เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - จักรพรรดิโจว: หากมีองค์ชายสักคนได้ขึ้นทำเนียบก็คงดี

บทที่ 34 - จักรพรรดิโจว: หากมีองค์ชายสักคนได้ขึ้นทำเนียบก็คงดี

บทที่ 34 - จักรพรรดิโจว: หากมีองค์ชายสักคนได้ขึ้นทำเนียบก็คงดี


บทที่ 34 - จักรพรรดิโจว: หากมีองค์ชายสักคนได้ขึ้นทำเนียบก็คงดี

"ท่านอาจารย์ได้ขึ้นทำเนียบแล้ว"

"อันดับที่สี่ในทำเนียบวิถีกระบี่แห่งจิ่วโจว"

"นับจากนี้ไป ทั่วทั้งแผ่นดินจิ่วโจวจะได้รับรู้ถึงนามของเทพกระบี่ไท่อา โจวไท่อา แห่งเขาเถาซาน"

ท่ามกลางฝูงชน ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มรูปงามราวกับหยกแหงนหน้ามองตัวอักษรสีทองท่ามกลางหมู่เมฆ พลางพึมพำกับตัวเอง

คนผู้นี้ก็คือโจวอีผิงนั่นเอง

เขาเด็ดดอกท้อสีชมพูหนึ่งดอกออกจากกิ่งท้อในมือ แล้วดีดนิ้วส่งมันออกไปเบาๆ

ดอกท้อสีชมพูหมุนคว้างลอยออกไป เปล่งประกายงดงาม ร่ายรำไปตามสายลม

โจวอีผิงละสายตาจากดอกท้อ หันไปมองทางทิศเหนือของราชวงศ์ต้าโจว แววตาคมกริบ

"ขึ้นเหนือ"

โจวอีผิงเอ่ยเสียงแผ่ว

จากนั้นก็กระโดดลอยตัวขึ้น กระบี่เหล็กสามศอกในฝักพุ่งออกมาในเวลาเดียวกันและรองรับอยู่ที่ใต้เท้าของเขา

เขาขี่กระบี่มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ

ลงเขามาตามคำสั่งของอาจารย์เพื่อหาประสบการณ์ โดยเริ่มจากการเดินทางไปยังสามมณฑลแห่งเป่ยเหลียงของต้าโจวก่อนเป็นอันดับแรก

ณ ราชวงศ์ต้าโจว

เมืองฉางอัน

มีเสียงจอแจของชาวต้าโจวดังขึ้น

"เทพกระบี่ไท่อา เฮ้อ ก็ยังไม่ใช่เทพกระบี่ของราชวงศ์ต้าโจวเราอยู่ดี"

"หรือว่าราชวงศ์ต้าโจวของเราจะไม่มีเทพกระบี่ถือกำเนิดขึ้นมาเลยจริงๆ"

"ราชวงศ์เป่ยหมั่งมีคุณชายกระบี่แห่งตระกูลเยียน เยียนชี ราชวงศ์ถูเจี๋ยมีหนึ่งกระบี่ตวัดจากประจิม ซีเหมินชุยเซียว แต่ราชวงศ์ต้าโจวของเรากลับไม่มีเทพกระบี่เลย"

"บนแผ่นดินจงโจว สามราชวงศ์ใหญ่แก่งแย่งชิงดีกัน แต่หากพูดถึงรากฐานของราชวงศ์ ราชวงศ์ต้าโจวของเราได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่ง แต่ทว่าในครั้งนี้กลับพ่ายแพ้ให้กับราชวงศ์เป่ยหมั่งและราชวงศ์ถูเจี๋ยไปก้าวหนึ่ง ช่างน่าเจ็บใจจริงๆ"

"ราชวงศ์เป่ยหมั่งกับราชวงศ์ถูเจี๋ยแย่งซีนราชวงศ์ต้าโจวเราไปจนหมด ในใจมันช่างอึดอัดเสียจริง คืนนี้คงไม่มีอารมณ์ทำเรื่องพรรค์นั้นแล้วล่ะ"

"ราชวงศ์เป่ยหมั่ง ราชวงศ์ถูเจี๋ย มารดามันเถอะ"

ตามสถานที่ที่ชาวต้าโจวรวมตัวกันในเมืองฉางอัน ล้วนเต็มไปด้วยเสียงบ่นระงมด้วยความไม่พอใจ

ชาวต้าโจวต่างก็รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม

ราชวงศ์ถูเจี๋ยและราชวงศ์เป่ยหมั่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของราชวงศ์ต้าโจว

ในวันนี้ที่ราชวงศ์ถูเจี๋ยและราชวงศ์เป่ยหมั่งได้หน้าเพราะเยียนชีและซีเหมินชุยเซียว ชาวต้าโจวย่อมต้องไม่พอใจเป็นธรรมดา

บางคนถึงกับสบถด่าทอออกมา

เมืองฉางอันกำลังเดือดพล่าน

ณ พระราชวัง

ตำหนักหยางซิน

ชายชราในชุดซับในสีเหลืองทองยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองไปบนท้องฟ้าอันไกลโพ้น เขายืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เนิ่นนานโดยไม่พูดจาใดๆ

ชายผู้นี้มีรูปร่างผอมบาง หน้าตาธรรมดา ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา ดูแก่ชรา แต่กลับมีแววน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ

ดวงตาอันลึกล้ำคู่นั้นสาดประกายคมกริบราวกับสามารถมองทะลุจิตใจคนได้ ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่น

แม้อยู่ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง แต่ทั่วทั้งร่างกลับแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเป็นจักรพรรดิที่ทำให้ผู้คนต้องยำเกรง ทรงอำนาจและบารมี ราวกับเทพยดาบนชั้นฟ้าที่เก้า

เขาผู้นี้ก็คือโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันแห่งราชวงศ์ต้าโจว หลี่เสวียนจีนั่นเอง

เบื้องหลังของหลี่เสวียนจี ยังมีขันทีเฒ่าวัยเกินครึ่งร้อยยืนค่อมตัว ประสานมือไว้ด้านหน้า ก้มหน้าลงไม่กล้าส่งเสียง

เมื่อโอรสสวรรค์กำลังจมอยู่ในความคิด ใครกล้ารบกวนก็มีแต่ตายสถานเดียว

รับใช้หลี่เสวียนจีมาหลายสิบปี ขันทีเฒ่าผู้นี้ย่อมรู้มารยาทข้อนี้ดี

"เฮ้อ"

เนิ่นนานผ่านไป หลี่เสวียนจี โอรสสวรรค์แห่งต้าโจวก็ดึงสติกลับมา ถอนหายใจยาวออกมา

ในเสียงถอนหายใจนั้นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกจนใจอย่างลึกซึ้ง

ราชวงศ์ต้าโจว เหตุใดจึงไม่มีเทพกระบี่ได้ขึ้นทำเนียบเลย

หรือว่าราชวงศ์ต้าโจวจะไม่มีเทพกระบี่ถือกำเนิดขึ้นมาจริงๆ

เทพกระบี่แห่งต้าโจวในความคิดของหลี่เสวียนจีนั้น ไม่ใช่เทพกระบี่ที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตของต้าโจว แต่หมายถึงเทพกระบี่ที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างราชวงศ์ต้าโจวต่างหาก

"ฝ่าบาท อากาศเย็นลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"ระวังจะประชวรเอาได้"

เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจของหลี่เสวียนจี ขันทีเฒ่าก็รีบหยิบเสื้อคลุมตัวยาวเดินเข้าไปคลุมไหล่ให้เขาทันที

"แค่ก แค่ก"

ทันทีที่คลุมเสื้อ หลี่เสวียนจีก็ไอกระแอมออกมาสองครั้ง

"ฝ่าบาท ทรงไออีกแล้ว ข้าน้อยจะรีบไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อได้ยินเสียงไอ ขันทีเฒ่าก็หน้าถอดสี รีบเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

"ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องตามหมอหลวงหรอก"

"อาการไอนี้ก็ไม่ได้เพิ่งจะเป็นแค่วันสองวันเสียหน่อย"

เสียงของหลี่เสวียนจีดังขึ้น เขาส่ายหน้าปฏิเสธ

หลี่เสวียนจีประชวรมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และเพราะอาการประชวรนี้ เขาจึงไม่ได้ว่าราชการมาเกือบสองเดือนแล้ว

สองเดือนผ่านไป อาการประชวรก็ยังไม่หายขาด เห็นได้ชัดว่าพระโรคของโอรสสวรรค์แห่งต้าโจวนั้นรักษายากยิ่งนัก

"แต่ว่าฝ่าบาท..."

