- หน้าแรก
- ย้อนอดีต ตุนเสบียง เลี้ยงทั้งอำเภอ
- บทที่ 57 หรือว่าจะเป็นคนชื่อซ้ำ?
บทที่ 57 หรือว่าจะเป็นคนชื่อซ้ำ?
บทที่ 57 หรือว่าจะเป็นคนชื่อซ้ำ?
เฉินกั๋วตงถูกผลักไสให้เดินเข้ามาข้างใน
เขาก้มหน้าเงียบไม่พูดไม่จาขณะมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว
คนที่คุมตัวเขามาส่งเพียงแค่พามาถึงที่แล้วก็เดินจากไป ไม่สนใจไยดีอะไรอีก
เขามองซ้ายมองขวา และพบว่าในเพิงพักแทบไม่มีที่ว่างให้เขาแทรกตัวลงไปได้เลย
พื้นที่ที่ดูจะกว้างขวางหน่อยล้วนถูกจับจองไปจนหมดสิ้น
“รบกวนพวกคุณช่วยขยับหน่อยได้ไหมครับ แบ่งที่ให้ผมสักนิด”
น้ำเสียงของเฉินกั๋วตงแหบพร่า แถมยังดูเหมือนมีลมรั่วออกมาด้วย
หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าฟันหน้าของเฉินกั๋วตงหลุดหายไปซี่หนึ่ง เวลาพูดจึงดูขัด ๆ ไม่เป็นธรรมชาติ
ทว่าคนอื่น ๆ ในเพิงกลับทำหูทวนลม แกล้งนอนนิ่งเป็นท่อนไม้ไม่ไหวติงบนพื้นดิน
พื้นที่ของพวกเขาก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว ถ้าต้องเจียดที่ว่างเพิ่มให้คนอื่นอีก คืนนี้จะนอนกันได้อย่างไร?
เฉินกั๋วตงถามซ้ำอยู่หลายรอบก็ยังไร้เสียงตอบรับ สุดท้ายเขาก็ได้แต่กัดฟันกรอด แล้วฝืนแทรกตัวเบียดเข้าไปหาที่ว่างจนได้
คนที่นอนอยู่ข้าง ๆ เริ่มแสดงความไม่พอใจและตั้งท่าจะอ้าปากด่า แต่เฉินกั๋วตงกลับพูดสวนขึ้นมาอย่างใจเย็นว่า
“คนข้างนอกเขาให้ฉันมานอนที่นี่ ถ้าพวกคุณมีปัญหา ฉันออกไปนอนข้างนอกก็ได้นะ แต่ถ้าเขาถามขึ้นมา ฉันก็จะบอกว่าพวกคุณไม่ยอมให้ฉันนอนด้วย”
ประโยคนี้ถือเป็นไม้ตายที่ทำให้คนพวกนี้ไม่กล้าปริปากอีก พวกเขาต่างก็ถูกส่งมาดัดสันดานเหมือนกัน หากไปทำให้พวกผู้คุมไม่พอใจเข้า ชีวิตต่อจากนี้คงไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบแน่
เฉินกั๋วตงเลือกทำเลที่นอนได้ข้างตัวหวังเจี้ยนจวินพอดี
แรงเบียดทำให้หวังเจี้ยนจวินเริ่มหงุดหงิด แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมขยับให้พื้นที่อีกฝ่ายเล็กน้อยอย่างจำใจ
กว่าเฉินกั๋วตงจะจัดแจงข้าวของส่วนตัวเสร็จ เวลาก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว
เฉินกั๋วตงนอนลงบนพื้นที่ดินที่แสนจะชื้นแฉะและมีลมโกรกได้ทุกทิศทาง ในใจของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่สุมอก
“ไอ้บัดซบ ลู่หมิง! ข้าจะกลับไปฆ่าแกให้ได้สักวัน!”
ลู่หมิง?!
ทันทีที่ได้ยินชื่อที่แสนจะคุ้นหู หวังเจี้ยนจวินก็ลืมตาโพล่งขึ้นมาทันที
เขาหันไปมองคนที่นอนข้าง ๆ โดยสัญชาตญาณ
ชายคนนี้...
เขาก็มีความแค้นกับลู่หมิงเหมือนกันงั้นเหรอ?
หรือว่าจะเป็นแค่คนชื่อซ้ำกันนะ?
……
ทางด้านหมู่บ้านเค่าซานถุน ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาทุกคนต่างรู้สึกยุ่งวุ่นวายเป็นพิเศษ
แม้ว่างานในทุ่งนาจะเริ่มเบาบางลงบ้างแล้ว แต่พวกเขากลับวุ่นอยู่กับการขึ้นเขาไปเก็บของป่า
บรรดาแม่บ้านที่ขยันขันแข็งต่างพากันขึ้นเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และจะกลับลงมาอีกทีก็ตอนที่ฟ้าเริ่มมืดสลัว
แต่ละคนจะมีถุงผ้าใบใหญ่ที่บรรจุของจนเต็มพิกัดแขวนไว้ด้านหน้า มือหิ้วถุงสัมภาระ ส่วนตะกร้าเป้ที่หลังก็อัดแน่นจนล้น
พูดได้เลยว่า ถ้าหัวหน้ากองผลิตไม่กำชับไว้ว่าห้ามทำเกินกว่าเหตุ พวกชาวบ้านคงแทบจะถลกหนังเขา (ภูเขา) ออกมาเป็นชั้น ๆ แล้วกวาดของป่ากลับบ้านให้หมดแน่!
ผลผลิตที่ได้จากป่าช่างหลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
ไม่ว่าจะเป็นลูกฮาเซลนัทป่า วอลนัทป่า หรือเมล็ดสนป่า
รวมไปถึงลูกซานจา (ฮอว์ธอร์น) และผลไม้ป่าสารพัดชนิด พวกเขาเก็บกลับมาหมด แม้แต่โพรงสะสมอาหารของกระรอกก็ยังไม่เว้น
จนหลิน เมี่ยวหลานและคนอื่น ๆ ยังพูดติดตลกกันว่า หน้าหนาวปีนี้พวกกระรอกตัวน้อยคงได้คราวเคราะห์และอดอยากกันแน่ ๆ
แน่นอนว่ายังมีคนที่โชคดีสามารถจับกระต่ายป่ากลับมาได้สองสามตัว
ในช่วงแรกทุกคนยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่พอเห็นว่าสวีเจี่ยฟ้างไม่ได้ว่ากล่าวอะไร พวกเขาจึงเริ่มเบาใจลง
ถึงขนาดมีบางคนตั้งใจขึ้นเขาไปวางกับดักจับกระต่ายโดยเฉพาะ เมื่อจับได้แล้วก็นำมาส่งมอบให้สวีเจี่ยฟ้าง เพื่อให้เขานำไปแลกเป็นข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และเกลือที่สหกรณ์ในนามของ ‘กองผลิต’
แม้เนื้อกระต่ายจะเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แต่ในยามที่ชีวิตกำลังจะอดตาย ความสำคัญอันดับหนึ่งย่อมต้องเป็นการทำให้อิ่มท้องก่อนเสมอ
กระต่ายป่าหนักห้าหกจินหนึ่งตัว สามารถแลกข้าวกล้องได้ห้าหกจิน! หรือแลกเป็นแป้งผสมสองส่วนได้ 8 จิน และถ้าเป็นแป้งดำจะได้ถึง 10 จิน!
ต้องรู้ว่าเนื้อกระต่ายหนึ่งจิน ต่อให้กินอย่างประหยัดที่สุด ครอบครัวหนึ่งก็กินได้เพียงสองสามวันเท่านั้น
แต่ถ้าเป็นข้าวกล้องห้าหกจิน ถ้ากินอย่างมัธยัสถ์มันสามารถช่วยให้อิ่มท้องได้ถึงสิบกว่าวันทีเดียว
ยิ่งถ้าแลกเป็นแป้งผสมสองส่วนหรือแป้งดำ ก็อาจจะยืดเวลาออกไปได้เกือบครึ่งเดือน!
ทว่านี่คือราคาประเมินจากตลาดมืด แต่สำหรับการขายให้สหกรณ์ของรัฐ ราคาย่อมถูกกดให้ต่ำลงกว่านั้น
กระต่ายหนัก 5 จิน จึงแลกแป้งดำได้เพียง 8 จิน แป้งผสมสองส่วน 6 จิน หรือข้าวกล้องแค่ 4 จินเท่านั้น
และถ้าจะแลกเป็นข้าวสารขาว (ข้าวขัดสี) ก็จะได้เพียงแค่จินเดียว
แม้ทุกคนจะรู้สึกเสียดายส่วนต่างของราคา แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงไปแลกที่ตลาดมืด
เพราะหากถูกจับได้ นอกจากของจะถูกยึดแล้ว ตัวคนยังต้องถูกส่งไปดัดสันดานในชนบทที่ห่างไกลอีกด้วย
นั่นจะกลายเป็นตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่สามารถยืดอกได้อย่างภาคภูมิใจอีกต่อไป
สำหรับเรื่องนี้ สวีเจี่ยฟ้างใช้วิธีหลับตาข้างลืมตาข้าง และวางตัวเป็นผู้สนับสนุนอยู่เงียบ ๆ
ทว่าช่วงนี้เขาเดินทางเข้าตัวอำเภอบ่อยขึ้นผิดปกติ
เหตุผลแรกคือเพื่อสืบข่าวคราวเกี่ยวกับเสบียงหลวง ส่วนเหตุผลที่สองคือเพื่อให้ชาวบ้านรวบรวมของป่าและสัตว์ที่ล่ามาได้มาไว้ที่เขา แล้วเขาก็จะรวบรวมไปแลกเปลี่ยนที่ตัวอำเภอทุก ๆ 10 วัน
ในนามของกองผลิต นี่คือการสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชน!
ตราบใดที่กองผลิตหมู่บ้านเค่าซานถุนไม่ได้แบมือขอเสบียงช่วยเหลือจากรัฐบาล เจ้าหน้าที่เบื้องบนส่วนใหญ่ก็จะทำเป็นมองไม่เห็นและปล่อยผ่านไป
แต่หากเรื่องนี้ถูกทำในนามส่วนบุคคล ปัญหาก็จะร้ายแรงขึ้นมาทันที
ลู่หมิงมองดูความกระตือรือร้นของชาวบ้านที่พากันขึ้นเขาแล้วก็ได้แต่ยิ้มขำในใจ
เขาก็แค่ตามขึ้นเขาไปด้วยในช่วงสองวันแรก หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ขึ้นไปอีกเลย
ทว่าชาวบ้านทุกคนที่กลับลงมา มักจะมีของติดไม้ติดมือมาฝากเขาเสมอ
คนนั้นหยิบฮาเซลนัทมาให้กำหนึ่ง คนนี้ส่งวอลนัทให้กำมือหนึ่ง หรือบ้านนั้นก็แอบเอาเห็ดห่อเล็ก ๆ มาวางทิ้งไว้ให้
ถึงแม้ลู่หมิงจะไม่ได้ขึ้นเขาเอง แต่ของป่าเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วก็นับว่ามีปริมาณไม่น้อยเลยทีเดียว
พวกถั่วแห้งน่ะยังพอเก็บไว้ได้นาน
แต่พวกเห็ดและผลไม้นั้นเก็บไว้ได้ไม่นาน
เขาจึงต้องนำของเหล่านั้นมาล้างทำความสะอาด แล้วอาศัยช่วงที่แดดจ้าตากให้แห้งสนิท
ระหว่างนั้น เขายังแวะไปทำอาหารให้เสิ่นชิงเหอทานถึงสองครั้ง
สุดท้ายเสิ่นชิงเหอก็ยืนกรานปฏิเสธเพราะเกรงใจ เขาจึงไม่ได้ไปทำที่นั่นอีก แต่ฝากให้พวกโจวเวยเวยช่วยหิ้วไปให้แทน
ด้วยการบำรุงจากไข่ต้มน้ำตาลแดงฝีมือลู่หมิงวันละฟอง ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ สีหน้าของเสิ่นชิงเหอก็กลับมาสดใสมีเลือดฝาดเหมือนเดิม
แม้บาดแผลจะยังอยู่ในช่วงสมานตัว แแต่อย่างน้อยเธอก็ดูไม่ซูบเซียวเหมือนช่วงแรก ๆ
และในตอนนั้นเอง ‘ภารกิจทางการเมือง’ ของหมู่บ้านเค่าซานถุนก็มาถึง
เนื่องจากวิกฤตอุทกภัยทางภาคใต้
หมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไป 20 ลี้ก็มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านเช่นกัน
ดังนั้นหมู่บ้านในระแวกนี้จึงได้รับคำสั่งให้ทำภารกิจซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของฝายกั้นน้ำ
นี่คือคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ชาวบ้านทุกคนไม่ว่าจะชายหญิง เด็กหรือคนชรา ต่างก็ต้องเข้าร่วม
แม้แต่เด็กวัยแปดเก้าขวบก็ยังต้องไปช่วยเก็บฟืนและก่อไฟสำหรับทำอาหาร
เสิ่นชิงเหอแม้จะมีแผลที่แขน แต่เธอก็เลี่ยงภารกิจนี้ไม่ได้
ทว่าสวีเจี่ยฟ้างใจดีจัดตารางงานที่เบาแรงให้แก่เธอ
โดยให้เธออยู่ช่วยกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ต้มน้ำและเตรียมอาหารสนับสนุน
งานสาธารณะแบบนี้ อาหารที่ทานย่อมมาจากเสบียงส่วนกลางของรัฐ
ทุกคนจะได้รับหมั่นโถวแป้งหยาบคนละหนึ่งลูก และน้ำแกงโจ๊กผักป่าอีกหนึ่งชาม
ที่เรียกว่าน้ำแกงโจ๊กผักป่า ก็เพราะในชามมีแต่ใบผักลอยคว้างอยู่เต็มไปหมด ส่วนเมล็ดข้าวนั้นแทบจะนับเม็ดได้
แถมเวลาตัก ใบผักก็ยังไม่กล้าตักให้เยอะเกินไป ได้แต่ปล่อยให้มันลอยอยู่สองสามชิ้นพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง
จบบท