เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 ฉันเป็นคนดี

บทที่ 28 ฉันเป็นคนดี

บทที่ 28 ฉันเป็นคนดี


ผ่านพ้นค่ำคืนอันน่าตื่นเต้นอกสั่นขวัญแขวน ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าอย่างช้าๆ

มีร่างหนึ่งเดินเร่งรีบผ่านป่าไม้ไปมาเหลียวซ้ายแลขวาเป็นระยะๆ ราวกับกังวลหรือรู้สึกผิดกับอะไรบางอย่าง

จนกระทั่งผ่านป่าทึบ ร่างนี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่ากำลังจะเดินทางต่อ จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

"พี่ซุน เช้าตรู่แบบนี้ จะไปไหนไม่บอกกล่าวกันเลย ฉันยังไม่ได้ไปส่งนายเลยนะ"

ซูเจี๋ยพิงต้นไม้โบราณ มองดูร่างที่ว่าด้วยรอยยิ้มกึ่งเย้ยหยัน

คนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเพื่อนร่วมทีมของซูเจี๋ย ซุนจื้อไห่นั่นเอง

ซุนจื้อไห่ตกใจที่จู่ๆ ซูเจี๋ยก็โผล่มา ไม่รู้ว่าตัวเองเผยพิรุธตรงไหน เขาหน้าซีดพูดเสียงเครือๆ "พี่ซู ฉันไม่ได้..."

"ไม่ได้ตู้อะไรล่ะ ก็แค่อยากจะไปฟ้องเมิ่งตงเก๋อ แล้วขายพวกเรา เพื่อขอโอกาสเข้าร่วมทีมของเขา!"

ซูเจี๋ยดึงแขนเสื้อขึ้น ฝูงผึ้งโลหิตเพลิงหยินและจักจั่นปีกเงินลายทองบินออกมาเป็นฝูงคอยส่งเสียงหึ่งๆ

เมื่อเห็นซูเจี๋ยเอาจริง ซุนจื้อไห่หน้าถอดสี รู้ตัวว่าถูกจับได้ จึงด่าเสียงดัง "แกบ้าไปแล้วหรือไง ฝั่งเราคนนิดเดียว ถึงจะล่ออสูรผีมาได้ แต่สุดท้ายก็ต้องไปสู้กับคนของเมิ่งตงเก๋ออยู่ดี เรามีแต่แก่กับพิการ พึ่งแกคนเดียวจะไปสู้กับคนพวกนั้นได้ยังไง? สิ่งที่ฉันทำมันเป็นทางเลือกที่ฉลาด จะเอาชีวิตรอดมันผิดตรงไหน?"

"นายไม่ผิดหรอก ผิดก็ตรงที่... นายมันอ่อนแอเกินไปยังไงล่ะ"

ซูเจี๋ยโบกมือ ฝูงผึ้งโลหิตเพลิงหยินที่เกาะอยู่บนท้องฟ้าก็ชูหางขึ้น ปล่อยเส้นไฟพุ่งลงมาเป็นสาย

ซุนจื้อไห่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบยันต์วังวนทองคำออกมาใช้

อากาศโดยรอบสั่นสะเทือนเล็กน้อย เส้นไฟที่พุ่งเข้ามาถูกเบี่ยงเบนออกไปด้านข้าง แผดเผาพื้นดินจนเป็นทางยาวสิบกว่าเมตร

ตามเส้นไฟมาติดๆ คือจักจั่นปีกเงินลายทองหลายตัวที่บินด้วยความเร็วสูง

กู่พวกนี้โจมตีทางกายภาพ ไม่สามารถเบี่ยงเบนได้

ในจังหวะสำคัญ กิ้งก่าสีเขียวตัวหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าอกซุนจื้อไห่ก็คลานออกมาพ่นควันพิษสีเขียวเข้มออกมา นี่คือกู่คู่ชีวิตของเขานั่นเอง

น่าเสียดาย ควันพิษพวกนี้ไม่มีผลอะไรเลยกับจักจั่นปีกเงินลายทอง

แสงสีทองและสีเงินสองสามสายพุ่งทะลุควันพิษตรงหน้าไปอย่างง่ายดาย ฟันผ่านทะลวงไหล่ หน้าอก และต้นขาของซุนจื้อไห่จนเป็นรูเลือดขนาดเท่าลูกปิงปองทะลุหน้าหลังอย่างหมดจด

ซุนจื้อไห่ร้องโหยหวนล้มลงไปกองกับพื้น จ้องมองซูเจี๋ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ:

"แกก็อยู่ในขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่สามเหมือนฉัน ทำไมถึงควบคุมกู่ได้เยอะขนาดนี้"

ซูเจี๋ยได้รับการเติมเต็มพลังวิญญาณจากตะขาบพันมือ พลังวิญญาณจึงหนาแน่นกว่าศิษย์ทั่วไป ทำให้ควบคุมจำนวนกู่ได้มากกว่าปกติไม่น้อย

"ก็บอกแล้วไงว่านายมันอ่อนแอเกินไป นายเอาแต่หล่อเลี้ยงกู่คู่ชีวิตด้วยเลือด พลังวิญญาณก็เลยขาดแคลนอย่างหนัก นอกเสียจากกู่คู่ชีวิตแล้วกู่ตัวอื่นก็ไม่ได้เพาะเลี้ยง แบบนี้ไม่นับว่าเป็นผู้ใช้กู่ที่ได้มาตรฐานหรอกนะ"

ซูเจี๋ยส่ายหน้า เดินเข้าไปตรวจสอบของในตัวซุนจื้อไห่ แต่น่าเสียดายที่ไม่พบของมีค่าอะไรเลย

เขาจนกว่าซูเจี๋ยเยอะ ยันต์วังวนทองคำแผ่นนั้นคงเป็นของมีค่าทั้งหมดที่เขามีแล้ว

"จิ๊ น่าสงสารชะมัด ของมีค่าชิ้นเดียวอย่างยันต์วังวนทองคำก็ใช้ไปแล้ว เหลือแต่เป็นอาหารเสริมให้เสี่ยวเชียนของฉันซะแล้ว"

ซูเจี๋ยถอนหายใจ ทำได้เพียงเก็บมืออย่างเสียดาย โยนกิ้งก่าสีเขียวบนพื้นให้ตะขาบพันมือเพลิดเพลินแทน

เมื่อครู่นี้มันไม่ได้ออกแรงช่วยสักนิด แต่พอกินกู่หน้าบ้านคนอื่นกลับกระชุ่มกระชวยเหลือเกิน

เวลานี้เปลือกตะขาบพันมือดำขลับเป็นประกาย มันกินอิ่มหนำสำราญจนเกือบจะเลื่อนระดับตั้งแต่ตอนอยู่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินมาบ้างแล้ว

วันนี้ยังได้รับกู่มากมายจากซูเจี๋ยเป็นระยะๆ ดูแล้วเวลาที่จะเลื่อนขั้นหลอมโลกครั้งที่สองคงอยู่อีกไม่กี่วันนี้แล้ว

เมื่อกู่คู่ชีวิตถูกกิน ด้วยความเชื่อมโยงทางจิตใจ ลมปราณและวิญญาณภายในร่างกายซุนจื้อไห่ก็ปั่นป่วน สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เลือดทะลักออกจากปากไม่หยุด พลางร้องขอชีวิต "พี่ซู ฉันยอมสู้กับเมิ่งตงเก๋อกับพวกนาย ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ฉันรู้ผิดจริงๆ"

"เสียใจด้วย นายหมดประโยชน์แล้ว"

ซูเจี๋ยลุกขึ้น ยกมือแผ่วเบากดดัน

ผึ้งโลหิตเพลิงหยินหลายสิบตัวก็พุ่งทะยานลงมา เส้นไฟกลืนร่างของเขาท่ามกลางเสียงโหยหวนอันสิ้นหวังของซุนจื้อไห่ จุดประกายไฟลุกโชนเผาไหม้ราวกับคบเพลิงลามเลียร่างมนุษย์

ไม่กี่นาทีต่อมา ที่เกิดเหตุก็เหลือเพียงตอตะโก

ลมพัดพาเศษขี้เถ้าปลิวว่อน ฟุ้งกระจายไปทั่วทุกที่ ก่อนจะหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

.............

ที่บ้านไม้บนยอดเขาทางเหนือ ซูเจี๋ยผลักประตูเข้าไป

กู้เว่ยเหนียนกลับมาแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้นก็พูดขึ้น "พี่ซู จัดการเรื่องเรียบร้อยแล้ว ฉันทำทีไปปรึกษาวิธีจัดการกับอสูรผี และฉวยโอกาสแอบฝังหญ้าหลงต่านไว้รอบๆ บ้านไม้ของเมิ่งตงเก๋อกับพวกนั้น"

"เยี่ยมมาก สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือเวลา รอให้อสูรผีมาเยือน หวังว่าโชคของเราจะไม่เลวร้ายเกินไปนะ"

ซูเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย เขารู้แต่แรกแล้วว่ากู้เว่ยเหนียนเริ่มลงมือ เพราะมีผีเสื้อกลางคืนคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอด

"เรื่องจบแล้วเหรอ?"

เฉินอวิ๋นซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พูดโพล่งขึ้นอย่างยากลำบาก เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังอดกลั้นต่อความเจ็บปวดทางร่างกาย

"จัดการลบร่องรอยภัยคุกคามในภายภาคหน้าหมดสิ้นแล้ว"

"แบบนั้นก็ดี เราจะได้ลงมือกันอย่างไร้ความกังวล"

บทสนทนาของซูเจี๋ยกับเฉินอวิ๋นทำให้กู้เว่ยเหนียนงุนงงไม่น้อย ผ่านไปพักใหญ่ก็มิวายเอ่ยถามขึ้นมาว่า "พี่ซุนล่ะ ทำไมไม่เห็นพี่ซุนเลย"

ซูเจี๋ยยิ้มตอบ "พี่ซุนงั้นเหรอ ตอนนี้เขาน่าจะกำลังใส่ปุ๋ยให้วัชพืชด้วยตัวเองอยู่มั้งนะ พี่กู้อยากจะหาตัวเขาสิ เดี๋ยวฉันพานายไปหาน่าจะพอเจอร่องรอยอยู่บ้าง"

"มะ...ไม่ต้องแล้ว ไม่เป็นไร"

เสียงของกู้เว่ยเหนียนสั่นเครือ เข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋ในประโยคที่ว่า

ซูเจี๋ยตบไหล่กู้เว่ยเหนียนเบาๆ พูดว่า "บางคนก็ไม่ได้มาทางเดียวกันกับพวกเรา กลับคิดจะแทงข้างหลังพี่น้อง ก็จำเป็นต้องส่งไปลงนรกก่อนซะ พี่กู้ไม่ต้องเกรงใจหรอก สำหรับคนที่เป็นพวกเดียวกัน ฉันไม่ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นหรอกน่า"

"ฉันก็คนกันเอง ฉันทำตามที่นายสั่งทุกระเบียดนิ้วแล้วนะ"

กู้เว่ยเหนียนใจคอไม่ดี เหงื่อแตกตามไรผม

เขานึกไม่ถึงเลยว่า ไอ้หนุ่มน้อยหน้าอ่อนไร้พิษสงอย่างซูเจี๋ย จะเป็นคนที่เลือดเย็นที่สุดในหมู่คนทั้งหมด

ไม่ต้องพูดถึงวิธีการจัดการกับศัตรูหรอก ขนาดเวลาจัดการกับคนกันเอง เขาเด็ดขาดรวดเร็วเกินกว่าที่กู้เว่ยเหนียนจะจินตนาการได้ด้วยซ้ำ

"ดูเหมือนว่าพี่กู้จะเข้าใจฉันผิดไปหน่อย! ช่างเถอะๆ พี่กู้จำเรื่องนี้เรื่องเดียวก็พอ ฉัน... ซูเจี๋ยน่ะ... เป็นคนดีจะตาย"

ซูเจี๋ยยืนยันเสียงหนักแน่น ถึงแม้เขาจะฆ่าคน วางเพลิง ทำลายศพ ทำลายหลักฐาน แต่เขาก็เป็นคนดี

กู้เว่ยเหนียน: "......"

เขาไม่เคยเห็นคนดีในรูปแบบซูเจี๋ยมาก่อน ทำเอาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

นึกสงสัยอยู่ในใจแต่ก่อนว่าซูเจี๋ยจะเป็นผู้ฝึกตนวิถีมารตัวจริงหรือเปล่า แต่พอมาดูตอนนี้แล้ว ก็คงจะหาใครเหมาะสมกับมาดผู้ฝึกตนวิถีมารไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

"ฉันเชื่อนะ นายเป็นคนดีที่มีเมตตาอย่างใหญ่หลวงเลย"

เฉินอวิ๋นพนักหน้าอย่างจริงจัง แสดงความเชื่อมั่นต่อคำพูดของซูเจี๋ยอย่างมั่นคง

สำหรับเฉินอวิ๋น การที่ซูเจี๋ยยอมช่วยเธอแก้แค้น ถือว่าเป็นคนดีแล้ว

ส่วนวิธีการจะเกินเลยไปหน่อยหรือไม่ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

"สองสามวันนี้ พี่กู้รับหน้าที่เดินตรวจตราชอบๆ ค่ายพักของเรา เฉินอวิ๋นเธอพักผ่อนให้สบายไปก่อนแล้วกัน พยายามฟื้นฟูพลังให้กลับมาบ้าง ส่วนทางฝั่งเมิ่งตงเก๋อ ฉันรับหน้าที่เฝ้าดูให้เอง มีความเคลื่อนไหวอะไรจะรายงานให้ทราบทันที"

หลังจากพูดเล่นจบ ซูเจี๋ยถ่ายทอดแผนการเป็นครั้งสุดท้าย

ตอนนี้ทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ ขาดแค่เพียงสายลมแห่งโอกาสเท่านั้น มาดูกันว่าอสูรผีจะสนองหรือเปล่า

จบบทที่ บทที่ 28 ฉันเป็นคนดี

คัดลอกลิงก์แล้ว