- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 48 ล่มสลาย
บทที่ 48 ล่มสลาย
บทที่ 48 ล่มสลาย
หึ่ง หึ่ง!
กระบี่อัฐิเทียนซาบินวนอยู่ตรงหน้าซูเจี๋ย บนตัวกระบี่ไม่มีเลือดหยดติดแม้แต่นิดเดียว ราวกับว่าการตัดหัวฆ่าคนเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
รูม่านตาของกองกำลังพันธมิตรม่านเต๋อหดเกร็งอย่างรุนแรง พวกเขาอ้าปากค้าง มองเห็นซูเจี๋ยยืนอยู่ตรงนั้น ด้านหน้ามีกระบี่บินสุดแสนลี้ลับหมุนติ้วอยู่ และได้บั่นคอสหายร่วมรบไปกว่าสิบคนในชั่วพริบตา
ภาพอันลี้ลับและน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ทหารจำนวนมากมือเท้าเย็นเฉียบ ในเวลานั้น ตำนานลี้ลับต่างๆ นานาก็ผุดขึ้นมาในหัว
ซูเจี๋ยลูบกระบี่อัฐิเทียนซาเบาๆ หัวเราะเสียงเบา “ไปเถอะ ฆ่าพวกมันให้หมด”
ฟึ้บ!
กระบี่อัฐิเทียนซาสั่นสะเทือน พุ่งทะยานออกไปราวกับเส้นด้ายสีเงินแห่งความตาย บั่นคอทหารที่ยังไม่ทันตั้งตัวไปทีละคน
ความเร็วของกระบี่บินนั้นเร็วมาก เร็วเกินกว่าที่ดวงตาของมนุษย์ทั่วไปจะมองตามทัน
เห็นเพียงแค่กระบี่บินพาดผ่านไป ทหารจำนวนมากยังไม่ทันได้ตอบสนอง ศีรษะก็มีเสียงดังกึก แล้วร่วงหล่นจากบ่า
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เพียงชั่วเวลาไม่กี่สิบวินาที ก็มีทหารจำนวนมากล้มตายอยู่ใต้กระบี่อัฐิเทียนซา
“ยิง ยิงสัตว์ประหลาดตัวนั้น”
ในที่สุดก็มีทหารตั้งสติได้และตะโกนเตือนเสียงดัง ทหารบางคนยกปืนขึ้นเล็งไปที่ซูเจี๋ย บางคนพยายามยิงกระบี่อัฐิเทียนซา
กระสุนที่ยิงใส่กระบี่อัฐิเทียนซาล้วนพลาดเป้า ส่วนกระสุนที่ยิงใส่ซูเจี๋ยนั้น ตะขาบพันมือที่อยู่ในแขนเสื้อก็พุ่งออกมา กลายร่างเป็นโล่เนื้อบังอยู่ด้านหน้า กระสุนกระทบกับเปลือกแมลงดังเคร้งคร้าง กระเด็นออกไป ทิ้งไว้เพียงรอยขีดข่วนสีขาว
กองทัพที่ถูกเลี้ยงด้วยเงินค้ายาเหล่านี้ถือว่าดุดันมาก ทหารบางคนเห็นว่ากระสุนปืนไร้ผล จึงแบกเครื่องยิงจรวดเล็งไปที่ตะขาบพันมือแล้วเหนี่ยวไก
ตู้ม!
