เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 - ส่งสาส์นท้าประลอง นัดหมายในอีกห้าวัน!

บทที่ 8 - ส่งสาส์นท้าประลอง นัดหมายในอีกห้าวัน!

บทที่ 8 - ส่งสาส์นท้าประลอง นัดหมายในอีกห้าวัน!


หลังจากเจียงอินซื้อสมุนไพรวิญญาณตามที่เฉินเฟิงสั่งครบทั้งหมดแล้ว นางก็ซื้อเตาหลอมโอสถมาอีกใบหนึ่งก่อนจะเดินทางกลับไปยังโรงเตี๊ยม

และในเวลานี้ภายในโรงเตี๊ยม เฉินเฟิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ หลังจากผ่านการฝึกฝนมาสองชั่วยาม

ตอนนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณอย่างแท้จริงแล้ว แม้จะเป็นเพียงขั้นหนึ่ง ทว่าก็นับเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในด้านความแข็งแกร่งแล้ว

เขาโคจรเคล็ดวิชาเพื่อสำรวจภายในร่างกายของตนเอง ที่บริเวณจุดตันเถียนมีทะเลปราณรูปร่างคล้ายพายุหมุนขนาดเล็กกำลังหมุนวนอยู่ ทะเลปราณแห่งนี้คือศูนย์รวมพลังปราณทั้งหมดของผู้บำเพ็ญเพียร และเป็นสัญลักษณ์ของยอดฝีมือในขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณ

นับแต่นี้เป็นต้นไป เฉินเฟิงก็ถือเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริงแล้ว!

ทว่าที่ก้นบึ้งของทะเลปราณ เฉินเฟิงกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

ก่อนหน้านี้ตอนที่ถูกดูดเข้าไปในหน้าแรกของคัมภีร์มิติว่างเปล่า มังกรทองห้าเล็บเก้าหัวที่เขาพบเห็นในห้วงอวกาศโบราณแห่งนั้น ตอนนี้กลับกำลังซุ่มซ่อนอยู่เบื้องล่างทะเลปราณของเขา

เพียงแต่ตอนนี้มังกรทองห้าเล็บเก้าหัวตัวนั้นดูเหมือนจะหลับสนิทไปแล้ว นอกจากกลิ่นอายชีวิตอันแผ่วเบาที่แผ่ซ่านออกมาก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก

มังกรทองห้าเล็บขนาดย่อส่วนทั้งเก้าหัวนี้กำลังพ่นลมหายใจมังกร แรงกดดันของเผ่าพันธุ์มังกรอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจางๆ ทำให้ทะเลปราณแห่งนี้ดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลย

"นี่มันเรื่องอะไรกัน"

วินาทีนี้ ต่อให้เป็นเฉินเฟิงผู้มากประสบการณ์ในชาติก่อนก็ยังอดไม่ได้ที่จะมึนงง

มังกรยักษ์ทั้งเก้าหัวที่เขาเห็นในคัมภีร์มิติว่างเปล่ากลับไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นของจริง ยิ่งไปกว่านั้นมังกรยักษ์ทั้งเก้าหัวนี้ยังติดตามเขามาและแอบซ่อนตัวอยู่ในทะเลปราณของเขาอย่างเงียบๆ

นี่มันเหมือนกับการเลี้ยงมังกรทองห้าเล็บทั้งเก้าหัวนี้ไว้ในร่างเลยไม่ใช่หรือ!

"หรือว่าเคล็ดสังหารเทพเก้ามังกรนี้ใช้พลังมังกรที่แท้จริงเป็นพื้นฐานเพื่อระเบิดพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดออกมางั้นหรือ"

แววตาของเฉินเฟิงฉายแววครุ่นคิด

ทันใดนั้นเฉินเฟิงก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากนอกประตู เขาจึงรีบหยุดการฝึกฝนและเดินไปที่ประตู เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบกับเจียงอินที่กำลังยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านนอกพอดี

"ท่านมาทำอะไร" เฉินเฟิงถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"เจ้าทำข้าตกใจหมดเลย ข้าก็เอาสมุนไพรมาส่งให้เจ้าน่ะสิ!"