ขันทีเฒ่าขมวดคิ้ว แววตาเต็มไปด้วยความกังวล

"ร่างกายของข้า ข้าย่อมรู้ดี ก็แค่อาการไอ ไม่เป็นอะไรหรอก"

หลี่เสวียนจีเอ่ยอย่างช้าๆ

สิ้นเสียง หลี่เสวียนจีก็เอ่ยขึ้นอีกว่า "หลี่จิ้นจง เจ้าคิดว่าราชวงศ์ต้าโจวจะมีเทพกระบี่ได้ขึ้นทำเนียบหรือไม่"

ขันทีเฒ่าก็คือหลี่จิ้นจง

เพียงแต่ว่า หลี่จิ้นจงไม่ใช่ชื่อและแซ่เดิมของเขา แต่เป็นชื่อที่หลี่เสวียนจีพระราชทานให้เพื่อรำลึกถึงความเหนื่อยยากในการรับใช้

หลี่จิ้นจงกลอกตาไปมา แล้วตอบว่า

"ทูลฝ่าบาท ราชวงศ์ต้าโจวอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรและบุคคลากรชั้นเลิศ ย่อมไม่ขาดแคลนผู้บรรลุวิถีกระบี่ขั้นสูงสุด ทำเนียบวิถีกระบี่แห่งจิ่วโจวจะต้องมีเทพกระบี่แห่งต้าโจวขึ้นทำเนียบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"

"ราชวงศ์ต้าโจวของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าถูเจี๋ยและเป่ยหมั่งเลย"

"ในสามอันดับแรกของทำเนียบวิถีกระบี่ จะต้องมีเทพกระบี่แห่งราชวงศ์ต้าโจวอย่างแน่นอน"

หลี่จิ้นจงตอบด้วยสีหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยม

หลี่เสวียนจีเพียงแค่พยักหน้า ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

คำพูดบางอย่างก็แค่ฟังผ่านๆ ไปก็พอ ไม่ต้องใส่ใจอะไรมาก

"หลี่จิ้นจง ในบรรดาองค์ชายของข้า มีใครที่มีความสามารถพอจะขึ้นทำเนียบและสร้างชื่อเสียงไปทั่วจิ่วโจวได้บ้างหรือไม่"

เสียงของหลี่เสวียนจีดังขึ้นอีกครั้ง

เมื่อได้ยินคำถาม ขันทีเฒ่าหลี่จิ้นจงก็ขมวดคิ้ว รู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันที

องค์ชายของฝ่าบาทล้วนเป็นยอดคน แต่หากจะให้ขึ้นทำเนียบวิถีกระบี่แห่งจิ่วโจว คงยังห่างไกลอีกมาก

บรรดาผู้บรรลุวิถีกระบี่ขั้นสูงสุดที่ได้ขึ้นทำเนียบเหล่านั้น มีใครบ้างที่ไม่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาหลายสิบปีหรือหลายร้อยปีกว่าจะมีวันนี้ได้

แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่เสวียนจี เขาจะพูดตรงๆ ว่าองค์ชายไร้ความสามารถก็ไม่ได้

"ทูลฝ่าบาท องค์ชายทุกพระองค์ล้วนเป็นยอดคน มีพรสวรรค์เหนือธรรมดา หากให้เวลาสักหน่อย ย่อมต้องได้ขึ้นทำเนียบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"

