เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 368 ยุทธการครั้งสุดท้าย

บทที่ 368 ยุทธการครั้งสุดท้าย

บทที่ 368 ยุทธการครั้งสุดท้าย


เทือกเขาอาระกัน สะพานหงกุย

กองทัพจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนพลอยู่ที่นี่

กองทัพนี้มีจำนวนคนพุ่งสูงถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นนายอย่างน่าตกใจ ซึ่งเป็นกองกำลังผสมของประเทศญี่ปุ่นและประเทศฉานที่ทอดยาวออกไปหลายสิบกิโลเมตร ดูราวกับมังกรยักษ์ที่น่าเกรงขาม

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอลอบโจมตี ในตอนนี้กองพลของประเทศญี่ปุ่นและประเทศฉานภายในเทือกเขาอาระกันจึงได้ทำการรวบรวมกองกำลังเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งนี่ถือว่าสามารถเฝ้าระวังไม่ให้ถูกกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอแบ่งแยกและทำลายลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทว่าทั้งประเทศญี่ปุ่นและประเทศฉานต่างก็พากันดูแคลนความตะกละของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอไปเสียแล้ว

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรวบรวมทหารเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ทว่ามันก็ย่อมจะกลายเป็นเพียงเหยื่ออันโอชะในสายตาของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคออยู่ดี

ที่บริเวณยอดเขาแห่งหนึ่ง ซูเจี๋ยจ้องมองดูกองทัพจำมหาศาลที่กำลังเคลื่อนผ่านสะพานหงกุยด้วยใบหน้าเรียบเฉย การเคลื่อนพลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ย่อมไม่สามารถปกปิดร่องรอยได้เลย

“นายพลซูครับ กองกำลังส่วนสนับสนุนได้เข้าประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้วครับ”

เหมี่ยวลุนซึ่งเป็นผู้บังคับกองพันเหล็กที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยรายงาน

ในตอนนี้ผู้ที่มารวมตัวกันที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่นักรบพันธุกรรมทั้งหมดของกองพันเหล็กเท่านั้น ทว่ายังมีการระดมสุดยอดทหารจำนวนมหาศาลมาจากหน่วยรบต่างๆ อีกด้วย ซึ่งมีจำนวนคนพุ่งสูงถึงพันกว่านายเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีกองพลน้อยรบภูเขาที่เก่งกาจที่สุดของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคออีกสองหน่วย รวมทั้งสิ้นเก้าพันนายที่กระจายตัวหลบซ่อนอยู่ตามป่าเขาในบริเวณใกล้เคียง

พวกเขาอาศัยการเคลื่อนทัพในช่วงเวลากลางคืน ประกอบกับความสามารถในการพรางตัวตามธรรมชาติของผืนป่า จึงย่อมสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับจากระดับสูงของดาวเทียมและเครื่องบินสอดแนมมาตลอดทางจนมาถึงระแวกนี้ได้สำเร็จ

“ตอนนี้พวกเจ้ารู้สึกหวาดกลัวหรือไม่ สิ่งที่พวกเจ้าต้องเผชิญหน้าด้วยคือกองทัพศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าพวกเจ้าถึงร้อยเท่าเชียวรอบ”

ซูเจี๋ยค่อยๆ หันหลังกลับมา พลางจ้องมองดูเหมี่ยวลุนแล้วเอ่ยถาม

“นายพลซูครับ พวกเราคือกองพันเหล็กนะครับ คนที่ควรจะหวาดกลัวย่อมต้องเป็นทหารของประเทศญี่ปุ่นเหล่านั้นมากกว่าครับ”

เหมี่ยวลุนเอ่ยพูออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกก่อนที่สงครามครั้งใหญ่จะปะทุขึ้น

ที่ด้านหลังของเหมี่ยวลุน เหล่านักรบพันธุกรรมของกองพันเหล็กก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน สิ่งที่แสดงออกมาผ่านดวงตาของพวกเขามีเพียงความตื่นเต้นเท่านั้น เหล่านักรบผู้มีความจงรักภักดีต่อกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอมากที่สุดเหล่านี้ ต่างก็ทนรอที่จะออกรบไม่ไหวแล้ว เพื่อที่จะกำจัดขวากหนามให้แก่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอทิ้งไปให้หมด

“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นก็จงทำให้ทหารประเทศญี่ปุ่นเหล่านั้นได้รู้รสชาติซะบ้าง ว่าที่นี่มันคือถิ่นของใครกันแน่”

