- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 47 - ทลายเก้าสัจพจน์
47 - ทลายเก้าสัจพจน์
47 - ทลายเก้าสัจพจน์
47 - ทลายเก้าสัจพจน์
"เจ็ดก้าวประหาร!"
หวังเอี้ยนเฟิงเหยียบย่างท่าร่างเจ็ดก้าวประหาร ร่างกายฝืนกฎฟิสิกส์ เคลื่อนที่ออกไปด้านข้างอย่างรุนแรง หลบหมัดของหลินหมิงไปได้ ทว่าในการหยุดและเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันนี้ ประกอบกับเลือดลมที่ปั่นป่วนก่อนหน้า ในที่สุดหวังเอี้ยนเฟิงก็ไม่อาจควบคุมเลือดลมที่พลุ่งพล่านในกายได้ มุมปากมีสายเลือดไหลออกมา
ในยามนี้หวังเอี้ยนเฟิงรู้สึกตระหนกตกใจอย่างยิ่ง ตอนที่อยู่ในเจดีย์หลิงหลง อานุภาพของ "เก้าสัจพจน์" ลดทอนลงไปมาก ทำให้จำต้องสู้จนตัวตายกับสัตว์อสูรสองตัวที่ชั้นสี่ หากเขาสามารถใช้ศัสตราวุธได้ เขามั่นใจว่าจะผ่านไปยังชั้นที่ห้าได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่สังหารสัตว์อสูรที่ชั้นที่ห้าได้บ้าง
ทว่าแม้จะมีพลังถึงเพียงนี้ กลับถูกหลินหมิงกดดันจนถึงเพียงนี้หรือ? หรือว่าตอนนั้นหลินหมิงสามารถสังหารสัตว์อสูรชั้นที่ห้าได้จริงๆ?
"เก้าสัจพจน์"
ที่เขาภาคภูมิใจถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ สิ่งนี้ทำให้หวังเอี้ยนเฟิงรู้สึกถึงความอัปยศอย่างลึกซึ้ง ทว่าในยามนี้กลับไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องการแก้แค้น หลินหมิงประดุจแมลงวันตอมซาก พุ่งเข้ามาอีกครั้ง! คราวนี้หลินหมิงใช้มีดสั้นโจมตี!
"ข้าจะฟันมีดของเจ้าให้เป็นชิ้นๆ!"
เนื่องจากปราณแท้ก่อนหน้านี้เพิ่งใช้หมดไป และตอนนี้เพิ่งจะรวบรวมขึ้นมาได้เพียงครึ่งเดียว หวังเอี้ยนเฟิงไม่มีเวลาพอจะสำแดง "เก้าสัจพจน์" ได้เลย ทำได้เพียงอัดปราณแท้ครึ่งเดียวนั้นลงในศัสตราวุธในมือ อาศัยพลังกายและความคมของศัสตราวุธเข้าต้านรับการโจมตีนี้ของหลินหมิง
เขาปักใจเชื่อว่า เมื่อเขาสับกระบี่นี้ลงไป หลินหมิงย่อมต้องชักมีดกลับ ไม่ฉะนั้นมีดย่อมถูกฟันจนแหลกละเอียด
ทว่าเขาคิดไม่ถึงว่า หลินหมิงจะไม่มีการชักมีดกลับเลย ปล่อยให้กระบี่นี้ฟันลงบนมีดเลาะกระดูกอย่างเต็มแรง!
"ปัง!"
พร้อมกับเสียงใสกระจ่าง ท่ามกลางการปะทะของปราณแท้อันบ้าคลั่งเช่นนี้ มีดเลาะกระดูกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หลายชิ้น!
"เฮก!"
หวังเอี้ยนเฟิงยังไม่ทันได้หายตกใจ หลินหมิงก็ตวาดก้อง ชกหมัดหนึ่งเข้าใส่กลุ่มเศษมีดเลาะกระดูกที่แตกกระจายออกมานั้น
"ฟุ่บ!" เศษมีดพุ่งกระจายออกไปราวกับอาวุธลับ!
อาวุธลับที่พุ่งเข้าใส่อย่างรุนแรงในระยะประชิดเช่นนี้ ต่อให้หวังเอี้ยนเฟิงจะมีเจ็ดก้าวประหารก็หลบเลี่ยงไม่พ้นเลย!
"อ๊ากกกก!!"
หวังเอี้ยนเฟิงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ไหล่ หน้าท้อง และต้นขาของเขาถูกเศษมีดปักเข้าพร้อมกัน เลือดสาดกระจาย เศษมีดที่ปักตรงไหล่นั้นถึงกับทะลุผ่านสะบักของหวังเอี้ยนเฟิงไปเลยทีเดียว!