เจียงอินเบ้ปากแล้วยื่นกองสมุนไพรที่เตรียมไว้ส่งให้ พลางบ่นพึมพำไม่หยุด

"บัดซบเอ๊ย คราวหน้าถ้าอยากซื้ออะไรก็ให้สาวใช้ของเจ้าไปซื้อเองสิ เจ้าก็มีสาวใช้อยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมต้องมาใช้ให้ข้าวิ่งไปวิ่งมาด้วย ..."

เจียงอินโมโหมาก ทั้งยังรู้สึกน้อยใจ

นางเป็นถึงคุณหนูใหญ่ผู้สูงส่ง ทำไมถึงได้ตกต่ำกลายมาเป็นคนวิ่งรับใช้คนอื่นแบบนี้ได้

ขณะที่กำลังด่าทออยู่นั้น นางก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

"เจ้า ... เจ้า ... เจ้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณแล้วหรือ" น้ำเสียงของเจียงอินสั่นเครือ

"อืม โชคดีทะลวงผ่านได้น่ะ!" เฉินเฟิงตอบเสียงเรียบ

"โชคดีงั้นหรือ" เจียงอินอ้าปากค้าง

ต้องรู้ไว้ก่อนว่าก่อนหน้านี้เฉินเฟิงเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง แม้แต่เส้นชีพจรวิถียุทธ์ทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นของขอบเขตทะลวงชีพจรเขาก็ยังทะลวงไม่ผ่านเลยด้วยซ้ำ

แต่เวลาเพียงแค่ที่นางออกไปทำธุระข้างนอกครู่เดียว พอกลับมาเฉินเฟิงก็สามารถทะลวงเส้นชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นได้หมดแล้วงั้นหรือ

"เจ้าเป็นคนหรือเป็นสัตว์ประหลาดกันแน่" เจียงอินตะโกนลั่น

นางรู้สึกเหมือนโลกทัศน์ของตัวเองกำลังพังทลาย

ลองคิดดูสิว่าตอนที่นางทะลวงเส้นชีพจรวิถียุทธ์ทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้น นางต้องใช้เวลาถึงห้าปี ซึ่งแค่นี้ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแล้ว

แต่เฉินเฟิงกลับใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้นหรือ

นี่มันต้องโชคดีขนาดไหนกัน

บุตรแห่งสวรรค์หรือ

อัจฉริยะสะท้านโลกหรือ

โอ้ ไม่สิ คำพูดพวกนี้ไม่สามารถนำมาใช้อธิบายเฉินเฟิงได้เลย ไอ้หมอนี่มันคือตัวประหลาดชัดๆ!

"ไม่ใช่กงการอะไรของท่าน แล้วเตาหลอมโอสถล่ะ" เฉินเฟิงถามเสียงเย็น

เจียงอินขบกรามแน่น สิ่งที่นางทนไม่ได้ที่สุดก็คือน้ำเสียงจิกหัวใช้ของเขา ชัดเจนว่ามาขอความช่วยเหลือจากนางแท้ๆ ยังกล้าใช้คำพูดแบบนี้กับนางอีก

ทว่านางก็ยังคงยอมสะบัดมือแต่โดยดี เตาหลอมโอสถใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาภายในห้องทันที

เมื่อเห็นวิธีการราวกับภูตผีเช่นนี้ เฉินเฟิงก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "แหวนมิติงั้นหรือ"

"หึ อิจฉาล่ะสิ" เจียงอินลูบคลำแหวนโบราณที่สวมอยู่บนนิ้วเรียวสวย ใบหน้าเผยความภาคภูมิใจ

เมื่ออยู่ต่อหน้าตัวประหลาดผู้นี้ ในที่สุดนางก็สามารถกอบกู้ความรู้สึกเหนือกว่ากลับมาได้บ้าง อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงที่มีรากฐานล้ำลึก

"นี่คือแหวนมิติ ภายในมีพื้นที่มิติซ่อนอยู่ สามารถเก็บสิ่งของได้มากมายก่ายกอง นี่คือของวิเศษล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้เลยนะ ทั่วทั้งตำบลหมานซานข้ากล้าพนันได้เลยว่าไม่มีใครมีสักคน!"