ขันทีเฒ่าหลี่จิ้นจงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบ

คำตอบของเขานั้นช่างลื่นไหลและมีชั้นเชิง

หากให้เวลาสักหน่อย ก็จะได้ขึ้นทำเนียบ

คำว่า เวลาสักหน่อย นี้ จะสั้นจะยาวก็สุดแล้วแต่จะตีความ

"แล้วเจ้าคิดว่าใครมีโอกาสได้ขึ้นทำเนียบมากที่สุดล่ะ"

หลี่เสวียนจีถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"องค์ชายสามมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เหนือธรรมดา เพลงกระบี่ก็ลึกล้ำสุดหยั่งคาด เป็นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ของเมืองฉางอัน"

"ในสายตาของข้าน้อย องค์ชายสามมีโอกาสได้ขึ้นทำเนียบมากพ่ะย่ะค่ะ"

หลี่จิ้นจงกล่าว

หลี่เสวียนจีส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า "ลูกสามมีพรสวรรค์ดีก็จริง แต่หากจะให้ขึ้นทำเนียบวิถีกระบี่แห่งจิ่วโจว คงยังห่างไกลอีกมาก"

"เขาทำไม่ได้หรอก"

หลี่เสวียนจีปฏิเสธโอรสองค์ที่สามของตนเอง

หลี่จิ้นจงขมวดคิ้ว สมองแล่นฉิว เพียงไม่นานก็นึกถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมาได้

"ฝ่าบาท ยังมีองค์ชายอีกพระองค์หนึ่งที่สามารถขึ้นทำเนียบได้พ่ะย่ะค่ะ"

หลี่จิ้นจงกล่าว

"ใครกัน"

หลี่เสวียนจีถาม

"องค์ชายใหญ่ที่ประจำการอยู่ชายแดนทางเหนือพ่ะย่ะค่ะ"

"ตอนที่องค์ชายใหญ่ประสูติก็เกิดนิมิตประหลาดลงมาจากฟ้า บัดนี้ประจำการอยู่ที่ชายแดนสามมณฑลแห่งเป่ยเหลียง ทำให้ชายแดนตอนเหนือของราชวงศ์ต้าโจวแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็ก"

"องค์ชายใหญ่มีสติปัญญาเป็นเลิศไร้คู่เปรียบ ย่อมต้องได้ขึ้นทำเนียบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"

หลี่จิ้นจงกล่าวอย่างจริงจัง

เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของหลี่เสวียนจีก็ฉายแววเสียดายและสำนึกผิดออกมาทันที

เฮ้อ

หลี่เสวียนจีถอนหายใจยาว แล้วส่ายหน้ากล่าวว่า "หากมู่เอ๋อร์ไม่ล้มป่วยหนักตอนเด็ก ผู้ที่ได้ขึ้นทำเนียบย่อมต้องมีเขาอยู่ด้วยแน่"

"แต่ในเวลานี้ การจะให้เขาขึ้นทำเนียบนั้น ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก"

"เฮ้อ หากมีองค์ชายสักคนได้ขึ้นทำเนียบก็คงดี"

ประโยคสุดท้าย หลี่เสวียนจีเพียงแค่ขยับริมฝีปาก ไม่ได้เปล่งเสียงออกมา

นี่คือความหวังในใจของเขาที่ไม่มีวันเป็นจริงได้

องค์ชายขึ้นทำเนียบงั้นหรือ เรื่องเพ้อฝันทั้งนั้น

เขารู้ดีว่าลูกๆ ของเขามีความสามารถแค่ไหน

ในบรรดาองค์ชายทั้งหมด โอรสองค์โตหลี่มู่มีแววจะได้ขึ้นทำเนียบมากที่สุด แต่อาการป่วยหนักในวัยเด็กนั้นได้ทำลายรากฐานของหลี่มู่ไปจนหมดสิ้น

หลี่มู่ยังขึ้นทำเนียบไม่ได้ คนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่มีหวัง

ในเวลานี้ สายตาของหลี่เสวียนจีทอดมองไปยังทิศเหนือ

ทันใดนั้น ดวงตาของหลี่เสวียนจีก็เบิกกว้างขึ้น เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก

"หลี่จิ้นจง มู่เอ๋อร์ไปอยู่เหลียงโจวมาสิบสามปีแล้วใช่หรือไม่"

หลี่เสวียนจีถาม

"ทูลฝ่าบาท สิบสามปีก่อนองค์ชายใหญ่ออกจากเมืองฉางอันในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง บัดนี้ก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว พอดีสิบสามปีพ่ะย่ะค่ะ"

หลี่จิ้นจงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ

"สิบสามปีแล้ว"

"เผลอแป๊บเดียว มู่เอ๋อร์ก็ไปอยู่ที่เหลียงโจวถึงสิบสามปีแล้ว"

"เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ"

หลี่เสวียนจีมองไปทางทิศเหนือ รำพึงในใจ

ในดวงตาของเขาเผยให้เห็นถึงความคิดถึง

ความทรงจำเกี่ยวกับหลี่มู่ในหัวของเขาเริ่มเลือนลางลงทุกที

ส่วนหลี่จิ้นจงก็ยืนนิ่งเงียบไม่พูดจาใดๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของหลี่เสวียนจีก็ดังขึ้นอีกครั้ง "หลี่จิ้นจง ตอนนั้นข้าออกราชโองการให้ส่งตัวมู่เอ๋อร์ไปอยู่ดินแดนอันหนาวเหน็บอย่างเหลียงโจว นับจนถึงตอนนี้ก็สิบสามปีแล้ว"

"เจ้าคิดว่ามู่เอ๋อร์จะโกรธเกลียดข้าหรือไม่"

เมื่อคำถามนี้ดังเข้าหู ขนทั่วร่างของหลี่จิ้นจงก็ลุกซู่ขึ้นมาทันที

ความเย็นเยือกสายหนึ่งแล่นพล่านจากฝ่าเท้าพุ่งตรงขึ้นสู่สมอง ทำเอาหนังศีรษะชาหนึบ

ความรู้สึกในใจนั้นซับซ้อนยิ่งนัก

คำถามนี้ตอบยากเหลือเกิน

หากตอบผิด ทำให้ฝ่าบาทกริ้ว หัวหลุดจากบ่าได้เลย

หากตอบว่าโกรธ นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่าบาทอยากฟัง ฝ่าบาทย่อมต้องกริ้ว และเมื่อโอรสสวรรค์กริ้วก็อาจจะสั่งตัดหัวเขาได้

หากตอบว่าไม่โกรธ นั่นก็ถือเป็นความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง โทษถึงประหารเช่นกัน

สิบสามปีที่ไม่เคยเหลียวแล ต้องจากเมืองฉางอันไปตั้งแต่ยังเด็ก เปลี่ยนเป็นใครก็ย่อมต้องมีความโกรธแค้นอยู่ในใจทั้งนั้น

ดังนั้น หลี่จิ้นจงจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบ

ไม่พูดอะไรยังแค่โดนด่า แต่ถ้าพูดอะไรผิดไปอาจถึงตายได้

เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากเบื้องหลัง หลี่เสวียนจีก็ส่ายหน้าถอนหายใจ ไม่ได้ตำหนิหลี่จิ้นจงแต่อย่างใด

"ช่างเถอะ ช่างเถอะ"

"ข้าก็ไม่อยากทำให้เจ้าลำบากใจ"

"อายุแค่แปดขวบต้องเดินทางไกลไปอยู่ดินแดนอันหนาวเหน็บอย่างเหลียงโจว และอยู่ที่นั่นยาวนานถึงสิบสามปี เปลี่ยนเป็นข้า ข้าก็ย่อมต้องมีความโกรธแค้นอยู่ในใจเช่นกัน"

"เพียงแต่ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มู่เอ๋อร์ต้องลำบากมากแล้ว"

หลี่เสวียนจีมองไปทางทิศเหนือ อารมณ์ในใจปั่นป่วนยากจะสงบลงได้ น้ำตาเอ่อคลอเบ้า

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 34 - จักรพรรดิโจว: หากมีองค์ชายสักคนได้ขึ้นทำเนียบก็คงดี

คัดลอกลิงก์แล้ว