จากนั้นหลินหมิงก็ไม่เกรงใจ วาดขาเตะเข้าที่หน้าอกของหวังเอี้ยนเฟิง หวังเอี้ยนเฟิงพ่นโลหิตออกมาสายหนึ่ง ซี่โครงหักสะบั้นไปหลายซี่ ร่างกายปลิวออกไปราวกับว่าวสายป่านขาด!
"หยุดมือ!"
ในพริบตาที่หลินหมิงเตะหวังเอี้ยนเฟิงจนปลิวไป ผู้อาวุโสสวีกระโจนออกมาประดุจเสือดาว เก้าอี้ด้านหลังเขาถูกปราณแท้ซัดจนกลายเป็นผงธุลี
ผู้อาวุโสสวีพุ่งเข้าไปในสนามประลองราวกับพายุ รับร่างของหวังเอี้ยนเฟิงที่บาดเจ็บไม่น้อยไว้ได้ทันควัน เขารีบนำขวดยาออกมาทาให้หวังเอี้ยนเฟิงทันที เขาเป็นสหายเก่าแก่กับบิดาของหวังเอี้ยนเฟิง ย่อมต้องดูแลบุตรของสหายให้ดี อีกทั้งหากหวังเอี้ยนเฟิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ เขาก็ยากจะอธิบายต่อบิดาของอีกฝ่ายได้
หลังจากทายาเสร็จแล้ว ผู้อาวุโสสวีก็เงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าบึ้งตึงมองไปทางหลินหมิง "เจ้าเด็กคนนี้ อายุยังน้อยแท้ๆ แต่ลงมืออำมหิตนัก!"
คำพูดประโยคนี้ของผู้อาวุโสสวีแฝงด้วยปราณแท้ แต่ละคำที่หลุดออกมาประดุจลูกเหล็กตกลงบนพื้น เปี่ยมด้วยความน่าเกรงขาม
เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากยอดฝีมือระดับโฮ่วเทียน หลินหมิงสายตาคมปลาบ ลอบโคจร "คัมภีร์ปราณแท้โกลาหล" เพื่อต้านทานแรงกดดันนี้ เขากล่าวอย่างไร้ความรู้สึกว่า
"ท่านกล่าวว่าข้าอำมหิต เช่นนั้นสิ่งใดคือไม่อำมหิต? หรือว่าเมื่อครู่นี้ที่หวังเอี้ยนเฟิงจะฟันแขนข้าให้ขาด ข้าควรยื่นแขนออกไปให้เขาฟันหรือ? หากเมื่อครู่นี้หมัดของข้าพลาดไป แขนถูกฟันขาด ท่านจะเดินออกมากล่าวว่าหวังเอี้ยนเฟิงอำมหิตหรือไม่?"
"ดี! เจ้ายังกล้าย้อนคำพูดหรือ!?"
ผู้อาวุโสสวีก้าวมาข้างหน้าอย่างรุนแรง ทั่วร่างระเบิดกลิ่นอายสังหารออกมา กลิ่นอายสังหารนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าผู้อาวุโสสวีประดุจพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะตะปบเหยื่อได้ทุกเมื่อ
คนธรรมดาแม้จะเห็นพยัคฆ์ร้ายที่ถูกล่ามโซ่ไว้ตรงหน้า ก็ยังจะถูกกดดันด้วยสง่าราศี นับประสาอะไรกับผู้อาวุโสสวีที่พร้อมจะจู่โจมได้ทุกเมื่อ ทว่าหลินหมิงยังคงไม่มีรอยยิ้มหรือแววตาแห่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
แม้พลังของผู้อาวุโสสวีจะเหนือกว่าเขาหลายเท่าตัวนัก ทว่าหลินหมิงเคยเห็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่บินบนฟ้าดำดิน พลิกภูเขาถล่มทะเลมานับไม่ถ้วนในภาพมายาของลูกบาศก์มรณะ เมื่อเทียบกับคนเหล่านั้น ผู้อาวุโสสวีก็เป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น หากแม้แต่มดปลวกเขายังเกรงกลัว เช่นนั้นจะมีคุณสมบัติใดไปไขว่คว้าจุดสูงสุดของวิถียุทธ์?
