- หน้าแรก
- หลังจากบรรลุกายศักดิ์สิทธิ์ จักรพรรดินีผู้นั้นกลับไล่ตามง้อข้าแทบเป็นแทบตาย
- บทที่ 11 สตรีศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง
บทที่ 11 สตรีศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง
บทที่ 11 สตรีศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง
ใครกัน?
ทุกคนต่างตกใจและรีบหันไปมองตามเสียงนั้นทันที
เห็นเพียงเงาร่างในชุดสีขาวดุจหิมะอันงดงามล้ำเลิศก้าวเดินเข้ามา
เส้นผมดุจหมู่เมฆ ขาวสะอาดดั่งหิมะลอยล่องตามสายลม ดูงดงามราวกับภาพฝัน บางคราเส้นผมไม่กี่เส้นก็เคลียคลออยู่บนใบหน้าขาวผ่อง ยิ่งเพิ่มความเย้ายวนชวนมองขึ้นไปอีกสามส่วน
รูปโฉมของนางงดงามเหนือโลก บริสุทธิ์ไร้ราคี ร่างกายโปร่งระหง อรชรอ้อนแอ้นดุจเทพธิดา ราวกับดอกบัวหิมะที่ยืนหยัดอย่างทระนงบนยอดเขาเทียนซาน หรือดุจบุปผาสวรรค์ที่เบ่งบานในวิมานชั้นฟ้า
สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุด คือเรียวขาที่ยาวขาวเนียนละเอียดดุจไขมันแพะคู่หนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปได้เลย
นางก็คือ สตรีศักดิ์สิทธิ์ จี้ชิงเฉิน!
"สวรรค์! นั่นมันท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์นี่นา วันนี้ข้าโชคดีอะไรขนาดนี้ ถึงได้มาเจอนางที่นี่!"
"งดงามเหลือเกิน สมแล้วที่เป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปักเต้า ราวกับเทพธิดาจุติลงมาจริงๆ!"
"นึกไม่ถึงว่าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะทำให้ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัว ดูท่าวันนี้คงมีคนซวยแล้วล่ะ!"
จี้ชิงเฉินในฐานะสตรีศักดิ์สิทธิ์มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เพียงแค่นางปรากฏกายก็ดึงดูดสายตาทุกคู่ได้ทันที
ในขณะที่ผู้ดูแลจู ยามนี้ทั่วทั้งร่างแข็งค้างไปหมดแล้ว
เขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเรื่องนี้จะลามไปถึงหูของท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อพิจารณาจากคำพูดของนางเมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่านางกำลังออกหน้าแทนเย่ว์ฟานและหลี่ชิงซาน
นั่นทำให้สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไป ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีผุดขึ้นมาในอก
"ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดท่านถึงมาที่นี่ได้ขอรับ!"
ผู้ดูแลจูเปลี่ยนท่าทีจากความโอหังเมื่อครู่ มานอบน้อมถ่อมตนประหนึ่งสุนัขรับใช้
"เหอะ! เจ้านี่ช่างวางอำนาจใหญ่โตเสียจริงนะ!"
จี้ชิงเฉินแค่นเสียงเย็นชา
โดยปกติพื้นเพนิสัยของนางก็เฉยเมยอยู่แล้ว น้อยครั้งที่จะเผยรอยยิ้ม ยามนี้ดวงตางามฉายแววพิโรธ ใบหน้าสวยนั้นดูเย็นเยียบจนราวกับจะมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ
"เย่ว์ฟานเป็นสหายของข้า เจ้าบังอาจขับไล่เขา ทั้งยังบอกให้เขาไสหัวออกไปรึ?"
"ใครให้ความกล้าแก่เจ้ากัน!"
คำพูดของจี้ชิงเฉินเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดที่ระเบิดบึ้มลงในหัวของผู้ดูแลจู ทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันควันและสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เจ้าเด็กนี่เป็นสหายของท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นรึ? เป็นไปได้อย่างไร!
ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์อยู่สูงส่งเทียมฟ้า อย่าว่าแต่ศิษย์เลย แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสเมื่อเจอนางยังต้องให้เกียรติ ด้วยฐานะที่สูงส่งถึงเพียงนั้น เหตุใดถึงมารู้จักกับขยะอย่างเย่ว์ฟานได้?
ยามนี้ไม่ใช่เพียงผู้ดูแลจูเท่านั้น แม้แต่คนอื่นๆ ก็ต่างตกตะลึงอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตา
โดยเฉพาะฉินฉางชิง เขารู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเย่ว์ฟานดีกว่าใครเพื่อน
ก็แค่ขยะไร้พ่อขาดแม่ที่ฝึกฝนไม่ได้คนหนึ่งเท่านั้น เย่ว์ฟานในสายตาของเขาเป็นเพียงแมลงเหม็นตัวจ้อย
จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมารู้จักกับผู้ยิ่งใหญ่อย่างจี้ชิงเฉิน? และที่สำคัญ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ น้องหญิงไม่มีทางที่จะไม่บอกเขาแน่นอน
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
"อึก!"
หลี่ชิงซานที่อยู่ข้างกายเย่ว์ฟาน ยามนี้พยายามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขายืนบื้ออยู่กับที่อย่างงุนงงไม่ต่างกัน
เขาและเย่ว์ฟานเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แต่เขากลับไม่เคยรู้เลยว่าเย่ว์ฟานรู้จักจี้ชิงเฉินด้วย และเรื่องนี้เย่ว์ฟานก็ไม่เคยบอกเขาเลยสักคำ
ในวินาทีนี้ หลี่ชิงซานพลันรู้สึกว่าเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้เสียแล้ว
"ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์... ข้า... ข้าไม่ทราบจริงๆ ว่าเขาเป็นสหายของท่านขอรับ!"
ผู้ดูแลจูเค้นรอยยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าการร้องไห้ออกมา พร้อมกับเอธิบายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
"ไม่ต้องอธิบายแล้ว เรื่องของเจ้า ข้าจะแจ้งให้ผู้อาวุโสทราบเอง ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ใช่ผู้ดูแลของหอหมื่นสมบัติอีกต่อไป"
จี้ชิงเฉินเอ่ยอย่างเรียบเฉย แต่มันกลับทำให้หัวใจของผู้ดูแลจูดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้ง
เขาต้องใช้ความพยายามอย่างยากลำบากกว่าจะได้ตำแหน่งผู้ดูแลนี้มา เดิมทีนึกว่าจะได้รุ่งโรจน์โชติช่วง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าวันนี้จะมาชนเข้ากับตอเหล็กเข้าให้
"ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ ข้าขออภัย ข้ารู้ซึ้งถึงความผิดแล้วขอรับ!"
"ได้โปรดเมตตาละเว้นข้าด้วยเถิด ต่อไปข้าไม่กล้าทำอีกแล้วขอรับ!"
ผู้ดูแลจูทรุดเข่าลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นพร่ำอ้อนวอนไม่หยุด
"ขอโทษข้ารึ?"
"ดูท่าเจ้าจะยังไม่สำนึกว่าตัวเองผิดที่ตรงไหน!"
จี้ชิงเฉินเอ่ยเสียงเย็น
ผู้ดูแลจูไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจความหมายในทันที
เขารีบคลานเข้าไปหาเย่ว์ฟานโดยไม่สนเกียรติศักดิ์ศรีใดๆ เริ่มโขกศีรษะขอขมาต่อหน้าผู้คนมากมาย
"เย่ว์ฟาน ข้าขอโทษ เป็นความผิดของข้าเอง ข้ามันตาหามีแววไม่ เป็นสุนัขที่มองคนเพียงเปลือกนอก"
"ได้โปรดท่านผู้เมตตา โปรดยกโทษให้ข้าสักครั้งเถิด!"
ผู้ดูแลจูเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขายังยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเลือดกบปากและจมูก
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาผู้มุงดูต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ใครจะไปคิดว่าผู้ดูแลจูที่เคยโอหังอวดดีเมื่อครู่ จะยอมลดตัวลงต่ำถึงเพียงนี้
เย่ว์ฟานยังมีสีหน้าเรียบเฉย เขามองผู้ดูแลจูด้วยสายตาเย็นชา
"เมื่อกี้เจ้าบอกว่า จะให้พวกข้าไสหัวออกไปรึ?"
ผู้ดูแลจูได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนขาแข้งอ่อนแรง แต่เขาฉลาดพอที่จะรีบขดตัวลงกับพื้น แล้วกลิ้งตัวออกไปข้างนอกอย่างไม่ลังเล
การทำเช่นนี้อาจทำให้เขาเสียหน้า แต่มันยังดีกว่าการต้องเสียตำแหน่งผู้ดูแลไป
ดังนั้น ทุกคนจึงได้เห็นภาพอันน่าขันของผู้ดูแลจูที่กลิ้งไปบนพื้นอย่างทุลักทุเล ราวกับสุนัขที่ไร้ทางสู้ตัวหนึ่ง
ฉินฉางชิงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใจเขาเตือนด้วยความตกใจอย่างยิ่ง เดิมทีเขานึกว่าครั้งนี้จะยืมมือผู้ดูแลจูมาสั่งสอนเย่ว์ฟานให้เข็ดหลาบ
แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะมีจี้ชิงเฉินโผล่มากลางคัน นางถึงขั้นออกหน้าหนุนหลังให้เย่ว์ฟานเชียวรึ? นี่มัน... เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ในวินาทีนั้นเอง สายตาของจี้ชิงเฉินก็เลื่อนมาหยุดอยู่ที่ตัวเขา ทำให้เขาทั้งร่างแข็งทื่อราวกับตกอยู่ในบ่อน้ำแข็ง
"ก่อเรื่องต่อหน้าสาธารณชน ใส่ความผู้อื่นอย่างจงใจ ทั้งยังเสี้ยมสอนผู้ดูแล"
"เจ้าสำนักฉินมีลูกชายเช่นเจ้าได้อย่างไร?"
