- หน้าแรก
- ข้อมูลลับเปลี่ยนโลก ผมใช้มันไต่เต้าเป็นเศรษฐีเบอร์หนึ่ง
- บทที่ 17 - ดักปล้น
บทที่ 17 - ดักปล้น
บทที่ 17 - ดักปล้น
บทที่ 17 - ดักปล้น
"นายอยากให้จางฮ่าวลางานห้าวัน" หลี่ซานเจียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้จัดการที่ส่งเสียงประท้วง "แถมยังจะให้เขาเอาพาสปอร์ตกับใบขับขี่ไปด้วยงั้นเหรอ?"
"ใช่ครับ" เจิ้งจื๋อพิงขอบโต๊ะ "หวังว่าเถ้าแก่หลี่จะอนุญาตนะครับ"
"เสี่ยวเจิ้ง" หลี่ซานเจียงเปรยออกมา "ตอนนี้ช่างต่างจากเมื่อก่อนจริงๆ เมื่อก่อนนายไม่กล้าพูดกับฉันแบบนี้หรอกนะ"
เจิ้งจื๋อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
นั่นสินะ ทำไมเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลี่ซานเจียงอีกครั้ง ในใจของเขาถึงไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อคนตรงหน้าหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย?
"ก็ถือว่าโชคดีที่ได้รู้จักเพื่อนฝูงบ้างน่ะครับ" เจิ้งจื๋อยิ้ม "พอดีผมได้รับงานเล็กๆ มาชิ้นหนึ่ง แต่ขาดคน เลยหวังว่าเถ้าแก่หลี่จะกรุณาให้ผมยืมตัวพี่ฮ่าวหน่อย"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีเหตุผลมาแลกเปลี่ยนหน่อยสิ" หลี่ซานเจียงแบมือ "นายจะมาเอาคนงานของฉันไปใช้ฟรีๆ โดยไม่มีค่าตอบแทนไม่ได้หรอกนะ"
"ค่าตอบแทน..." เจิ้งจื๋อครุ่นคิด "เถ้าแก่หลี่รู้จักคุณหลินเจียวางที่ทำธุรกิจแลกเงินแถวย่านตะวันตกเฉียงใต้ไหมครับ?"
"รู้จักแต่ไม่สนิท" หลี่ซานเจียงจิบน้ำเก๋ากี้อย่างใจเย็น "ทำไม? เสี่ยวเจิ้ง นายคิดจะอ้างชื่อเถ้าแก่หลินมาข่มฉันเหรอ? ฉันให้คนไปสืบเรื่องนายมาแล้ว นายมันก็แค่—"
เจิ้งจื๋อไม่รอให้หลี่ซานเจียงพูดจบ เขาหยิบมือถือออกมาแล้วกดเบอร์โทรออก ส่งให้หลี่ซานเจียงทันที
"ฮัลโหล ใครน่ะ—" หลี่ซานเจียงรับโทรศัพท์ไปด้วยความกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย ทว่าเพียงอึดใจเดียวใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด "อา... เถ้าแก่หลินเหรอครับ ไอ๊หยา... เสี่ยวเจิ้ง... คุณเจิ้งกำลังคุยอยู่กับผมพอดีครับ คุยถึงเรื่องท่านขึ้นมา ผมเลยบอกว่าอยากจะโทรไปถามสารทุกข์สุกดิบสักหน่อยครับ..."
"พอหรือยังครับเถ้าแก่?" เจิ้งจื๋อนั่งอยู่ที่ขอบโต๊ะของหลี่ซานเจียง พลางมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "ท่านตกลงไหมครับ?"
"ตกลงครับ ตกลงแน่นอน" หลี่ซานเจียงปาดเหงื่อพลางวางสาย "เป็นผมหลี่ซานเจียงที่ตาถั่วเอง มองไม่เห็นเขาไท่ซาน คุณเจิ้งอย่าถือสาเลยนะครับ"
"ขอบคุณครับ"
เจิ้งจื๋อรับพาสปอร์ตมาแล้วเดินออกจากห้องทำงานของหลี่ซานเจียงทันที
"เจิ้งจื๋อคนนี้ไปเกาะขาใครมากันแน่" หลี่ซานเจียงมองประตูที่ปิดลงพลางพึมพำ "ถึงได้—"
"อ้อ จริงด้วยครับเถ้าแก่"
เจิ้งจื๋อพลันเปิดประตูย้อนกลับมา
เขามองดูหลี่ซานเจียงที่สำลักน้าลายตัวเองจนไอโขลกเขลก พลางชี้ไปที่รถบรรทุกที่จอดอยู่ด้านนอกแล้วยิ้มอย่างจริงใจ:
"รถบรรทุกของท่านน่ะ ขอผมยืมใช้ด้วยได้ไหมครับ?"
บนถนนที่เต็มไปด้วยโคลนตม รถบรรทุกรุ่น กาซ 3307 กำลังขับเคลื่อนไปอย่างไม่รีบร้อน
จางฮ่าวกุมพวงมาลัยด้วยสองมือ สายตาจ้องเขม็งไปที่เส้นทางเบื้องหน้า
นี่เป็นครั้งแรกที่เจิ้งจื๋อได้ออกมานอกเขตเมืองมอสโก เขามองดูป่าต้นเบิร์ชและเสาไฟฟ้าที่เคลื่อนผ่านไปสองข้างทาง ดินสีดำสนิทและหิมะที่ยังไม่ละลายรวมตัวกันเป็นภาพทิวทัศน์ที่ดูราวกับภาพวาดพู่กันจีน จนเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประทับใจ
"พี่ฮ่าว อยากพักสักหน่อยไหมครับ?" เขาหันไปมองจางฮ่าวที่กำลังขับรถ "พี่ขับติดต่อกันมาเจ็ดแปดชั่วโมงแล้วนะ"
"พี่ยังไหวอยู่" จางฮ่าวพูดไปขับไป "ว่าแต่คุณเจิ้งขับรถไม่เป็นไม่ใช่เหรอครับ?"
"โธ่ เรียกผมคุณเจิ้งอีกแล้ว" เจิ้งจื๋อเลื่อนกระจกหน้าต่างลงเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ "อีกอย่างสองข้างทางนี่แทบไม่มีรถเลย ผมลองขับดูก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร ไม่ไปรบกวนใครหรอกครับ"
ทันทีที่เลื่อนกระจกลงเพียงเล็กน้อย ลมหนาวเยือกแข็งที่แฝงไปด้วยกลิ่นโคลนและหิมะก็พุ่งเข้าใส่หน้า เจิ้งจื๋อรู้สึกเหมือนถูกลมกัดกินเข้าที่คอเสื้อจนหนาวสั่นไปถึงทรวง เขาจึงรีบเลื่อนกระจกปิดตามเดิม
"งั้นก็ได้ครับ" จางฮ่าวครุ่นคิดพลางเหลือบมองมือถือที่ติดตั้งอยู่บนแท่นวาง "ขับไปอีกสักยี่สิบกิโลเมตรก็จะถึงฟรอโลโวแล้ว พอใกล้ถึงตรงนั้นเราค่อยสลับกันขับ"
ทิวทัศน์ที่ดูซ้าซากหากมองนานๆ ก็ทำให้ชวนง่วงได้ ยิ่งตอนนี้ใกล้เวลาโพล้เพล้ ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวลงเรื่อยๆ
เจิ้งจื๋อพลันรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างประหลาด หัวใจของเขาเริ่มเต้นรัวขึ้นกะทันหัน
"รัสเซียนี่พื้นที่กว้างใหญ่แต่คนน้อยจริงๆ นะครับ" เจิ้งจื๋อมองดูทิวทัศน์ที่ดูเหมือนกันไปหมดตลอดทาง "ตลอดทางที่ผ่านมานี่เราแทบไม่เจอรถเลยใช่ไหมครับ?"
"ตอนออกจากมอสโกช่วงแรกๆ ก็เยอะอยู่ครับ" จางฮ่าวครุ่นคิด "แต่พอขับมาเรื่อยๆ ก็ยิ่งน้อยลง ชั่วโมงที่ผ่านมานี่เห็นแค่สองสามคันเอง"
"นั่นสินะครับ แถมถนนนี่ก็แย่ชะมัด" เจิ้งจื๋อมองดูถนนดินที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ "เทียบกับเมืองจีนไม่ได้เลยสักนิด"
"ข้างหน้าเหมือนมีรถเสียครับ มีคนยืนอยู่สามสี่คน"
จางฮ่าวพูดขึ้น
เจิ้งจื๋อมองไปข้างหน้า เห็นรถเก๋งคันหนึ่งจอดขวางถนนในลักษณะเฉียงๆ บังเส้นทางที่จะไปต่อ
"ขับอ้อมพวกเขาได้ไหมครับ?" เจิ้งจื๋อถามขึ้นกะทันหัน "หรือขับลุยเข้าไปในทุ่งข้างทางเลย"
"ไม่ได้ครับ" จางฮ่าวพูดด้วยน้าเสียงกังวล "สองข้างทางนี้มีตอไม้ปักอยู่ ถ้าขับลงไปรถจะติดหล่มทันที ทางข้างหน้าถ้ารถเก๋งอาจจะพออ้อมได้ แต่รถบรรทุกคันนี้ผ่านไปไม่ได้แน่นอนครับ"
"งั้นก็ได้ครับ" เจิ้งจื๋อขยี้หัว "จอดรถชิดข้างทางข้างหน้านี้แหละ เราลงไปดูหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น"
รถบรรทุกค่อยๆ ชะลอตัวลงจอดชิดข้างทาง เจิ้งจื๋อและจางฮ่าวพากันกระโดดลงจากรถคนละฝั่ง
"เฮ้ เพื่อน" เจิ้งจื๋อไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ เขาตะโกนถามจากระยะไกลพลางมองดูรถมินิแวนที่จอดขวางทางอยู่ "เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"
"บ้าเอ๊ย รถเสียน่ะ" ชายหนุ่มไว้หนวดเคราที่สวมหมวกขนสัตว์เดินเข้ามาหาเจิ้งจื๋อ "เพื่อน มียางอะไหล่บ้างไหม?"
"ยางอะไหล่ของพวกเราพวกคุณคงใช้ไม่ได้หรอกครับ" เจิ้งจื๋อถอยหลังไปสองก้าว รักษาระยะห่างจากเขา "เดี๋ยวพวกเราขับไปข้างหน้าจะหาคนมาช่วยให้นะครับ"
"ฟังนะเพื่อน" ชายอีกคนที่สวมเสื้อกันหนาวทหารสีเขียวพูดขึ้น "คุณช่วยรับพวกเราไปส่งข้างหน้าหน่อยได้ไหม อากาศมันหนาวเกินไป แถมดูสิ ฟ้าจะมืดแล้วด้วย..."
เจิ้งจื๋อมองดูชายเคราเฟิ้มและพรรคพวกของเขา ก่อนจะถามขึ้นกะทันหัน:
"รถของพวกคุณเสียมานานแค่ไหนแล้วครับ?"
"พวกเรายืนรออยู่ข้างนอกนี่มาสี่ห้าชั่วโมงแล้ว" ชายเสื้อทหารรีบพูดแทรกชายเคราเฟิ้มขึ้นมา "ช่วยพวกเราหน่อยเถอะน้องชาย"
เจิ้งจื๋อเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ซึ่งเต็มไปด้วยเมฆหนาและมืดลงเรื่อยๆ
ในป่าต้นเบิร์ชที่หนาทึบสองข้างทางส่งเสียงซอกแซก ราวกับเป็นเสียงของสายลมที่กำลังโหยหวน
"คุณกำลังโกหกผม" เจิ้งจื๋อพูดขึ้นด้วยน้าเสียงเรียบเฉย "ใบหน้าของพวกคุณไม่มีรอยแดงจากความหนาวเลย ท่าทางไม่ได้เหมือนคนที่ยืนตากลมข้างนอกมานานขนาดนั้น"
ทันทีที่สิ้นคำพูด สีหน้าของทั้งสองฝ่ายก็เปลี่ยนไปทันที
ชายเคราเฟิ้มถลึงตาใส่ชายเสื้อทหาร จากนั้นเขาก็หยิบขวานออกมาจากเบาะหลังรถมินิแวนแล้วส่งสัญญาณเรียกพรรคพวก
ชายฉกรรจ์อีกสามสี่คนพุ่งออกมาจากป่า ชายเจ็ดแปดคนพากันเดินเข้ามาล้อมเจิ้งจื๋อและจางฮ่าวไว้ทั้งหน้าและหลัง
"ผมยอมให้เงิน" เจิ้งจื๋อถอนหายใจพลางหยิบกระเป๋าเงินออกมาจากอกเสื้อ "ผมยินดีจ่ายค่าผ่านทางครับ"
"รู้ความนี่"
ชายเคราเฟิ้มเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่า เขาเดินเข้ามาคว้ากระเป๋าเงินจากมือเจิ้งจื๋อไป พลางผิวปากด้วยความพึงพอใจ
"ดูสิ เซเรียวชา" เขาเรียกชายสวมเสื้อทหารให้เข้ามาดูพลางโยนกระเป๋าเงินให้ "พวกเราเจอคนรวยเข้าแล้ว พกเงินสดติดตัวเยอะขนาดนี้ ช่างเป็นของขวัญจากพระเจ้าจริงๆ"
"ได้ค่าผ่านทางไปแล้ว ตอนนี้พวกเราไปได้หรือยังครับ?"
เจิ้งจื๋อไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเป็นพิเศษ เขามองดูชายเคราเฟิ้มอย่างสงบนิ่ง ส่วนจางฮ่าวกลับนั่งยองๆ อยู่หน้าหน้ารถด้วยความหวาดกลัว
"อย่าเพิ่งรีบสิเพื่อน" เซเรียวชาเดินเข้ามาใกล้รถบรรทุกพลางเคาะที่ตู้สินค้า "บรรทุกอะไรมาล่ะ?"
"ไม่เกี่ยวกับพวกคุณครับ" เจิ้งจื๋อส่ายหน้า "เอาเงินไปแล้วก็ไปซะ"
"สุคาพัลยัต" เซเรียวชาถ่มน้าลายลงพื้น "โอเลก เปิดตู้สินค้าสิ!"
โอเลกคนนี้ไม่ใช่ตำรวจที่เป็นเพื่อนร่วมงานของอันตอน เขาหยิบคีมตัดเหล็กออกมาจากข้างทาง แล้วจัดการตัดกุญแจตู้สินค้าออกอย่างรวดเร็วก่อนจะมุดเข้าไปข้างใน
ไม่นานนัก เสียงตะโกนด้วยความดีใจอย่างสุดขีดก็ดังขึ้น:
"เซเรียวชา! อิวาน!" เขาตะโกนก้อง "บุหรี่ครับ! บุหรี่เป็นตันๆ เลย!"
แม้จางฮ่าวจะฟังไม่ออกว่าพวกหมีขาวพวกนี้พูดอะไรกัน แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ เขาขดตัวสั่นเทาอยู่หน้าหน้ารถ
"ดูเหมือนว่าสินค้าของนายก็ต้องทิ้งไว้ที่นี่เหมือนกันนะเพื่อน" อิวานชายเคราเฟิ้มยักไหล่แสดงความเสียใจจอมปลอม "แต่ไม่ต้องห่วง พวกเราจะทิ้งรถไว้ให้—"
"คลิก!"
เขายังพูดไม่ทันจบ เจิ้งจื๋อก็เม้มปากเล็กน้อย ชักปืนพกสีดำสนิทออกมาจากอกเสื้อ ขึ้นลำ ปลดเซฟตี้ แล้วจากนั้น—
เสียงปืนดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ กระสุนพุ่งฝ่าความเงียบเชียบเจาะอากาศมุ่งตรงสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด
เสียงปืนที่ดังสนั่นทำให้ฝูงกาในป่าพากันตกใจ บินหนีกระจัดกระจายพร้อมส่งเสียงร้องระงม
เจิ้งจื๋อเดินเข้าไปหาอย่างไม่รีบร้อน ปลายกระบอกปืนที่ยังร้อนระอุจ่อเข้าที่หน้าผากของอิวานโดยตรง
"คุกเข่าลง" เจิ้งจื๋อพูดอย่างเรียบเฉย "ไอ้ชาติสุนัข"
(จบแล้ว)