เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 371 รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง

บทที่ 371 รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง

บทที่ 371 รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง


รัฐตงชิน!

ซูเจี๋ยนั่งอยู่ในรถยนต์สีดำคันหนึ่ง พลางมุ่งหน้าไปยังอาคารสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ ที่นั่นกำลังจะมีการจัดงานแถลงข่าวตอบข้อซักถามขึ้น

“พื้นที่ชายแดนเหนือในตอนนี้ได้ถูกกวาดล้างจนสงบลงเกือบทั้งหมดแล้วครับ ทหารขุนศึกจำนวนมากได้พากันยอมจำนนแล้ว และชาวบ้านในท้องถิ่นก็ได้เข้าร่วมในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงแมลง ซึ่งนี่เป็นการบ่อนทำลายการผูกขาดทางเศรษฐกิจของพวกขุนศึกไปได้มากครับ เพียงแต่บรรดาระดับแกนนำของขุนศึกเหล่านั้นได้พากันหลบหนีออกไปล่วงหน้าแล้วครับ ตามรายงานแจ้งว่าพวกเขายกขบวนกันไปที่เมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศฉาน และได้รับการคุ้มครองจากซีไอเอครับ”

หลิวอิ่งอิ่งถือเอกสารชุดหนึ่ง พลางทำการรายงานสถานการณ์ล่าสุดของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอให้ซูเจี๋ยฟัง

“ไม่เป็นไรครับ อีกไม่นานพวกเขาก็ย่อมต้องถูกเช็คบิลแน่นอนครับ”

ซูเจี๋ยรู้ดีว่าคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน อย่าว่าแต่คนเหล่านั้นจะอยู่ในประเทศฉานเลย ต่อให้อพยพไปอยู่ในประเทศมหาอำนาจตะวันตก ซูเจี๋ยก็ย่อมจะส่งนักรบพันธุกรรมตามไปกำจัดทิ้งอยู่ดี

นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาริเริ่มทำสงครามกับกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ ผลลัพธ์สุดท้ายของพวกเขาก็ย่อมจะถูกกำหนดไว้ตั้งนานแล้ว

“การเตรียมความพร้อมในเทือกเขาอาระกันไปถึงขุมไหนแล้วครับ?”

“กองทัพได้ถูกจัดวางกำลังไว้อย่างสมบูรณ์แล้วค่ะ พร้อมที่จะมุ่งหน้าลงใต้เพื่อปลดปล่อยชาวบ้านในพื้นที่ได้ทุกเมื่อค่ะ”

หลิวอิ่งอิ่งเมื่ออยู่กับซูเจี๋ยมานาน ในตอนนี้คำพูคำจาของเธอจึงย่อมแฝงไว้ด้วยคำว่าปลดปล่อยอยู่เสมอ ซึ่งมันช่างดูเป็นฝ่ายธรรมะเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ซูเจี๋ยเป็นมารผู้บำเพ็ญเพียรแท้ๆ

ซูเจี๋ยบีบแก้มของหลิวอิ่งอิ่งเบาๆ พลางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ช่วงเวลานี้ลำบากเจ้าหน่อยนะครับ รอให้ศึกในครั้งนี้จบลงก่อน ข้าจะหาเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าให้เต็มที่เลยครับ”

“ข้ายังไงก็ได้ค่ะ เน้นเรื่องงานเป็นหลักดีกว่าค่ะ”

หลิวอิ่งอิ่งส่ายหัว พลางซบลงที่ไหล่ของซูเจี๋ยแล้วเอ่ยว่า “ข้าพอใจกับชีวิตในตอนนี้มากเลยค่ะ หากเป็นเมื่อก่อน ข้าย่อมไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการเลยว่า ตนเองจะได้รับประสบการณ์ที่แสนมหัศจรรย์แบบนี้ได้ค่ะ”

จากการเป็นเซลล์ขายอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ คนหนึ่ง พลิกผันกลายมาเป็นเบอร์สองของกองกำลังขุนศึกในพื้นที่ ในอดีตถึงจะฝันเธอก็ย่อมไม่กล้าฝันถึงเรื่องแบบนี้

“นี่น่ะหรือจะเรียกว่าอะไร ในอนาคตเจ้าจะได้พบเจอกับเรื่องที่มากกว่านี้อีกครับ”

ซูเจี๋ยลูบเส้นผมที่แสนนุ่มสลวยของหลิวอิ่งอิ่ง ทั้งสองคนพูดคุยสัพเพเหระกันจนมาถึงอาคารสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ

ที่แห่งนี้ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กลุ่มภาคีกองกำลังแปดชาติทำตัวไร้ซึ่งคุณธรรมด้วยการใช้มิสไซล์ถล่ม งานแถลงข่าวจึงไม่ได้ถูกจัดขึ้นบนดิน ทว่ากลับถูกจัดขึ้นที่ส่วนลึกของใต้ดิน ภายในห้องประชุมใต้ดินที่มีระดับการป้องกันนิวเคลียร์นั่นเอง

เหล่านักข่าวที่มาเข้าร่วมในงานแถลงข่าวตอบข้อซักถามต่างก็พากันแอบก่นด่าอยู่ในใจ ทว่าก็มีคนชื่นชมในความรอบคอบของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ เพราะประเทศอเมริกาก็ย่อมมีความสามารถที่จะทำเรื่องแบบนั้นออกมาได้จริงๆ

“ขอประทานโทษครับคุณซู คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับข้อมติล่าสุดของสหประชาชาติ ที่สั่งห้ามกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียีนชีวะเคมี รวมถึงการสั่งให้ปิดผนึกและส่งมอบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง คุณจะดำเนินการตามข้อเรียกร้องและความต้องการของมติสหประชาชาติหรือไม่ครับ?”

เมื่อการแถลงข่าวตอบข้อซักถามเริ่มขึ้น นักข่าวคนแรกที่ยืนขึ้นถามก็พูถึงเรื่องเนื้อหาของมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เพิ่งจบลงไปพอดิบพอดี

ซูเจี๋ยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเบาๆ พลางเอ่ยว่า “มติคณะมนตรีความมั่นคงอย่างนั้นหรือครับ? พวกเราย่อมไม่ได้เป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเสียหน่อย ข้อตกลงที่คนนอกมาเซ็นกันมันย่อมเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย ประเทศอเมริกาชอบทำเรื่องแบบนี้นัก ทำไมถึงย่อมไม่ลองเปิดเผยเทคโนโลยีเครื่องยนต์เครื่องบินรบ เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ หรือเทคโนโลยีชิปของประเทศตนเองออกมาก่อน เทคโนโลยีเหล่านั้นย่อมมีความเสี่ยงและความอันตรายไม่น้อยไปกว่ากันเลย พวกเราไม่ควรจะสั่งห้ามประเทศอเมริกาพัฒนาสิ่งเหล่านั้นด้วยอย่างนั้นหรือครับ?”

คำพูของซูเจี๋ยแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจนอย่างยิ่ง ว่าหากใครอยากจะมาขโมยเอาเทคโนโลยีของตนเองไปใช้ฟรีๆ ก็จงรีบไปนอนฝันหวานเอาจะยังดีกว่า

นักข่าวคนนี้ยังไม่ยอมแพ้ เขาเอ่ยถามต่อไปว่า “คุณซูครับ การที่คุณนำการทดลองยีนชีวะเคมีในร่างกายมนุษย์มาใช้งานในวงกว้างเช่นนี้ หากเกิดอุบัติเหตุที่แสนสยดยองขึ้นมาจะทำอย่างไรกันครับ?

บรรดาผู้เชี่ยวชาญและศาสตราจารย์หลายคนต่างพากันบอกว่า การดัดแปลงยีนจะส่งผลเสียต่ออายุขัยของร่างกายมนุษย์เองครับ

และยังจะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการดัดแปลงมีอารมณ์รุนแรงและฉุนเฉียวได้ง่าย ย่อมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะเกิดสภาวะคลุ้มคลั่งและออกมาเข่นฆ่าคนไปทั่วอย่างไม่เลือกหน้าครับ”

“เทคโนโลยีชีวะเคมีของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอของพวกเรามีความปลอดภัยอย่างเพียงพอครับ ส่วนบรรดาผู้เชี่ยวชาญและศาสตราจารย์ที่คุณอ้างถึงนั้น หากพวกเขาเก่งจริงก็จงเพาะบ่มนักรบพันธุกรรมที่คล้ายคลึงกันออกมาให้ข้าดูหน่อยสิครับ มิฉะนั้นข้าก็ย่อมจะถือว่าพวกเขาก็แค่พูจาไปเรื่อยนั่นแหละครับ”

ซูเจี๋ยโบกมือไปมา พลางชี้ไปที่นักข่าวคนถัดไปเพื่อให้ถามคำถาม และเขาก็จงใจเลือกนักข่าวจากทางอาซาฮี ชิมบุนของประเทศญี่ปุ่นพอดี

“ท่านนายกรัฐมนตรีสึชิมะ โทชิอิจิแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ส่งคำสั่งอย่างเด็ดขาดมาว่า ให้กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอรีบปล่อยตัวทหารของพวกเราออกไปในทันที ไม่เช่นนั้นประเทศญี่ปุ่นของข้าพเจ้าจะทำการเพิ่มกองกำลังทหารเข้าไปอีกครั้ง เพื่อกำจัดและทำลายอำนาจการปกครองของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอลงเสียให้สิ้นครับ!”

