- หน้าแรก
- ฉันไม่ใช่ซุปเปอร์สตาร์
- บทที่ 12 ความเงียบของเขา ดังสนั่นในโสตประสาท
บทที่ 12 ความเงียบของเขา ดังสนั่นในโสตประสาท
บทที่ 12 ความเงียบของเขา ดังสนั่นในโสตประสาท
บทที่ 12 ความเงียบของเขา ดังสนั่นในโสตประสาท
หลังจากเหตุการณ์ขว้างแก้ว บรรยากาศในวิลล่าไม่ได้เรียกว่า ‘อึดอัด’ อีกต่อไป แต่เยียบเย็นจนราวกับจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
กู้อี่เฉินกลับเข้าห้องไปด้วยใบหน้ามืดครึ้ม ทั้งยังระบายอารมณ์ด้วยการเตะเก้าอี้ไปหนึ่งที
ซูมู่อยากจะเข้าไปดูแผลของลู่หยวน แต่กลับถูกหลินเสี่ยวหย่าชิงตัดหน้าไปก่อน
เมื่อเห็นหลินเสี่ยวหย่ากำลังทำแผลให้ลู่หยวนอย่างระมัดระวัง ซูมู่ก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกับเท้าของเธอหยั่งรากลึกลงไปในพื้นดิน ไม่สามารถขยับได้แม้แต่ก้าวเดียว
ส่วนลู่หยวนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลังทำแผลเสร็จก็กลับเข้าห้องไปเงียบๆ ไม่ได้แสดงท่าทีน่าสงสารหรือเอ่ยปากบ่นแม้แต่คำเดียว เขาทำตัวราวกับเป็นอากาศธาตุ
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ฟ้ายังไม่สว่างดี ลู่หยวนก็เดินออกจากวิลล่าไปเพียงลำพัง
ตากล้องที่รับผิดชอบการถ่ายทำเป็นชายวัยสามสิบกว่า เมื่อคืนนี้เขาถูกประโยค "ผมเชื่อแล้ว" ของลู่หยวนจู่โจมเข้าที่หัวใจจนนอนไม่หลับทั้งคืน พอเห็นลู่หยวนเดินออกไปจึงรีบแบกกล้องตามไปทันที
ลมทะเลพัดแรง คลื่นลูกใหญ่ซัดสาดเข้ากระทบโขดหินเสียงดังสนั่น
ลู่หยวนสวมเสื้อสเวตเตอร์บางๆ เดินอยู่บนชายหาดเพียงลำพัง
หมอกทะเลในยามเช้ายังไม่จางหายดี ร่างของเขาผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในม่านหมอก ดูผอมบางและเดียวดายเป็นพิเศษ
“ลู่หยวน” ตากล้องอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากถามเสียงเบา “ทำไมคุณไม่แก้ตัวล่ะ”
ลู่หยวนหยุดฝีเท้า แล้วหันไปมองตากล้อง
“แก้ตัวเรื่องอะไรครับ”
“ทั้งที่แก้วใบนั่นกู้อี่เฉินเป็นคนขว้างแท้ๆ มือของคุณก็เลยเป็นแผล แต่เขากลับไม่มีคำขอโทษแม้แต่คำเดียว แล้วไหนจะเรื่องคำถามนั่นอีก ซูมู่โกหกชัดๆ ทำไมคุณต้องช่วยเธอปิดบังด้วย” ตากล้องเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“คุณทำแบบนี้ ผู้ชมดูแล้วอึดอัดจะตาย”
ลู่หยวนยิ้มบางๆ ก่อนจะหันกลับไปมองผืนทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล
คลื่นทะเลม้วนตัวเป็นฟองขาว ซัดเข้าสู่ชายหาดครั้งแล้วครั้งเล่า กลืนกินร่องรอยทั้งหมดจนหายไป
“ถ้าผมแก้ตัว แล้วเธอจะกลับมาไหมครับ”
เสียงของลู่หยวนแผ่วเบาจนแทบจะถูกลมทะเลกลืนหายไป
“ไม่กลับมาหรอกครับ”
เขาก้มหน้าลง ใช้ปลายเท้าเขี่ยเปลือกหอยบนพื้นทราย
“การแก้ตัวมีแต่จะทำให้ผมดูน่าสมเพช มีแต่จะทำให้เธอลำบากใจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกู้อี่เฉิน และมีแต่จะทำให้เธอ... ต้องอับอายมากขึ้น”
ตากล้องถึงกับตะลึงงัน
มือที่แบกกล้องแข็งค้างอยู่กลางอากาศ
นี่ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักโกรธ แต่คือการมอบความอ่อนโยนทั้งหมดให้แก่คนที่ทำร้ายเขาต่างหาก
ลู่หยวนแอบกดไลค์ให้ระบบในใจ: [บทพูดนี้ไม่เลวจริงๆ ระบบช่วยจำไว้หน่อยนะ ภาพลักษณ์ชายผู้น่าสงสารคนนี้ถือว่าสร้างขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว]
“แล้วก็...” ลู่หยวนหันกลับมา ยืนหันหลังให้ทะเล เผชิญหน้ากับกล้องในมุมย้อนแสง “ผมไม่อยากให้เธอรู้สึกว่า การที่เคยรักผม มันเป็นเรื่องน่าอาย”
ตากล้องรู้สึกเพียงแค่จมูกร้อนผ่าว
เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ไม่ว่าทีมงานของกู้อี่เฉินจะกดดันแค่ไหน ฉากนี้เขาจะต้องตัดต่อเข้าไปในรายการฉบับเต็มให้ได้! ต่อให้ต้องถูกหักโบนัส เขาก็จะทำ!
ขณะเดียวกัน ที่วิลล่า
ซูมู่ตื่นแต่เช้าตรู่ หรือควรจะพูดว่า...เธอนอนไม่หลับเลยทั้งคืน
เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง สายตาของเธอก็มองไปยังมุมหนึ่งของโต๊ะอาหารโดยไม่รู้ตัว
ที่นั่นว่างเปล่า มีเพียงเก้าอี้ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ปกติในเวลานี้ ลู่หยวนจะนั่งรออยู่ที่นั่นเสมอ ตรงหน้ามีน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว เพื่อรอให้ทุกคนตื่นอย่างเงียบๆ แต่วันนี้...เขาไม่ได้อยู่ที่นั่น
ในใจของซูมู่พลันรู้สึกว่างโหวงอย่างรุนแรง
หลายวันที่ผ่านมา แม้ลู่หยวนจะถูกกลั่นแกล้งอยู่ตลอด แต่เขาก็ยังคง ‘อยู่’ ที่นั่น
เขาทำบะหมี่อยู่ในครัว เขาอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ ในมุมห้อง เขาเลือกที่จะเงียบเมื่อถูกต่อว่า
แต่ในตอนนี้ ความรู้สึกของการมี ‘อยู่’ นั้นกำลังเลือนหายไป
เหมือนเม็ดทรายในกำมือ ยิ่งพยายามกำให้แน่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งร่วงหล่นจากง่ามนิ้วเร็วขึ้นเท่านั้น เขากำลังถอนตัวออกจากโลกของเธออย่างเด็ดเดี่ยว
“อรุณสวัสดิ์” หลินเสี่ยวหย่าหาวพลางเดินออกมา พอเห็นซูมู่ยืนเหม่อลอย ก็เอ่ยถามอย่างไม่คิดอะไร “ลู่หยวนล่ะ ฉันกะว่าจะขอดูแผลที่มือเขาสักหน่อย”
“ไม่รู้สิ” ซูมู่ตอบเสียงแห้ง
ตลอดทั้งวัน ลู่หยวนทำตัวเหมือนวิญญาณล่องหน ไปเช้ากลับค่ำ
นอกจากช่วงเวลาทำภารกิจที่จำเป็นแล้ว เขาแทบไม่ได้พูดคุยกับใครเลย แม้แต่การสบตาก็ยังน้อยครั้ง
จนกระทั่งดึกสงัด
เมื่อคืนซูมู่ไปตากลมทะเล ประกอบกับอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างหนัก ทำให้อาการปวดท้องโรคกระเพาะกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
เธอรื้อค้นกระเป๋าเดินทางจนทั่ว ถึงได้นึกขึ้นได้ว่าตอนออกมานั้นรีบร้อนเกินไป จนลืมพกยาแก้ปวดท้องติดมาด้วย
กู้อี่เฉินหลับสนิทไปนานแล้ว เสียงกรนของเขาดังสนั่น
ซูมู่ปวดจนเหงื่อกาฬไหลซึม ได้แต่ขดตัวทนความเจ็บปวดอยู่บนเตียง
ในขณะนั้นเอง เสียงเปิดประตูที่แผ่วเบาอย่างยิ่งก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง
ลู่หยวนกลับมาแล้ว
ซูมู่ฝืนทนความเจ็บปวด ค่อยๆ เดินไปที่หัวบันได
ห้องนั่งเล่นเปิดไฟผนังไว้เพียงดวงเดียว ในมือของลู่หยวนถือถุงพลาสติกใบหนึ่ง...เป็นถุงจากร้านขายยาใกล้ๆ
เขาเดินไปที่ตู้ยาของส่วนกลาง เปิดถุง หยิบยาแก้ปวดท้องโรคกระเพาะกล่องหนึ่งใส่เข้าไป
จากนั้น เขาก็หยิบกระดาษโน้ตสีเหลืองออกมา เปิดฝาปากกา แล้วบรรจงเขียนอะไรบางอย่างลงไป
เมื่อเขียนเสร็จ เขาก็แปะกระดาษโน้ตลงบนกล่องยา จัดเก็บเข้าตู้ยาให้เรียบร้อย
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ เขาก็ไม่ได้หยุดอยู่ต่อ แต่หันหลังเตรียมกลับไปยังห้องเก็บของของตน
ในจังหวะที่หันกลับนั้นเอง ลู่หยวนพลันรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง
เขาเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปยังเงาร่างตรงหัวบันไดชั้นสองได้อย่างแม่นยำ
ซูมู่ที่ซ่อนตัวอยู่ตรงนั้นถึงกับไม่กล้าหายใจแรง
สายตาของทั้งสองประสานกันท่ามกลางความสลัวราง
ซูมู่คิดว่าเขาจะพูดอะไรบางอย่าง หรืออย่างน้อยก็คงจะแสดงความห่วงใยออกมาบ้าง
แต่ทว่า...ไม่มีเลย
สายตาของลู่หยวนเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นใดๆ ราวกับกำลังมองวัตถุที่ไร้ชีวิต หรือคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ในแววตานั้นไม่มีทั้งความรักและความเกลียดชัง แม้แต่ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างระมัดระวังเหมือนแต่ก่อนก็ไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว
มีเพียงความว่างเปล่าอันเงียบสงัด
ลู่หยวนละสายตาไป แล้วเดินตรงไปยังสุดทางเดินที่มืดมิด ก่อนจะปิดประตูลง
ซูมู่ทรุดตัวลงกับพื้น พิงกำแพง น้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน
เธอรอจนกระทั่งชั้นล่างเงียบสนิท จึงค่อยๆ เดินลงไปอย่างเชื่องช้า แล้วเปิดตู้ยาใบนั้น
บนกล่องยาปรากฏกระดาษโน้ตใบนั้นแปะอยู่ เป็นลายมือที่คุ้นเคยของลู่หยวน:
“อย่าลืมกินยาให้ตรงเวลา อย่าดื่มน้ำเย็นตอนท้องว่าง”
ไม่มีการลงชื่อ ไม่มีการระบุชื่อผู้รับ
ราวกับเป็นเพียงผู้ใจดีที่เดินผ่านมา และทิ้งความปรารถนาดีครั้งสุดท้ายไว้ให้แก่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง
ซูมู่กอดกล่องยานั้นไว้แน่น ในห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่า เธอร้องไห้โฮราวกับเด็กๆ
ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่า ประโยคที่ลู่หยวนเคยพูดว่า “รักหรือไม่รัก มันยังมีความหมายอยู่อีกหรือ” นั้น ไม่ใช่เพียงคำพูดที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ
เขาตั้งใจที่จะปล่อยเธอไป และปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ...จริงๆ
[จบตอน]