ซูเจี๋ยตบไปที่เอวของเหมี่ยวลุนเบาๆ เพราะอีกฝ่ายสวมใส่เกราะชีวภาพอยู่

“ในตอนนี้ข้าขอสั่งการในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ จงไปเป็นฝันร้ายของเหล่าทหารประเทศญี่ปุ่นให้ได้ซะ”

“ครับ ขอให้นายพลซูวางใจได้เลยครับ นักรบกองพันเหล็กทุกคนย่อมรับประกันว่าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอนครับ”

เหมี่ยวลุนและเหล่านักรบกองพันเหล็กที่อยู่ด้านหลังยืนตัวตรงทำความเคารพ จากนั้นจึงเริ่มทำการชี้แจงคำสั่งยุทธการ

“ทุกคนเตรียมพร้อม ให้หน่วยปืนใหญ่เปิดฉากยิงก่อนเพื่อตัดเส้นทางถอยของพวกมันซะ”

เหมี่ยวลุนรู้ดีถึงกุญแจสำคัญของศึกในครั้งนี้ ในเวลานี้เขาเคร่งขรึมอย่างถึงที่สุด

บึ้ม บึ้ม บึ้ม!

เสียงปืนใหญ่ที่ดังสนั่นหวั่นไหวจนหูแทบดับได้ดังขึ้น หน่วยปืนใหญ่ของนักรบพันธุกรรมได้ทำการนำปืนครกขนาด 120 มม. มาใช้งาน กระสุนปืนใหญ่ที่หนักอึ้งร่วงหล่นลงสู่สะพานหงกุย จนทำให้สะพานแห่งนี้ถูกระเบิดจนขาดสะบั้น รถหุ้มเกราะและรถถังที่กำลังเคลื่อนขบวนอยู่บนนั้น รวมทั้งทหารที่พากันร้องห่มร้องไห้ต่างก็พากันร่วงหล่นลงสู่สายน้ำที่ขุ่นมัว

เสียงระเบิดจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันย่อมทำให้กองทัพทั้งหนึ่งแสนห้าหมื่นนายเกิดความโกลาหล เหล่านักรบพันธุกรรมหน่วยปืนใหญ่ที่มีความชำนาญอยู่แล้ว หลังจากใช้เวลาเพียงหนึ่งนาทีในการระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่พื้นที่เป้าหมายอย่างหนาแน่น พวกเขาก็ย่อมรีบเก็บอุปกรณ์และวิ่งหลบหนีไปในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับและโจมตีโต้กลับด้วยเรดาร์ต่อต้านปืนใหญ่ของหน่วยปืนใหญ่อัตราจรฝ่ายตรงข้าม

เหล่านักรบพันธุกรรมทำการเคลื่อนที่ไปพลางและยิงปืนใหญ่ไปพลาง โดยทำการระดมยิงเข้าใส่กองกำลังผสมญี่ปุ่นและฉานที่มีจำนวนมากกว่าพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

ทว่าการโจมตีโต้ตอบกลับของกองกำลังผสมญี่ปุ่นและฉานก็ย่อมมาถึงอย่างรวดเร็วเช่นกัน เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินรบดังกระหึ่มขึ้นบนท้องฟ้า เพื่อออกค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของหน่วยปืนใหญ่นักรบพันธุกรรมและปูพรมทิ้งระเบิดใส่เข้าอย่างรุนแรง

โชคดีที่ผืนป่าที่หนาทึบนั้นย่อมเป็นที่ซ่อนตัวและอำพรางร่องรอยได้อย่างยอดเยี่ยม ถึงแม้ว่าจะมีนักรบพันธุกรรมได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายจากการทิ้งระเบิดไปบ้าง ทว่าการโจมตีด้วยปืนใหญ่ก็ย่อมไม่เคยหยุดชะงักลงเลย

“จงทำการระเบิดทำลายเขื่อนอ่างเก็บน้ำฮูคู่ซะ”

ซูเจี๋ยออกคำสั่งยุทธการใหม่อีกครั้ง

ที่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำซีดาน เนื่องจากมีพายุฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน ย่อมส่งผลให้ปริมาณน้ำภายในอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้มีน้ำสะสมอยู่มากจนเกินไป

อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยกองทัพเจ้าอาณานิคมในยุคแรกเริ่ม เนื่องจากในตอนนั้นภายในเทือกเขอาระกันของประเทศฉานมีไม้ล้ำค่าอยู่เป็นจำนวนมาก เหล่าเจ้าอาณานิคมจึงได้เกณฑ์มวลชนในท้องถิ่นเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำฮูคู่แห่งนี้ขึ้นมา

เพื่อที่จะทำให้แม่น้ำซีดานในช่วงนี้สามารถควบคุมปริมาณน้ำไว้ได้ และทำให้กระแสน้ำไหลได้ราบรื่นขึ้น ซึ่งมันย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการขนส่งไม้ผ่านทางแม่น้ำในช่วงที่กระแสน้ำไหลราบเรียบเช่นนี้นั่นเอง

เมื่อได้รับรายงาน ทหารช่างของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอที่เฝ้ารออยู่ที่นี่มานานแล้วจึงได้กดตัวจุดระเบิดเพื่อทำลายสิ่งที่ฝังไว้ที่ด้านล่างของเขื่อนด้วยระเบิดจำนวนมหาศาลอย่างเด็ดขาด

บึ้ม!

ระเบิดทำให้เขื่อนพังทลายลง ปริมาณน้ำมหาศาลภายในอ่างเก็บน้ำจึงพุ่งออกมาประหนึ่งม้าพยศที่หลุดออกจากการควบคุม กระแสน้ำไหลบ่าออกมาปะปนไปกับเศษดินทรายจนเกิดเป็นคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าใส่ และไหลบ่าไปตามเส้นทางของแม่น้ำซีดานอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก กองกำลังผสมญี่ปุ่นและฉานที่กำลังทำการรบอยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ โดยมีเสียงคำรามดังกึกก้องแว่วมาจากทางต้นน้ำ

โดยที่ไม่ทันได้มีเวลาเตรียมตัว ทหารที่อยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำซีดานต่างก็พากันอ้าปากค้าง เพราะพวกเขาได้พบเห็นกับที่มาของเสียงนั้นเข้าแล้ว

สิ่งที่ปรากฏสู่สายตา ย่อมดูราวกับมังกรเหลืองยักษ์ที่กำลังบ้าคลั่งกำลังมุ่งตรงมายังที่แห่งนี้ กระแสน้ำมหาศาลที่พัดพาเอากิ่งไม้ที่หักโค่นและก้อนหินพุ่งลงมาจากทางต้นน้ำ และพุ่งเข้าสู่สายน้ำที่กำลังปั่นป่วนและเชี่ยวกรากอย่างต่อเนื่อง

เสียงดังกึกก้องในขณะที่น้ำซะล้างตลิ่งนั้น นอกจากจะสร้างความสะเทือนขวัญให้แก่ใครหลายคนแล้ว มันยังบั่นทอนกำลังใจของทหารทุกคนที่ได้เห็นจนทำให้แต่ละคนมีใบหน้าที่ขาวซีดไปตามๆ กัน

“น้ำท่วม น้ำมาแล้วครับ!”

“ต้นน้ำทำไมถึงจู่ๆ ก็พังทลายลงมาได้เนี่ยครับ!”

“หนีเร็วเข้าสิ มัวยืนเซ่ออยู่ทำไมกันครับ!”

หลังจากตกตะลึงไปได้ครู่หนึ่ง ทหารเหล่านั้นก็ย่อมพากันวิ่งหนีสุดชีวิตราวกกับคนขวัญเสีย

ทว่าขาของมนุษย์ย่อมไม่มีทางวิ่งเอาชนะกระแสน้ำท่วมได้ กระแสน้ำที่คำรามกึกก้องประหนึ่งสัตว์ร้ายพุ่งเข้าใส่ทหารที่กำลังตระหนกตกใจเหล่านั้น พร้อมกับม้วนเอาตัวพวกเขาเข้าไปติดอยู่ในวงล้อมของสายน้ำและพัดพาลงสู่ทางตอนใต้ในทันที

มีทหารไม่ต่ำกว่าหลายพันนายถูกพัดพาหายไป และนี่ก็ย่อมเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

เพราะพื้นที่ในบริเวณนี้นั้นทั้งสองฝั่งล้วนถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาที่สูงชันส่วนพื้นที่ตรงกลางนั้นเป็นที่ราบลุ่มซึ่งก็คือถนนซินฟานนั่นเอง ปริมาณน้ำมหาศาลตามกฎของธรรมชาตินั้น ย่อมพัดบ่าเข้าสู่เส้นทางที่ลาดต่ำอย่างถนนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