นักข่าวจากอาซาฮี ชิมบุนเอ่ยพูออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเค้น ประเทศญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงแค่พ่ายแพ้สงครามเท่านั้น ทว่ายังมีทหารอีกกว่าหมื่นนายที่ต้องตกเป็นเชลยรบของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ

เรื่องนี้เมื่อแพร่สะพัดกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น ย่อมทำให้เกิดความวุ่นวายขนานใหญ่อย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้ประชาชนก็ย่อมยังคงมีการออกมาเดินขบวนประท้วงกันอยู่เลย

“ปล่อยตัวอย่างนั้นหรือครับ? ถึงแม้ประเทศฉานของพวกเราจะไม่มีมันฝรั่งในไซบีเรียให้ไปขุด ทว่าบรรดาเหมืองแร่เหล่านั้นก็ย่อมต้องการแรงงานจำนวนมหาศาลอยู่พอดีครับ

เชลยรบชาวญี่ปุ่นเหล่านั้น ย่อมต้องทำหน้าที่ไถ่บาปให้แก่พฤติกรรมการรุกรานประเทศฉานของตนเองครับ

หรือหากกลุ่มภาคีกองกำลังแปดชาติของพวกคุณยินดีจะยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินในราคาคนละสิบล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อมาไถ่ตัว ข้าก็ย่อมอาจจะพิจารณาปล่อยตัวกลับไปให้พวกคุณได้เป็นกรณีพิเศษอยู่บ้างครับ

แน่นอนครับ ข้าชอบมากที่คุณจะส่งทหารมาที่นี่เพิ่มอีก เพราะเหมืองแร่ของพวกเราในระยะนี้ขาดแคลนคนงานอยู่พอดี กำลังปวดหัวอยู่เลยครับว่าเชลยรบย่อมมีไม่เพียงพอครับ”

ซูเจี๋ยแสยะยิ้มออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายในพื้นที่ภายใต้การปกครองของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอนั้น มีเหมืองแร่หายากที่ตั้งอยู่ตามยอดเขาสูงในป่าลึกที่เต็มไปด้วยความอันตรายอยู่ไม่น้อยเลย

เพราะเครื่องจักรกลยากที่จะเข้าไปถึง จึงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนในการขุดแร่ ซึ่งนี่ก็ย่อมประจวบเหมาะที่จะนำเอาประโยชน์จากขยะเชลยรบชาวญี่ปุ่นพวกนี้มาใช้งานได้อย่างพอดิบพอดี

คนจำนวนมากภายใต้การใช้แรงงานที่หนักหน่วงเช่นนั้น ประกอบกับต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเรื่องดินถล่มอยู่ตลอดเวลา ย่อมเป็นการยากที่จะมีชีวิตอยู่รอดไปได้เกินสามถึงห้าปี

ต่อให้ดวงดีรอดมาได้ ก็ย่อมสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุสิ้นเปลืองในการทดลองได้อีก

อย่างการดัดแปลงนักรบพันธุกรรม ยังไงก็ย่อมต้องการร่างทดลองอยู่บ้าง เพื่อใช้ในการทดสอบตัวยาและรับประกันความปลอดภัย

เชลยรบที่เสียชีวิตไปแล้วก็ยังย่อมสามารถดึงเอาดวงวิญญาณออกมาเพื่อนำไปฝึกฝนวิญญาณร้าย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธงหมื่นวิญญาณของตนเองได้อีกด้วย

สำหรับซูเจี๋ยที่มาจากสายมารนั้น การจะให้มีใจเมตตาต่อศัตรู ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

และคำพูของซูเจี๋ยในครั้งนี้ ก็ย่อมทำให้นักข่าวจากอาซาฮี ชิมบุนถึงกับโกรธจนตัวสั่นไปหมด

นี่มันเป็นการรังแกกันเกินไปแล้วชัดๆ ย่อมไม่ได้มีการเห็นประเทศญี่ปุ่นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นกล้าออกมาประกาศว่าจะคุมตัวเชลยรบไปขุดเหมืองอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้

และคำว่าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคนนั่นอีก ราคาแบบนี้มันย่อมแสดงออกมาอย่างชัดแจ้งแล้วว่าไม่คิดจะปล่อยตัวคนไปง่ายๆ ตั้งแต่แรกแล้ว

“พฤติกรรมในลักษณะนี้ของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ ย่อมดูไม่แตกต่างจากพวกโจรลักพาตัวเรียกค่าไถ่เลยแม้แต่นิดเดียวไม่ใช่หรือครับ?”

“สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ พวกเราเป็นฝ่ายชนะสงครามครับ ทำไมข้าต้องมาอภัยให้แก่ศัตรูที่เคยมารุกรานพวกเราด้วย กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอของพวกเราย่อมยึดถือในหลักการหนึ่งมาโดยตลอด นั่นคือตาต่อตา ฟันต่อฟัน และเลือดต้องล้างด้วยเลือดครับ”

ซูเจี๋ยจ้องมองไปที่นักข่าวอาซาฮี ชิมบุนคนนั้น น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยรังสีสังหาร จนทำให้อีกฝ่ายใบหน้าขาวซีดลงไปถนัดตา

ซูเจี๋ยเลิกให้ความสนใจฝ่ายตรงข้าม แล้วกวาดสายตาไปรอบๆ หอประชุม พลางล็อคเป้าสายตาไปที่นักข่าวรายหนึ่งที่มาจากสื่ออย่างเป็นทางการของรัฐบาลประเทศฉาน

“ท่านมาจากสื่อทางการของประเทศฉาน ท่านมีคำถามอะไรอยากจะถามข้าหรือไม่ครับ?”

ซูเจี๋ยให้อีกฝ่ายตั้งคำถามออกมาโดยตรง เพื่ออยากรู้ว่าฝ่ายนั้นย่อมจะเอ่ยพูอะไรออกมาบ้าง

“คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้แสดงท่าทีออกมาแล้ว เกี่ยวกับความต้องการที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อหยุดยิงระหว่างกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอกับรัฐบาลประเทศฉานครับ

ในเวลาเดียวกันรัฐบาลประเทศฉานก็ได้ให้คำมั่นสัญญาออกมาว่า ยินดีที่จะส่งมอบรัฐมาเกวยซึ่งมีเขตแดนติดกับรัฐจีให้แก่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอมาบริหารจัดการครับ และจะยอมจ่ายเงินอีกสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูและบูรณะรัฐตงชินครับ ขอเพียงแค่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอยอมตกลงตามเงื่อนไขการหยุดยิงครับ”

นักข่าวรายนี้พูออกมาเช่นนี้ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่ต้องการหยุดยิงของรัฐบาลประเทศฉาน หรือแม้แต่การยอมเสียดินแดนและจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอออกมาเลยทีเดียว

ผ่านศึกในเทือกเขาอาระกันครั้งนี้ กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอก็ย่อมครองความได้เปรียบอย่างสมบูรณ์แล้ว ในขณะที่รัฐบาลประเทศฉานย่อมตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบอย่างถึงที่สุด

เมื่อพละกำลังในการรบของทั้งสองฝั่งไม่เท่าเทียมกัน รัฐบาลประเทศฉานย่อมต้องการจะอ้อนวอนขอชีวิต

“อยากจะหยุดยิงอย่างนั้นหรือครับ?”

มุมปากของซูเจี๋ยยกยิ้มขึ้นมาจางๆ แววตาแฝงไว้ด้วยความเฉยชา และย่อมนึกขำในพฤติกรรมที่แวนจะเพ้อฝันของรัฐบาลประเทศฉาน

พอเจอเรื่องวุ่นวายเข้าหน่อยก็ย่อมเพิ่งจะรู้จักทางไปต่อหรือยังไงกันครับ?

