- หน้าแรก
- ตัวร้ายสายหื่นที่มีระบบ ข้าไม่ได้รุก แต่นางเอกบุกมาเอง
- บทที่ 21 - สหายธรรม เชิญมาสนทนากันในอาวุธระดับมหาบุญของข้าสักหน่อยเถิด
บทที่ 21 - สหายธรรม เชิญมาสนทนากันในอาวุธระดับมหาบุญของข้าสักหน่อยเถิด
บทที่ 21 - สหายธรรม เชิญมาสนทนากันในอาวุธระดับมหาบุญของข้าสักหน่อยเถิด
บทที่ 21 - สหายธรรม เชิญมาสนทนากันในอาวุธระดับมหาบุญของข้าสักหน่อยเถิด
เสียงหัวเราะชั่วร้ายของโหม่วอวิ๋นดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ
ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตร่วมกับพี่ใหญ่ของตนเองมาอย่างยาวนาน มีหรือที่เขาจะไม่รู้นิสัยใจคอของอีกฝ่าย
ดังนั้น เขาจึงฉวยโอกาสในตอนที่พี่ใหญ่กำลังครุ่นคิด ลอบแทงข้างหลังเข้าให้อย่างจัง
ก็แหงล่ะ เขาจ้องจะฮุบพลังของพี่ใหญ่มาตั้งนานแล้วนี่นา
ฉับพลันนั้น แสงมารในมือของเขาก็สว่างวาบขึ้น ดูดกลืนแก่นแท้พลังทั้งหมดของพี่ใหญ่มาเป็นของตนอย่างหมดจด
การกระทำนี้ส่งผลให้กลิ่นอายพลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ทว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักหรอก เมื่อเทียบกับอานุภาพของอาวุธระดับมหาบุญ เขาก็ยังคงอ่อนแอเกินไปอยู่ดี
แต่ถ้าใช้เพื่อหลบหนีล่ะก็ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
โหม่วอวิ๋นสะบัดแขนเหวี่ยงร่างแห้งเหี่ยวไร้วิญญาณนั้นทิ้งไป จากนั้นก็แผดเผาแก่นแท้โลหิตของตนเอง ดันระดับพลังให้พุ่งสูงขึ้นไปอีกขั้น
ภายใต้สายตาอันเคร่งเครียดของฉีซีเอ๋อร์ และแววตาเย้ยหยันของชายชุดดำ ในที่สุดเขาก็ยอมแลกกับการบาดเจ็บสาหัส ฝ่าวงล้อมหนีออกไปนอกตำหนักได้สำเร็จ
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เผยรอยยิ้มยินดี ก็ต้องพบว่าที่กลางอากาศห่างออกไปไม่ไกลนัก มีชายชุดดำอีกคนปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าเอาไว้
ทั่วทั้งร่างของชายผู้นั้นแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายของยอดฝีมือระดับนักบุญ เขากำลังทอดสายตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มมองมายังโหม่วอวิ๋นซึ่งตอนนี้ใบหน้าแข็งทื่อไปแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้โหม่วอวิ๋นรู้สึกสิ้นหวังอย่างแท้จริงก็คือ ในมือของชายผู้นั้นถือขวดสมบัติสีดำทมิฬเอาไว้ใบหนึ่ง
และกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากขวดใบนั้น ก็คืออาวุธระดับมหาบุญอีกชิ้นอย่างไม่ต้องสงสัย!
