชั่วพริบตาก็ไปโผล่อยู่บนเทือกเขาสีดำทมิฬแล้ว ทำเอาศิษย์มารที่กำลังเฝ้าประตูภูเขาอยู่ถึงกับสะดุ้งตกใจ
แต่เมื่อได้เห็นแรงกดดันอันมหาศาลน่าเกรงขามบนตัวเยี่ยชิงอวิ๋น ผนวกกับปราณมารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพรรคมารสวรรค์ที่แผ่ออกมา บรรดาศิษย์เฝ้าประตูก็กระจ่างแจ้งในทันที
นี่คือท่านบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดเสด็จมาเยือนกันนี่!
"ศิษย์คารวะท่านบรรพชน!"
"ศิษย์คารวะท่านบรรพชน!"
เหล่าศิษย์เฝ้าประตูประสานมือทำความเคารพเยี่ยชิงอวิ๋น นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพเทิดทูน
"อืม"
เยี่ยชิงอวิ๋นปรายตามองพวกเขาเพียงแวบเดียว ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังเขตด้านในของพรรคมารสวรรค์ทันที
โดยไม่ได้สนใจศิษย์ตัวเล็กๆ เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
แววตาของศิษย์เหล่านี้ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซ้ำยังแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอีกต่างหาก
โชคดีนะเนี่ยที่ท่านบรรพชนผู้นี้ยังมีอารมณ์ดีอยู่บ้าง ไม่ได้มีนิสัยชอบฆ่าใครทิ้งสุ่มสี่สุ่มห้าเวลาไม่สบอารมณ์
ศิษย์เหล่านี้ลอบดีใจกันเงียบๆ
ในเวลานี้ เยี่ยชิงอวิ๋นได้มาถึงโถงหารือของพรรคมารสวรรค์แห่งนี้แล้ว
"คารวะท่านบรรพชนราชันนักบุญ ไม่ทราบว่าท่านเดินทางมาในครั้งนี้ มีธุระอันใดหรือขอรับ"
ภายในโถง ชายชราในชุดคลุมสีเลือดที่มีระดับการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตนักบุญ กำลังค้อมตัวเอ่ยถามเยี่ยชิงอวิ๋นอย่างนอบน้อม
พร้อมกันนั้น ภายในใจของเขาก็แอบคิดระแวงไปต่างๆ นานา ว่าช่วงนี้เขาฮุบเอาอาหารเลือดเนื้อมารับประทานมากเกินไป จนทำให้บรรพชนราชันนักบุญจากฐานที่มั่นอื่นไม่พอใจหรือเปล่า
ไม่อย่างนั้น บรรพชนราชันนักบุญที่ปกติจะเอาแต่กักตนหลับใหลเพื่อลดการสูญเสียอายุขัย จะถ่อมาถึงฐานที่มั่นแห่งนี้ทำไมกัน
คงไม่ใช่ว่าจู่ๆ ก็เกิดสติแตกหรอกนะ
เยี่ยชิงอวิ๋นตวัดนัยน์ตาสีเลือดขึ้นมอง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยลวดลายสีเลือดเผยรอยยิ้มที่ดูอัปลักษณ์และน่าสะพรึงกลัวให้เขาเห็น "ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อเรื่องเดียวเท่านั้น"
"ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ผู้น้อยยินดีบุกน้ำลุยไฟ ทำงานถวายหัวให้ท่านอย่างสุดความสามารถขอรับ"
ชายชราชุดคลุมสีเลือดพยายามปั้นรอยยิ้มบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น รีบเอ่ยแสดงความจงรักภักดีทันที
ไม่ว่าในใจของเขาจะคิดอะไรอยู่ แต่ปากก็ต้องพูดจาหว่านล้อมให้สวยหรูเข้าไว้ เพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อท่านบรรพชนราชันนักบุญ!
"ดีมาก"
เยี่ยชิงอวิ๋นพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วยื่นมือใหญ่โตออกไปหาเขา
แสงมารกลืนสวรรค์สว่างวาบขึ้น แก่นแท้ต้นกำเนิดทั้งหมดในร่างของชายชราชุดคลุมสีเลือดก็ถูกเยี่ยชิงอวิ๋นดูดกลืนเข้าไปในพริบตา
"นายท่าน! ไว้ชีวิ..."
ชายชราชุดคลุมสีเลือดที่ร่างกายค่อยๆ เหี่ยวแห้งลง เบิกตากว้างด้วยความหวาดผวา ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยจบประโยค เขาก็ถูกเยี่ยชิงอวิ๋นกลืนกินจนหมดสิ้น
"ข้าขอรับความจงรักภักดีของเจ้าเอาไว้ก็แล้วกัน ส่วนรางวัล ก็คือการให้เจ้าได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับข้าไงล่ะ"
เยี่ยชิงอวิ๋นสัมผัสถึงพลังภายในร่างกายที่เพิ่มพูนขึ้นมาอีกระดับ ภายในใจรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
และการตกตายของชายชราชุดคลุมสีเลือด ก็ได้ไปปลุกให้นักบุญและราชันนักบุญที่กำลังหลับใหลอยู่ภายในผนึกต้นกำเนิดเทพส่วนลึกของที่แห่งนี้ตื่นขึ้นมาด้วย
"ผู้ใดบังอาจมารุกรานพรรคมารสวรรค์ของข้า!"
"หึๆ ผ่านมาเนิ่นนานปานนี้แล้ว ยังมีคนรนหาที่ตายกล้ามารุกรานพรรคมารสวรรค์ของข้าอยู่อีกหรือนี่..."
นักบุญพรรคมารสวรรค์ผู้หนึ่งที่มีเรือนผมแห้งกรัง รูปร่างเตี้ยแคระแกร็นราวกับเด็กทารก พังทลายผนึกต้นกำเนิดเทพออกมา พลางแสยะยิ้มอย่างน่าขนลุก
แต่แล้วจู่ๆ ใบหน้าของเขาก็แข็งค้าง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองจอมมารผมสีเลือดที่มายืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้อย่างช้าๆ
จอมมารผมสีเลือดผู้นี้แผ่ซ่านปราณมารและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วทั้งร่าง กลิ่นคาวเลือดนั้นฉุนเฉียวรุนแรงจนทำให้นักบุญพรรคมารสวรรค์ถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอ
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าจอมมารผมสีเลือดผู้นี้ ตัวเขาเป็นเหมือนแค่เด็กน้อยไร้เดียงสา จำนวนคนที่เขาเคยสังหารมาทั้งหมด อาจจะยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของคนผู้นี้เลยด้วยซ้ำ?
"สหายธรรม ไม่ทราบว่าข้าขอยืมแก่นแท้ต้นกำเนิดของเจ้ามาใช้สักหน่อยจะได้หรือไม่"
เยี่ยชิงอวิ๋นเผยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรและอบอุ่น
แต่ในสายตาของนักบุญพรรคมารสวรรค์ มันกลับดูน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ "ไม่..."
ทว่าเขาเพิ่งจะเอ่ยออกมาได้เพียงคำเดียว ก็ถูกเยี่ยชิงอวิ๋นกลืนกินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
"ขี้งกจริง"
หลังจากกลืนกินชายผู้นี้เข้าไปแล้ว เยี่ยชิงอวิ๋นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
คำพูดนี้ทำเอานักบุญคนอื่นๆ ที่เพิ่งจะพังผนึกต้นกำเนิดเทพออกมาถึงกับหน้าซีดเผือด แม้แต่ราชันนักบุญทั้งสามคนก็ยังมีสีหน้าเคร่งเครียด
"แจ้งข่าวไปยังฐานที่มั่นอื่นๆ หรือยัง"
ยายเฒ่าราชันนักบุญหันไปถามชายวัยกลางคนหนวดเคริ้มด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากชายผมสีเลือดผู้นั้น ทำให้นางรู้สึกหวาดผวาจนใจสั่น
ด้วยความที่รักตัวกลัวตาย นางจึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากฐานที่มั่นอื่นๆ
"ไม่ได้ขอรับ ข้อความส่งออกไปไม่ได้เลย" ชายวัยกลางคนหนวดเคริ้มที่พยายามลองส่งข้อความอยู่หลายครั้ง ส่ายหน้าปฏิเสธ
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของยายเฒ่าหล่นวูบ
"มันกำลังเข้ามาแล้ว เตรียมตัวสู้ตายได้เลย"
ราชันนักบุญอีกคนเอ่ยเตือนทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
นัยน์ตาของเยี่ยชิงอวิ๋นทอประกายแสงมารกลืนสวรรค์ เส้นผมสีเลือดพลิ้วไหวทั้งที่ไร้สายลม ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและหวาดผวาของคนจากพรรคมารสวรรค์ เขาก็พุ่งทะยานเข้าใส่พวกเขาทันที
...