นักข่าวจากสื่อทางการของประเทศฉานเมื่อเห็นว่าซูเจี๋ยไม่ได้ปฏิเสธไปในทันที ก็แววตาเป็นประกายขึ้นมาเพราะนึกว่าย่อมจะมีโอกาสเป็นไปได้

ทว่าในวินาทีถัดมา คำพูของซูเจี๋ยกลับทำให้เขาดูราวกับร่วงลงสู่ก้นบึ้งของขุมนรกน้ำแข็ง

“ที่ภาคตะวันออกมีประโยคหนึ่งเอ่ยพูไว้ว่า ยามที่กองทัพมีชัยควรจะรุกไล่ขยี้ศัตรูให้ถึงที่สุด มิใช่หยุดยั้งเพื่อรักษาชื่อเสียงเพียงเท่านั้น ในตอนนี้ข้าย่อมบอกความจริงแก่รัฐบาลประเทศฉานได้เลยว่า สงครามในครั้งนี้จะจบสิ้นลงได้ก็ต่อเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มตึงลงไปเท่านั้นครับ”

ซูเจี๋ยย่อมไม่ใช่คนที่มีใจเมตตาแบบพวกผู้หญิง ที่จะปล่อยเสือเข้าป่า หรือให้โอกาสแก่รัฐบาลประเทศฉานได้ดิ้นรนต่อไปได้อีก

หากไม่ยุติการรบลงให้เร็วขึ้นตั้งแต่ตอนนี้ ในขณะที่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอครองความได้เปรียบ และรัฐบาลประเทศฉานกำลังขาดแคลนทหารและขุนพลเช่นนี้ เพื่อเป็นการกำจัดรัฐบาลประเทศฉานทิ้งไปให้สิ้นซากในคราวเดียวแล้ว

หรือย่อมต้องเฝ้ารอให้อีกฝ่ายได้หยุดพักฟื้น และเพาะบ่มกองทัพขึ้นมาใหม่ เพื่อมาร่วมมือกับกลุ่มภาคีกองกำลังแปดชาติให้กลับมาบุกโจมตีตนเองได้อีกครั้งอย่างนั้นหรือครับ?

ซูเจี๋ยไม่มีทางที่จะโง่เขลาถึงขนาดนั้น เขาจะรีบฉวยโอกาสที่กำลังได้ใจนี้ในการรุกไล่โจมตีต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อบดขยี้ฐานอำนาจที่กลุ่มภาคีกองกำลังแปดชาติใช้เข้ามาแทรกแซงกิจการของตนเองทิ้งไปให้หมด

และเพื่อเป็นการเข้าแทนที่รัฐบาลประเทศฉาน และเข้ายึดครองอำนาจการปกครองทั้งหมดภายในประเทศฉานอย่างเป็นทางการเสียที

เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่แสนจะหนักแน่นและเด็ดขาดของซูเจี๋ย ร่างกายของนักข่าวรัฐบาลประเทศฉานสั่นสะท้านไปทั้งตัว ริมฝีปากสั่นพะงาบๆ แล้วเอ่ยพูออกมาว่า “สารเลวเอ๊ย ท่านมันไอ้ทรราช การหยุดยิงเป็นเจตนารมณ์ของคนทั้งประเทศฉาน และเป็นความต้องการของสังคมโลกด้วย สงครามครั้งนี้ได้นำมาซึ่งการบาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนมาก การยุติสงครามให้เร็วขึ้นเพียงแค่วันเดียวก็นับเป็นความสำเร็จแล้ว ประชาชนประเทศฉานก็จะย่อมกลับมามีชีวิตที่สงบสุขได้เร็วขึ้น ท่านย่อมจะเพิกเฉยต่อชีวิตมนุษย์ และปล่อยปละละเลยให้ไฟแห่งสงครามมาทำลายครอบครัวของประชาชนจนต้องพลัดพรากจากกันถึงจะยอมหยุดมืออย่างนั้นหรือครับ? ในตอนนี้สิ่งที่ประเทศฉานต้องการที่สุดคือสันติภาพ ซึ่งนี่ก็นับเป็นเสียงเรียกจากหัวใจของประชาชนส่วนใหญ่ด้วยครับ”

เหล่านักข่าวที่อยู่ด้านล่างเมื่อได้ยินดังนั้น ต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วยเป็นแถวๆ

ในสายตาที่มองมาแบบคนนอกของสังคมโลก กองกำลังที่รักในการทำสงครามย่อมทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคนคนนั้นเอาเสียเลย เช่นเดียวกับประเทสอเมริกานั่นแหละครับ

ซูเจี๋ยค่อยๆ ยืนตัวตรงขึ้นมา พลางกวาดสายตาไปรอบๆ หอประชุม แล้วเอ่ยพูอย่างช้าๆ ว่า “ข้าย่อมต้องดำเนินสงครามต่อไปแน่นอนครับ ทหารของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอกว่าสองแสนสี่หมื่นนายต่างพากันเสียสละชีพ เลือดต่างพากันหลั่งไหลออกมาเป็นสายน้ำ และต้องเผชิญหน้ากับการบาดเจ็บล้มตายมามากมายถึงเพียงนี้

ในสายตาขอบพวกคุณมองเห็นเพียงแค่สงครามในครั้งนี้เท่านั้น พวกคุณมองเห็นเพียงแค่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอของพวกเราไม่ยอมมองข้ามเรื่องนี้ป และมองข้ามข้าในฐานะที่เป็นทรราชจอมเข่นฆ่าผู้คนอย่างนั้นใช่ไหมครับ?