"สหายธรรม เชิญมาสนทนากันในอาวุธระดับมหาบุญของข้าสักหน่อยเถิด"
ชายชุดดำผู้นั้นคลี่ยิ้ม ขวดสมบัติสีดำทมิฬในมือหลุดลอยออกไป และดูดร่างที่บาดเจ็บสาหัสของโหม่วอวิ๋นเข้าไปขังไว้ด้านในอย่างรุนแรง
หลังจากที่เขาเก็บขวดสมบัติสีดำทมิฬเรียบร้อยแล้ว ชายชุดดำอีกคนและฉีซีเอ๋อร์ก็บินตามมาสมทบ
"...นายท่านหรือเจ้าคะ" ฉีซีเอ๋อร์มองดูคนทั้งสองด้วยแววตาลังเล
แม้ว่ากลิ่นอายของพวกเขาจะไม่เหมือนเยี่ยชิงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อย แต่จากน้ำเสียงที่ส่งผ่านสัมผัสเทวะมาหานางก่อนหน้านี้ บ่งบอกชัดเจนว่าชายทั้งสองคนตรงหน้านี้ก็คือเยี่ยชิงอวิ๋น
"ซีเอ๋อร์"
ชายชุดดำทั้งสองคนพยักหน้าและส่งยิ้มให้
"สองคนนี้คือผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าเอง ข้าแค่ยืมร่างของพวกเขามาใช้งานชั่วคราวเท่านั้น"
ชายชุดดำคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นของเยี่ยชิงอวิ๋น
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"
ฉีซีเอ๋อร์กระจ่างแจ้งในทันที ภายในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพเทิดทูนเยี่ยชิงอวิ๋น
นางไม่นึกเลยว่านายท่านจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นถึงระดับนักบุญด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น การที่นายท่านยอมเปิดเผยความลับเหล่านี้ให้นางเห็น ก็แสดงว่านายท่านเองก็มีความรู้สึกดีๆ ให้นาง ไม่ได้มองนางเป็นแค่ของเล่นระบายอารมณ์ที่ไร้ค่าใช่หรือไม่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นัยน์ตางดงามของฉีซีเอ๋อร์ก็เริ่มหยาดเยิ้มและเลื่อนลอย
นางเริ่มคิดหาวิธีแล้วว่า พอกลับไปถึง จะปรนนิบัติตอบแทนนายท่านให้ถึงใจได้อย่างไรดี
ส่วนเยี่ยชิงอวิ๋นนั้น ย่อมไม่มีทางรู้เลยว่าฉีซีเอ๋อร์กำลังมโนอะไรไปไกลถึงไหนแล้ว
เขาเพียงแค่บอกนางว่า "เจ้ากลับไปที่ภูเขาวั่งเฉินก่อนเถอะ ข้ายังมีธุระข้างนอกอีกนิดหน่อย จัดการเสร็จแล้วจะตามกลับไป"
กล่าวจบ ร่างที่ถูกควบคุมทั้งสองของเยี่ยชิงอวิ๋นก็บินจากไปทันที
"เจ้าค่ะ นายท่าน"
ฉีซีเอ๋อร์สะกดกลั้นความรู้สึกหลากหลายที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจ เตรียมจะขยับเท้าก้าวเดินออกจากที่แห่งนี้
ทว่าจู่ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหยุดฝีเท้าลง แล้วกวาดสัมผัสเทวะออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบ
ในที่สุด บริเวณซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง นางก็พบเห็นร่างที่กำลังรวยรินของฉีหมิงฮ้าว
รอบๆ ตัวเขามีผู้คนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนรุมล้อมและสาดเทคำด่าทอเหยียดหยามใส่เขาอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อมองดูให้ชัดเจน คนกลุ่มนั้นก็คือบรรดาองค์ชายและองค์หญิงพวกนั้นนั่นเอง
ฉีซีเอ๋อร์แตะปลายเท้าเบาๆ เพียงชั่วพริบตาก็ไปโผล่อยู่ด้านหลังของพวกเขาแล้ว
องค์ชายและองค์หญิงเหล่านั้นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งจนน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านมาจากด้านหลังเช่นกัน
พวกเขาหยุดด่าทอแล้วหันกลับไปมอง ก็พบกับร่างอันงดงามหลุดพ้นโลกีย์ของฉีซีเอ๋อร์ที่กำลังเดินเข้ามาหา
"ท่านบรรพชนซีเอ๋อร์!"
ทุกคนต่างก้มศีรษะทำความเคารพฉีซีเอ๋อร์อย่างนอบน้อม
ฉีซีเอ๋อร์ในปัจจุบันนี้บรรลุถึงขอบเขตนักบุญแล้ว ต่อให้ลำดับญาติจะไม่ได้ห่างกันมาก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบรรพชนของพวกเขาแล้ว
ฉีซีเอ๋อร์โบกมือเรียวบางเบาๆ ผู้คนต่างก็รีบหลีกทางให้อย่างรู้ความ
เปิดทางให้นางได้มองเห็นสภาพอันทุลักทุเลและน่าสมเพชของฉีหมิงฮ้าวที่นอนจมกองเลือดอยู่กลางซากปรักหักพัง
ฉีหมิงฮ้าวทอดสายตาอันเลื่อนลอยมองดูฉีซีเอ๋อร์ที่เดินเข้ามาใกล้
"ทำไม จะมาฆ่าข้างั้นรึ"
เมื่อเห็นใบหน้างดงามที่เย็นชาดุจน้ำแข็งของฉีซีเอ๋อร์ ฉีหมิงฮ้าวก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เขารู้ตัวดีว่าตัวเองต้องตายอย่างแน่นอน
หลังจากผ่านจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในชีวิตมาแล้ว เขาก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวหรือขี้ขลาดออกมาให้คนพวกนี้หัวเราะเยาะแต่อย่างใด
"สิ่งที่เจ้าทำ มันล้ำเส้นข้าเกินไปแล้ว"
นัยน์ตาของฉีซีเอ๋อร์ทอประกายสังหาร ความหนาวเหน็บเสียดกระดูกทำเอาฟ้าดินรอบด้านเปลี่ยนสี อุณหภูมิลดฮวบลงไปไม่รู้กี่องศา
ทำเอาองค์ชายและองค์หญิงที่มีระดับพลังต่ำๆ ถึงกับตัวสั่นงันงกด้วยความหนาวเหน็บ
ฉีซีเอ๋อร์ไม่อยากจะคิดเลยว่า หากนางถูกนักบุญสองคนนั้นจับตัวไปได้จริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ต่อให้ในอนาคตนายท่านจะมาช่วยนางออกไปได้ นางก็คงไม่มีหน้าไปสู้หน้านายท่านอีกแล้ว
ฉีหมิงฮ้าวที่ต้องเผชิญหน้ากับจิตสังหารของนักบุญโดยตรง แม้ใบหน้าจะซีดเผือดลงกว่าเดิม แต่ภายในใจของเขากลับสงบนิ่งอย่างยิ่ง
เขาทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า มองไปยังกลุ่มคนของพรรคมารสวรรค์ที่ถูกปราบปรามจนหมดสิ้นในที่ห่างไกลออกไป
ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้วสินะ...
ฉีหมิงฮ้าวพึมพำในใจ
เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ทรยศราชวงศ์ฉี เขาเพียงแค่เสียดายที่ตัวเองทำการไม่สำเร็จเท่านั้น
ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังจะเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้อยู่ดี
"เสียดายที่ยังไม่ได้ลงมือฆ่านังแพศยานั่นด้วยมือตัวเอง"
ก่อนตาย ฉีหมิงฮ้าวนึกถึงภรรยาที่หักหลังเขาขึ้นมา
ผู้หญิงที่สวมเขาให้เขาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ก่อนหน้านี้ตอนที่พรรคมารสวรรค์บุกมา เขาก็ได้ลงมือจับตัวนางไปขังไว้แล้ว
กะว่าวันหลังจะค่อยๆ ทรมาน และปล่อยให้นางตายอย่างทุกข์ทรมานที่สุด เพื่อระบายความแค้นที่อัดอั้นมาตลอด
แต่ช่างน่าเสียดาย สุดท้ายทุกอย่างก็สูญเปล่า ในอนาคตนังแพศยานั่นยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แค่คิดก็ทำให้เขารู้สึกไม่ยินยอมเลยจริงๆ
แล้วหลังจากนั้น ฉีหมิงฮ้าวที่เต็มไปด้วยความเสียดายก็ถูกฉีซีเอ๋อร์ฟาดฟันจนร่างแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
หลังจากสังหารฉีหมิงฮ้าวแล้ว ฉีซีเอ๋อร์ก็ปรายตามองฉีเยว่หลิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างเย็นชา
หลังจากนี้ นางจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับราชวงศ์ฉีอีก
ส่วนฉีเยว่หลิงที่ถูกฉีซีเอ๋อร์ปรายตามองอย่างเย็นชา ก็มีสีหน้าซีดเผือด นางก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้ามองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของฉีซีเอ๋อร์เลย
เมื่อฉีซีเอ๋อร์จากไปแล้ว ผู้คนถึงกล้าส่งเสียงซุบซิบนินทากันขึ้นมาอีกครั้ง:
"เฮ้อ ท่านบรรพชนซีเอ๋อร์ไปซะแล้ว..."