"แค่แหวนมิติวงเดียวก็ทำให้ท่านภูมิใจได้ขนาดนี้เลยหรือ ช่างใจแคบเสียจริงนะ!" เฉินเฟิงเอ่ยประชดประชันอย่างไม่เกรงใจ

"เคยมีใครบอกเจ้าไหมว่าปากเจ้านี่มันวอนหาเรื่องชะมัด!"

เจียงอินกัดฟันกรอด พูดด้วยความโกรธแค้น

"สูตรโอสถของเจ้าข้าขายไปแล้ว ขายได้หนึ่งแสนตำลึง นี่คือเงินที่เหลือ ข้าคืนให้เจ้า!"

เจียงอินหยิบตั๋วเงินที่เหลือออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้เฉินเฟิง เฉินเฟิงรับมาแล้วก็ยัดใส่กระเป๋าไปโดยไม่ถามสักคำว่าขายสูตรโอสถให้ใคร เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาสนใจอีกต่อไปแล้ว

"อ้อ จริงสิ ท่านเว่ยโม่หนึ่งในสิบปรมาจารย์นักปรุงยาแห่งแคว้นหนิงต้องการพบเจ้า เขาเป็นคนซื้อสูตรโอสถของเจ้าไป แถมยังยอมจ่ายในราคาสิบเท่าด้วยนะ!" เจียงอินกล่าว

"ไม่พบ!" เฉินเฟิงตอบเสียงเรียบ

เจียงอินเริ่มร้อนรน "เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ นั่นคือหนึ่งในสิบปรมาจารย์นักปรุงยาเชียวนะ เจ้ารู้ไหมว่ามีคนตั้งเท่าไหร่ที่อยากจะพบเขาแต่ก็ไม่ได้พบ นี่ถือว่าเจ้าโชคดีมากนะที่สูตรโอสถของเจ้าไปเตะตาเขาเข้า เขาถึงอยากพบเจ้า เขาเป็นคนของหอโอสถนะ หากเจ้าผูกมิตรกับเขาไว้ได้ ต่อให้ไปล่วงเกินตระกูลเฉินก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว เมื่อมีหอโอสถคอยคุ้มครอง ตระกูลเฉินหน้าไหนก็ไม่กล้าแตะต้องเจ้าหรอก!"

"ไม่มีเวลา ไม่พบ!"

เฉินเฟิงปิดประตูดังปัง

"เจ้าช่างไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว โอกาสมาส่งถึงที่แล้วยังจะปฏิเสธอีก!" เจียงอินโกรธจนแทบเต้น

แต่เฉินเฟิงที่อยู่ภายในห้องกลับไม่ได้ตอบโต้อะไรอีกเลย

ผ่านไปพักใหญ่ ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง

"หึ ข้าก็นึกว่าเจ้าจะแน่สักแค่ไหน ที่แท้ตอนนี้ก็เปลี่ยนใจยอมไปพบเขาสินะ" เจียงอินแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

"เปล่า ข้าต้องการให้ท่านช่วยวิ่งเต้นอีกสักรอบ นำจดหมายฉบับนี้ไปส่งที่ตระกูลเฉินให้ที!" เฉินเฟิงยื่นจดหมายให้

"ไอ้หมอนี่ เจ้าเห็นข้าเป็นสาวใช้ของเจ้าจริงๆ สินะ!"

มุมปากของเจียงอินกระตุกอย่างรุนแรง

ทว่าปากก็ด่าไปอย่างนั้น แต่เจียงอินก็ยังยอมรับจดหมายมาอยู่ดี

พอเปิดดูก็พบว่านี่มันคือสาส์นท้าประลอง!

'อีกห้าวันให้หลัง ข้าจะไปเยือนตระกูลเฉินด้วยตัวเอง เพื่อปลิดชีพเฉินเทียนหลาง!'

'ลงชื่อ: เฉินเฟิง!'

หลังจากอ่านเนื้อหาในจดหมายจบ หัวของเจียงอินก็แทบระเบิด

บ้าไปแล้ว

ไอ้หมอนี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ

"เจ้าคิดจะไปรนหาที่ตายหรือไง แค่ห้าวัน เจ้าก็คิดจะบุกไปท้าดวลกับเฉินเทียนหลางตัวต่อตัวแล้วงั้นหรือ" เจียงอินตะโกนลั่น

"มีปัญหาอะไรงั้นหรือ" เฉินเฟิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เขาเคยพูดเอาไว้แล้ว

เขาจะทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ได้ลิ้มรสความรู้สึกของการสูญเสียญาติสนิทเหมือนที่เขาเคยเจอ!

ผู้อาวุโสใหญ่รักและทะนุถนอมหลานชายอย่างเฉินเทียนหลางมากไม่ใช่หรือ แถมยังภาคภูมิใจในตัวเขานักหนาด้วย!

ดี ถ้างั้นเขาก็จะประเดิมด้วยการจัดการเฉินเทียนหลางเป็นคนแรก!

ฆ่าเฉินเทียนหลางให้ตายไปซะก็สิ้นเรื่อง!

"ไปส่งสาส์นเถอะ ท่านจอมยุทธ์หญิง!"

พูดจบเฉินเฟิงก็ปิดประตูห้องลงอีกครั้ง

และครั้งนี้ประตูก็ไม่เปิดออกอีกเลย

"มารดาเจ้าเถอะ ..."

ในที่สุดเจียงอินก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางระเบิดอารมณ์ด่าทออยู่หน้าประตู

เสียงด่าของนางดังลั่นไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม

เจียงอินเพิ่งเคยรู้สึกอึดอัดคับแค้นใจขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต

เพิ่งจะไปซื้อสมุนไพรกลับมา ก้นยังไม่ทันแตะพื้นก็ต้องมาโดนไอ้หมอนี่ใช้งานอีกแล้ว!

นางสาบานเลยว่านางอยากจะบีบคอไอ้หมอนี่ให้ตายคามือจริงๆ!

...

เฉินเฟิงไม่ได้สนใจเสียงด่าทอของเจียงอินที่อยู่หน้าประตู

สำหรับเขาแล้ว เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการฟื้นฟูรากวิญญาณกายามรรคาโดยกำเนิดในร่างกาย ส่วนปรมาจารย์นักปรุงยาอะไรนั่น ในสายตาของเขาแล้วไม่มีค่าอะไรเลยแม้แต่น้อย

ภูเขาที่พึ่งพาก็ยังพังทลายลงได้ พึ่งพาใครก็ไม่สู้พึ่งพาตนเอง มีเพียงตัวเองที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเป็นความจริงที่ยั่งยืนที่สุด!

หลังจากปิดประตู เฉินเฟิงก็จ้องมองเตาหลอมโอสถตรงหน้าแล้วเริ่มคัดแยกสมุนไพร

โอสถที่เขาต้องการหลอมมีชื่อว่าโอสถฟื้นวิญญาณสวรรค์ เป็นโอสถระดับสี่เช่นกัน สำหรับเยี่ยเป่ยเสวียนในชาติก่อนแล้ว การหลอมโอสถชนิดนี้มันง่ายดายพอๆ กับการกินข้าวหรือดื่มน้ำ ทว่าสำหรับเฉินเฟิงในชาตินี้มันค่อนข้างยุ่งยากอยู่สักหน่อย

ความยุ่งยากที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าเฉินเฟิงหลอมไม่ได้ แต่เป็นเพราะระดับพลังของเขาต่ำเกินไปต่างหาก

นักปรุงยาก็จำเป็นต้องอาศัยระดับพลังมาช่วยสนับสนุน แม้จะไม่จำเป็นต้องมีระดับพลังที่แข็งแกร่งมากมายนัก แต่ก็ต้องมีพลังในขอบเขตควบแน่นวิญญาณขั้นเจ็ดขึ้นไปถึงจะมีพลังอัคคีที่แข็งแกร่งพอ

"ช่างเถอะ แม้จะเหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ข้าก็จะลองใช้เปลวเพลิงวิญญาณเก้าหยินมาหลอมดูสักครั้งก็แล้วกัน!" เฉินเฟิงลอบถอนหายใจในใจ

วิชาหลอมโอสถที่ผสานเปลวเพลิงวิญญาณเก้าหยางกับเปลวเพลิงวิญญาณเก้าหยินเข้าด้วยกันเป็นสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นในชาติก่อน การใช้เปลวเพลิงชนิดนี้หลอมโอสถจะช่วยลดความพยายามลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง แต่กลับได้ผลลัพธ์มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว แถมคุณภาพของโอสถที่ได้ยังสูงกว่าปกติอีกด้วย

เปลวเพลิงวิญญาณเก้าหยางเป็นเพลิงที่เกิดจากการฝึกฝนของตัวผู้บำเพ็ญเพียรเอง ซึ่งจัดว่าเป็นเพลิงธาตุหยาง

ส่วนเปลวเพลิงวิญญาณเก้าหยินเป็นเพลิงที่มาจากด้านของจิตวิญญาณ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเพลิงวิญญาณ เพลิงวิญญาณนี้คนทั่วไปไม่สามารถดึงออกมาใช้ได้และไม่สามารถสัมผัสได้เช่นกัน

เฉินเฟิงในชาติก่อนค้นพบการมีอยู่ของเพลิงวิญญาณชนิดนี้ ถึงได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการปรุงยา

เพราะเฉินเฟิงในชาติก่อนเกิดมาพร้อมกับพลังวิญญาณที่หาตัวจับยาก ทั้งยังคิดค้นเคล็ดวิชาลับบางอย่างที่สามารถดึงพลังวิญญาณเหล่านี้ออกมาแล้วแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นเปลวเพลิงได้

เพลิงวิญญาณชนิดนี้ไม่เพียงแต่สามารถแผดเผาจิตวิญญาณของคนได้เท่านั้น แต่นำมาใช้หลอมโอสถก็ยังได้ผลดีอย่างน่าเหลือเชื่ออีกด้วย!

เฉินเฟิงในชาติก่อนเกิดมาพร้อมพลังวิญญาณที่กล้าแข็งอยู่แล้ว และเมื่อได้มาเกิดใหม่มีชีวิตเป็นชาติที่สอง พลังวิญญาณก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นนับสิบเท่า สำหรับเขาในตอนนี้หากพูดถึงแค่ด้านพลังวิญญาณเพียงอย่างเดียว เกรงว่าทั่วทั้งใต้หล้าคงไม่มีใครเทียบได้แล้ว!

เฉินเฟิงโคจรเคล็ดวิชาลับในใจ เปลวเพลิงสีดำสนิทราวกับกลุ่มควันก็พวยพุ่งออกมา มันลุกโชนเจิดจ้า อุณหภูมิของเปลวเพลิงชนิดนี้สร้างความเสียหายต่อจิตวิญญาณได้อย่างรุนแรงถึงชีวิต

ไม่นานนักเฉินเฟิงก็รวบรวมสมาธิทั้งหมดเข้าสู่สภาวะการหลอมโอสถอย่างเต็มที่

...

อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องโถงใหญ่ของตระกูลเฉิน กล่องเล็กกล่องใหญ่ที่บรรจุทรัพยากรการฝึกฝนชนิดต่างๆ วางกองสุมกันเป็นภูเขาเลากา

ในช่วงหลายวันนี้ เนื่องจากการตื่นรู้รากวิญญาณกายากระบี่ของเฉินเทียนหลาง ทำให้จวนตระกูลเฉินหัวกระไดไม่แห้ง ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังในตำบลหมานซานหรือแม้แต่ขุมกำลังจากเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างเมืองเหยียนต่างก็พากันมาเยี่ยมเยียนจนนับไม่ถ้วน

ปากบอกว่ามาเยี่ยมเยียน แต่แท้จริงแล้วก็คือการมาผูกมิตรและดึงตัวไปเป็นพวกนั่นเอง

อัจฉริยะสะท้านโลกผู้ครอบครองรากวิญญาณกระบี่ปรากฏตัวขึ้นในตระกูลเฉิน นั่นย่อมหมายความว่าในอนาคตตระกูลเฉินจะก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์ที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้อย่างแน่นอน

ถ้าไม่ประจบสอพลอตอนนี้แล้วจะรอไปประจบตอนไหนล่ะ

หลังจากงานเลี้ยงต้อนรับสิ้นสุดลง บรรดาบุคคลสำคัญที่มีหน้ามีตาหลายคนก็เริ่มทยอยกันกลับไป และเวลานี้ภายในห้องโถงใหญ่ตระกูลเฉิน เฉินเทียนหลางกำลังนั่งอยู่บนแท่นสูงเพียงผู้เดียว และตำแหน่งที่เขานั่งอยู่นั้นกลับเป็นตำแหน่งของผู้นำตระกูล

ด้านล่างแท่น เฉินเทียนไห่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัด เฉินเทียนหลางผู้นี้นับวันก็ยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้นทุกที ตำแหน่งผู้นำตระกูลของเขายังไม่ได้สละลงเลย แต่อีกฝ่ายกลับเข้ามายึดที่ของเขาไปเสียแล้ว

พอตกต่ำลงมาก็แทบไม่ต่างอะไรกับสุนัขตัวหนึ่งเลยจริงๆ!

บรรดาผู้อาวุโสหลายคนต่างพากันปิดปากหัวเราะเยาะ เป็นถึงผู้นำตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้เฉินเทียนไห่กลับใช้ชีวิตอย่างน่าสมเพชมากขึ้นเรื่อยๆ

บนแท่นสูง เฉินเทียนหลางปรายตามองลงมายังเฉินเทียนไห่ด้วยสายตาเหยียดหยาม ในดวงตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ฝึกฝนมาตั้งหลายสิบปี แต่ตอนนี้กลับอยู่แค่ขอบเขตก่อรูปกายาขั้นห้าเท่านั้น พรสวรรค์ระดับนี้มันห่วยแตกยิ่งกว่าขยะเสียอีก คนแบบนี้จะมีคุณสมบัติเป็นผู้นำตระกูลได้อย่างไร!

"เทียนหลาง เจ้าต้องแก้แค้นให้ปู่นะ ไอ้เฉินเฟิงมันฆ่าเฉินซิวกับเฉินหลิงเสวี่ย แถมยังให้คนมาตบหน้าปู่จนเป็นแบบนี้ เจ้าต้องไม่ปล่อยมันไปเด็ดขาด!"

ด้านล่างแท่น ผู้อาวุโสใหญ่เริ่มพร่ำบ่นฟ้องร้อง ตอนนี้รอยช้ำเลือดบนใบหน้าของเขายังไม่จางหายไปจนหมด รอยนิ้วมือห้านิ้วอันน่าสยดสยองนั่นดูโดดเด่นและน่าขบขันยิ่งนัก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 8 - ส่งสาส์นท้าประลอง นัดหมายในอีกห้าวัน!

คัดลอกลิงก์แล้ว