ลูกไฟจากการระเบิดของจรวดทำให้ตะขาบพันมือร้องออกมาสองเสียง เปลือกแมลงแตกต้าวเล็กน้อย
ปืนกลหนักบนรถหุ้มเกราะทหารราบคันหนึ่งหันปากกระบอกปืน พ่นเปลวไฟร้อนระอุยาวสองเมตร กระสุนเจาะเกราะเพลิงขนาด 30 มม. พุ่งทะลวงเปลือกของตะขาบพันมือ ทำให้ของเหลวสีเขียวซึ่งเป็นเลือดแมลงไหลออกมา
โชคดีที่ตะขาบพันมือมีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองที่แข็งแกร่งมาก บริเวณที่บาดเจ็บกลายเป็นตะขาบตัวเล็กร่วงหล่นลงมา บาดแผลกำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
“ได้ผล มันกลัวเครื่องยิงจรวดกับปืนกล รีบยิงอัดมันให้ตาย”
เหล่าทหารตะโกนอย่างตื่นเต้น พวกเขามองเห็นความหวัง อาวุธหนักจำนวนมากถูกระดมยิงมาที่นี่
“ดูเหมือนจะรับมือกับอาวุธหนักแบบแข็งกร้าวไม่ได้”
ซูเจี๋ยทดสอบพลังป้องกันของตะขาบพันมือ นี่เป็นเพียงอาวุธหนักธรรมดาเท่านั้น
หากเป็นกระสุนเจาะเกราะหรือขีปนาวุธจากรถถัง ตะขาบพันมือในตอนนี้รับมือไม่ไหวอย่างแน่นอน
“ช่างเถอะ จัดการพวกมันก่อนดีกว่า”
เมื่อทราบถึงขีดจำกัดการป้องกันของตะขาบพันมือยามเผชิญหน้ากับอาวุธหนักสมัยใหม่แล้ว ความคิดของซูเจี๋ยก็เปลี่ยนไป เขาเดินพลังเคล็ดกระบี่ชิงหงอย่างเต็มที่
กระบี่อัฐิเทียนซาพุ่งทะยาน ความเร็วในการบินเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
ทหารที่แบกเครื่องยิงจรวดหลายคนตาลายไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกกระบี่บินตัดขาดครึ่งท่อน
กระบี่บินทะลวงรถหุ้มเกราะทหารราบคันหนึ่งเข้าไปฆ่าคนข้างในจนหมด ก่อนจะทะลวงออกทางด้านบน
จู่ๆ บนท้องฟ้าก็มีเสียงระเบิดดังสนั่น
ขีปนาวุธลูกหนึ่งพุ่งมาจากที่ไกลๆ ตกกระทบกับจุดที่กระบี่อัฐิเทียนซาอยู่ ก่อให้เกิดลูกไฟขนาดใหญ่
ทหารที่อยู่ใกล้เคียงก็ไม่รอดพ้น ถูกคลื่นกระแทกพัดกระเด็นล้มคว่ำไปเป็นจำนวนมาก แรงระเบิดทำให้สนามรบทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
จากนั้นเสียงก็กลับมาดังอีกครั้ง กระบี่อัฐิเทียนซาที่ไร้รอยขีดข่วนใดๆ บินพ้นควันระเบิด มุ่งหน้าไปยังเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธที่กำลังโจมตีตนเองเมื่อครู่
เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธที่บินมาจากด้านหลังเพิ่งจะเปิดรังปล่อยจรวด ก็มองเห็นแสงสีเงินพุ่งมาถึงตัวในชั่วพริบตา และฟันใบพัดขาดกลางอากาศ
“ร่วง ร่วงแล้ว เครื่องบินเสียการควบคุม......”
นักบินทั้งสองคนตื่นตระหนกสุดขีด ดึงคันบังคับอย่างบ้าคลั่ง หวังจะให้เฮลิคอปเตอร์หมุนลงจอดได้
แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างสูญเปล่า เฮลิคอปเตอร์ที่หมุนควงอย่างรวดเร็วและไร้ทิศทางทำให้พวกเขาถูกเหวี่ยงไปมาในห้องนักบิน ตัวเครื่องสูญเสียการควบคุมทั้งหมด และตกลงไประเบิดเป็นลูกไฟบนพื้น
หลังจัดการกับภัยคุกคามชิ้นใหญ่ไปหลายอย่าง กระบี่อัฐิเทียนซาก็ยิ่งไร้ความเกรงกลัว
รถทหารหลายคันรูกกระบี่บินทะลวง เลือดสดไหลทะลัก ย้อมผืนดินเป็นสีแดง
ทหารที่ถืออาวุธเบายิ่งน่าเวทนา เมื่อกระบี่บินพาดผ่าน ไม่ว่าทหารจะยืนหรือหมอบ ล้วนถูกบั่นขาดครึ่งท่อน
พวกที่ยังไม่ตายในทันที ทำได้เพียงลากท่อนร่างที่กลายสี่พับคลานไปตามพื้น เสียงร้องโหยหวนดังระงมไม่ขาดสาย ฟังแล้วชวนให้ใจสลาย
“เอวฉัน เอวฉันขาดแล้ว ใครก็ได้ช่วยด้วย”
“ฮือๆ ไอ้หมอนี่มันไม่ใช่คน ฉันจะกลับบ้าน ฉันจะกลับบ้าน”
“พวกเราทำให้เทพเจ้าพิโรธ นี่คือการลงทัณฑ์จากพระองค์ ทุกคนคุกเข่าอธิษฐานพร้อมกับฉัน ขอให้พระองค์ทรงอภัย”
ขวัญกำลังใจของกองกำลังพันธมิตรม่านเต๋อพังทลายลงในพริบตา กองกำลังพันธมิตรม่านเต๋อที่เคยมีความกล้าจะต่อต้าน บัดนี้ถูกกระบี่บินเชือดเฉือน ทุกคนล้วนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ความคิดที่จะต่อต้านมลายสิ้น ทำได้เพียงทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง
ซูเจี๋ยตบตัวตะขาบพันมือเบาๆ ออกคำสั่งอย่างใจเย็น: “อย่าปล่อยให้หนีไปได้แม้แต่คนเดียว”
ซูเจี๋ยกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่ปล่อยพวกเขาไป คนตายเท่านั้นที่รักษาความลับได้ วันนี้ต้องกำจัดพยานที่เห็นเหตุการณ์ให้หมด
ตะขาบพันมือส่งเสียงร้อง แขนซากศพสีขาวซีดหลุดออกจากลำตัว ไล่ตามทหารที่กำลังหลบหนี แขนเหล่านั้นเกาะติดร่างกายของพวกเขา และหักคอทิ้ง
ในเวลาเดียวกัน ทหารก็ถูกกระบี่บินฟันตายอย่างแม่นยำทีละคน ต่อให้ทหารจะพยายามปาระเบิดควันเพื่อบดบังการมองเห็นของกระบี่บินก็เปล่าประโยชน์
มีทหารตายทุกวินาที กองกำลังพันธมิตรม่านเต๋อทั้งหมดกลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ พวกเขากำลังตายตกด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว
หลวี่เวินโปที่กำลังรอให้จับตัวซูเจี๋ยมาหา ได้ยินเสียงการระเบิด ทีแรกก็ไม่ได้ใส่ใจ นึกว่าซูเจี๋ยแค่พาคนมาต่อต้านนิดหน่อย
แต่เสียงระเบิดดังสนั่นต่อเนื่องกัน แถมเขายังเห็นเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธของตัวเองร่วงหล่นระเบิดลงข้างๆ กับตา
“เกิดอะไรขึ้น มันเกิดบ้าอะไรขึ้น”
หลวี่เวินโปคว้าตัวเสนาธิการ หวังจะเอาคำตอบ
“รายงานท่านนายพล ทหารบอกว่าพวกเขาเจอคนที่ไม่ใช่มนุษย์ เจ้านายบริษัทเจี๋ยเคอคนนั้นเป็น... เป็นสัตว์ประหลาด...”
เสนาธิการพูดด้วยความสั่นกลัว แต่ก็ถูกหลวี่เวินโปตบหน้าฉาดใหญ่
“ฉันไม่มีเวลามาล้อเล่นกับแกนะ แผนกรักษาความปลอดภัยของบริษัทเจี๋ยเคอมาใช่ไหม มันเอาอาวุธหนักมาจากไหน”
ใบหน้าของหลวี่เวินโปเหี้ยมเกรียม ไม่เชื่อคำพูดไร้สาระของเสนาธิการ คนปกติที่ไหนจะเชื่อ
เขาคิดว่าบริษัทเจี๋ยเคอต้องแอบซื้ออาวุธมาติดอาวุธให้พวกชาวนา แล้วมาลอบโจมตีกองกำลังพันธมิตรม่านเต๋อของเขาแน่ๆ
แกร่ก!
ขณะที่หลวี่เวินโปกำลังคิดเช่นนั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าท้องฟ้ามืดลง ราวกับมีอะไรมาบังแสงแดดไว้
หลวี่เวินโปเงยหน้าขึ้น ก็ต้องพบกับภาพที่จะทำให้เขาไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต
ตะขาบยักษ์ตัวยาวเกือบสิบเมตร รูปร่างน่าสะพรึงกลัวกดทับอยู่เหนือหัว ดวงตาะแมลงอันเย็นชาไร้ความปราณีกลอกกลิ้ง ทำให้เขาขนลุกเกรียวไปทั้งตัว หายใจติดขัด
“โยว่ ผู้บังคับบัญชาหลวี่ใช่ไหม ผมคือเจ้านายของบริษัทเจี๋ยเคอ คุณบอกให้ผมมาหาไม่ใช่เหรอ ผมมาไม่สายนะ”
ซูเจี๋ยกระโดดลงมาจากหัวตะขาบพันมือ มองลงมาที่หลวี่เวินโปจากจุดที่สูงกว่า เผยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร
หากมองข้ามรถหุ้มเกราะที่กำลังลุกไหม้ เศษซากชิ้นส่วนมนุษย์เกลื่อนกลาด และทหารที่ยังไม่ตายส่งเสียงร้องโหยหวนอยู่ด้านหลังซูเจี๋ยได้ รอยยิ้มนี้ก็ถือว่าไม่มีพิษมีภัยเลยทีเดียว