- หน้าแรก
- ปาฏิหาริย์ลูกขนไก่ เกิดใหม่ฝันไกลระดับโลก
- บทที่ 19 - เพื่อนใจถึง
บทที่ 19 - เพื่อนใจถึง
บทที่ 19 - เพื่อนใจถึง
บทที่ 19 - เพื่อนใจถึง
เมื่อเดินออกมาจากโรงน้ำชา วังอวี่ก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ความผิดหวังย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และผลลัพธ์เช่นนี้ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตที่เขาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า วังอวี่จึงไม่ได้นึกขุ่นเคืองอะไร
จู่ๆ สายตาของวังอวี่ก็พลันชะงักลง เมื่อเห็นชายคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ Jetta สีดำ ชายคนนี้ผิวคล้ำร่างผอม หน้าตาดูใจดี ซึ่งเขาก็คือเหอเสี่ยวลั่วนั่นเอง
"พี่อวี่ พี่ก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ!" เมื่อเห็นวังอวี่ เหอเสี่ยวลั่วก็รีบเดินเข้ามาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและกระตือรือร้นทันที
วังอวี่พยักหน้าพลางถามว่า "อืม นายมาหาพี่จวิ้นงั้นเหรอ?"
"ผมฝากพี่จวิ้นสั่งซื้อไม้แบดมาจากญี่ปุ่นน่ะครับ อดใจรอไม่ไหวเลยแวะมารับเอง ฮ่าๆ!" เหอเสี่ยวลั่วหัวเราะอย่างใสซื่อ
เหอเสี่ยวลั่วเอ่ยถามต่อ "จริงด้วยพี่อวี่ เรื่องที่พี่คุยกับพ่อพี่จวิ้นเป็นยังไงบ้างครับ?"
วังอวี่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วตอบว่า "คำพูดของเด็กอย่างผมมันไม่มีน้ำหนักหรอกครับ ผมคงจะเพ้อเจ้อและหาเรื่องลำบากใจให้คนอื่นมากเกินไปเอง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหอเสี่ยวลั่วก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "หึ ก็แค่เงินแสนเดียวเองไม่ใช่เหรอ พี่อวี่ไม่ต้องกังวลไปครับ เงินก้อนนี้ผมจัดการให้เอง!"
วังอวี่สะดุ้งโหยง จ้องมองเหอเสี่ยวลั่วด้วยความไม่อยากจะเชื่อพลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า "นายจะจัดการให้งั้นเหรอ?"
วังอวี่ไม่ได้รู้จักภูมิหลังของเหอเสี่ยวลั่วมากนัก และไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงเรื่องครอบครัวเลยสักครั้ง อีกอย่างเหอเสี่ยวลั่วก็อายุแค่ 19 ปี ขับรถ Jetta คันเก่าๆ วังอวี่จึงยังแอบไม่ค่อยเชื่อว่าเขาจะมีเงินถึงแสนหยวนมาให้ยืมจริงๆ
เพราะเงินแสนหยวนในยุคสมัยนี้ สามารถซื้อคอนโดห้องชุดแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ขนาดเจ็ดสิบถึงแปดสิบตารางเมตรในอำเภอแห่งนี้ได้สบายๆ เลยทีเดียว
"แหะๆ แต่ผมมีข้อเสนอเล็กๆ น้อยๆ ข้อนึงนะ" เหอเสี่ยวลั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "หลังจากนี้เวลาพี่อวี่จะไปฝึกซ้อมที่ไหน อย่าลืมเรียกผมไปด้วยก็พอครับ"
"เรื่องนั้นมันเรื่องขี้ผงอยู่แล้ว" วังอวี่กล่าว "ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะกลับไปเอาแผนงานมาให้ดูนะ"
"ไม่ต้องหรอกพี่ แผนงานอะไรนั่นผมไม่ดูหรอก พี่จัดการไปตามที่พี่เห็นสมควรได้เลย" เหอเสี่ยวลั่วบอก "ส่วนเรื่องโอนที่ดิน พี่ไปคุยให้เรียบร้อยแล้วมาบอกผมนะ พอดีคุณป้าของผมทำงานอยู่ที่กรมที่ดิน รับรองว่าช่วยจัดการให้เรียบร้อยแน่นอนครับ"
"พี่อวี่ส่งเลขบัญชีธนาคารมาให้ผมทีนะ ถ้าผมว่างเดี๋ยวจะโอนเงินไปให้ พี่ไปธุระของพี่ต่อเถอะ ผมขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อนนะครับ" พูดจบเหอเสี่ยวลั่วก็รีบวิ่งขึ้นไปยังชั้นสองของโรงน้ำชาจวี้เสียง ทิ้งให้วังอวี่ยืนอึ้งอยู่ท่ามกลางลมหนาวด้วยความรู้สึกราวกับฝันไป
"ใจถึงขนาดนี้เลยเหรอ?" ในหัวของวังอวี่ค่อนข้างวุ่นวายสับสน เขาใช้ชีวิตมาจนถึงป่านนี้ก็ยังไม่เคยเจอคนประเภทนี้มาก่อนเลยจริงๆ
หลังจากกลับมาถึงบ้าน วังอวี่ก็ไม่ได้ไปออกกำลังกายต่อ หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ เขาก็หยิบสมุดบัญชีและโทรศัพท์ขึ้นมา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจส่งเลขบัญชีไปให้เหอเสี่ยวลั่ว
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย วังอวี่ก็ตั้งนาฬิกาปลุกวางไว้ข้างหมอน แล้วมานั่งเปิดโทรทัศน์ที่ห้องนั่งเล่น พอดิบพอดีกับที่ช่อง CCTV5 กำลังถ่ายทอดสดรายการแข่งขันแบดมินตันอยู่
เนื้อหาที่กำลังฉายคือการรีรันนัดชิงชนะเลิศประเภทชายเดี่ยวรายการชิงแชมป์โลก เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง เฉินจิน จากจีน และ เทาฟิค ฮิดายัต จากอินโดนีเซีย
วังอวี่หรี่เสียงโทรทัศน์ให้เบาลงเพราะกลัวจะไปรบกวนการอ่านหนังสือของซ่งเทา
ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกปี 2010 หลินตันน่าเสียดายมากที่ตกรอบสี่ทีมสุดท้ายไปเพราะถูกพัคซองฮวานจากเกาหลีใต้ไล่ต้อนจนมุม
ยังดีที่เฉินจินสามารถแบกรับความกดดันเอาไว้ได้ เขาเล่นได้อย่างสุขุมและเยือกเย็น จนสุดท้ายก็ก้าวเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
การแข่งขันนัดนี้วังอวี่เคยดูมาแล้ว หากพูดถึงเรื่องเทคนิค เฉินจินยังห่างไกลจากเทาฟิคมาก ทว่าในตอนนั้นเฉินจินมีอายุเพียง 24 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มที่สุด พละกำลังในการบุกโจมตีรุนแรงมหาศาล จนสุดท้ายเขาก็สามารถเอาชนะเทาฟิคไปได้ด้วยคะแนน 21:13 และ 21:15 คว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ
ทว่าหลังจากนั้นอีกสามปี ทั้งคู่ก็จำต้องแขวนไม้ไปพร้อมๆ กัน เฉินจินต้องเลิกเล่นเพราะอาการบาดเจ็บรุมเร้า ส่วนเทาฟิคในวัย 32 ปีนั้น สภาพร่างกายเริ่มทนรับภาระหนักไม่ไหวอีกต่อไป
หลังจากดูการแข่งขันจบ วังอวี่ก็เริ่มรู้สึกง่วงนอน เขาจึงปิดโทรทัศน์แล้วเข้าไปนอน
เวลาฝึกซ้อมช่วงเช้าของทีมกีฬาคือหกโมงครึ่งถึงแปดโมงเช้า หากมาสายหนึ่งครั้งจะถูกปรับ 5 หยวน หากขาดซ้อมหนึ่งครั้งจะถูกปรับ 20 หยวน ในอดีตวังอวี่เคยเสียเงินค่าปรับไปไม่น้อยเลย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
"ยอมเสียยี่สิบหยวนก็ได้วะ!" นั่นคือประโยคที่เขาเคยพูดกับตัวเองบ่อยที่สุด
ทว่าสำหรับวังอวี่ในตอนนี้ เขามีแต่จะมาถึงก่อนเวลา ไม่มีทางมาสาย และไม่มีทางขาดซ้อมอย่างแน่นอน
เมื่อมาถึงโรงเรียน วังอวี่ก็บังเอิญไปเจอโค้ชวังเหมิ่งที่หน้าประตูพอดี
โค้ชวังเหมิ่งสวมเสื้อขนเป็ดสีดำตัวยาวเดินออกมาจากลานจอดรถ ส่วนวังอวี่สวมเพียงเสื้อบุสำลีสีเทาเท่านั้น
ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย วังอวี่ไม่เคยได้ใส่เสื้อขนเป็ดเลยสักครั้ง เพราะฐานะที่บ้านยากจนเกินกว่าจะซื้อได้
"ครูวังครับ" วังอวี่เอ่ยทักทายวังเหมิ่ง
"บ่ายนี้จะมีการทดสอบนะ" ในแววตาของวังเหมิ่งฉายแววชื่นชมพลางยิ้มบอกว่า "จะได้รู้กันสักทีว่าเดือนหนึ่งที่ผ่านมาเธอฝึกซ้อมไปถึงไหนแล้ว"
"ครับ" วังอวี่พยักหน้า เขามีเรื่องอยากจะคุยกับวังเหมิ่งต่อ แต่พอเห็นใบหน้าเคร่งขรึมดูเข้าถึงยากของอีกฝ่าย วังอวี่ก็นึกเปลี่ยนใจขึ้นมา
การฝึกซ้อมในช่วงเช้าเน้นไปที่สมรรถภาพร่างกายเป็นหลัก หลังจากจบการวอร์มอัพ วังเหมิ่งก็มองไปที่ทุกคนแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "วันนี้ไปวิ่งบนถนนกัน"
"เชี่ยแล้วไง ผมกะไว้แล้วเชียวว่าไม่ได้วิ่งบนถนนมานาน หลายวันนี้ครูต้องจัดหนักแน่ๆ"
"โธ่เอ๊ย พลาดแล้ว วันนี้ผมน่าจะยอมเสียยี่สิบหยวนนอนต่อจริงๆ"
"วันนี้ผมมีลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่แล้วเชียว แล้วมันก็จริงด้วย"
การวิ่งบนถนนนั้นสร้างความขยาดได้พอๆ กับการปืนเขา และถือเป็นหนึ่งในฝันร้ายของสมาชิกทีมกีฬาเลยทีเดียว เพราะทุกครั้งที่ไปวิ่ง มักจะมีคนวิ่งจนอาเจียนออกมาเป็นกลุ่มๆ
เส้นทางที่พวกวังอวี่ต้องไปวิ่งคือทางที่จะไปภูเขากวงหมิงซาน ตรงนั้นจะมีช่วงที่เป็นเนินลาดชัน และในช่วงเช้าจะไม่ค่อยมีรถราวิ่งผ่าน จึงเหมาะแก่การฝึกซ้อมเป็นอย่างยิ่ง