เมื่อพบว่าสง่าราศีและกลิ่นอายสังหารของตนเองไม่อาจข่มขวัญหลินหมิงได้เลย ผู้อาวุโสสวีก็เริ่มมีโทสะ เขากำลังจะก้าวไปข้างหน้า ทว่าในตอนนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็วูบผ่านมา ปรากฏกายประดุจภูตผีเบื้องหน้าผู้อาวุโสสวี
"สวีเฟิงหยวน เจ้าคิดจะลงมือรังแกคนรุ่นหลังหรือ? ช่างมีสง่าราศีของยอดฝีมือจริงๆ นะ"
ในฐานะคู่ปรับของผู้อาวุโสสวี ซุนซือฟ่านย่อมไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้ใจ เขามาถึงเบื้องหน้าหลินหมิงในก้าวเดียวแล้ว
เมื่อมีผู้อาวุโสยืนอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้ แรงกดดันบนตัวหลินหมิงก็ลดน้อยลงไปทันที
จากตอนที่หวังเอี้ยนเฟิงใช้ทักษะยุทธ์ระดับสูงออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประหนึ่งว่าจะพิชิตหลินหมิงได้ทุกเมื่อ จนถึงยามที่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน หลินหมิงทำให้หวังเอี้ยนเฟิงบาดเจ็บสาหัส
จนกระทั่งตอนนี้ผู้อาวุโสทั้งสองปรากฏกายบนเวทีประลอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น เหล่าผู้สมัครที่ยืนมุงดูอยู่ด้านล่างถึงเพิ่งจะได้สติ เสียงสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บดังขึ้นไม่ขาดสาย
หลินหมิงผู้นี้ ช่างเป็นตัวประหลาดแท้ๆ!
ทว่าเขากลับล่วงเกินทั้งหวังเอี้ยนเฟิงและผู้อาวุโสสวีไปพร้อมๆ กัน วันเวลาในภายภาคหน้าเกรงว่าจะลำบากเสียแล้ว
ผู้คนในที่นั้นส่วนใหญ่มีที่มาจากสามัญชน จึงรู้สึกเห็นใจและไม่ได้รับความเป็นธรรมแทนหลินหมิงอยู่บ้าง เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็มีต้นกำเนิดเดียวกัน บางคนในที่นั้นก็เคยเสียเปรียบให้แก่เหล่าบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่มีพรสวรรค์ดีและมีทรัพยากรมากมายอยู่ในมือเช่นกัน
เมื่อเห็นซุนซือฟ่านก้าวออกมา ผู้อาวุโสสวีก็แค่นเสียงเย็นชา สะบัดแขนเสื้อหนึ่งครา รวบร่างของหวังเอี้ยนเฟิงที่บาดเจ็บสาหัสหมายจะจากไป ทว่าในตอนนั้นเอง หลินหมิงกลับกล่าวว่า "ผู้อาวุโสสวี โปรดหยุดก่อน"
"หืม?"
สวีเฟิงหยวนขมวดคิ้ว คิดไม่ถึงว่าหลินหมิงจะมีความกล้าเรียกตนเอง ปกติผู้สมัครเมื่อพบผู้อาวุโสของสำนักเจ็ดดาราสวรรค์ที่เป็นยอดฝีมือระดับโฮ่วเทียนตัวจริง ต่างก็ต้องนอบน้อมถ่อมตน ทว่าหลินหมิงผู้นี้ แม้จะถูกสง่าราศีของเขากดดัน กลับยังกล้าเรียกเขาไว้ ช่างใจกล้านัก เขาจึงกล่าวเสียงเย็นว่า "เจ้าต้องการกล่าวสิ่งใด?"
"ก่อนหน้านี้ก่อนที่ข้าจะประลองกับหวังเอี้ยนเฟิง เคยมีข้อตกลงเดิมพันกันไว้ เมื่อข้าชนะ ไม่เพียงแต่ข้าจะรักษาอันดับหนึ่งไว้ได้ แต่ยังจะได้รับโอสถดีงูทองเพิ่มอีกหนึ่งเม็ดด้วย ตอนนี้ผู้อาวุโสสวีจะพาหวังเอี้ยนเฟิงไป เช่นนั้นในตอนแจกรางวัล ข้าคิดว่าข้าคงสามารถรับส่วนนี้ได้โดยตรงเลยกระมัง"
หลินหมิงกล่าวจบประโยคด้วยท่าทีไม่รีบร้อน เรื่องเช่นนี้ต้องพูดให้ชัดเจน ไม่ฉะนั้นเมื่อหวังเอี้ยนเฟิงไปแล้ว หากรางวัลถูกยึดไว้ไม่แจก เมื่อถึงเวลานั้นขาดพยานหลักฐานจากผู้คนในที่แห่งนี้ โอสถดีงูทองเม็ดนี้เขาคงจะไม่ได้มาเป็นแน่
………..