หนึ่งวันต่อมา
ณ โลกภายนอก เยี่ยชิงอวิ๋นที่มีสีหน้าเป็นปกติเดินก้าวออกมาจากช่องทางมิตินั้น
ในเวลานี้ ทั่วทั้งร่างของเขายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณมารอันดำมืด ไม่ได้สลับเปลี่ยนมรรควิถีแต่อย่างใด
"หลังจากกลืนกินราชันนักบุญสามคน และนักบุญอีกเก้าคนเข้าไป ในที่สุดระดับการฝึกฝนก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตราชันนักบุญระยะสุดท้ายได้เสียที"
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังในร่างกายที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล ผนวกกับอายุขัยที่ยืดขยายออกไปอีกถึงเจ็ดร้อยห้าสิบปี เยี่ยชิงอวิ๋นก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ในฐานะที่เป็นเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์ที่สามารถกลืนกินแก่นแท้ต้นกำเนิดได้ ย่อมสามารถกลืนกินแก่นแท้พลังชีวิตได้เช่นเดียวกัน
แต่ทว่า การกลืนกินราชันนักบุญหนึ่งคน จะสามารถเพิ่มอายุขัยได้เพียงหนึ่งร้อยปีเท่านั้น ส่วนระดับนักบุญก็จะเพิ่มได้เพียงห้าสิบปี
หากกลืนกินผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่านี้ แก่นแท้พลังชีวิตที่ได้รับก็จะน้อยนิดจนแทบจะไม่มีผลอะไรเลย
นี่แหละคือเหตุผลที่ชาวโลกต่างขนานนามให้เคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์เป็นวิชาต้องห้าม
เพราะมันมีอานุภาพที่ขัดต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติในยุคสิ้นหวังแห่งนี้มากเกินไป
ต้องรู้ไว้ว่า ในโลกยุคสิ้นหวังแห่งนี้ อายุขัยของนักบุญนั้นมีไม่เกินสามพันปี ส่วนราชันนักบุญก็มีเพียงแค่สี่พันปีเท่านั้น
เมื่อเทียบกับยุคสมัยก่อนแล้ว นับว่าอายุสั้นเอามากๆ
ทว่าในทางทฤษฎี ผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์ ขอเพียงแค่ได้กลืนกินสิ่งมีชีวิตไปเรื่อยๆ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอมตะเลยทีเดียว
เรื่องนี้ทำให้ผู้คนบนโลกทั้งหวาดกลัวและปรารถนาอยากได้มาครอบครอง
ในปัจจุบัน ขุมกำลังใดก็ตามที่ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์ ต่างก็แอบซุ่มค้นหาตัวผู้สืบทอดกันอย่างลับๆ
พวกเขาปรารถนาในเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์อย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะพวกยอดฝีมือเฒ่าที่อายุขัยใกล้จะหมดลง พวกเขายิ่งบ้าคลั่งหนักเข้าไปอีก
หากไม่ใช่เพราะอายุขัยของตัวเองเหลืออยู่น้อยนิดล่ะก็ พวกเขาคงออกโรงมาตระเวนค้นหาด้วยตัวเองไปนานแล้ว
(จบแล้ว)