- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 90 ประกาศจับ
บทที่ 90 ประกาศจับ
บทที่ 90 ประกาศจับ
เพื่อให้การทดลองสำเร็จ สัตว์ป่าในรัศมีหลายร้อยเมตรต่างก็ต้องเผชิญกับคราวเคราะห์
บริเวณใกล้กับกองไฟ ซากสัตว์ที่ถูกสังหารทับถมกันเป็นภูเขาย่อมๆ บนธงเรียกวิญญาณ หลังจากที่ดูดซับวิญญาณเหล่านี้เข้าไป ในที่สุดธงเรียกวิญญาณก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น
รูปลักษณ์ของวิญญาณที่ซูเจี๋ยวาดด้วยเลือดเริ่มถูกสีดำเข้าปกคลุมจนดูดำคล้ำราวกับน้ำหมึก ภายใต้แสงไฟจากกองไฟและแสงจันทร์ รูปลักษณ์นั้นดูเหมือนจะค่อยๆ เคลื่อนไหว และรูปทรงอันแปลกประหลาดนั้นก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
ใบหน้าที่หม่นหมองของรูปลักษณ์นั้นมีดวงตาที่เรียวยาวเป็นพิเศษ ร่างกายบิดเบี้ยว เนื้อหนังบนใบหน้าบิดเบี้ยวไปมา ราวกับว่ามันพยายามจะแทรกตัวออกมาจากธงเรียกวิญญาณให้ได้
หากจ้องมองเป็นเวลานาน จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากธงเรียกวิญญาณ พร้อมกับความรู้สึกมุ่งร้ายที่แฝงอยู่ ราวกับว่าวิญญาณหยินที่อยู่บนธงกำลังจ้องมองมายังสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายนอก
ซูเจี๋ยยังไม่รู้สึกอะไรมากนัก ทว่าเฉินอวิ๋นและหนิงซินเยวี่ยกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจน จนรู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง
"เหอะ ของอัปมงคล"
หนิงซินเยวี่ยแค่นเสียงต่ำออกมา นางรู้สึกว่าธงเรียกวิญญาณนี้ดูไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย
ซูเจี๋ยชำเลืองมองนางพลางถามว่า "ในเมื่อรู้สึกว่ามันไม่ดี แล้วตอนแรกเจ้าจะไปแลกมาทำไมกัน?"
"ข้าก็แค่คิดว่าถ้ามีธงเรียกวิญญาณ ข้าก็จะมีคนรับใช้ไว้คอยช่วยทำงานให้ฟรีๆ มันก็ดีไม่ใช่หรือไง!"
หนิงซินเยวี่ยกล่าวตอบอย่างมีเหตุผล ก่อนจะทำท่าทางรังเกียจแล้วพูดต่อว่า "หลังจากแลกมาแล้ว ข้าถึงเพิ่งรู้ว่ามันชั่วร้ายขนาดนี้ และวิญญาณหยินก็ไม่สามารถสัมผัสกับวัตถุจริงๆ ได้ มีดีแค่เอาไว้ดูแต่ใช้งานจริงไม่ได้ ข้าไม่สนมันหรอก"
เฉินอวิ๋นชี้ไปที่วิญญาณหยินบนธงเรียกวิญญาณพลางถามว่า "ตอนนี้สามารถเรียกมันออกมาต่อสู้ได้ไหมคะ?"
ซูเจี๋ยส่ายหน้าพลางตอบว่า "ยังไม่ได้ จำนวนวิญญาณยังไม่เพียงพอ วิญญาณหยินยังไม่ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์"
เฉินอวิ๋นมองดูซากสัตว์ป่าต่างๆ ที่ล่ามาได้ในบริเวณใกล้เคียงพลางกล่าวว่า "ดูเหมือนว่าวิญญาณที่ได้จากสัตว์ป่าทั่วไปจะมีจำนวนน้อยเกินไป ต่อให้ล่าสัตว์ป่ามาทั้งภูเขา ก็คงไม่อาจควบแน่นวิญญาณหยินออกมาได้มากนัก การที่ธงเรียกวิญญาณกลายเป็นอาวุธวิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของสำนักเทียนหุนได้ ย่อมไม่ควรมีวิธีใช้งานแบบนี้ ประสิทธิภาพมันต่ำเกินไป ส่วนใหญ่น่าจะเป็น..."
คำพูดหลังจากนั้นเฉินอวิ๋นไม่ได้กล่าวต่อ แต่ซูเจี๋ยย่อมรู้ดีว่านางต้องการจะสื่อถึงอะไร
"หากต้องการบ่มเพาะธงเรียกวิญญาณให้รวดเร็ว ส่วนใหญ่คงต้องใช้จิตวิญญาณของมนุษย์"
ซูเจี๋ยกล่าวออกมาอย่างช้าๆ เขาเข้าใจนิสัยใจคอของผู้ฝึกตนวิถีมารเป็นอย่างดี
แม้ซูเจี๋ยจะยังไม่ได้ทำการทดลองพิสูจน์ แต่ในฐานะที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา จำนวนวิญญาณที่สามารถมอบให้ได้ย่อมต้องมากกว่าสัตว์ป่าทั่วไปอย่างแน่นอน
และเมื่อครู่หนิงซินเยวี่ยก็ได้บอกแล้วว่า สำนักเทียนหุนนั้นชอบเข่นฆ่าผู้คนเพื่อดึงวิญญาณออกมา ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีเหตุผล ส่วนใหญ่ก็เพื่อบ่มเพาะธงเรียกวิญญาณและเพาะเลี้ยงวิญญาณหยินให้มากขึ้น คาดว่าสุดท้ายคงจะทำเกินกว่าเหตุไปมาก จึงถูกสำนักฝ่ายธรรมะต่างๆ รวมตัวกันเข้าปราบปราม
ทว่านั่นคือเรื่องของผู้ฝึกตนวิถีมารทั่วไป ซูเจี๋ยมองไปยังซากสัตว์เหล่านั้น
ในเมื่อสัตว์ป่าทั่วไปก็ได้ผล เช่นนั้นเขาก็มีวิธีการบ่มเพาะธงเรียกวิญญาณในแบบของเขาเองแล้ว
หลังจากเก็บธงเรียกวิญญาณไปแล้ว ซูเจี๋ยก็มองไปยังหนิงซินเยวี่ย
"จะทำอะไร"
หนิงซินเยวี่ยเริ่มระแวดระวังขึ้นมา
"กินอิ่มหรือยัง?"
"อิ่มแล้ว"
"ในเมื่อกินอิ่มแล้ว เจ้ายังจะมารออะไรอยู่ที่นี่อีกล่ะ?"
ซูเจี๋ยชี้เข้าไปในป่าลึกพลางโยนแผนที่ปึกหนึ่งส่งไปให้
หนิงซินเยวี่ยที่เพิ่งจะส่งมอบเคล็ดวิชาหลายบทและธงเรียกวิญญาณให้เขา ซูเจี๋ยคาดว่าจากตัวนางคงไม่อาจรีดเค้นอะไรออกมาได้มากกว่านี้แล้ว
ในเมื่อไม่มีผลประโยชน์ให้ใช้สอยแล้ว จะฆ่าก็ฆ่าไม่ได้ เพราะสาวน้อยคนนี้มีที่มาลึกลับ ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของนางจะยิ่งใหญ่เพียงใด ซูเจี๋ยย่อมไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว
ในเมื่อฆ่าไม่ได้ ก็ทำได้เพียงปล่อยนางไปเอง
อย่างไรเสีย ผลประโยชน์ที่ได้รับในวันนี้ก็นับว่ามหาศาลแล้ว ซูเจี๋ยไม่ใช่คนละโมบจนเกินไป จุดจบของกู้เว่ยเหนียนยังคงติดตาเขาอยู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิงซินเยวี่ยก็ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ นางกล่าวออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาว่า "เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าจะปล่อยข้าไปอย่างนั้นหรือ?"
"ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ"
ซูเจี๋ยแสยะยิ้มพลางกล่าวข่มขู่ "ข้ารู้ว่าเสื้อคลุมวิเศษของเจ้าจะสร้างน้ำแข็งหุ้มกายทันทีเมื่อชีวิตถูกคุกคาม เจ้าถึงได้หลบอยู่ข้างในได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าข้าขุดหลุมฝังเจ้าไว้ใต้ดินลึกๆ หรือหาปล่องภูเขาไฟแล้วโยนเจ้าลงไป เจ้าจะรับมือยังไงล่ะ? พวกเราผู้ฝึกตนวิถีมารน่ะทำได้ทุกอย่างที่ชั่วร้ายนั่นแหละ"
หนิงซินเยวี่ยตัวสั่นสะท้านพลางกระโดดตัวลอยขึ้นมา ยาพิษในร่างกายของนางสลายไปแล้ว นางจึงกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
"เจ้าผู้ฝึกตนวิถีมารสารเลว ข้าจะจำเจ้าไว้ อย่าให้ข้าได้เจอเจ้าอีกนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นดีแน่"
หนิงซินเยวี่ยหันมาขู่ฟ่อพลางชูกำปั้นใส่ซูเจี๋ย ก่อนจะคว้าแผนที่แล้ววิ่งหายเข้าไปในป่าลึกโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
"ปล่อยนางไปแบบนี้ นางจะไม่กลับมาแก้แค้นเอาคืนทีหลังหรือคะ"
เฉินอวิ๋นรู้สึกกังวลอยู่บ้าง นางเองก็มองออกว่าฐานะของหนิงซินเยวี่ยนนั้นไม่ธรรมดา เกรงว่าซูเจี๋ยจะรับมือไม่ไหว
"ไม่อย่างนั้นจะให้ทำยังไงล่ะ ฆ่านางทิ้ง หรือจะกักขังนางไว้ข้างกายตลอดไป แบบนั้นต่างหากที่จะนำหายนะมาสู่พวกเรา"
ซูเจี๋ยส่ายหน้าพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า "อีกอย่างเจ้าก็เห็นนิสัยของนางแล้ว พื้นฐานนิสัยนางไม่ใช่คนเลว บริสุทธิ์ราวกับกระดาษขาว อย่างน้อยข้าก็เป็นคนช่วยนางออกมา นางคงไม่ทำเรื่องเนรคุณหรอกมั้ง"
เฉินอวิ๋นคิดตามแล้วก็เห็นด้วย จึงปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป
"เก็บของเถอะ พวกเราก็ควรจะไปได้แล้ว"
ซูเจี๋ยดับกองไฟ พากเขากล่าวว่าไม่กังวล แต่ในความเป็นจริงเขาก็แอบกลัวว่าสาวน้อยหนิงซินเยวี่ยจะไปเรียกคนมาช่วยเหมือนกัน
หากมีผู้ยิ่งใหญ่ในขอบเขตขุมพลังเร้นลับมาจริงๆ เขาได้กลายเป็นคนโง่แน่ๆ เพื่อความปลอดภัยจึงควรหลบไปก่อนจะดีที่สุด
เฉินอวิ๋นเก็บสัมภาระพลางถามว่า "กลับวังเขากุ่ยหลิ่งเลยไหมคะ?"
"ไม่ล่ะ ไปหาเมืองอยู่ซักพักก่อน ทางด้านวังเขากุ่ยหลิ่งเสียผลประโยชน์จากการที่ทาสถูกชิงไปมากมาย พวกเราไปรอดูสถานการณ์ก่อนว่าจะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง"
ซูเจี๋ยกล่าวออกมาอย่างช้าๆ เขาเกรงว่าวังเขากุ่ยหลิ่งจะตำหนิศิษย์ที่ดูแลการขนส่งในครั้งนี้ ซูเจี๋ยจึงตัดสินใจว่าจะพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยกลับไปยังวังเขากุ่ยหลิ่ง
เฉินอวิ๋นไม่มีความเห็นใดค้าน นางติดตามซูเจี๋ยออกจากป่าไปอย่างรวดเร็วภายใต้ความมืดของราตรีกาล
.......
เมืองเจิ้นหนิง!
ซูเจี๋ยและเฉินอวิ๋นที่ปลอมแปลงตัวมาเรียบร้อยแล้วได้เดินทางมาถึงที่นี่
เมืองเจิ้นหนิงเป็นเพียงเมืองขนาดธรรมดาทั่วไปที่ตั้งอยู่ในจวนเจียเส้าซึ่งดูไม่โดดเด่นนัก
เนื่องจากในปีนี้ชิงโจวประสบกับภัยพิบัติ อีกทั้งราชวงศ์ต้าหลีที่สถาปนามานานกว่าห้าร้อยปีก็เริ่มเห็นแววความสั่นคลอนในช่วงปลายราชวงศ์ ขุนนางต่างคอร์รัปชันจนเป็นเรื่องปกติ การขูดรีดราษฎรอย่างหนักหน่วง อีกทั้งปัญหาการกว้านซื้อที่ดินก็ทวีความรุนแรงขึ้น
ทันทีที่เข้าเมือง ซูเจี๋ยก็ได้เห็นตามท้องถนนของเมืองที่เต็มไปด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานเดิม ส่วนหนึ่งหนีภัยแล้งมาจากชิงโจวที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้เลย อีกส่วนหนึ่งเป็นราษฎรยากจนที่ไร้ที่ดินทำกินจึงต้องเข้ามาหางานทำในเมืองเพื่อความอยู่รอด
"ซูเจี๋ย ดูตรงนั้นสิ..."
เฉินอวิ๋นตกใจขึ้นมาทันที นางรีบลดเสียงให้เบาลง
ซูเจี๋ยมองตามที่เฉินอวิ๋นชี้ไป บริเวณใกล้กับทางเข้าประตูเมือง มีภาพวาดประกาศจับติดอยู่สิบกว่าแผ่น ในนั้นมีใบหน้าของซูเจี๋ยรวมอยู่ด้วย แม้ภาพวาดจะไม่เหมือนเปี๊ยบนัก แต่โดยรวมแล้วก็พอจะมองออกว่าเป็นเขา
ราษฎรจำนวนมากต่างพากันมามุงดูและวิพากษ์วิจารณ์ ในกองภาพวาดเหล่านั้น ซูเจี๋ยยังเห็นภาพของคนที่คุ้นตาอยู่อีกหลายคน รวมถึงอวี๋เหวินเสียน และซวี่อี้หู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิษย์สายในของวังเขากุ่ยหลิ่ง
"ประกาศจับสิบสองผู้เหลือรอดจากศึกแม่น้ำจินซาดังต่อไปนี้ ทุกคนล้วนเป็นศิษย์วังเขากุ่ยหลิ่งที่อันตรายและเหี้ยมเกรียมที่สุด หากผู้ใดพบเบาะแสให้รีบแจ้งทางการทันที หากตรวจสอบแล้วเป็นความจริง จะได้รับรางวัลเป็นเงินหนึ่งพันตำลึง..."
มือปราบสองนายกำลังส่งเสียงป่าวประกาศอย่างกึกก้อง บอกเล่าถึงชัยชนะของสำนักฝ่ายธรรมะที่รวมตัวกันจู่โจมในศึกแม่น้ำจินซา และความพ่ายแพ้ยับเยินของวังเขากุ่ยหลิ่ง รวมถึงเรื่องราวการประกาศจับที่เกี่ยวข้อง
"ไปกันเถอะ พวกเราไปหาที่พักก่อน แล้วค่อยๆ สืบข่าวคราวไป"
ซูเจี๋ยกดหมวกสานลงให้ต่ำ แข็งแกร่งเกินไปในตอนที่อยู่บนเรือค้าทาส ฆ่าศิษย์ฝ่ายธรรมะไปมากจนเกินไป จนกลายเป็นว่ามีชื่ออยู่ในประกาศจับเสียแล้ว
ทั้งสองเดินสำรวจในเมืองอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ได้ซื้อบ้านพักอาศัยหลังหนึ่งและเข้าพักเพื่อความสบายใจ
หลังจากนั้นไม่นาน ซูเจี๋ยได้ใช้การเก็บตัวฝึกฝนเป็นข้ออ้าง ทว่าความจริงแล้วเขากลับไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงินผ่านกระจกโบราณ