- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 25 - ความจริงปรากฏ ออกเดินทางจากเมืองเหยียน
บทที่ 25 - ความจริงปรากฏ ออกเดินทางจากเมืองเหยียน
บทที่ 25 - ความจริงปรากฏ ออกเดินทางจากเมืองเหยียน
เฉินเฟิงไม่ได้หยุดพัก เขาสะพายกระบี่เมฆาสวรรค์แล้วเดินทางมายังตระกูลเฉินอีกครั้ง
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ประตูใหญ่ตระกูลเฉิน
บ่าวรับใช้และองครักษ์มากมายภายในตระกูลเฉินต่างพากันตกใจกลัวจนเสียสติ พวกเขาต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างสุดกำลัง ไม่มีองครักษ์คนใดกล้าก้าวเข้าไปขวางหน้าเขาเลยแม้แต่คนเดียว
ข่าวที่เฉินเฟิงเหยียบย่ำเฉินเทียนหลางไว้ใต้ฝ่าเท้าได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองเหยียนนานแล้ว ส่งผลให้ตอนนี้ทั่วทั้งตระกูลเฉินต่างตกอยู่ในความหวาดผวา!
เฉินเฟิงคนก่อนมักจะถูกกลั่นแกล้งในตระกูลเฉินอยู่เสมอ การกลั่นแกล้งส่วนใหญ่มาจากพี่น้องร่วมตระกูล แต่ก็มีบางส่วนที่มาจากพวกบ่าวรับใช้
เพราะเฉินเฟิงคนก่อนไม่มีสถานะใดๆ ในตระกูลเลย การได้หยอกล้อนายน้อยของตระกูลใหญ่ถือเป็นเรื่องที่ทำให้พวกบ่าวรับใช้รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก
ทว่าสิ่งที่ผิดคาดสำหรับทุกคนก็คือ เฉินเฟิงไม่ได้รีบร้อนแก้แค้น เขาปล่อยให้คนอื่นๆ วิ่งหนีไป
เขาสะพายกระบี่เมฆาสวรรค์เดินตรงเข้าไปยังเรือนชั้นใน
ณ ระเบียงทางเดินหินสีครามแห่งหนึ่งในเรือนชั้นใน เฉินเทียนไห่สวมชุดคลุมสีขาวสะอาดตายืนเอามือไพล่หลัง สายตาของเขาทอดมองมายังเฉินเฟิง
"เจ้ามาแล้ว!" เฉินเทียนไห่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับคาดเดาไว้แล้วว่าเฉินเฟิงจะต้องกลับมาที่ตระกูลเฉินอีกครั้ง
"ดูเหมือนว่าท่านจะรู้ว่าข้าต้องมา!" เฉินเฟิงจ้องมองเขาด้วยแววตาเย็นชา
"สุสานมารดาของเจ้า พวกเราไม่ได้เป็นคนทำลาย!" เฉินเทียนไห่ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน
"หึ!" เฉินเฟิงหัวเราะเยาะ ตนเองยังไม่ได้เอ่ยปากถาม อีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนแล้ว การแก้ตัวเช่นนี้มันไม่ดูฟังไม่ขึ้นไปหน่อยหรือ
"ในเมื่อท่านรู้เรื่องสุสานมารดาข้า เช่นนั้นท่านก็คงรู้สินะว่าอัฐิของมารดาข้าหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว!"
"เฉินเทียนไห่ ท่านยังเป็นคนอยู่หรือไม่ ต่อให้ท่านจะรังเกียจพวกเราสองแม่ลูก แต่ถึงอย่างไรนางก็เคยเป็นภรรยาของท่าน ท่านถึงกับโหดเหี้ยมอำมหิตไม่ยอมละเว้นแม้กระทั่งอัฐิของนางเชียวหรือ!"
"มโนธรรมของท่านถูกสุนัขกินไปแล้วหรืออย่างไร!"