มวลน้ำมหาศาลทำให้ถนนกลายเป็นท้องทะเลไปในพริบตา รถบรรทุกและรถหุ้มเกราะจำนวนมากต่างก็พากันติดแหง็กอยู่ข้างในนั้น อสูรกายเหล็กกล้าเหล่านี้ไม่มีทางไปไหนได้อีก จึงย่อมถูกทหารพากันทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

ส่วนทหารราบนั้นย่อมไม่ต้องพูถึง ทหารของประเทศญี่ปุ่นและทหารของประเทศฉานต่างก็พากันส่งเสียงตะโกนเรียกกันระงม ระดับน้ำพุ่งสูงขึ้นมาถึงบริเวณหน้าอกแล้ว พวกเขาจึงได้แต่พากันหนีตายเอาชีวิตรอดขึ้นไปบนไหล่เขาและป่าไม้ที่อยู่ทั้งสองข้างทางอย่างทุลักทุเล

ทหารประเทศญี่ปุ่นที่หนีขึ้นไปหลบอยู่บนพื้นที่สูงในป่าเขานั้น ย่อมยังไม่ทันได้หยุดหอบหายใจ เหล่านักรบกองพันเหล็กและสุดยอดทหารที่เฝ้ารออยู่ที่นี่มานานแล้ว ก็ได้เริ่มเปิดฉากสาดกระสุนสังหารเข้าใส่กองทัพศัตรูเหล่านั้นในทันที

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!

เหมี่ยวลุนซึ่งเป็นผู้บังคับกองพันเหล็กเป็นฝ่ายนำทัพออกรบด้วยตัวเอง เขาถือปืนกลต่อต้านอากาศยานขนาด 14.5 มม. และบุกทะลวงเข้าสู่ขบวนทัพผสมญี่ปุ่นและฉานเป็นคนแรก

ร่างกายของทหารประเทศญี่ปุ่นคนแล้วคนเล่าถูกกระสุนปืนฉีกกระชากจนขาดวิ่น เสียงกรีดร้องและเสียงโหยหวนดังระงมไปทั่วอย่างไม่ขาดสาย

ที่ด้านหลังของเหล่านักรบพันธุกรรมกองพันเหล็ก ย่อมมีสุดยอดทหารระดับหนึ่งคอยติดตามมา และที่รั้งท้ายก็คือสุดยอดทหารระดับสองและระดับสามเหล่านั้น

ถึงแม้ว่าเมื่อเทียบกับกองทัพศัตรูที่มีจำนวนถึงหนึ่งแสนกว่านายแล้ว จำนวนทหารของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอจะน้อยกว่าถึงร้อยเท่า ทว่าแรงปะทะและความสามารถในการสังหารกลับเหนือชั้นอย่างไม่มีสิ่งใดมาเทียบเคียงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝ่ายตรงข้ามต้องสูญเสียหน่วยยานเกราะและยานพาหนะส่งกำลังไปเป็นจำนวนมาก เหล่านักรบพันธุกรรมและสุดยอดทหารเหล่านี้จึงย่อมสามารถอาละวาดได้อย่างไร้ขีดจำกัด

“ไอ้พวกเตี้ยแคระแห่งหุบเขาญี่ปุ่นเอ๊ย จงกินลูกตะกั่วของข้าเข้าไปซะเถอะ”

เหมี่ยวลุนมีความรู้สึกเกลียดชังทหารประเทศญี่ปุ่นที่มาท้าทายกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอเหล่านี้มากที่สุด กระสุนปืนสาดซัดออกไปอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ทหารประเทศญี่ปุ่นคนแล้วคนเล่าถูกยิงจนขาดสะบั้นตั้งแต่ช่วงเอวออกเป็นสองท่อน

“นั่นมันพวกกองพันเหล็กนี่นา รีบเอาอาวุธหนักออกมาเร็วเข้าครับ!”