ทว่า ระยะทางจากโรงเรียนไปถึงจุดนั้นก็ปาเข้าไปเกือบห้ากิโลเมตรแล้ว
วังเหมิ่งสั่งให้เจิงหัวเยี่ยวิ่งนำหน้า ส่วนเขาก็ขับรถตามบี้อยู่ข้างหลัง
ทุกคนต่างก็วิ่งไปด้วยใบหน้าอมทุกข์ ทนแบกสังขารวิ่งฝ่าลมหนาวไปอย่างไม่เต็มใจนัก
วังอวี่และเจิงหัวเยี่ยวิ่งนำหน้าอยู่กลุ่มแรก การวิ่งบนถนนสำหรับวังอวี่ในอดีตก็ถือเป็นฝันร้ายเช่นกัน แต่ในตอนนี้เขากลับตั้งใจฝึกซ้อมมากกว่าที่เคย
การวิ่งบนเนินลาดชัน ช่วงขาลงจะช่วยฝึกการวิ่งสปรินต์ ส่วนช่วงขาขึ้นจะช่วยฝึกแรงระเบิดของกล้ามเนื้อขา ซึ่งถือเป็นวิธีการฝึกซ้อมที่มีประสิทธิภาพมาก
วันนี้มีคนวิ่งจนอาเจียนออกมาอีกยี่สิบกว่าคน ทว่าวังอวี่กลับยังดูเหมือนมีพละกำลังหลงเหลืออยู่ หลังจากจบการฝึกซ้อม วังอวี่ก็วิ่งนำหน้ากลับมาคนเดียวจนทิ้งห่างคนอื่นหายลับไปจากสายตา
"ไอ้วังอวี่มันแอบอู้วิ่งทางลัดหรือเปล่าวะเนี่ย ฝึกโหดขนาดนี้ทำไมยังมีแรงวิ่งปร๋อขนาดนั้นได้อีกล่ะ?"
"เป็นไปไม่ได้หรอก วังอวี่ตั้งใจฝึกซ้อมทุกครั้งแบบถวายหัว ทุ่มเทสุดๆ ฉันสังเกตเขามานานแล้ว เขาแค่แข็งแกร่งเกินไปต่างหาก"
"ฉันขอนั่งรถกลับดีกว่า ไม่ไหวแล้ว ยังไงครูวังเขาก็เน้นจ้องแค่พวกวิ่ง 400 กับ 800 เมตรอยู่แล้วนี่นา"
คาบเรียนวิชาการอันน่าเบื่อหน่าย แต่วังอวี่กลับนั่งฟังอย่างตั้งใจ ในขณะที่โจวเผิงเอาแต่ฟุบหลับ วังอวี่กลับตั้งใจฟังครูสอนอย่างเงียบๆ เขาในตอนนี้เริ่มหวงแหนและเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแบบนี้มาก
ในอดีตเขาเคยเอาแต่เฝ้าฝันอยากจะเรียนจบเร็วๆ ทว่าเมื่อเรียนจบจริงๆ ถึงได้รู้ว่าช่วงเวลาเรียนที่ดูน่าเบื่อหน่ายนั่นแหละ คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตแล้ว
เมื่อก้าวเข้าสู่สังคม ประโยคที่มักจะพูดออกมาบ่อยที่สุดก็คือ: ตอนเรียนหนังสือช่างไร้กังวลดีจริงๆ เลยนะ!
การฝึกซ้อมกีฬาในช่วงบ่าย หลังจากจบการวอร์มอัพ วังเหมิ่งก็มายืนอยู่หน้าแถวแล้วบอกว่า "บ่ายนี้เราจะทำการทดสอบสมรรถภาพและวิชาเอกกัน อีกครึ่งชั่วโมงเริ่ม แยกย้าย!"
วังอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาไม่ได้ไปซ้อมวิชาเอกหรือพื้นฐานเหมือนคนอื่น แต่กลับไปวิ่งเหยาะๆ บนลู่วิ่งเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ
นี่คือการทดสอบพละศึกษาครั้งแรกหลังจากที่เขาเกิดใหม่ ความรู้สึกคาดหวังในใจจึงรุนแรงมากเป็นพิเศษ
"อยากรู้จริงๆ ว่าในตอนนี้ ผมจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหนกันนะ?"
(จบแล้ว)