ไม่ถูกครับ สงครามของพวกเราย่อมเพิ่งจะทำศึกกันมาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น ทว่าสงครามกลางเมืองภายในประเทศฉานกลับทำศึกกันมายาวนานถึง 77 ปีเต็มๆ เลยเชียวนะครับ

77 ปีเชียวนะครับ! ย่อมไม่เคยมีวันไหนที่มันหยุดสงบลงเลย นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา ขุนศึกต่างพากันแย่งชิงดินแดน สถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวาย ฝุ่นระบาดหนัก และพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายหลากชนิดที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง

ท่านลองไปเอ่ยปากถามคนในพื้นที่ของประเทศฉานดูสิครับ ว่าย่อมมีใครที่ชอบใจที่ประเทศของตนเองมีสภาพเป็นแบบนี้บ้าง?

จะไปพึ่งพารัฐบาลประเทศฉานอย่างนั้นหรือครับ แล้วมันจะทำให้ประเทศฉานดีขึ้นได้จริงไหมครับ ย่อมจะไม่ต้องมีคนตายเพราะสงครามอีกต่อไปงั้นหรือครับ?

ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ครับ!

พึ่งพาบรรดาพวกขุนศึกพวกนั้น พึ่งพาการที่พวกเขาเพาะปลูกฝิ่น แล้วมันย่อมจะทำให้ประเทศชาติมั่งคั่งและแข็งแกร่งขึ้นมาได้หรือไงครับ?

ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ครับ!

พึ่งพาอิทธิพลมืดที่คอยลักพาตัว ต้มตุ๋น และกรรโชกเรียกค่าไถ่เหล่านั้น แล้วมันย่อมจะทำให้ชาวบ้านได้ใช้ชีวิตที่แสนสุขสบายได้งั้นหรือครับ?

ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้หรอกครับ

มีเพียงข้าเท่านั้น และมีเพียงกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอเท่านั้น ที่ย่อมเป็นผู้มาโปรดสัตว์เพียงหนึ่งเดียวของประเทศฉาน สิ่งที่รัฐบาลประเทศฉานจัดการไม่ได้ ข้าซูเจี๋ยจะเป็นคนเข้ามาจัดการเองครับ

สิ่งที่พวกขุนศึกทำไม่ได้ ข้าซูเจี๋ยจะเป็นคนเข้ามาจัดการเองครับ

มีเพียงการรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริงเท่านั้น ถึงจะเกิดเป็นสันติภาพที่ยั่งยืนให้แก่ผืนแผ่นดินได้นานเท่านานครับ”

น้ำเสียงของซูเจี๋ยราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น เขาได้เอ่ยพูความคิดของตนเองออกมาจนสิ้น

เหล่านักข่าวที่อยู่ด้านล่างเวทีเมื่อได้รับฟังคำประกาศเจตนารมณ์แห่งสงครามที่แสนจะองอาจของซูเจี๋ยแล้ว ในช่วงเวลาหนึ่งก็ย่อมดูราวกับถูกสะกดนิ่งไปในทันที ทั้งหอประชุมเงียบกริบดั่งป่าช้า ทุกคนต่างพากันรู้สึกว่าซูเจี๋ยในตอนนี้มีรัศมีเปล่งประกายออกมาอย่างเจิดจรัส และดูองอาจสง่างามเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเทียบกับพวกนักการเมืองที่คอยพูจาประจบประแจงเหล่านั้นแล้ว คำประกาศเจตนารมณ์ของซูเจี๋ยในครั้งนี้ ย่อมดูสอดรับกับภาพลักษณ์ส่วนบุคคลของซูเจี๋ยที่ผู้คนจดจำได้มากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

“นี่คือคำตอบของข้า ย่อมไม่รู้ว่าท่านรู้สึกพอใจหรือไม่ครับ?”