ทหารประเทศญี่ปุ่นจำเกราะชีวภาพได้ในทันที ซึ่งนี่คือสัญลักษณ์อันใหม่ล่าสุดของกองพันเหล็ก

ทั้งสองฝ่ายเกิดการยุทธหัตถีในระยะประชิด เครื่องยิงจรวดและมิสไซล์ต่อต้านรถถังหลากชนิดพุ่งเข้าใส่

เหมี่ยวลุนทำการหลบหลีกอย่างต่อเนื่อง สัญชาตญาณจากเรดาร์ชีวภาพที่ได้รับสืบทอดมาจากค้างคาวแสงม่วงย่อมทำให้เขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วราวกับปลาที่อยู่ในน้ำภายในสมรภูมิรบ

ในระหว่างที่หลบหลีกนั้น กระสุนปืนของเขาก็ย่อมทำการตอบโต้อย่างรุนแรง จนทำให้ทหารประเทศญี่ปุ่นที่อยู่เบื้องหน้าตายเป็นเบือราวน้ำหลาก

นักรบกองพันเหล็กคนอื่นๆ ต่างก็จับกลุ่มพากันออกศึกเป็นหน่วยย่อยสามคนเพื่อคอยสนับสนุนกันและกัน

กองพันเหล็กทั้งกองพันเปรียบเสมือนลูกธนูที่แหลมคมพุ่งเข้าใส่ท่ามกลางเหล่าทหารประเทศญี่ปุ่นและทหารประเทศฉานเหล่านั้น

ตามติดมาด้วยสุดยอดทหารระดับหนึ่ง และสุดยอดทหารระดับสองรวมถึงระดับสามที่ทำหน้าที่เป็นแนวระวังหลังให้

ส่วนที่อยู่ห่างออกไปนั้นคือกองพลน้อยรบภูเขาอีกสองหน่วย ซึ่งมีจำนวนกว่าเก้าพันนายที่ทำการโอบล้อมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง เพื่อช่วยเหลือกองพันเหล็กและสุดยอดทหารในการลดพละกำลังของศัตรูลง

ไม่ใช่เพียงแค่บนพื้นดินเท่านั้น ทว่าบนท้องฟ้าในขณะนี้ก็ได้เกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดขึ้นเช่นกัน

ซูเจี๋ยได้ใช้ถุงมิติในการลำเลียง และทำการติดตั้งฐานยิงมิสไซล์ต่อต้านอากาศยานภาคสนามไว้ที่นี่อย่างลับๆ โดยการเปิดใช้งานเรดาร์ และทำการยิงมิสไซล์ต่อต้านอากาศยานออกไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเป้าไปที่เครื่องบินรบของประเทศญี่ปุ่นที่บินเข้ามาสนับสนุนที่นี่อย่างไม่ขาดสาย

นอกจากนี้ เครื่องบินรบหลายสิบลำที่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอไปจัดซื้อมาจากตระกูลหมีขาว พร้อมกับนักบินที่ผ่านการฝึกฝนมาจากประเทศหมีขาว ก็ได้นำเครื่องบินรบพุ่งเข้าสู่ห้วงเวหาเหนือเทือกเขาอาระกัน เพื่อเปิดฉากทำสงครามกลางหากเวหากับเครื่องบินรบของประเทศญี่ปุ่นและรัฐบาลประเทศฉานอย่างรุนแรง

มิสไซล์อากาศสู่อากาศและเป้าลวงต่างๆ พล่านไปทั่วท้องฟ้า ไม่นานนักกมีเครื่องบินรบถูกยิงจนระเบิดแตกกระจายกลางอากาศ โดยที่นักบินไม่มีโอกาสแม้แต่จะกระโดดร่มชูชีพเลย

ย่อมสามารถพูได้เลยว่า เพื่อในยุทธการครั้งนี้นั้น กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอได้งัดไม้ตายออกมาใช้งานจนหมดสิ้น เพื่อทำการดึงรั้งอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของประเทศญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเต็มกำลัง เพื่อทำให้พวกมันไม่มีเวลามาสนใจเรื่องอื่น และเพื่อเป็นการชิงเวลาให้แก่กองกำลังภาคพื้นดินในการคว้าชัยชนะมาให้ได้

บึ้ม!

ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังกึกก้อง ลูกระเบิดอากาศน้ำหนักมหึมาลูกหนึ่งพุ่งลงมาที่ระยะห่างจากเหมี่ยวลุนไปประมาณห้าสิบเมตร

ถึงแม้ว่าเหมี่ยวลุนจะพยายามหลบหนีอย่างสุดชีวิตแล้ว ทว่าเขาก็ย่อมจะไม่สามารถหนีพ้นระยะของแรงระเบิดไปได้เลย

นี่ไม่ใช่ฝีมือที่เครื่องบินรบตั้งใจจะโจมตีเขาโดยเฉพาะ ทว่ามันเป็นเพราะการสู้รบกลางห้วงเวหานั้นดุเดือดจนเกินไป เครื่องบินรบเพื่อเป็นการลดภาระน้ำหนักและเพื่อให้มีความคล่องตัวในการบินที่สูงขึ้น จึงได้ตัดสินใจปลดระเบิดที่ติดตั้งอยู่ใต้ปีกทิ้งไป และลูกหนึ่งย่อมตกลงมาที่ระแวกใกล้เคียงกับเหมี่ยวลุนพอดิบพอดี

แสงไฟจากการระเบิดและแรงกระแทกซัดเอาตัวเหมี่ยวลุนจนกระเด็นออกไป เกราะชีวภาพที่สวมใส่อยู่จึงย่อมพังยับเยินจนไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

“คนของกองพันเหล็กนั่นตายแล้วใช่ไหมครับ?”

“ฮ่าฮ่า แรงระเบิดจากระเบิดอากาศลูกนั้นอยู่ใกล้ขนาดนั้น มันย่อมต้องถูกระเบิดจนร่างแหลกไปแล้วแน่นอนครับ”

“บันไซ! ข้าจะตัดหัวมันทิ้งซะ แล้วเอาหัวมันมาเป็นของรางวัลประดับบารมีข้าครับ”

ทหารประเทศญี่ปุ่นในบริเวณใกล้เคียงเมื่อเห็นฉากนี้ จากเดิมที่เคยหวาดขวัญเมื่ออยู่ต่อหน้าเหมี่ยวลุน ในตอนนี้พวกเขาทั้งหมดก็ย่อมกลับมามีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง ทหารประเทศญี่ปุ่นบางคนถึงกับรีบก้าวเท้าฉับๆ เพื่อหวังจะไปตัดหัวของเหมี่ยวลุน

แคร็ก!

ทว่าในวินาทีนั้นเอง เหมี่ยวลุนที่นอนอยู่บนพื้นดินย่อมเคลื่อนไหวขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เกราะชีวภาพที่พังยับเยินถูกฉีกกระชากออก ปรากฏร่างกายของคนคนหนึ่ง ไม่สิ หากจะพูให้ถูกต้องย่อมต้องบอกว่าปรากฏตัวตนที่ราวกับอสูรตนหนึ่งที่กำลังผุดลุกขึ้นมา

ตามร่างกายของเหมี่ยวลุนมีสสารประหลาดลักษณะคล้ายกาวซึมออกมาและเกิดการไหลเวียนเพิ่มสูงขึ้น หลังจากสสารเหล่านั้นแข็งตัวลงไปแล้ว มันย่อมกลายเป็นเกราะเปลือกนอกไคตินที่ดูคล้ายกับแมลง

กล้ามเนื้อที่ขาทั้งสองข้างของเขามีเส้นใยดึงรั้ง กล้ามเนื้อดูราวกับขดลวดเหล็กที่พันวนกันไว้ ซึ่งมันย่อมเต็มไปด้วยพลังระเบิดที่หาใครเปรียบไม่ได้

ที่บริเวณหน้าผาก มีเขาทรงดาบของด้วงมารทวนหอกสองกิ่งพุ่งทะยานเฉียงขึ้นสู่สรวงสวรรค์

ในเวลานี้ เหมี่ยวลุนได้แสดงกายาที่แท้จริงของนักรบพันธุกรรมออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ย่อมไม่สามารถมองเห็นภาพลักษณ์ความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลย เขาดูราวกับปีศาจจากขุมนรกโลกันตร์ที่ร่างกายเต็มไปด้วยเกราะเปลือกนอก บนศีรษะมีเขาด้วงพุ่งขึ้นสูง ร่างกายมีความสูงถึงสองเมตรยี่สิบหรือสองเมตรสามสิบ และมีพละกำลังหนักถึงหลายร้อยกิโลกรัม แววตาแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมและกระหายเลือด

ทหารประเทศญี่ปุ่นคนนั้นที่เดินก้าวเท้าเข้ามาหวังจะตัดหัวย่อมต้องชะงักไปในทันทีเมื่อได้เห็นภาพลักษณ์เช่นนี้ของเหมี่ยวลุน จนทำให้เขาตัวสั่นสะท้านจนไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้อีก

“อยากจะตัดหัวข้า อย่างเจ้าน่ะหรือ?”

เหมี่ยวลุนชำเลืองมองดูด้วยสายตาที่เย็นชา ความเร็วของมือเขานั้นย่อมเร็วกว่าเสียงเสียอีก

มือซ้ายเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้าคว้าที่คอของทหารประเทศญี่ปุ่นคนนั้นไว้ และเมื่อพละกำลังที่ฝ่ามือถูกส่งออกมา ฉากที่น่าสยดสยองย่อมบังเกิดขึ้น

ผิวหนังและกระดูกที่ลำคอของทหารประเทศญี่ปุ่นคนนั้นดูราวกับก้อนดินเหลวที่ถลักออกมาตามซอกนิ้วมืออันกว้างใหญ่ของเหมี่ยวลุน หัวของคนเป็นๆ ย่อมถูกเด็ดออกมาได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้

เมื่อได้เห็นฉากนี้ ทหารประเทศญี่ปุ่นทุกคนต่างก็พากันจ้องมองตาค้างจนพูอะไรไม่ออกเลยทีเดียว

เหมี่ยวลุนไม่ได้มีเพียงภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูไม่เหมือนมนุษย์เท่านั้น ทว่าแม้แต่ความสามารถของเขาก็ย่อมไม่ได้เฉียดใกล้กับความเป็นมนุษย์เลยแม้แต่น้อย

“ในตอนนี้ ย่อมถึงตาของพวกเจ้าแล้วครับ”

เหมี่ยวลุนเอียงคอไปมาเบาๆ ก่อให้เกิดเสียงดังขึ้น และในวินาทีถัดมา ร่างกายของเขาก็พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง โดยที่มีระดับความเร็วพุ่งสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

ในอดีตนั้นเนื่องจากต้องสวมใส่เกราะชีวภาพที่มีน้ำหนักมหึมา และต้องแบกพกกระสุนปืนจำนวนมหาศาล ความเร็วของเขาจึงย่อมถูกกดเอาไว้

ในตอนนี้เมื่อไร้ซึ่งพันธนาการของเกราะชีวภาพแล้ว เขาจึงย่อมสามารถวิ่งออกไปได้ด้วยพละกำลังทั้งหมดอย่างเต็มที่

ความเร็วหนึ่งร้อยแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น ย่อมสามารถพูได้ว่าภายในหนึ่งวินาทีเขาสามารถวิ่งได้ถึงห้าสิบเมตรเลยทีเดียว

ดวงตาของทหารประเทศญี่ปุ่นหลายคนยังไม่ทันได้สังเกตเห็นอะไรเลย เหมี่ยวลุนก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของพวกเขาแล้ว

ปั้ก!

เหมี่ยวลุนชกออกไปหนึ่งหมัด หัวของทหารประเทศญี่ปุ่นรายหนึ่งย่อมถูกต่อยจนระเบิดกระจายไปในทันที

ขาขวาเตะกวาดออกไป ทหารประเทศญี่ปุ่นที่ถูกเตะปลิวกระเด็นออกไปไกลกว่ายี่สิบเมตร ร่างกายม้วนตลบไปมากลางอากาศ และเมื่อร่วงหล่นลงสู่พื้นกระดูกทั่วทั้งตัวก็ย่อมแตกหักไปจนสิ้น อวัยวะภายในแหลกสลาย ดูราวกับถูกรถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงชนเข้าอย่างจังก็ไม่ปาน

ความจริงแล้วมันก็ย่อมเป็นเช่นนั้น พละกำลังของเหมี่ยวลุนนั้น ย่อมสามารถใช้แขนทั้งสองข้างยกของหนักถึงสองตันขึ้นมาได้ และเมื่อรวมเข้ากับความเร็วของตัวเขาแล้ว ลำพังเพียงแค่หมัดและเท้าที่พุ่งเข้าใส่ร่างกายมนุษย์ ย่อมมีภาพลักษณ์ที่ดูไม่แตกต่างจากที่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันเลยสักนิด

หลังจากสังหารคนไปหลายคนติดๆ กัน กระสุนปืนของเหล่าทหารประเทศญี่ปุ่นต่างก็พากันพุ่งเข้าใส่ร่างกายของเหมี่ยวลุน

ทว่ากระสุนปืนทีละนัดๆ กลับถูกเกราะเปลือกนอกที่แสนแข็งแกร่งสะท้อนเด้งออกไปหมด เกราะเปลือกนอกชั้นนี้ของเขา ย่อมสามารถใช้ป้องกันการระดมยิงจากปืนกลหนักได้เลยด้วยซ้ำ

ทั้งพละกำลัง ความเร็ว และการป้องกัน เหมี่ยวลุนย่อมไม่ขาดตกบกพร่องสิ่งใดเลย บวกเข้ากับสัมผัสทั้งห้าจากเรดาร์ชีวภาพของเขาแล้ว ถึงแม้จะเป็นที่ที่มีคนเก่งมารวมตัวกันอย่างกองพันเหล็ก พละกำลังในการรบของเหมี่ยวลุนก็ย่อมถือว่าเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี

“สัตว์ประหลาด นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ เลยครับ!”

เมื่อเห็นว่าแม้แต่กระสุนปืนก็ยังย่อมไม่สามารถสังหารเหมี่ยวลุนลงไปได้ ทหารประเทศญี่ปุ่นในระแวกนั้นต่างก็พากันขวัญหนีดีฝ่อเข้าไปใหญ่

ตอนที่เผชิญหน้ากับเกราะชีวภาพพวกเขายังสามารถทำใจยอมรับว่ามันเป็นเพียงหุ่นรบส่วนบุคคลได้ ทว่าภาพลักษณ์ในตอนนี้ของเหมี่ยวลุนที่ปรากฏออกมา พร้อมกับแสดงแสนยานุภาพในการรบที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้นั้น แรงปะทะและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นกับคติความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขาย่อมพุ่งสูงจนทะลุปรอทไปไกลกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับเกราะชีวภาพเป็นร้อยเท่าตัวมากนัก

“สัตว์ประหลาดอย่างนั้นหรือ ข้าย่อมชอบคำเรียกขานนี้มากเลยครับ”

เหมี่ยวลุนแสยะยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม เขาพุ่งตรงไปที่ตำแหน่งที่ตั้งของปืนกลหนักแห่งหนึ่ง แล้วทำการบีบคอกลุ่มทหารที่ทำหน้าที่ยิงปืนกลหนักนั้นจนตายคามือ จากนั้นตัวเขาจึงได้ทำการแบกปืนกลหนักขึ้นมาเอง โดยมีสายกระสุนพันวนอยู่บนร่างกาย เขาออกวิ่งไปด้วยระดับความเร็วสูงกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง พลางระดมยิงเข้าใส่ทหารประเทศญี่ปุ่นทุกคนที่โผล่หัวออกมาให้เห็นในสายตา

ระดับความเร็วในการสังหารเช่นนี้นั้น ย่อมรวดเร็วกว่าการใช้เพียงหมัดเท้าและอาวุธระยะประชิดไปมาก ทหารแต่ละคนย่อมไร้ซึ่งความสามารถที่จะหลบหลีกได้เลย พวกเขาไม่มีทางที่จะวิ่งหนีให้พ้นจากการไล่ล่าด้วยความเร็วสูงของเหมี่ยวลุนไปได้เลย

ส่วนอาวุธหนักก็ย่อมเป็นการยากยิ่งที่จะเล็งเป้าเข้าหาเหมี่ยวลุนที่มีความเร็วและคล่องตัวสูงเช่นนี้ได้ และอาวุธปืนทั่วไปเหมี่ยวลุนก็ย่อมจะเมินเฉยไปจนสิ้น สถานการณ์การรบจึงได้แปรเปลี่ยนไปเป็นการเข่นฆ่าอยู่เพียงฝ่ายเดียวโดยสมบูรณ์

ผ่านไปไม่ถึงห้านาที ทหารประเทศญี่ปุ่นในบริเวณนี้ต่างก็ถูกเหมี่ยวลุนเข่นฆ่าจนเสียสติไปหมดแล้ว ทุกคนต่างพากันร้องห่มร้องไห้และวิ่งหนีตายเพื่อออกไปให้พ้นจากสายตาของเหมี่ยวลุนซึ่งเปรียบเสมือนปีศาจร้ายในร่างมนุษย์ตนนี้

การเข่นฆ่าในทำนองนี้นั้น เมื่อรวมเข้ากับแรงปะทะจากภาพลักษณ์อันน่าสยดสยอง ทหารประเทศญี่ปุ่นย่อมทนรับแรงกดดันไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาต่างพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อหนีไปให้พ้นจากการมองเห็นของเหมี่ยวลุนให้จงได้

จบบทที่ บทที่ 368 ยุทธการครั้งสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว