- หน้าแรก
- อาญาสวรรค์ เทพสงครามเป่ยเหลียง
- บทที่ 50 เข้าเมือง โทษประหาร
บทที่ 50 เข้าเมือง โทษประหาร
บทที่ 50 เข้าเมือง โทษประหาร
บทที่ 50 เข้าเมือง โทษประหาร
หลี่มู่ได้ยินเสียง จึงยกมือเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น ภาพเหตุการณ์ภายนอกรถม้าก็ปรากฏสู่สายตา
สิ่งที่เห็นคือกำแพงเมืองสูงตระหง่านโอ่อ่า สง่างามยิ่งใหญ่ แข็งแกร่งดุจกำแพงทองแดงกำแพงเหล็ก
นี่ก็คือเมืองฉางอันแล้ว!
เมืองฉางอันคือเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าโจว ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองอันดับหนึ่งแห่งต้าโจว
"ผ่านไปสิบสามปี ฉางอัน ข้าหลี่มู่กลับมาแล้ว"
หลี่มู่มองกำแพงเมืองสีเขียวคราม ภายในหัวมีความคิดมากมายผุดขึ้น
ภาพเหตุการณ์ตอนที่จากเมืองฉางอันไปเมื่อสิบสามปีก่อนสว่างวาบขึ้นมาในหัวราวกับเงาที่พาดผ่าน
ตอนที่จากไปในคราแรก เขายังเป็นเพียงเด็กน้อยวัยแปดขวบที่ร่างกายอ่อนแออมโรค
ยามที่กลับมาในวันนี้ เขากลายเป็นผู้บัญชาการทหารแห่งเขตแดน ผู้มีทหารหาญใต้บังคับบัญชามากมายดุจหมู่เมฆ
เวลาผ่านไปราวร้อยลมหายใจ หลี่มู่ก็ดึงสติกลับมา มุมปากยกขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มแห่งความคาดหวัง
รถม้าเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองอย่างช้าๆ
เบื้องหลังรถม้า ยังมีกลุ่มทหารและยอดฝีมือวิถียุทธ์ที่คอยคุ้มกันหลี่มู่ติดตามมาอย่างใกล้ชิด
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
"คนในรถม้าคือผู้ใด?"
ขณะที่รถม้ากำลังจะผ่านประตูเมืองเข้าไป ทหารยามรักษาประตูเมืองหนึ่งในแปดนายก็เดินออกมา ขวางหน้ารถม้าไว้พร้อมกับยกมือขึ้น
ทหารยามนายนี้ยืนยืดอกเชิดหน้า ท่าทางหยิ่งผยองไม่เห็นหัวผู้ใด
บางทีอาจจะมองไม่เห็นผู้คนที่เดินตามหลังรถม้ามา
เมืองฉางอันคือเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าโจว เป็นศูนย์กลางอำนาจของโอรสสวรรค์ จำต้องระแวดระวังผู้ที่คิดไม่ซื่อลอบเข้าเมือง
หากพบเจอผู้ใดที่มีที่มาไม่ชัดเจน ล้วนต้องเข้าไปตรวจสอบให้แน่ชัด
"บังอาจ!"
"รีบปล่อยผ่านเดี๋ยวนี้!"
"ขวางรถม้าคันนี้ เจ้ามีกี่หัวให้ตัดกัน?"
หญิงสาวชุดแดงที่นั่งอยู่ข้างคนขับรถม้ามีสีหน้าเย็นชา ดวงตาคู่สวยราวกับมีน้ำแข็งเกาะกุม นางตวาดเสียงเย็นเยียบ
หญิงสาวในชุดแดงผู้นี้ก็คือหงซิ่ว
องค์ชายใหญ่กลับฉางอัน มาถึงหน้าประตูบ้านแล้วกลับไม่ให้เข้ากระนั้นหรือ?
"สามหาว!"
"ใต้เบื้องพระยุคลบาทโอรสสวรรค์ จะปล่อยให้สตรีเช่นเจ้ามาทำกำเริบเสิบสานได้อย่างไร?"
"พี่น้องทั้งหลาย จับตัวเอาไว้!"
"คนพวกนี้มีที่มาไม่แน่ชัด อาจจะเป็นพวกคิดไม่ซื่อ จับตัวไปไต่สวนที่ศาลาว่าการสักหน่อย"
ทหารยามนายนั้นไม่รู้สึกเกรงกลัวหงซิ่วแม้แต่น้อย
ทหารที่สวมเกราะถืออาวุธครบมือจะไปกลัวสตรีตัวเล็กๆ ได้อย่างไร?
น่าขันนัก!
สิ้นเสียงของคนผู้นั้น ทหารที่ทำหน้าที่ตรวจค้นคนเข้าเมืองก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบทันที
แต่ละคนชักดาบเล่มใหญ่ออกมา
"ชักดาบชี้หน้าองค์ชาย ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง!"
"คนที่นั่งอยู่ในรถม้าคันนี้คือองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าโจว ข้าอยากจะรู้ว่าพวกเจ้าคนไหนกล้าจับตัวเขา?"
หงซิ่วหรี่ตาลง ตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
องค์ องค์ชายใหญ่!?
ผู้บัญชาการทหารแห่งชายแดนเหนือ?!
เมื่อได้ยินเสียง ทหารที่ล้อมเข้ามาต่างก็ชะงักงันไป สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
องค์ชายใหญ่ เมื่อมองไปทั่วทั้งราชวงศ์ต้าโจวนี้ จะมีองค์ชายใหญ่สักกี่คนกัน?
เหล่าทหารเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ ต่างก็มีท่าทีหวาดกลัวขึ้นมา!
องค์ชายใหญ่ผู้มีฐานะสูงส่ง ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะกล้าล่วงเกิน
ต่อให้ยังไม่เห็นตัวจริงที่อยู่ภายในรถม้า แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยง
"หงซิ่ว ไม่ต้องไปสร้างความลำบากใจให้พวกเขาหรอก"
"ข้าคือองค์ชายใหญ่หลี่มู่ รับราชโองการให้กลับมายังฉางอัน"
ภายในรถม้า หลี่มู่เลิกม่านหน้าต่างขึ้น ปรายตามองทหารที่ขวางอยู่หน้ารถม้าแวบหนึ่ง
น้ำเสียงของหลี่มู่ราบเรียบ เป็นกันเอง
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทหารที่ขวางหน้ารถม้าก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลงทันที คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ใช้ดาบยันพื้นไว้
"ถวายบังคมองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ"
"พวกผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงเมตตาละเว้นโทษ"
"ขอน้อมรับเสด็จองค์ชายกลับสู่ฉางอันพ่ะย่ะค่ะ!"
นายกองสิบที่เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นอย่างลนลาน
คนในรถม้าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกเขาจะกล้าลบหลู่ได้อย่างไร?
องค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าโจวหลี่มู่ ใครหน้าไหนจะกล้าปลอมตัวมา?
"หลีกทางไปเถอะ!"
หลี่มู่เอ่ยเรียบๆ แล้วปล่อยม่านลง
ทหารที่ขวางหน้ารถม้าพากันถอยหลบไปด้านข้างทันที ก้มหน้าลง สีหน้าเต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างถึงที่สุด
"ย่าห์"
คนขับรถม้าตะโกนเสียงดัง บังคับรถม้าเข้าเมือง
"ช้าก่อน"
"ช่างขวัญกล้านัก! ถึงกับกล้าปลอมตัวเป็นเสด็จพี่ของข้า"
ทว่า คณะของหลี่มู่เพิ่งจะเข้าเมืองมาได้ไม่ทันไร ก็มีเสียงตวาดเย็นเยียบดังขึ้น
มองเห็นร่างกำยำสวมชุดเกราะทองคำเหน็บกระบี่ยาวไว้ที่เอวควบม้าเข้ามา
เบื้องหลังมีกองทหารชั้นยอดติดตามมาอย่างใกล้ชิด
ร่างในชุดเกราะทองคำผู้นั้นก็คือองค์ชายสามหลี่เยี่ยนั่นเอง
"เสด็จพี่ของข้าตอนนี้ประจำการอยู่ที่เหลียงโจวเพื่อปกป้องชายแดนเหนือ พิทักษ์ความสงบสุขให้แก่ดินแดน"
"พวกเจ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงกับกล้าปลอมตัวเป็นเสด็จพี่ของข้า"
"ล้อมพวกมันเอาไว้"
องค์ชายสามหลี่เยี่ยขวางหน้ารถม้า ชักกระบี่ยาวที่เอวออกมาชี้ไปยังรถม้า
หลี่เยี่ยมีสีหน้าเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ
ปากก็เรียกเสด็จพี่ทุกคำ ซ้ำยังสั่งให้คนล้อมอีกฝ่ายเอาไว้ ดูเผินๆ ราวกับว่าทำไปเพราะเป็นห่วงหลี่มู่
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขานำทหารชั้นยอดมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวประตูเมืองนี้มาหลายวันแล้ว ก็เพื่อรอสกัดกั้นหลี่มู่ตอนเข้าเมือง
นับดูจากวันเวลา หลี่มู่ก็น่าจะเดินทางมาถึงฉางอันแล้ว
เมื่อหลี่เยี่ยออกคำสั่ง กองทหารชั้นยอดเหล่านั้นก็ดาหน้าเข้าไปล้อมคณะของหลี่มู่เอาไว้
เมื่อเห็นเช่นนั้น มุมปากของหลี่เยี่ยก็เผยรอยยิ้มเย็นเยียบอันแสนเจ้าเล่ห์ที่แทบจะสังเกตไม่เห็น
"คุ้มกันองค์ชาย!"
หงซิ่วตะโกนขึ้น
จากนั้น ทหารม้าและยอดฝีมือวิถียุทธ์ที่อยู่ด้านหลังรถม้าก็ก้าวออกมา คุ้มกันรถม้าไว้เบื้องหลัง
"หลี่มู่ ในที่สุดก็รอเจ้ามาจนได้!"
"ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นคนรอบคอบลึกซึ้ง เก่งกาจเรื่องการวางแผน วันนี้ได้มาเห็นกับตา ก็ไม่เท่าไหร่หรอก!"
"เปิ่นเตี้ยนแค่ใช้แผนการเล็กๆ น้อยๆ เจ้าก็ตกหลุมพรางเสียแล้ว"
"ฮ่าฮ่าฮ่า... ครั้งนี้ เจ้าต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!"
หลี่เยี่ยจ้องมองคณะเดินทางที่ถูกล้อมกรอบ แค่นยิ้มเย็นในใจ
"กระทำความผิดต่อเบื้องบน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีโทษสถานใด?"
"ส่งทหารมาล้อมเปิ่นเตี้ยนเอาไว้ หากเรื่องไปถึงศาลต้าหลี่ ความผิดนี้ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ"
หลี่มู่เลิกม่านรถม้า ก้าวออกมาด้านนอก
บนใบหน้าของเขาไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ยังคงสงบนิ่งเป็นปกติ
เพียงแค่สถานการณ์เล็กๆ แค่นี้ ข่มขวัญเขาไม่ได้หรอก
หลี่มู่ทอดสายตามองคนที่ขี่ม้าอยู่ฝั่งตรงข้าม
สายตาอันคมกริบของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ราวกับมีประกายไฟที่มองไม่เห็นกำลังฟาดฟันกันอยู่
หลี่มู่
หลี่เยี่ย
เพียงแค่สบตากัน ภายในหัวของทั้งสองคนก็ปรากฏภาพของเด็กน้อยคนหนึ่งขึ้นมา
แม้จะไม่ได้พบเจอกันมาสิบสามปี รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปมาก ทว่าบนร่างของอีกฝ่ายกลับมีความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
"เจ้าคือหลี่เยี่ยงั้นรึ?"
หลี่มู่หรี่ตาลง เอ่ยหยั่งเชิง
"บังอาจ"
"ตัวปลอมอย่างเจ้ามีสิทธิ์เรียกชื่อของเปิ่นเตี้ยนตรงๆ ด้วยหรือ?"
หลี่เยี่ยมีสีหน้าดุดัน ใช้กระบี่ชี้หน้าหลี่มู่ ดวงตาสาดประกายอำมหิต ตวาดเสียงแข็ง
แม้จะจำหลี่มู่ได้แล้ว แต่เขาไม่มีทางพูดออกมาเด็ดขาด
"จับตัวเอาไว้!"
หลี่เยี่ยตวัดกระบี่ยาว สั่งการ
ต้องจับตัวหลี่มู่ให้ได้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแทรกซ้อนขึ้นมา
ทหารชั้นยอดที่อยู่รอบๆ ก้าวพรวดเข้ามา หมายจะจับกุมคณะของหลี่มู่
"เปิ่นเตี้ยนคือองค์ชายใหญ่หลี่มู่ ข้าอยากจะรู้ว่าใครหน้าไหนกล้าก้าวเข้ามาอีกก้าว?"
หลี่มู่มีสีหน้าเย็นชา สายตาอันเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามกวาดมองไปยังเหล่าทหารชั้นยอดที่กำลังก้าวเข้ามา
เพียงการตวัดสายตาครั้งเดียว ก็ราวกับมีอำนาจบารมีของกษัตริย์ที่ปกครองแผ่นดิน
ข่มขวัญจนทหารเหล่านั้นใจสั่นสะท้าน หยุดฝ่าเท้าลงในทันที
ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า
เหล่าทหารชั้นยอดต่างมองหน้ากันและกัน ลังเลทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
ด้านหนึ่งคือคำสั่งขององค์ชายสาม อีกด้านหนึ่งคือความน่าเกรงขามขององค์ชายใหญ่
"เหลวไหล!"
"เสด็จพี่หลี่มู่ของข้าตอนนี้ควรจะบัญชาการรบอยู่ที่ชายแดนเมืองเหลียงโจว ไม่มีทางมาอยู่ที่ฉางอันได้ คนผู้นี้คือตัวปลอม"
"คำพูดของเขามิอาจเชื่อถือได้"
"คำสั่งของเปิ่นเตี้ยน ข้าอยากจะรู้ว่าใครกล้าขัดขืน?"
หลี่เยี่ยกวาดสายตามองกลุ่มทหารที่หยุดชะงัก สีหน้าเคร่งเครียดลง
"เปิ่นเตี้ยนรับราชโองการให้กลับมายังฉางอัน"
ไม่รอให้เหล่าทหารตั้งตัวทัน เสียงของหลี่มู่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ราชโองการ?" หลี่เยี่ยแค่นยิ้มเย็น "ราชโองการอะไร? เท่าที่เปิ่นเตี้ยนรู้ ช่วงหลายวันมานี้สำนักเลขาธิการไม่ได้ออกราชโองการใดๆ เลยนะ"
"เจ้าเอาราชโองการมาจากไหน? หรือว่าเป็นเพียงรับสั่งปากเปล่า?"
หลี่มู่เพิ่งจะคิดหยิบราชโองการออกมา ทว่าเมื่อคำพูดของหลี่เยี่ยดังเข้าหู จู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
หลี่เยี่ยจ้องมองหลี่มู่ มุมปากมีรอยยิ้มเย็นเยียบแสนเจ้าเล่ห์
เขาคำนวณทุกอย่างไว้หมดแล้ว
เข้าเมืองฉางอันโดยพลการ มีโทษถึงประหาร
ปลอมแปลงราชโองการ ยิ่งมีโทษถึงประหาร
[จบแล้ว]