ซูเจี๋ยจ้องมองไปที่นักข่าวสื่อทางการของรัฐบาลประเทศฉานรายนั้น เขาไม่มีทางที่จะปล่อยมือเพียงเพราะความหวาดกลัวต่อความสูญเสียที่เกิดจากสงครามอย่างเด็ดขาด

ความเจ็บปวดที่เกิดจากสงครามครั้งนี้เป็นเรื่องชั่วคราว การเจ็บปวดยาวนานย่อมสู้การเจ็บปวดเพียงครั้งเดียวไม่ได้ การเมินเฉยต่อคำขอหยุดยิงของรัฐบาลประเทศฉานนั้น ย่อมจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้ในอนาคตนั่นเอง

นักข่าวรัฐบาลประเทศฉานอ้าปากพะงาบๆ อยู่สองสามครั้ง ทว่ากลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ พรั่งพรูออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะสูญเสียจิตวิญญาณไปจนสิ้นแล้ว

“ซูเจี๋ย!”

หลิวอิ่งอิ่งที่นั่งอยู่ข้างกายซูเจี๋ยหัวใจเต้นแรงระรัวประหนึ่งกลองรัว เมื่อจ้องมองดูใบหน้าด้านข้างของซูเจี๋ย แววตาของเธอก็ย่อมเคลิบเคลิ้มไปไกลเสียแล้ว

สายตาเวลาที่ชอบใครสักคนนั้นย่อมปิดบังกันไม่อยู่เลย ผู้ชายที่เธอหลงรักคนนี้ ย่อมเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมกว่าคนทั่วไปอย่างหาใครเปรียบไม่ได้จริงๆ

ภายในงานแถลงข่าวยังคงมีเจ้าหน้าที่ของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคออีกหลายคน คอยทำหน้าที่ตอบข้อสงสัยอื่นๆ อยู่อีก

พวกเขาล้วนเป็นคนในท้องถิ่นที่เกิดและเติบโตในประเทศฉาน ย่อมรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่ซูเจี๋ยได้เอ่ยพูออกมาเป็นอย่างดี

นับตั้งแต่วันแรกที่ประเทศฉานถูกก่อตั้งขึ้นมา ก็ย่อมตกอยู่ภายใต้วงจรของสงครามกลางเมืองมาโดยตลอด ไม่เคยได้รับพบเจอกับสันติภาพที่แท้จริงเลย และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงตกอยู่ในสภาวะที่พวกขุนศึกต่างพากันแย่งชิงและแบ่งแยกดินแดนกันอยู่

“การรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว สันติภาพที่ยั่งยืนสืบไปคะ ย่อมไม่รู้ว่าในชั่วชีวิตที่เหลืออยู่นี้นั้น ข้าพเจ้าจะได้เห็นวันนั้นจริงๆ ไหมนะคะ”

เจ้าหน้าที่ที่มีเส้นผมขาวโพลนรายหนึ่งมีน้ำตาไหลรินออกมาตามใบหน้า พลางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ภายในใจมีความรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่งจนเกินจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูได้

มีเพียงคนที่รักในประเทศชาติผืนนี้อย่างแท้จริงเท่านั้น ถึงจะย่อมสามารถเอ่ยพูประโยคทำนองนี้ออกมาได้

“ผู้ชายแบบนี้ ช่างน่าหวั่นไหวเสียเหลือเกินค่ะ……”

ที่ด้านล่างเวทีนั้น มีนักข่าวสาวสวยจากประเทศอเมริการายหนึ่ง ที่มีผมบลอนด์นัยน์ตาสีฟ้า และมีทรวดทรงองค์เอวที่น่าเย้ายวนใจ ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ พลางจ้องมองมาที่ซูเจี๋ยด้วยสายตาที่เป็นประกายระยิบระยับอย่างต่อเนื่อง

หากซูเจี๋ยพึงพอใจ ขอเพียงแค่กระดิกนิ้วเบาๆ เกรงว่านักข่าวสาวรายนี้ก็ย่อมจะพร้อมเสนอตัวนำร่างกายที่ชำระล้างจนสะอาดสะอ้านพุ่งขึ้นสู่เตียงนอนของซูเจี๋ยได้ด้วยตนเองอย่างแน่นอน

แน่นอนครับ สายตาของเธอในครั้งนี้ย่อมถูกหลิวอิ่งอิ่งที่อยู่บนเวทีสังเกตเห็นเข้าเสียแล้ว เธอจึงถลึงตาใส่อีกฝ่ายไปหนึ่งที พลางด่าทออยู่ในใจเบาๆ ว่ายัยชะนีไร้ย่างอาย