คำพูดของจี้ชิงเฉินทำให้ฉินฉางชิงขวัญหนีดีฝ่อ ในสายตาของเขา เย่ว์ฟานคือขยะที่ไร้อำนาจวาสนา แต่ในสายตาของจี้ชิงเฉิน ตัวเขาเองก็เป็นเพียงมดปลวกที่ต่ำต้อยไม่ต่างกันไม่ใช่หรือ?
เมื่อเผชิญกับการคาดคั้นจากจี้ชิงเฉิน เขาไม่กล้าแม้แต่จะปริปากโต้ตอบ
"เรื่องในวันนี้ มีสาเหตุมาจากเจ้า"
"ข้าให้เจ้าเลือกสองทาง"
"ไม่ก้มหัวยอมรับผิด ก็จงกลิ้งออกไปเหมือนอย่างผู้ดูแลจู!"
ฉินฉางชิงร่างกายแข็งทื่อ เขาย่อมเข้าใจความหมายในคำพูดของจี้ชิงเฉินดี นี่คือการข่มขู่ และมันคือคำสั่ง
สีหน้าของเขาดูแย่ถึงขีดสุด หมัดทั้งสองข้างกำแน่น ในใจเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมและโกรธแค้น
เขาเกลียดเย่ว์ฟานเข้ากระดูกดำ ยามนี้กลับต้องให้เขาก้มหัวขอโทษเย่ว์ฟาน มันช่างน่าเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกฆ่าแกงเสียอีก
แต่เขาเห็นจุดจบอันน่าอนาถของผู้ดูแลจูแล้ว เขารู้ดีว่าหากไม่ยอมก้มหัวขอโทษ เขาคงต้องกลิ้งออกไปจริงๆ
ภายใต้แรงกดดันจากจี้ชิงเฉิน ฉินฉางชิงไม่มีทางเลือกอื่น เขาค่อยๆ บิดคอที่แข็งทื่อ ดวงตาเริ่มแดงก่ำด้วยเส้นเลือด จ้องมองเย่ว์ฟานเขม็ง
แต่เย่ว์ฟานกลับมีท่าทีสงบนิ่ง แม้แต่สายตาก็ยังไม่ได้เหลือบแลมาที่เขาเลยด้วยซ้ำ นั่นยิ่งทำให้ความแค้นในใจฉินฉางชิงกรีดร้องราวกับงูพิษ
"ขอ... โทษ!"
คำสองคำนี้ราวกับมีดสองเล่มที่กรีดลึกลงในใจของฉินฉางชิง ทำให้เลือดในกายเขาหลั่งไหลไม่หยุด และสร้างความเคียดแค้นอย่างมหาศาล
"ไสหัวไปซะ!"
จี้ชิงเฉินโบกมือไล่ หลังจากพูดจบนางก็ไม่ได้สนใจฉินฉางชิงที่ใบหน้าซีดเผือดอีกต่อไป แต่หันมามองเย่ว์ฟานแทน
"เจ้ามาซื้อของรึ?"
"ตามข้ามาเถอะ ข้าจะพาไปที่ห้องรับรองพิเศษ!"
เย่ว์ฟานและจี้ชิงเฉินไม่เพียงแต่เคยใกล้ชิดทางร่างกาย แต่ยังมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน ดังนั้นความสัมพันธ์จึงพิเศษกว่าผู้อื่น การที่จี้ชิงเฉินออกหน้าหนุนหลังให้แม้จะทำให้เย่ว์ฟานประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจนั้น เขาพยักหน้าและเตรียมจะเดินตามไป
"ท่านพี่ ท่านเป็นอะไรไปหรือ?"
ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น ทำให้ฝีเท้าของเย่ว์ฟานชะงักลง เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
เห็นเพียงซูชิงหว่านที่เร่งรีบเดินเข้ามา ในมือนางถือโอสถรักษาบาดแผลที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ดูเหมือนว่าจะเตรียมไว้ให้ฉินฉางชิง
ในตอนนั้นซูชิงหว่านสัมผัสได้ถึงสายตาของเย่ว์ฟาน นางจึงเงยหน้าขึ้นมอง และสบเข้ากับดวงตาของเย่ว์ฟานพอดี
เมื่อเห็นซูชิงหว่านประคองฉินฉางชิงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลและห่วงใย เย่ว์ฟานก็อดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มเยาะหยัน
"นี่น่ะหรือ ที่เจ้าบอกว่ามีธุระ?"