- หน้าแรก
- เทพสงครามโบราณกาล
- บทที่ 35 คนเดียวเทียบเท่าสามพัน
บทที่ 35 คนเดียวเทียบเท่าสามพัน
บทที่ 35 คนเดียวเทียบเท่าสามพัน
"ความหวังดีของผู้อาวุโส เซียวอวิ๋นขอรับไว้ด้วยใจครับ" เซียวอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
หากเซียวอวิ๋นเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธธรรมดาๆ การได้ก้าวเข้าเป็นศิษย์ในสำนักของชายชราผมขาวย่อมเป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน ทว่าเซียวอวิ๋นไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั่วทั้งร่างของเขายังคงมีความลับเกี่ยวกับดินแดนลึกลับโบราณกาลซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าอันไร้เทียมทานซุกซ่อนอยู่อีกด้วย
คนอื่นๆ อาจจะยากที่จะมองทะลุปรุโปร่งได้ ทว่าหากชายชราผมขาวคนนี้มีความสามารถที่จะมองเห็นมันขึ้นมาล่ะ? และอีกอย่าง ก่อนหน้านี้ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ยอมรับเขาเป็นศิษย์ ทว่ากลับมาเจาะจงรับเขาเป็นศิษย์ในตอนนี้กันล่ะ?
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
ปฏิเสธงั้นรึ?
ผู้คนในเหตุการณ์ต่างพากันอึ้งงันไปตามๆ กัน
ดวงตาของพวกโม่หวู่แดงก่ำถึงขีดสุด พวกเขาแทบอยากจะเข้าไปทุบตีเซียวอวิ๋นให้ตายคามือ โอกาสดีๆ ถึงขนาดนี้ เจ้ากลับปฏิเสธมันงั้นรึ? หากเจ้าไม่ต้องการก็ยกมันมาให้พวกเราสิ
"เซียวอวิ๋น ท่านเจ้าสำนักมีน้ำใจคิดจะรับนายเป็นศิษย์ นายก็รีบตอบตกลงไปเร็วเข้าสิ" เซียวอวี่เอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างจ้องมองเซียวอวิ๋น โอกาสดีๆ ที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปีเช่นนี้ เจ้ากลับปฏิเสธมันไปได้อย่างไรกัน?
"เธอไม่เข้าใจหรอก" เซียวอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ
"ฉันไม่เข้าใจ งั้นนายก็บอกฉันมาสิ ว่าทำไมนายถึงต้องปฏิเสธด้วยล่ะ?" เซียวอวี่เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ นี่คือเรื่องราวดีๆ ที่ยิ่งใหญ่ที่ผู้คนมากมายต่างก็เฝ้าอ้อนวอนขอมาแท้ๆ
"ตอนนี้ฉันยังอธิบายให้เธอฟังไม่ได้ รอไว้ในวันหน้าเถอะนะ" เซียวอวิ๋นกล่าวปัดไป
เซียวอวี่กำลังจะอ้าปากพูดต่อ ทว่ากลับถูกชายชราผมขาวเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมาก่อน "เจ้าไม่คิดถึงตัวเอง ทว่าเจ้าไม่คิดถึงคนในครอบครัวของเจ้าบ้างเลยงั้นรึ?"
ครอบครัว...
เซียวอวิ๋นพลันหยุดฝีเท้าลงทันที
"เจ้าเป็นคนฉลาด หากเจ้าก้าวออกไปจากที่นี่ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะสามารถมีชีวิตรอดก้าวออกไปจากเมืองเสวียนได้น่ะ? ต่อให้เจ้ามีความสามารถอยู่บ้าง และสามารถมีชีวิตรอดออกไปจากเมืองเสวียนได้ แล้วคนในครอบครัวของเจ้าล่ะ? เจ้าจะรับรองความปลอดภัยของพวกเขาได้งั้นรึ? เจ้าหนู เจ้าล่วงเกินผู้คนเอาไว้มากเกินไปแล้วนะ" ชายชราผมขาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แม้ว่าคำพูดของชายชราผมขาวจะค่อนข้างคลุมเครือ ทว่าเซียวอวิ๋นกลับเข้าใจความหมายในคำพูดของเขาได้อย่างถ่องแท้
คนที่เซียวอวิ๋นล่วงเกินไปไม่ใช่แค่บุคคลธรรมดา ทว่ามันคือสำนักใหญ่สำนักหนึ่งเลยทีเดียว
สำนักเทียนหลัวจะยอมปล่อยเขาไปงั้นรึ?
ย่อมไม่มีทางแน่นอน
เซียวอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคนในตระกูลเซียว ทั้งท่านลุงใหญ่ พี่หลาน และรวมถึงเซียวอวี่ที่อยู่ที่สำนักจิตเหมันต์ เซียวอวิ๋นไม่ต้องการเห็นพวกเขาสักคนต้องประสบอุบัติเหตุใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่าช่างน่าเสียดายที่ตัวเขามีเวลาไม่มากพอ หากมีเวลามากพอให้พักฟื้นล่ะก็ เซียวอวิ๋นเชื่อว่าด้วยรากฐานของตัวเอง ย่อมสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นได้ในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน
"ท่านสามารถรับรองได้หรือไม่ว่า ครอบครัวของข้าจะไม่ประสบอุบัติเหตุใดๆ?" เซียวอวิ๋นหันหลังกลับมามองชายชราผมขาว
"ย่อมได้ ข้าสามารถรับรองความปลอดภัยให้กับครอบครัวของเจ้าได้เป็นเวลาหนึ่งปี" ชายชราผมขาวพยักหน้าเล็กน้อย
"เวลาหนึ่งปีมันสั้นเกินไป" เซียวอวิ๋นส่ายหน้า
"พอแล้วล่ะ เวลาหนึ่งปีนับว่าเพียงพอแล้ว หากภายในเวลาหนึ่งปีนี้ เจ้ายังคงไม่สามารถเติบโตขึ้นมาจนถึงระดับที่สามารถปกป้องครอบครัวของตัวเองได้ล่ะก็ เจ้าก็ไม่คู่ควรที่จะได้อยู่เป็นศิษย์ในสำนักของข้าต่อไปแล้วล่ะ" ชายชราผมขาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เอาเถอะ สามารถยื้อเวลาให้กับครอบครัวได้หนึ่งปี ก็นับว่าเพียงพอแล้วล่ะ
หลังจากที่เซียวอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตอบตกลงพลางพยักหน้า "ข้ามีความเต็มใจที่จะเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักของท่านครับ"
"เริ่มตั้งแต่ในวินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์สายตรงลำดับที่เจ็ดในรุ่นที่แปดสิบเอ็ดแห่งฝ่ายใต้ของข้า" ชายชราผมขาวพยักหน้าเล็กน้อย
นอกจากหวงอีหงและผู้ดูแลอาวุโสหลิ่วเย่าแห่งหุบเขาคลื่นคลั่งที่มีสีหน้าที่อัปลักษณ์ถึงขีดสุดแล้ว สีหน้าของคนอื่นๆ ต่างก็พอดูดีขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปิงอวี่แห่งสำนักจิตเหมันต์ ที่มีรอยยิ้มแห่งความสุขเต็มใบหน้า
คนรุ่นเยาว์ที่มีพวกโม่หวู่เป็นผู้นำ ต่างก็มองไปที่เซียวอวิ๋นด้วยความอิจฉาริษยาอย่างเปี่ยมล้น ผู้คนไม่น้อยต่างพากันคิดว่า หากสามารถสลับตัวกับเซียวอวิ๋นได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว
ส่วนทางด้านเซียวอวี่นั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนหน้านี้นางยังแอบกังวลว่าเซียวอวิ๋นจะปฏิเสธอยู่เลย
เพื่อครอบครัวแท้ๆ...
เซียวอวี่มองจ้องเซียวอวิ๋นลึกซึ้ง ดวงตาคู่สวยแฝงแววตาที่สลับซับซ้อน
ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ มีเพียงเยี่ยกู้เฉิงเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีสีหน้าที่อัปลักษณ์ถึงขีดสุด เพราะในครั้งนี้เขานอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แล้ว ทว่ากลับยังไปล่วงเกินเซียวอวิ๋นเข้าให้อีกด้วย
หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายไปถึงหูของตระกูลเยี่ยล่ะก็ เขาจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักแน่นอน
"ท่านเจ้าตำหนักครับ..." เซียวอวิ๋นเอ่ยขึ้น
"จงเรียกข้าว่าเจ้าสำนักเถอะ" ชายชราผมขาวเอ่ยปากแก้ไข
เจ้าสำนักงั้นรึ?
ผู้คนในที่แห่งนั้นต่างพากันเผยสีหน้าที่ประหลาดใจ รวมถึงผู้ดูแลของตำหนักยุทธน่านกงที่มองดูชายชราผมขาวด้วยความสงสัย ชายชราผมขาวคนนี้ไม่ใช่ท่านเจ้าสำนักซ้ายหรอกหรือ? ทำไมถึงได้กลายมาเป็นเจ้าสำนักไปได้ล่ะ?
"ฝ่ายใต้ถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่งั้นรึ ยินดีด้วย ยินดีด้วยจริงๆ และข้าก็ต้องขอแสดงความยินดีกับศิษย์พี่ด้วยนะ ที่สามารถรับสมัครศิษย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้เข้ามาได้"
น้ำเสียงอันทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามดังแว่วมา เห็นเพียงชายชราในชุดคลุมยุทธสีดำทองคนหนึ่งลอยตัวอยู่กลางอากาศ เขากำลังส่งยิ้มให้กับชายชราผมขาว
"คารวะท่านเจ้าตำหนัก!"
ผู้ดูแลของตำหนักยุทธน่านกงและคนอื่นๆ ต่างพากันคุกเข่าทำความเคารพทันที
แม้แต่พวกหวงอีหงเองก็ยังต้องรีบทำความเคารพด้วยความยำเกรง เพราะชายชราในชุดคลุมยุทธสีดำทองที่อยู่ตรงหน้านี้ คือท่านเจ้าตำหนักตัวจริงแห่งตำหนักยุทธน่านกง และเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดของตำหนักยุทธน่านกงเอาไว้นั่นเอง
"อย่ามาพูดจาประชดประชันกันหน่อยเลย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังหัวเราะเยาะเรื่องอะไรอยู่น่ะ?" สีหน้าของชายชราผมขาวดูเคร่งขรึมและเย็นชาลง
"แน่นอนว่าข้าต้องหัวเราะอยู่แล้ว เดิมทีข้านึกว่าเจ้าเด็กที่เคาะระฆังสวรรค์ได้สิบรัวนั่น จะต้องเป็นอัจฉริยะที่สะเทือนโลกอย่างแน่นอน ทว่าผลลัพธ์คือคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธกึ่งพิการเท่านั้น"
ชายชราในชุดคลุมยุทธสีดำทองเอ่ยพลางส่ายหน้าและทอดถอนหายใจ "เจ้ารอคอยมานานหลายปีถึงเพียงนี้ ทว่าในตอนท้ายที่สุด สิ่งที่เจ้าเฝ้ารอคอยมามันคืออะไรกันล่ะ? มันก็เป็นแค่ความว่างเปล่าไม่ใช่หรอกหรือ ข้าเคยบอกเจ้าตั้งนานแล้ว ว่าให้เจ้ายอมตัดใจจากฝ่ายใต้ไปซะแต่เนิ่นๆ ทว่าเจ้ากลับไม่ยอม หากเจ้ายอมละทิ้งฝ่ายใต้ไปตั้งนานแล้ว วันที่ฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก็คือวันที่ตำหนักยุทธน่านกงของเราก้าวขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์แล้วล่ะ ทว่าเจ้ากลับยังคงดื้อรั้นยึดติดอยู่กับขนบประเพณีโบราณเดิมๆ อยู่ได้"
"เจ้าลองมองดูขนบธรรมเนียมฝ่ายใต้ของเจ้าดูสิ ว่าในท้ายที่สุดแล้วได้รับอะไรกลับมาบ้าง? รอคอยมาเกือบร้อยปี ทว่ากลับได้ผู้ฝึกยุทธกึ่งพิการมาคนหนึ่งเนี่ยนะ? ต่อให้เขาจะสามารถเคาะระฆังสวรรค์ให้ส่งเสียงดังขึ้นมาได้ถึงสิบรัวแล้วจะทำไมล่ะ ลำพังแค่ตัวเขาเพียงคนเดียว จะสามารถทำให้ฝ่ายใต้ของเจ้ากลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้งงั้นรึ? ศิษย์พี่ ข้าขอเตือนท่านว่าอย่าได้เพ้อฝันกลางวันจนเกินไปนักเลย"
"ศิษย์พี่ ข้าจะให้โอกาสท่านเป็นครั้งสุดท้าย จงยอมละทิ้งฝ่ายใต้ซะ แล้วเจ้าและข้าสองคนพี่น้องจะร่วมมือกันจัดระเบียบตำหนักยุทธน่านกงขึ้นมาใหม่ ในวันข้างหน้าจะต้องสามารถทำให้ตำหนักยุทธน่านกงของเรา กลายเป็นผู้นำแห่งตำหนักยุทธของอาณาจักรต้าเหยียนได้อย่างแน่นอน"
ทว่าชายชราผมขาวกลับปรายตามองชายชราในชุดคลุมยุทธสีดำทองอย่างราบเรียบ หลังจากนั้นก็ชี้ไปที่เซียวอวิ๋น "ตัวเขาเพียงคนเดียว ในวันหน้าก็เพียงพอที่จะต่อกรกับสมาชิกฝ่ายเหนือทั้งหมดของเจ้ารวมกันได้แล้วล่ะ"
"เขาน่ะรึ?"
ชายชราในชุดคลุมยุทธสีดำทองปรายตามองเซียวอวิ๋นแวบหนึ่ง หลังจากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าหัวเราะร่าออกมา "ในวันหน้าคนเพียงคนเดียว สามารถต่อกรกับสมาชิกฝ่ายเหนือของข้าที่มีถึงสามพันคนได้งั้นรึ? ด้วยฝีมือของผู้ฝึกยุทธกึ่งพิการคนนี้น่ะเหรอ?"
"ผู้ที่สามารถเคาะระฆังสวรรค์ให้ส่งเสียงดังได้ถึงสิบรัวนั้น ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน" ชายชราผมขาวเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่จริงจัง
"ผู้ฝึกยุทธกึ่งพิการก็สามารถกลายเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาได้งั้นรึ?"
ชายชราในชุดคลุมยุทธสีดำทองเผยรอยยิ้มเยาะ "ในเมื่อศิษย์พี่ดึงดันที่จะทำเช่นนี้ เช่นนั้นก็ต้องว่ากันไปตามกฎเกณฑ์ ในเมื่อฝ่ายใต้ถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ฝ่ายเหนือของข้าก็จะถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เช่นกัน ตามข้อตกลงในตอนนั้น ฝ่ายเหนือของข้าจะให้เวลาเขาหนึ่งเดือน หลังจากผ่านพ้นไปหนึ่งเดือน การต่อสู้ระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้จะดำเนินต่อไป ข้าชักอยากจะเห็นนัก ว่าผู้ฝึกยุทธกึ่งพิการในวันหน้าตามที่ท่านว่ามานั้น จะสามารถต่อกรกับสมาชิกฝ่ายเหนือที่มีถึงสามพันคนของข้าได้จริงหรือไม่"
หลังจากพูดจบประโยคนี้ ชายชราในชุดคลุมยุทธสีดำทองก็ไม่รอให้ชายชราผมขาวได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก เขาก็โบกสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง และพุ่งทะยานแหวกฝ่าอากาศจากไปในทันที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ช่างเหนือความคาดหมายของผู้คนมากจริงๆ
ภายในตำหนักส่วนหน้าเงียบสงัดลงอย่างประหลาด ทุกคนต่างพากันมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ตำหนักยุทธน่านกงถึงกับมีการแบ่งแยกเป็นฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือด้วยงั้นรึ?
ผู้คนต่างพากันขมวดคิ้ว
ทว่าความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ กลับทำให้หวงอีหงและหลิ่วเย่าที่เดิมทีมีใบหน้าที่บูดบึ้งถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทว่าดูเหมือนว่าฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือของตำหนักยุทธน่านกงจะไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่นัก
ที่สำคัญที่สุดคือ ขั้วอำนาจของฝ่ายใต้นั้นอ่อนแอมาก มีเพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้น
ทว่าทางฝ่ายเหนือเล่า มีจำนวนคนมากถึงสามพันคนเลยทีเดียว
ความกังวลของเยี่ยกู้เฉิงมลายหายไปจนสิ้น เขาอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา เดิมทียังแอบกังวลว่าจะถูกตระกูลเยี่ยลงโทษเพราะไปล่วงเกินเซียวอวิ๋นเข้า ทว่านึกไม่ถึงเลยว่ามันจะกลายเป็นเรื่องตลกโป๊เก๊ไปเสียได้
เขานั้นเป็นสมาชิกของฝ่ายเหนือ ส่วนเซียวอวิ๋นเป็นสมาชิกของฝ่ายใต้
ในเมื่อฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ไม่ลงรอยกัน เช่นนั้นต่อให้ล่วงเกินเซียวอวิ๋นไปแล้วมันจะทำไมล่ะ?
และอีกอย่าง เมื่อครู่นี้ท่านเจ้าตำหนักก็ได้พูดออกมาแล้วว่า หลังจากผ่านพ้นไปหนึ่งเดือน ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้จะเปิดศึกประลองกัน และเมื่อถึงเวลานั้นเซียวอวิ๋นที่เป็นสมาชิกของฝ่ายใต้ ก็จะต้องเข้าร่วมศึกประลองนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
หนึ่งเดือน ข้าจะยอมปล่อยให้เจ้าได้มีชีวิตรอดต่อไปอีกเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นนะ
เยี่ยกู้เฉิงปรายตามองเซียวอวิ๋นแวบหนึ่ง