เฉินเฟิงเอ่ยถามทีละคำ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าบิดาของตนเองจะโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้
เขารู้ดีว่ามารดาของเขาไม่เคยเป็นที่โปรดปรานของอีกฝ่ายเลย
แต่ระหว่างพวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้มีความแค้นลึกล้ำอันใด ถึงขั้นต้องไม่ละเว้นแม้กระทั่งอัฐิคนตายเชียวหรือ
"เฮ้อ!" เฉินเทียนไห่ถอนหายใจ ภายในดวงตาฉายแววความตกระกำลำบาก ราวกับว่าในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เขาแก่ลงไปถึงสิบปี
เขาส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า "ที่ผ่านมาเจ้าคิดมาตลอดว่าข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นลูก แต่ความจริงแล้ว การตายของมารดาเจ้านั้น ไม่ได้เกิดจากพวกเรา!"
"มาถึงตอนนี้ ท่านยังคิดจะปัดความรับผิดชอบอีกหรือ"
เฉินเฟิงหัวเราะ ทว่าภายในดวงตากลับมีรังสีอำมหิตพาดผ่าน
เฉินเทียนไห่อธิบายว่า "มารดาของเจ้าตรอมใจตายเพราะคิดถึงใครบางคนมากเกินไปจริงๆ เจ้าคิดว่าคนที่มารดาเจ้าเฝ้าคิดถึงทุกคืนวันคือข้างั้นหรือ แต่ความจริงแล้วข้าไม่เคยเข้าไปอยู่ในใจของมารดาเจ้าเลย คนที่มารดาเจ้าเฝ้าคิดถึงคือบุรุษอื่นต่างหาก!"
เฉินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเฉินเทียนไห่
"ในปีนั้น แม้มารดาเจ้าจะเป็นเพียงสาวใช้ แต่รูปโฉมกลับงดงามล่มเมือง หากมองไปทั่วทั้งแคว้นหนิงก็ยากจะหาผู้ใดเปรียบเทียบได้ ข้าชอบมารดาเจ้าจริงๆ ทว่าคนที่มารดาเจ้าชอบกลับเป็นคนอื่น หาใช่ข้าไม่ บิดาผู้ให้กำเนิดของเจ้าก็ไม่ใช่ข้า แต่เป็นบุรุษลึกลับอีกคนหนึ่ง!" เฉินเทียนไห่กล่าว
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินเฟิงก็ราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาเอ่ยถามเสียงต่ำ "ท่านหมายความว่าอย่างไร"
เฉินเทียนไห่มองตรงมาที่เขา "เจ้าคิดมาตลอดว่าข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นลูก แต่ความจริงแล้ว เจ้าไม่ใช่ลูกของข้าจริงๆ ปีนั้นข้าเมาเหล้าแล้วบุกเข้าไปในห้องมารดาเจ้า ทว่าในตอนนั้น ภายในห้องมารดาเจ้ากลับมีบุรุษอื่นอยู่ด้วย!"
"ด้วยความโกรธ ข้าถึงขั้นเกิดจิตสังหารต่อบุรุษผู้นั้น ทว่าความแข็งแกร่งของบุรุษลึกลับผู้นั้นเหนือกว่าข้ามากนัก เพียงแค่แรงกดดันวิญญาณของเขา ข้าก็ขยับตัวไม่ได้แล้ว แล้วจะเอาอะไรไปขืนใจมารดาเจ้าได้เล่า!"
"หลังจากนั้นไม่นาน ข้าก็สัมผัสได้ว่าบริเวณรอบๆ ตระกูลเฉินมีขุมกำลังลึกลับที่แข็งแกร่งจนข้าไม่อาจเอื้อมถึงปรากฏตัวขึ้น ข้าคิดว่าพวกเขาน่าจะมาตามหาบิดาของเจ้า ภายหลังบิดาของเจ้าเลือกที่จะไม่ดึงตระกูลเฉินเข้าไปพัวพัน เขาจึงจากไปเพียงลำพัง และฝากฝังให้ข้าดูแลมารดาของเจ้าให้ดี!"
"ในช่วงเวลาอันยาวนานหลังจากนั้น ข้าเห็นมารดาของเจ้ายังคงเฝ้าคิดถึงบุรุษผู้นั้นไม่ลืมเลือน ด้วยความโกรธเคืองข้าจึงไม่ได้สนใจพวกเจ้าสองแม่ลูกอีก และนั่นก็เป็นสาเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา!"
เมื่อเฉินเทียนไห่พูดมาถึงตรงนี้ ภายในดวงตาก็มีความเสียใจแฝงอยู่
ทว่าในช่วงเวลานั้น เขาต้องทนดูคนที่ตนเองรักโผเข้าสู่อ้อมกอดของบุรุษอื่น แล้วเขาจะทนเผชิญหน้ากับหลิ่วหรูเยียนได้อย่างไร
ทุกครั้งที่เห็นหลิ่วหรูเยียน หัวใจของเขาก็จะเจ็บปวด ดังนั้นในเวลาต่อมาเขาจึงเลือกที่จะเพิกเฉยต่อทุกสิ่ง!
เฉินเฟิงยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ไม่สามารถดึงสติกลับมาได้เป็นเวลานาน
เรื่องราวมันจะน้ำเน่าขนาดนี้เลยหรือ
ที่ผ่านมาเขามีทั้งความรักและความแค้นต่อเฉินเทียนไห่ รักด้วยความสัมพันธ์ฉันพ่อลูก แค้นเพราะความโหดร้ายไร้เยื่อใยของอีกฝ่ายที่ไม่เคยเห็นเขาเป็นลูก
มาจนถึงตอนนี้ถึงเพิ่งได้รู้ว่า ตนเองไม่ใช่ลูกของอีกฝ่ายจริงๆ
"แล้วบิดาข้าคือใคร" เฉินเฟิงถาม
"ตัวตนบิดาของเจ้า จนถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นปริศนา ข้ารู้เพียงแค่ว่า บิดาของเจ้าแข็งแกร่งมาก!" เฉินเทียนไห่ตอบอย่างจริงจัง
"ช่างเถอะ เขาจะเป็นใครข้าก็ไม่อยากสนใจแล้ว ทอดทิ้งภรรยาและลูกมานานหลายปี เขาก็ไม่คู่ควรจะเป็นบิดาคนแล้ว ข้าแค่อยากจะถามท่านว่า อัฐิมารดาของข้าอยู่ที่ใด" เฉินเฟิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ข้าไม่รู้จริงๆ ต่อให้เจ้าจะกวาดล้างตระกูลเฉินจนหมดสิ้น ข้าก็ไม่รู้อยู่ดี หลังจากที่มารดาของเจ้าสิ้นใจ ข้าเคยไปเคารพศพนาง ตอนนั้นข้าก็พบว่าสุสานมารดาของเจ้าถูกคนขุดไปแล้ว และอัฐิมารดาของเจ้าก็หายไป!" เฉินเทียนไห่ตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น รังสีอำมหิตอันน่ากลัวของเฉินเฟิงถึงค่อยๆ สงบลง
เขาก้มหน้าครุ่นคิด ตอนที่มารดายังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหน จึงไม่ได้ไปผูกใจเจ็บกับใคร
หากจะพูดถึงศัตรูล่ะก็ คงเป็นศัตรูของบิดาเขาที่ตามมาล้างแค้นกระมัง ศัตรูเหล่านั้นหาบิดาเขาไม่พบ จึงไปขุดสุสานมารดาเขาแทนงั้นหรือ
"เฉินเฟิง แม้ข้าจะเกลียดชังที่มารดาเจ้าไปรักบุรุษอื่น แต่ถึงอย่างไร มารดาเจ้าก็เป็นผู้หญิงที่ข้ารัก การไปขุดสุสานมารดาของเจ้า ข้าทำไม่ลงหรอก!" เฉินเทียนไห่กล่าวย้ำอย่างจริงจัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินเฟิงก็ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตาที่มองเฉินเทียนไห่ก็ค่อยๆ แฝงความสับสนเอาไว้
ก่อนหน้านี้สาเหตุที่เขาเกลียดชังเฉินเทียนไห่ ก็เพราะอีกฝ่ายไม่เคยเห็นเขาเป็นลูก แต่เมื่อได้รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว ความเกลียดชังในใจเขาก็สลายไปมากทีเดียว
เขาไม่ใช่คนตระกูลเฉิน แม้ว่าตระกูลเฉินจะทำเรื่องเลวร้ายกับเขามากมาย แต่ถึงอย่างไรก็เลี้ยงดูเขามาถึงสิบเจ็ดปี
"ช่างเถอะ อัฐิมารดาของข้า ข้าคงต้องไปตามหาเองเสียแล้ว!"