“บุรุษที่จุติมาจากสวรรค์ ประเทศฉานก็ได้ถือกำเนิดผู้ที่แข็งแกร่งออกมาหนึ่งคนเสียแล้วนะครับ! นี่อาจจะเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของประวัติศาสตร์เสียแล้วครับ”

นักข่าวชาวรัสเซียคนหนึ่งเอ่ยพูออกมาด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันใจ ในยามที่ประเทศชาติกำลังตกระกำลำบาก มักย่อมจะปรากฏบุรุษผู้แข็งแกร่งลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำพาประเทศชาติให้เดินหน้าไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง

ยกตัวอย่างเช่น นโปเลียนแห่งฝรั่งเศส เคมาลรัฐบุรุษแห่งจักรวรรดิออตโตมัน รวมถึงบุคคลสำคัญที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมืองในยุคต้นๆ ของประเทศจีนด้วยเช่นกัน

บุรุษในลักษณะนี้นั้นย่อมสามารถกู้คืนสถานการณ์ที่เลวร้าย และช่วยเหลือประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤตการณ์ที่แสนอันตรายได้นานเสียแล้ว

“เขาทำให้นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาเลยครับ”

ที่ด้านข้างของนักข่าวชาวรัสเซีย ก็คือนักข่าวชาวฝรั่งเศสรายหนึ่ง

“ใครกันครับ?”

นักข่าวชาวรัสเซียเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ไอ้หนวดจิ้มนั่นไงครับ ไม่ใช่คนในท้องที่เหมือนกัน เก่งในเรื่องการพูจาปลุกระดมกระแสสังคมและเจตนารมณ์ของมวลชนเหมือนกัน และชอบใช้วิธีการทำสงครามเพื่อแก้ไขปัญหาเหมือนกันเป๊ะเลยครับ”

นักข่าวชาวรัสเซียชะงักไปครู่หนึ่ง พลางหันไปสบตากับนักข่าวชาวฝรั่งเศสรายนั้น แล้วทั้งสองคนต่างก็ย่อมพากันสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมๆ กัน

ทั้งสองประเทศนี้ สำหรับปีศาจที่เคยก่อความวุ่นวายไปทั่วทั้งโลกในยุคสงครามโลกครั้งที่สองรายนั้นต่างก็ย่อมมีความรู้สึกเกลียดชังเข้ากระดูกดำเป็นอย่างยิ่ง

คนแรกได้สร้างตำนานการยอมจำนนภายในเวลา 42 วันของกองทัพสามล้านนายจนกลายเป็นเรื่องตลกที่เล่าขานกันไปทั่วโลก ส่วนคนหลังก็ได้ทำศึกกับกองทัพของปีศาจรายนั้น จนทำให้ทวีปยุโรปต้องพบเจอกับสงครามที่แสนจะอำมหิตและเลือกสาดที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เสียแล้ว

“พวกเจ้าทั้งสองคนอย่าพูจาเรื่อยเปื่อยสิครับ ทำเอาข้านึกว่าไอ้หมอนี่บนเวทีจะริเริ่มเปิดฉากซีซัน 3 ขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว แต่นั่นมันย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนหรอกครับ”

ที่ด้านข้างอีกด้านหนึ่ง นักข่าวจากอังกฤษที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนก็ได้ส่ายหัวไปมา เพื่อสะบัดความคิดที่แสนจะเพ้อเจ้อเหล่านั้นทิ้งไปจากสมอง

ด้วยพละกำลังของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอนั้น ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีมืดด้านชีวะเคมีอยู่บ้าง ทว่าต่อให้ยึดครองดินแดนทั่วทั้งประเทศฉานได้สำเร็จ แต่มันก็ย่อมเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่มีพื้นที่เพียงหลักแสนตารางกิโลเมตรเท่านั้น ย่อมไม่มีทางที่จะก่อให้เกิดคลื่นลมพายุขนานใหญ่ในระดับโลกได้เลยแม้แต่น้อย

ซูเจี๋ยเมินเฉยต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกลุ่มที่นั่งนักข่าว หลังจากที่ได้ตอบข้อสงสัยไปสองสามข้อแล้ว เขาก็ย่อมได้มอบหมายหน้าที่ที่เหลือให้แก่หลิวอิ่งอิ่งและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ รับช่วงต่อ ส่วนตัวเขาเองก็ได้ปลีกตัวออกไปเพื่อเตรียมการสำหรับสงครามเพื่อรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวน่าถัดไป

จบบทที่ บทที่ 371 รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว