เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 89: มันคืออะไรถ้าไม่ใช่การแย่งชิงบัลลังก์?

บทที่ 89: มันคืออะไรถ้าไม่ใช่การแย่งชิงบัลลังก์?

บทที่ 89: มันคืออะไรถ้าไม่ใช่การแย่งชิงบัลลังก์?


[คือว่าลูกขององค์ชายนี้จะต้องเรียกเช่นไรหรือครับ ตอนแปลมันสับสนแปลกๆ เพราะถ้าใช้คำซ้ำกันมันก็แปลกๆ แต่หากแบบนี้เหมาะแล้ว ผมก็จะใช้แบบนี้ตลอด ส่วนถ้าหากมีคำแนะนำอะไรสามารถเขียนไว้ตรงคอมเมนต์ได้ตลอดเลยครับ พร้อมแก้ไข เพราะนี้ก็เป็นเรื่องแรกที่ผมแปลแนวย้อนยุค รู้เลยว่าแค่คำว่าฝ่าบาทผมก็น่าจะใช้ผิดบ่อยมาก]

บทที่ 89: มันคืออะไรถ้าไม่ใช่การแย่งชิงบัลลังก์?

ชายชราที่รู้จักกันในนามผู้อาวุโสซุนได้จิบไวน์และส่ายศีรษะพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะเข้าใจผิดได้อย่างไรกัน? ข้าพบเจอสตรีมาทั้งชีวิต ข้าสามารถบอกได้เลยว่าแม่นางหรูซวงกำลังทุกข์ทรมานจากการจมปลักอยู่ในความรัก”

คุณชายใหญ่คล้ายถูกโจมตีเข้าจุดอ่อน คนที่เขาไม่อาจหยุดคิดถึงกลับมีคนรัก! หรูซวงมีคนอื่นอยู่แล้ว และนั่นไม่ใช่เขา!

เขาจึงถามอย่างเร่งรีบ “คนผู้นั้นเป็นใครกัน?”

หลังจากคิดได้บางอย่าง เขาก็เอ่ยถามอีกครั้ง “กัวเส้าส้วยผู้เป็นศิษย์น้องของนางหรือ?”

ผู้อาวุโสซุนส่ายศีรษะตอบ “ข้าไม่รู้แน่ชัด แต่ข้าบอกได้เลยว่าไม่ใช่พวกเราที่นี่ มิฉะนั้นแม่นางหรูซวงคงไม่ดูทนทุกข์ทรมานจากความรักเฉกเช่นนี้ ความรักของนางดูคล้ายกับกำลังโหยหาบางสิ่งที่ขาดหายไป”

“คนผู้นั้นเป็นใครกัน?”

“ถ้าเขากล้าขโมยสตรีของคุณชายใหญ่ มันคงแส่หาความตายเป็นแน่แท้!”

“เราต้องค้นหาว่ามันเป็นใครและสั่งสอนบทเรียนให้มัน!”

ฝูงชนต่างโห่ร้อง พวกเขาสนับสนุนคุณชายใหญ่อย่างถึงที่สุด แต่คุณชายใหญ่ไม่ได้ยินเสียงพวกเขาอีกต่อไปแล้ว

“วีรบุรุษทั้งหลาย ข้ารู้สึกไม่สบายนัก ข้าขอตัวกลับห้องไปก่อน เชิญพวกท่านเพลิดเพลินกับงานเลี้ยงตามสบายเถิด”

หลังจากกล่าวคำอำลาแล้ว เขาก็จากไปด้วยความสับสน

ในขณะเดียวกัน รายงานโดยละเอียดของหลินเป่ยฟานก็ถูกส่งไปยังมือของท่านอ๋อง

หลินเป่ยฟานอายุ 18 ปี เป็นผู้ทำคะแนนสูงสุดในการสอบจักรพรรดิเมื่อเร็วๆ นี้

เขาเป็นผู้ได้รับเกียรติคนแรกในอาณาจักรอู๋อันยิ่งใหญ่ที่ได้คะแนนสูงสุดสามครั้งติดต่อกันในการสอบของจักรพรรดิ เขาได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดินี จนได้เลื่อนตำแหน่งให้เป็นขุนนางระดับห้าอย่างรวดเร็ว ทั้งยังถูกแต่งตั้งให้เป็นขุนนางในสถาบันจักรพรรดิ

เขาได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการประชุมราชสำนักช่วงรุ่งสางทุกวันและได้รับรางวัลมากมายจากจักรพรรดินี

แม้ว่าเขาจะทะเลาะกับสหายที่ร่วมทำงานและขุนนางบ่อยครั้ง แต่เขาก็มักจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะเสมอ เขาเป็นขุนนางที่ไร้ยางอาย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าฉ้อราษฎร์บังหลวงโดย ถึงขั้นยักยอกเงินห้าถึงหกแสนตำลึงตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้ง ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ขุนนางและสร้างความโกรธแค้นในหมู่ราษฎร

หลังจากอ่านรายงานนี้ ท่านอ๋องก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา “เขาเป็นชายหนุ่มที่โดดเด่นมากจริงๆ! ยังหนุ่มยังแน่น แต่เขาก็ประสบความสำเร็จมากแล้ว ไม่เพียงแต่มีความสามารถเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้โดดเด่นในราชสำนักด้วย...กระทั่งข้าก็คงไม่สามารถเทียบได้เลย!”

“ท่านอ๋อง หลินเป่ยฟานผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ! เขาไม่เพียงแต่มีความสามารถ แต่ยังได้รับการยกย่องอย่างสูงจากจักรพรรดินีอีกด้วย! ถ้าเราสามารถพาเขาเข้ามาฝั่งของเราได้ ท่านจะได้พันธมิตรที่มีค่าอย่างไม่ต้องสงสัย นี่จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับความทะเยอทะยานของท่าน!” ชายวัยกลางคนที่ดูสง่างาม สวมชุดยาวแบบนักปราชญ์ ถือพัดขนนกกระเรียนและสวมหมวก เขาได้กล่าวออกมาด้วยความเคารพ

ชายผู้นี้เป็นกุนซือของท่านอ๋อง ซึ่งเขาชื่นชมกุนซือผู้ยิ่งใหญ่จูกัดเหลียง ขงเบ้ง จึงมักจะเลียนแบบชุดของอีกฝ่ายและขนานนามตนเองว่าขง

หลังจากทำงานให้กับท่านอ๋องมานานกว่ายี่สิบปี เขาก็เป็นที่รู้จักในด้านการเป็นที่ปรึกษา จนได้รับความไว้วางใจอย่างมากจากท่านอ๋อง

ท่านอ๋องที่รู้สึกสนใจก็ได้กล่าวว่า “ท่านขง ท่านพูดถูก! ราชสำนักของทางเราขาดผู้มีฝีมือไปมาก ถ้าเราสามารถนำเขามาอยู่ใต้ปีกของเราได้ มันคงจะดีสำหรับความทะเยอทะยานของเรา แต่ชายหนุ่มที่ฉลาดอย่างเขาคงไม่น่าจะต้องการรับใช้ข้า เช่นนั้นเราจะโน้มน้าวเขาได้ยังไงกัน?”

“ท่านอ๋อง อย่างที่ท่านกล่าวมา เขาเป็นคนฉลาด เขาย่อมตระหนักดีว่าราชวงศ์ยามนี้กำลังมีปัญหา หากเขาต้องการความปลอดภัยและความสำเร็จในช่วงเวลานี้ เขาต้องเลือกผู้ปกครองที่ฉลาดที่จะเข้ารับใช้ ซึ่งท่านคือผู้ปกครองที่ปราดเปรื่อง นี่เป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา ข้ามั่นใจว่าด้วยไหวพริบและสติปัญญาของท่าน ท่านสามารถโน้มน้าวให้เขารับใช้เราได้!” ท่านขงลูบเคราของตนและยิ้มอย่างมั่นใจ

"น่าทึ่งมาก! กล่าวได้ดี ท่านขง!" ท่านอ๋องยิ้มออกมาด้วยความยินดี

“เช่นนั้นก็ส่งโม่หรูซวงและศิษย์น้องของนางไปติดต่อเขา พวกเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลินเป่ยฟาน เมื่อถึงเวลา เราก็จะสามารถนำเขาเข้ามารับใช้เราได้!”

"ยอดเยี่ยม! เราจะทำตามแผนของท่าน!" ท่านอ๋องอุทานออกมา

ด้วยเหตุนี้ โม่หรูซวงที่เพิ่งกลับมาไม่ถึงสองวันก็ถูกเรียกตัวโดยท่านอ๋อง

“ข้ารับใช้ผู้อ่อนน้อมถ่อมตนของท่านขอคำนับท่านอ๋อง ขอให้ท่านอ๋องทรงมีอายุนับพันปี!”

"ฮ่าฮ่าฮ่า! วีรบุรุษทั้งสอง พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องสุภาพขนาดนั้น โปรดนั่งลงเถิด!”

ท่านอ๋องหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่และกล่าวต่อ “เจ้าทั้งคู่เพิ่งรีบกลับมาจากเมืองหลวงและควรพักผ่อนสักสองสามวัน แต่มีเรื่องเร่งด่วนอยู่ในมือ ซึ่งมีเพียงเจ้าทั้งคู่เท่านั้นที่สามารถช่วยได้ ดังนั้นข้าต้องรบกวนเจ้าทั้งสองอีกครั้ง!”

“ได้โปรดพูดมาได้เลยท่านอ๋อง เราพร้อมตายเพื่อหน้าที่” โม่หรูซวงและกัวเส้าส้วยกล่าวออกมาด้วยความจริงจัง

ท่านอ๋องกล่าวอย่างเคร่งเครียดไปว่า “ก่อนหน้านี้ เจ้าทั้งคู่ได้กล่าวถึงสุดยอดขุนนางระดับสูงคนใหม่ หลินเป่ยฟาน จากการตรวจสอบ ข้าพบว่าเขาเป็นคนเก่งที่หาได้ยากจริงๆ! หากมีคนที่มีทักษะเช่นนี้ที่จะช่วยข้า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของข้าก็จะอยู่ไม่ไกล! ดังนั้นข้าจึงอยากขอให้เจ้าทั้งสองเกลี้ยกล่อมหลินเป่ยฟานและทำให้เขาเข้ามาฝ่ายข้า เจ้าทั้งสองยินดีที่จะไปหรือไม่?”

“ท่านอ๋อง เราจะไม่ล้มเหลวในภารกิจนี้แน่!” โม่หรูซวงและศิษย์น้องของนางกล่าวตอบ

เมื่อกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เก็บของและออกเดินทาง ในยามนั้นเอง ก็ได้มีผู้หนึ่งไล่ตามพวกเขาไปอย่างลับๆ

“โม่หรูซวงกลายเป็นเช่นนี้เพราะการเดินทางไปยังเมืองหลวง แสดงว่าคนที่นางต้องการพบเจอน่าจะอยู่ในเมืองหลวง ข้าต้องตามนางไปดูว่าคนๆ นั้นเป็นผู้ใดกัน”

ทั้งกลางวันและกลางคืน พวกเขาเดินทางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและในที่สุด พวกเขาก็มาถึงเมืองหลวงหลังผ่านไปไม่กี่วัน

จากนั้นพวกเขาก็พบกับหลินเป่ยฟานอีกครั้ง

หลินเป่ยฟานรู้สึกสับสนเมื่อเห็นพวกเขา “เจ้าทั้งคู่ควรจะกลับไปเหอเป่ยเหนือแล้วไม่ใช่หรือ? พวกเจ้ากลับมาทำไมเหรอ?”

“ท่านหลิน เรากลับไปกันแล้ว! แต่เรามีธุระที่ต้องจัดการในเมืองหลวง ดังนั้นเราจึงต้องรีบกลับมา!” โม่หรูซวงที่เห็นคนที่นางปรารถนาจะพบเจอก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

กัวเส้าส้วยก็รู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ลิ้มรสอาหารอีกครั้ง

แม้ว่ามันจะเป็นอาหารเน่าเสีย เขาก็พร้อมเต็มใจที่จะกินมัน

“โอ้ เป็นเช่นนั้นเอง!” หลินเป่ยฟานยิ้ม “ข้าคิดว่าข้าจะไม่ได้พบพวกเจ้าทั้งคู่อีกนานเสียอีก! แต่ในเมื่อพวกเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าก็คงต้องขอเชิญพวกเจ้าทั้งสองมากินดื่มเถิด เดี๋ยวจะเป็นการไม่ให้เกียรติกันเสียเปล่าๆ!”

“เราขอตอบตกลงด้วยความยินดี!” โม่หรูซวงและศิษย์น้องของนางตอบรับพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากที่พวกเขารับประทานอาหารที่รอคอยมานาน ก็ถึงยามราตรี

พวกเขาพาหลินเป่ยฟานไปที่ห้องเรียน ปิดประตูและกล่าวอย่างมีเลศนัยว่า “ท่านหลิน แท้จริงแล้วเรามาหาท่าน!”

"มาหาข้าหรือ?" หลินเป่ยฟานถึงกับรู้สึกสับสน!

โม่หรูซวงเริ่มกล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด “ท่านหลิน เราไม่เพียงแต่เป็นศิษย์ของสำนักดาบเหล็กเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ติดตามของท่านอ๋องเหอเป่ยแห่งตอนเหนืออีกด้วย! อาณาจักรอยู่ในความโกลาหล ท่านอ๋องคือผู้มีน้ำใจและเป็นห่วงราษฎร เขาต้องการยุติความวุ่นวายนี้และให้ราษฎรอยู่อย่างสงบสุข มีอาหารเพียงพอที่จะกิน! เราเห็นความหวังในตัวเขา ดังนั้นเราจึงให้คำมั่นว่าจะจงรักภักดีต่อเขา!”

“หลังจากที่เรากลับมา เราแนะนำชื่อของท่านแก่ท่านอ๋อง ซึ่งเขาก็ยินดีมาก! เขารับรู้ว่าท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หายาก แต่ยังเป็นคนที่มีอุดมคติเช่นเดียวกับเขา ดังนั้นเขาจึงต้องการเชิญท่านเข้าร่วมกับเขา มาพยายามเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน!”

กัวเส้าส้วยพยักหน้าอย่างแรง

ดวงตาของหลินเป่ยฟานดูแปลกๆ ในขณะที่เขามองไปที่ทั้งคู่ เขาลอบมองทั้งสองอย่างประหลาด จนโม่หรูซวงและกัวเส้าส้วยรู้สึกไม่สบายใจพอสมควร

“ทำไมท่านถึงมองพวกเราแบบนั้นเล่าท่านหลิน?”

หลินเป่ยฟานหัวเราะและกล่าวตอบว่า “อา เข้าใจแล้ว เจ้าเป็นคนของอ๋องเหอเป่ยทางตอนเหนือ โดยมาที่นี่เพื่อชักชวนให้ข้าทรยศต่อราชสำนักและเข้าร่วมการกบฏเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ข้าพูดถูกต้องไหม?”

ทันทีที่พูดถึงการ ‘แย่งชิงบัลลังก์’ สีหน้าขอกัวเส้าส้วยและโม่หรูซวงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

เป็นที่ทราบกันดีว่าคำสี่คำนี้เป็นสิ่งที่ร้ายแรงมาก เพียงการพูดออกมาอย่างแผ่วเบาก็อาจทำให้ศีรษะเสียไปได้!

หลายคนจึงมักหลีกเลี่ยงไม่พูดคำนี้กัน กัวเส้าส้วยจึงรีบแย้งว่า “หลินเป่ยฟาน เจ้ากล้าพูดได้ยังไงว่านี้มันคือการแย่งชิงบัลลังก์?”

"แล้วมันจะเป็นอะไรได้อีก?" หลินเป่ยฟานถามด้วยความสับสน “พวกเจ้าทุกคนบอกว่าอาณาจักรกำลังล่มสลายและความโกลาหลกำลังเกิดขึ้น…ความโกลาหลนี้จะเกิดขึ้นได้ยังไง? มันก็คงเป็นเพราะราชสำนักไม่มีความสามารถ จัดการบริหารบ้านเมืองได้ไม่ดี จนนำไปสู่ความโกลาหลนี้!”

“อีกทั้งพวกเจ้ายังบอกด้วยว่าอ๋องผู้นี้เป็นผู้มีจิตใจที่เมตตา ตั้งใจที่จะยุติความวุ่นวายนี้เพื่อให้ราษฎรสามารถอยู่อาศัยและทำงานได้อย่างสงบสุข… แล้วเราจะยุติความวุ่นวายนี้ได้อย่างไร? เราก็ต้องล้มล้างราชสำนักและกฎของจักรพรรดิองค์ปัจจุบันทิ้งลง เพื่อสร้างกฎใหม่ขึ้น!”

“หลังจากโค่นล้มราชสำนักแล้ว เขาต้องกลายเป็นจักรพรรดิด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะใช้กฎใหม่ได้ยังไงกัน? เราจะเพียงคอยและให้มีผู้ปกครองอื่นมาปกครองหรือ? ข้าไม่เชื่อว่าอ๋องที่พวกเจ้ากล่าวถึงจะไม่มีความทะเยอทะยานเช่นนี้อยู่!”

“บอกข้ามาเถอะ ถ้านี้ไม่ใช่การแย่งชิงบัลลังก์ มันคืออะไร?”

ทั้งสองเงียบไปโดยไม่โต้เถียงอะไรออกมา “ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจอย่างไร แต่ทุกสิ่งที่เราทำก็เพื่อประโยชน์ของราษฎรในโลกใบนี้! ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นจักรพรรดิ ตราบใดที่เขาสามารถทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีได้ เขาคือจักรพรรดิที่ดีและเราก็จะสนับสนุนเขา! ท่านอ๋องเหอเป่ยแห่งตอนเหนือคือผู้ปกครองที่รู้แจ้งและปราดเปรื่องที่สุดแล้ว!”

กัวเส้าส้วยกล่าวออกมาอย่างจริงจัง

โม่หรูซวงจึงรีบแนะนำว่า “ท่านหลินเป่ยฟาน จักรพรรดินีองค์ปัจจุบันโง่เขลานัก ขุนนางโกงกินจนมีอำนาจเหนือราชสำนัก ราษฎรกำลังตกทุกข์ได้ยาก! ท่านอาจไม่เห็นมันในเมืองหลวง แต่นอกเมืองหลวงผู้คนต่างเต็มไปด้วยความคับข้องใจ! ท่านอ๋องหลายคนได้เกณฑ์ทหารและม้า พร้อมที่จะสู้รบกันทุกเมื่อ! โลกใบนี้ไม่ขาดแคลนผู้คนที่ทะเยอทะยาน ความโกลาหลกำลังจะปะทุขึ้น!”

“ท่านอยู่ในตำแหน่งที่อันตราย ต้องเผชิญกับขุนนางโกงกินและขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่เพียงแต่ท่านจะตกอยู่ในอันตรายจากการที่จะสูญเสียศีรษะของท่านได้ตลอดเวลา แต่ท่านจะยังไม่อาจสามารถใช้ความสามารถที่ท่านมีได้อย่างเต็มที่อีก เช่นนั้นท่านยังยินดีที่จะอยู่ที่นี่อีกหรือ? มันจะไม่เป็นการดีกว่าหรือที่จะเข้าร่วมกับผู้ปกครองอาณาจักรที่ฉลาดและเก่งกาจเพื่อตัวท่านเอง! ท่านอ๋องเป็นผู้ปกครองที่มีคุณธรรม พระองค์ทรงห่วงใยราษฎรและสนับสนุนผู้มากความสามารถ!”

“ดังนั้น ท่านหลินเป่ยฟาน มาร่วมกับเราเถิด! ข้าเชื่อว่าด้วยความสามารถของท่าน ท่านจะได้รับการยกย่องอย่างสูงจากท่านอ๋อง! ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กองอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว!”

หลินเป่ยฟานโบกแขนเสื้ออย่างไม่พอใจนัก “อย่าพูดอะไรอีกแล้วตามข้ามา!” หลินเป่ยฟานพาทั้งสองไปที่ห้องหนึ่ง ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก โม่หรูซวงและกัวเส้าส้วยก็ตกตะลึงกับห้องที่เต็มไปด้วยสมบัติ ทองคำและเงิน

“ข้าขอบอกพวกเจ้าเลยว่า สมบัติ ทองคำและเงินเหล่านี้ล้วนถูกมอบให้ข้าโดยจักรพรรดินี!” หลินเป่ยฟานกล่าวอย่างภาคภูมิใจอีก “ในจำนวนนั้นมีทองคำหนึ่งหมื่นตำลึง เงินหนึ่งแสนตำลึง ไข่มุกนัยน์ตามังกรหนึ่งร้อยเม็ด โมราละเอียดหนึ่งร้อยกรัม หยกละเอียด 36 ชิ้น…มีเครื่องประดับและของตกแต่งอีกนับไม่ถ้วน!”

“ข้าขอถามพวกเจ้าว่าถ้าข้าเข้าร่วมกับอ๋องเหอเป่ยทางตอนเหนือ เขาสามารถให้สิ่งเหล่านี้แก่ข้าได้หรือไม่?”

“เอ่อ ไม่!” ทั้งสองตอบกลับด้วยรอยยิ้มขมขื่น

“ตามข้ามาอีกครั้ง!” หลินเป่ยฟานเปิดอีกห้องหนึ่ง โม่หรูซวงและกัวเส้าส้วยถึงกับตื่นตะลึงอีกครั้ง ห้องนี้เต็มไปด้วยผ้าไหมและผ้าแพร

"ของพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่จักรพรรดินีทรงมอบให้แก่ข้า!" หลินเป่ยฟานกล่าวอีกครั้งอย่างภาคภูมิใจ “ที่นี่มีผ้าไหมและผ้าแพรกว่าร้อยชิ้นแล้ว อีกทั้งยังมีผ้าหายากทุกชนิด ถ้าข้าทำมันเป็นเสื้อผ้าและเปลี่ยนมันทุกวัน ต่อให้ใส่เป็นสิบปีก็ยังไม่มีวันหมด!”

“ข้าขอถามพวกเจ้าว่าถ้าข้าเข้าร่วมกับอ๋องเหอเป่ยทางตอนเหนือ เขาสามารถให้สิ่งเหล่านี้แก่ข้าได้หรือไม่?”

“อืม ไม่” ทั้งสองตอบด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่นยิ่งขึ้น

“ตามข้ามาอีกครั้ง!”

ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

จบบทที่ บทที่ 89: มันคืออะไรถ้าไม่ใช่การแย่งชิงบัลลังก์?

คัดลอกลิงก์แล้ว