หนี้แค้นย่อมต้องชำระกับผู้ก่อ เฉินเฟิงไม่ได้ระบายความโกรธใส่ตระกูลเฉินอีก เขาหันหลังแล้วเดินจากไป
เฉินเทียนไห่กัดฟันแน่น ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น มองไปยังแผ่นหลังอันโดดเดี่ยวแล้วตะโกนว่า "ลูกเอ๋ย หากมีเวลาก็กลับมาเยี่ยมตระกูลเฉินบ้างนะ ตระกูลเฉินเป็นบ้านของเจ้าเสมอ!"
ฝีเท้าของเฉินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวาย
เขาเงยหน้าขึ้นมองเรือนที่คุ้นเคย ความทรงจำในวันวานหลั่งไหลเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ
ทั้งเรื่องที่น่ายินดี เรื่องที่ยากจะลืมเลือน เรื่องที่น่าเคียดแค้น เรื่องที่น่าทรมาน ...
ที่นี่มีทุกสิ่งที่เขาคุ้นเคยที่สุด มีญาติพี่น้องที่คุ้นเคยที่สุด และก็มีอดีตที่เขาไม่อยากจะจดจำที่สุดเช่นกัน!
ผิดถูกชั่วดี จะแค้นก็ดี จะชังก็ช่าง นับพันร้อยปีให้หลัง ทุกสิ่งล้วนเป็นดั่งควันไฟที่ลอยจางหายไป!
เฉินเฟิงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
"มีเวลาค่อยว่ากันเถอะ!"
ทิ้งคำพูดนี้ไว้ เฉินเฟิงก็ไม่ได้หยุดพักอีก
ดวงอาทิตย์อัสดง แสงสีทองสาดส่องลงบนไหล่หนาของทั้งสองคน
ใบหน้าอันกร้านโลกของเฉินเทียนไห่ก็ปรากฏรอยยิ้มดีใจออกมาในที่สุด
เฉินเฟิงบอกว่ามีเวลาค่อยว่ากัน นั่นก็หมายความว่า ทุกอย่างยังมีทางแก้ไขใช่หรือไม่!
...
ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงในยามเย็น
ทั้งสามคนเดินเคียงข้างกัน มุ่งหน้าออกไปนอกเมืองเหยียน
สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือ ตอนนี้ทั้งสามคนต่างสะพายห่อผ้าคนละใบ!
"สรุปก็คือ เจ้าอาจจะเป็นลูกชายของยอดฝีมือคนใดคนหนึ่งงั้นหรือ"
เจียงอินมองเฉินเฟิงด้วยสายตาเป็นประกาย ตอนแรกนางยังคิดว่าเฉินเฟิงน่าสงสาร พ่อไม่รัก แม่ไม่อยู่
ตอนนี้ถึงเพิ่งค้นพบว่า อีกฝ่ายอาจจะเป็นลูกชายของผู้มีอำนาจสักคน
"ยอดฝีมืองั้นหรือ ไม่แน่หรอก ใครจะรู้ว่าเขาจะเก่งสักแค่ไหนกัน" เฉินเฟิงเบ้ปาก
ชาติก่อนเขาก็เก่งกาจมากเหมือนกัน สังหารยอดฝีมือในแดนเทพมายาจนหวาดผวากันไปหมด บางทีพ่อสารเลวของเขาอาจจะเป็นหนึ่งในยอดฝีมือเหล่านั้นก็ได้ หรือไม่ก็พ่อสารเลวคนนั้นอาจจะโดนเขาฆ่าตายไปโดยไม่รู้ตัวนานแล้ว!
แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามอัดเขาอีก!
"แล้วอัฐิมารดาของเจ้า เจ้าตั้งใจจะตามหาอย่างไร" เจียงอินเลิกคิ้วถามอีกครั้ง
"ตอนนี้ข้ายังไม่มีเบาะแสอะไรเลย และคนพวกนั้นในเมื่อเป็นศัตรูของท่านพ่อ คิดว่าฝีมือคงเก่งกาจไม่เบา คงต้องค่อยๆ ตามหาไป!" เฉินเฟิงถอนหายใจ
เจียงอินเงียบไป
"นายน้อย พวกเราจะไปที่ใดกันต่อหรือเจ้าคะ" เป่าเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นถามอย่างกะทันหัน
"พวกเราจะไปเมืองหลวง ได้ยินมาว่าที่นั่นกว้างใหญ่มาก น่าสนุกดี อยากไปหรือไม่" เฉินเฟิงยิ้ม
"อยากไปสิเจ้าคะ เป่าเอ๋อร์อยากไปแน่นอน นายน้อยไปไหน เป่าเอ๋อร์ก็จะไปที่นั่น!" เป่าเอ๋อร์ยิ้มแป้น
เฉินเฟิงมองเป่าเอ๋อร์ที่เตี้ยกว่าเขาครึ่งศีรษะ ในใจก็กำลังคิดวางแผนบางอย่าง
เขาไปล่วงเกินศัตรูไว้ไม่น้อย หากให้เป่าเอ๋อร์ตามเขาไปตลอด ก็คงจะอันตรายน่าดู!
"พี่เป่าเอ๋อร์ เจ้าอยากฝึกยุทธ์หรือไม่" เฉินเฟิงถาม
"อยากสิเจ้าคะ ข้าก็อยากเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหมือนนายน้อย!" เป่าเอ๋อร์กำหมัดแน่น ภายในดวงตาฉายแววตื่นเต้นและคาดหวัง
"อย่าเลย วีรบุรุษมักจะอายุสั้น เจ้าเป็นแค่คนธรรมดาก็พอแล้ว!" เฉินเฟิงกล่าว
เป่าเอ๋อร์ทำปากยื่น ไม่ค่อยพอใจนัก
เฉินเฟิงหันไปมองเจียงอินอีกครั้ง "นี่ จับนางยัดเข้าสำนักศึกษาอวิ๋นไห่ของพวกเจ้าดีหรือไม่"
เจียงอินเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "สำนักศึกษาอวิ๋นไห่เป็นสำนักศึกษาอันดับหนึ่งของแคว้นหนิงเชียวนะ การรับสมัครเข้มงวดมาก เจ้าคิดว่าใครจะเข้าก็เข้าได้งั้นหรือ"
"เจ้าไม่ใช่ว่าอาจารย์แห่งสำนักศึกษาอวิ๋นไห่หรือไง ใช้เส้นสายสิ!" เฉินเฟิงเอ่ยอย่างเป็นเรื่องปกติ
"ไสหัวไป ข้าไม่มีความสามารถขนาดนั้น!" เจียงอินตอบ
"มีสิ เจ้าต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เจ้าทำได้!"
"ไสหัวไป!"
[จบแล้ว]