"ท่านบรรพชนซีเอ๋อร์จะกลับมาอีกไหม"
"คงไม่แล้วล่ะ พวกเจ้าไม่สังเกตหรือไงว่าตั้งแต่ตอนที่ท่านบรรพชนซีเอ๋อร์กลับมาที่ราชวงศ์แรกๆ สายตาของนางก็ดูห่างเหินและเฉยเมยมากแล้ว"
ในระหว่างที่ผู้คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ก็มีองค์หญิงคนหนึ่งหันไปถามฉีเยว่หลิงที่เอาแต่ก้มหน้าด้วยความเป็นห่วงว่า "เยว่หลิง เจ้าเป็นอะไรไปหรือเปล่า"
ก่อนหน้านี้นางไม่ได้มองไปที่ฉีซีเอ๋อร์ตรงๆ จึงไม่เห็นสายตาที่ฉีซีเอ๋อร์ปรายมองมาในชั่วพริบตานั้น
"...ไม่เป็นไร"
เพียงชั่วอึดใจ ฉีเยว่หลิงก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้นางด้วยสีหน้าปกติ
แม้ในส่วนลึกของจิตใจ นางจะรู้สึกละอายใจและรู้สึกผิดต่อฉีซีเอ๋อร์อย่างมาก แต่นางก็ไม่ได้พูดมันออกมา
"รอให้จัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้นเสียก่อน ค่อยจัดเตรียมของขวัญล้ำค่าไปขอขมาที่ภูเขาวั่งเฉินก็แล้วกัน"
ฉีเยว่หลิงลอบวางแผนเงียบๆ อยู่ในใจ
ในขณะเดียวกัน
ณ ที่ราบอันแห้งแล้งและขาดแคลนปราณวิญญาณแห่งหนึ่งในดินแดนบูรพา ร่างในชุดคลุมสีขาวร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า
"จากความทรงจำของเจ้าโหม่วอวิ๋นนั่น ที่นี่เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นลับของพรรคมารสวรรค์ ถือว่าเป็นสถานที่ที่ซ่อนตัวได้ดีทีเดียว"
เยี่ยชิงอวิ๋นกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบางมาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่าเลยก็ว่าได้
เกรงว่าผู้คนบนโลกคงคาดไม่ถึงว่า ขุมกำลังฝ่ายมารอันเลื่องชื่ออย่างพรรคมารสวรรค์ จะมาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในสถานที่แบบนี้
แถมยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญแห่งหนึ่งเสียด้วย
จากนั้น กลิ่นอายรอบตัวของเยี่ยชิงอวิ๋นก็แปรเปลี่ยนไป กลิ่นอายสูงส่งดุจเซียนพลิกผันกลายเป็นปราณมารอันดำมืดและน่าเกรงขาม
ใบหน้าปรากฏลวดลายอักขระสีเลือด แม้กระทั่งเส้นผมและดวงตาก็ยังแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ดูชั่วร้ายและแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
ท่ามกลางประกายแสงสีเลือดที่ไหลเวียน ดูเย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัว ราวกับเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยสังหารสรรพชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วนอย่างสมบูรณ์แบบ
หากมีใครที่รู้จักเยี่ยชิงอวิ๋นมาเห็นเขาในตอนนี้ เกรงว่าคงมองไม่ออกเลยว่าจอมมารผู้นี้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขา
สำหรับความเปลี่ยนแปลงของตนเอง เยี่ยชิงอวิ๋นย่อมรับรู้ได้เป็นอย่างดี
นี่คือหนึ่งในวิชาลับของเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์ ที่มีชื่อว่า 'การเปลี่ยนผ่านวิถี'
การเปลี่ยนผ่านวิถี ก็คือความสามารถในการสับเปลี่ยนกลิ่นอายของมรรควิถีต่างๆ ได้อย่างอิสระ เช่น เปลี่ยนจากวิถีเซียนเป็นวิถีมาร หรือเปลี่ยนจากวิถีมารเป็นวิถีพุทธ เป็นต้น
แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น
เพราะใครที่เห็นรูปลักษณ์ของเยี่ยชิงอวิ๋นในตอนนี้ ก็ต้องคิดว่าเขาเป็นมารร้ายกันทั้งนั้น
แต่ในความเป็นจริง หากเยี่ยชิงอวิ๋นลงมือเมื่อไหร่ ก็จะเผยให้เห็นช่องโหว่ทันที
หากเป็นเฒ่ามารร้ายที่เคยเข่นฆ่าผู้คนมานับไม่ถ้วนจริงๆ ปราณมารของเขาก็ย่อมต้องแฝงไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดของสิ่งมีชีวิตที่ถูกเขาสังหารไปในอดีต
ยิ่งมีกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นมากเท่าไหร่ ก็แสดงว่าเขาสังหารสิ่งมีชีวิตไปมากเท่านั้น
(จบแล้ว)