- หน้าแรก
- ปั้นนางมารให้เป็นดาวรุ่ง
- บทที่ 1 - จือเหนียงผู้ทะลุมิติมา
บทที่ 1 - จือเหนียงผู้ทะลุมิติมา
บทที่ 1 - จือเหนียงผู้ทะลุมิติมา
บทที่ 1 - จือเหนียงผู้ทะลุมิติมา
"ท่านประมุข! ข้าน้อยคิดถึงท่านแทบขาดใจเลยเจ้าค่ะ!"
"ที่นี่ช่างประหลาดนัก ผู้คนแต่งกายวิปริตผิดจารีตยิ่งกว่าข้าน้อยเสียอีก แต่เหตุใดท่านประมุขถึงได้..."
หลีซุ่ยคว้ามืออันซุกซนของหญิงสาวชุดแดงตรงหน้าเอาไว้ นัยน์ตาจ้องมองอีกฝ่ายพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "จือเหนียงหรือ"
ให้ตายเถอะ นางโผล่มาในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้อย่างไรกันเนี่ย!
จือเหนียงมีรูปโฉมงดงามดั่งบุปผาและจันทรา เรียกได้ว่าเป็นต้นตำรับแห่งความเย้ายวน ทุกท่วงท่าล้วนแผ่ซ่านไปด้วยเสน่ห์ที่ชวนให้ผู้คนหลงใหล
ยามนี้เอวบางอ้อนแอ้นในชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีแดงขยับเข้าใกล้ เมื่อแน่ใจว่าคนตรงหน้าคือท่านประมุข ร่างอรชรไร้กระดูกก็โผเข้าซบในอ้อมอกของหลีซุ่ย "ท่านประมุข เป็นท่านจริงๆ ข้าน้อยค่อยวางใจหน่อย ลืมตาขึ้นมาก็โผล่ที่นี่ รอบกายมีแต่คนแปลกหน้า ข้าน้อยตกใจแทบแย่เลยเจ้าค่ะ"
รอบด้านคือกลุ่มคนที่กำลังเบิกตาโพลงจ้องมองนางกับท่านประมุข จือเหนียงพลันเปลี่ยนสีหน้า น้ำเสียงดุดันขึ้นมาทันที "มองอะไรกัน ไม่เชื่อหรือว่าข้าจะควักลูกตาพวกเจ้าออกมา"
น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมนั้นไม่เหมือนกำลังล้อเล่นเลยสักนิด
กล่าวจบก็แอบเหลือบมองหลีซุ่ยตามสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัว ก็แสร้งทำตัวไร้เดียงสากลับไปซบลงบนบ่าของหลีซุ่ยอีกครั้ง น้ำเสียงอ่อนหวานดั่งสายน้ำ "ท่านประมุข ท่านซูบผอมลงนะเจ้าคะ..."
มือคู่นั้นถือวิสาสะลูบไล้ลงมาที่หน้าอกของหลีซุ่ยอย่างรวดเร็ว "ตรงนี้ก็เล็กลงด้วย..."
"เพียะ!"
คราวนี้หลีซุ่ยรวบมือทั้งสองข้างของจือเหนียงเอาไว้แน่น
สีหน้าของเธอจริงจัง "จือเหนียง เธอมาได้อย่างไร"
จือเหนียงกะพริบตาปริบๆ "ข้าน้อยก็มาของข้าน้อยแบบนี้แหละเจ้าค่ะ ข้าน้อยนึกว่าจะไม่ได้พบท่านประมุขอีกแล้ว ได้ยินว่าท่านเกิดเรื่องตอนกำลังปฏิบัติแผนการ ข้าน้อยแทบอยากจะตายตามท่านไปเลย..."
จือเหนียงเอ่ยพร้อมกับน้ำตาเอ่อลอนัยน์ตา ช่างดูน่าสงสารและงดงามจับใจ
ผู้คนรอบข้างต่างสูดลมหายใจเข้าลึก ลืมน้ำเสียงอันโหดเหี้ยมที่ขู่จะควักลูกตาคนของจือเหนียงเมื่อครู่ไปเสียสนิท
สาวงามในชุดโบราณเช่นนี้ แค่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ทำให้รอบด้านสว่างไสวขึ้นมาทันตาเห็น!
หลีซุ่ยเห็นสายตาของผู้คนรอบข้าง สีหน้าก็ยิ่งสลับซับซ้อน
เวรกรรมแท้ๆ!
เธอคิดว่าการที่ตัวเองทะลุมิติไปในยุคโบราณและได้เป็นประมุขพรรคมารอยู่หลายปี ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพาสมาชิกพรรคมารที่วันๆ เอาแต่เข่นฆ่าผู้คนให้หลุดพ้นจากความยากจนและมีชีวิตที่ดีขึ้น จนถึงขั้นล้างมือในอ่างทองคำหันมาเข้าครัวทำอาหาร ถือเป็นโศกนาฏกรรมของชีวิตแล้วนะ
เมื่อคืนเพิ่งทะลุมิติกลับมายังไม่ทันได้ร้องไห้ด้วยความดีใจ เช้าวันนี้เดินออกจากบ้านมาซื้ออาหารเช้า กลับต้องมาเจอจือเหนียงยืนอยู่ตรงหน้า
หลีซุ่ยอายุเพียงยี่สิบสามปี เป็นวัยที่กำลังเบ่งบานดั่งดอกไม้
แต่อนาคตของเธอกลับมองเห็นจุดจบได้ในพริบตานี้เอง
จือเหนียงคือทูตขวาแห่งพรรคมาร มีใบหน้างดงามล่มเมือง และสิ่งที่นางทำก็ล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้บ้านเมืองล่มสลายเช่นกัน
มีข่าวลือว่านางเพียงแค่เป่าหูอยู่ข้างหมอนก็สามารถทำให้ราชวงศ์หนึ่งล่มสลายลงได้ในพริบตา
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงข่าวลือก่อนที่นางจะเข้าร่วมพรรคมาร
สมาชิกพรรคมารทุกคนล้วนมีตำนานอันสุดยอดติดตัว ส่วนจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น หลีซุ่ยก็ไม่มีวิธีพิสูจน์ได้เลยไม่ใช่หรือ
แต่หลีซุ่ยคิดว่าพวกเขาน่าจะโม้เสียมากกว่า ท้ายที่สุดแล้วการเข้าร่วมพรรคมารเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ยิ่งคุยโวว่าตัวเองอันตรายมากเท่าไรก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือ
น่าเสียดายที่พวกเขาต้องมาเจอกับประมุขพรรคผู้ทะลุมิติไปและมีจิตใจดีงามอย่างเธอ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนในพรรคมารเหล่านี้จะเป็นคนดีนะ
แม้จะถูกหลีซุ่ยควบคุมดูแลอยู่หลายปีจนไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอย่างการฆ่าคนวางเพลิง แต่ในแง่ของศีลธรรมแล้วพวกเขาก็คงไม่มีเหลืออยู่อย่างแน่นอน ปากก็เอาแต่ตะโกนว่าจะทำลายล้างโลก จะล้มล้างราชวงศ์ ยอมทรยศคนทั้งโลกดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศตน... สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของพวกเขา
จือเหนียงถนัดเรื่องการยุแยงตะแคงรั่ว แถมยังชอบแย่งชิงความโปรดปราน ซึ่งหมายความตามตัวอักษรเลยทีเดียว
มักจะเอ่ยเพียงไม่กี่คำต่อหน้าประมุขพรรคอย่างเธอ ก็สามารถทำให้ผู้อื่นตกที่นั่งลำบากได้แล้ว
ตอนที่หลีซุ่ยเพิ่งทะลุมิติไปใหม่ๆ และยังไม่รู้ประสีประสา ก็เคยหลงเชื่อคำยุแยงของนางจนทำให้เข้าใจคนซื่อสัตย์ในพรรคมารผิดไปไม่น้อย
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเธอตกหลุมพรางความงามของจือเหนียงจนสติปัญญาขั้นพื้นฐานหายไปหรอกนะ
จือเหนียงสวมชุดโบราณสีแดง สไตล์และความงดงามโดดเด่นสะดุดตาเกินไป ยืนอยู่ตรงนี้ก็เหมือนหลอดไฟขนาดแปดร้อยวัตต์ เพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันดีในยามปกติมองหลีซุ่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ หลีซุ่ยรู้สึกขนลุกซู่ จึงรีบดึงตัวจือเหนียงออกไปทันที
"ไปกันเถอะ!"
ไม่ต้องคิดให้ลึกซึ้ง ผ่านเหตุการณ์นี้ไป ชื่อเสียงที่แทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้วในหมู่บ้านของเธอจะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งยวดเป็นแน่
เดิมทีตั้งใจจะไปซื้ออาหารเช้า หลีซุ่ยจึงทำได้เพียงพาจือเหนียงกลับบ้านไปก่อน รินน้ำอุ่นใส่แก้วแล้ววางลงบนโต๊ะ "มาคนเดียวหรือ!"
จือเหนียงซึ่งตื่นตะลึงมาตั้งแต่ตอนเข้าลิฟต์เมื่อครู่ แต่ด้วยสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งจึงบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลงได้ ในที่สุดก็ไม่อาจทนเก็บความสงสัยไว้ได้อีกต่อไป
"ท่านประมุข ที่นี่คือที่ใดกันแน่เจ้าคะ"
"เหตุใดจึงประหลาดเช่นนี้ เหตุใดท่านเพียงแค่กดสิ่งนี้ก็มีน้ำไหลออกมา แล้วสิ่งนี้คืออะไรกัน..."
จือเหนียงมองไปรอบๆ ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในบ้านหลังนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับนาง
กลายร่างเป็นเจ้าหนูจำไมที่มีคำถามนับแสนข้อในทันที
หลีซุ่ยลูบหน้าตัวเอง ไม่อาจอธิบายให้เธอฟังถึงความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาได้ จึงทำได้เพียงบอกข้อมูลสำคัญแก่นาง "ที่นี่คือยุคหลังที่ห่างจากยุคสมัยของเธอประมาณหนึ่งพันปี"
ราชวงศ์ที่เธอทะลุมิติไปในตอนแรกนั้นอยู่ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายจากภัยสงคราม เธอไม่เคยได้ยินชื่อที่คุ้นเคยเลยสักนิด
หากประเมินจากขนบธรรมเนียมประเพณี ก็น่าจะห่างกันราวพันปีเห็นจะได้...
จือเหนียงชะงักงัน
หนึ่งพันปี... ให้หลังหรือ
ทว่าเดิมทีจือเหนียงเป็นคนของพรรคมาร พูดง่ายๆ ก็คือมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป จึงสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว นางหันไปมองหลีซุ่ยซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถไขข้อข้องใจนี้ได้ "ท่านประมุข ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ แล้วข้าน้อยมาได้อย่างไร"
หลีซุ่ยเองก็รู้สึกเหนื่อยใจ "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน! แล้วก็นะ มาถึงที่นี่แล้ว เธอไม่ต้องเรียกฉันว่าท่านประมุขแล้วล่ะ คำเรียกนี้มันไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไร"
เดี๋ยวจะโดนจับไปปรับทัศนคติเอาได้ง่ายๆ
หากมีคนรู้ว่าเธอเคยเป็นถึงประมุขพรรคมาร วันข้างหน้าเธอจะใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้อย่างไร
จือเหนียงมองหลีซุ่ย พลันแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวานเย้ายวน "ที่แท้ก่อนหน้านี้ท่านประมุขก็มาจากยุคหนึ่งพันปีให้หลังหรือเจ้าคะ"
หลีซุ่ยรู้ว่าจือเหนียงฉลาด แต่ไม่คิดว่าเพียงแค่ประโยคสองประโยค จือเหนียงก็สามารถอนุมานคำตอบนี้ออกมาได้ เธอชะงักไปครู่หนึ่งและไม่ได้ปฏิเสธ "ใช่"
"มิน่าเล่า"
ดูเหมือนข้อสงสัยที่ค้างคาใจจือเหนียงมาเนิ่นนานจะได้รับการไขกระจ่างแล้ว "ที่แท้ข้าน้อยก็รู้สึกอยู่เสมอว่าท่านประมุขช่างแตกต่างจากพวกเราอย่างสิ้นเชิง เป็นเช่นนี้นี่เอง"
หลีซุ่ยมีสีหน้าซับซ้อน "จือเหนียง สถานการณ์ในตอนนั้นมันซับซ้อนมาก ฉันก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าตอนนั้นฉันไปอยู่ในยุคของพวกเธอได้อย่างไร"
จือเหนียงพยักหน้า "ข้าน้อยย่อมรู้ดีว่าท่านประมุขไม่อาจอธิบายเรื่องลี้ลับเช่นนี้ได้ เหมือนที่ข้าน้อยก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าข้าน้อยมาที่นี่ได้อย่างไร ทว่าข้าน้อยไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คน จากนี้ไปคงต้องพึ่งพาท่านประมุขให้ช่วยดูแลข้าน้อยต่อไปแล้วเจ้าค่ะ..."
พูดไม่ทันขาดคำ ประตูพลันถูกเปิดออก หญิงวัยกลางคนในชุดกระโปรงสไตล์ตะวันตกและดัดผมลอนใหญ่สุดทันสมัยหิ้วตะกร้าจ่ายตลาดผลักประตูเข้ามา
บังเอิญเห็นจือเหนียงกำลังเอนซบลงในอ้อมอกของหลีซุ่ยพอดี
หลีซุ่ย "..."
แม่ของหลีซุ่ย หญิงที่มีนามว่าหลีผิงพลันมีสีหน้ากลัดกลุ้มขึ้นมาทันที
"แม่เคยเดาเหตุผลที่ลูกอายุยี่สิบสามแล้วแต่ยังไม่มีแฟน แม่คิดว่าลูกแค่อยากตามเทรนด์ชูธงเป็นพวกไม่นิยมการแต่งงาน ไม่คิดเลยว่าลูกจะนำเทรนด์ขนาดนี้"
หลีซุ่ยจับจือเหนียงกดให้นั่งลงทันที พร้อมกับยื่นมือออกไปราวกับจะห้ามปรามและพยายามอธิบายอย่างหมดเรี่ยวแรง
"ไม่ใช่นะแม่ แม่ฟังหนูอธิบายก่อน..."
หลีผิงหิ้วตะกร้าจ่ายตลาดเดินเข้ามาพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
"แต่ก็ยังดีนะ ตั้งแต่พี่ชายข้างบ้านชั้นบนของลูกเลือกที่จะแต่งงานกับหม้อหุงข้าว ตอนนี้หัวข้อสนทนาหลังอาหารในหมู่บ้านก็ยังวนมาไม่ถึงตัวลูกหรอก"
"..."
[จบแล้ว]