- หน้าแรก
- ผมไม่ได้เป็นเจ้าพ่อธุรกิจจริงๆ นะ
- บทที่ 15: นัดพบที่ว่านต๋า
บทที่ 15: นัดพบที่ว่านต๋า
บทที่ 15: นัดพบที่ว่านต๋า
บทที่ 15: นัดพบที่ว่านต๋า
ภายในห้องส่วนตัวหมายเลข 666 บนชั้นสามของภัตตาคารถงชิ่ง หม่าตงกำลังดวลเหล้าอย่างดุเดือด จู่ๆ เขาก็เห็นบริกรหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังยกกะละมังใส่ล็อบสเตอร์แช่เย็นขนาดใหญ่เข้ามาอย่างทุลักทุเล
"เถ้าแก่ทุกท่านครับ นี่คืออาหารขึ้นชื่อของร้านเรา 'เจริญก้าวหน้าตามลำดับขั้น'! เชิญรับประทานครับ!"
แม้หม่าตงจะดื่มไปพอสมควร แต่เขาก็ยังไม่ถึงกับเมามายไม่ได้สติ เขาหรี่ตาลงแล้วเอ่ยแซว "พ่อหนุ่มรูปหล่อ ถ้าจำไม่ผิด พวกเราไม่ได้สั่งเมนูนี้นะ กุ้งมังกรออสเตรเลียตัวนี้เมาแล้ววิ่งเข้าผิดห้องหรือเปล่าเนี่ย?"
หลิวไห่ที่ดื่มไปเยอะเช่นกันลูบพุงพลุ้ยๆ ของตัวเองแล้วพูดแทรกขึ้นมา "ในเมื่อกุ้งมังกรมันวิ่งมาผิดห้อง งั้นพวกเราก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ แต่จานนี้พวกเราไม่จ่ายหรอกนะ มันวิ่งมารอให้กินถึงที่เอง..."
"ใช่ๆ รีบกินเร็วเข้า ก่อนที่มันจะรู้ตัวแล้ววิ่งหนีไป ฮ่าๆๆ..."
บริกรหนุ่มถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำพูดของพวกเขา ขณะที่กำลังทำตัวไม่ถูก จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงดังมาจากนอกประตู "ฮ่าๆๆ ทุกท่าน เชิญทานให้อร่อยเลยครับ! อาหารจานนี้เป็นอภินันทนาการจากภัตตาคารถงชิ่งของเรา เพื่อแสดงความยินดีกับการเลื่อนตำแหน่งของผู้อำนวยการหม่าครับ"
หม่าตงหันไปมองและเห็นชายหนุ่มรูปร่างท้วมกำลังหัวเราะร่าราวกับพระสังกัจจายน์ โดยมีผู้จัดการล็อบบี้ของภัตตาคารเดินตามมาด้วย หม่าตงถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย "คนสวยครับ เถ้าแก่ท่านนี้ชื่ออะไรหรือครับ?"
ยังไม่ทันที่ผู้จัดการล็อบบี้จะเอ่ยปาก ชายร่างท้วมก็แนะนำตัวขึ้นก่อน "มิกล้าครับ ผมชื่อหลี่เซ่าฮุย ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทั่วไปของภัตตาคารถงชิ่งครับ"
หม่าตงพยักหน้าแล้วถามต่อ "ผมจำได้ว่าเจ้าของภัตตาคารถงชิ่งคือคุณหลี่ต้าชิงไม่ใช่เหรอครับ?"
เหตุผลที่หม่าตงรู้จักชื่อหลี่ต้าชิงก็เพราะที่ล็อบบี้ชั้นหนึ่งของภัตตาคารมีป้ายประวัติความเป็นมาของบริษัทตั้งอยู่ และเขาก็มักจะมากินข้าวที่นี่บ่อยๆ จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่เห็น หลี่เซ่าฮุยเห็นหม่าตงนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะก็พอจะเดาตัวตนของเขาออก จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ผู้อำนวยการหม่าครับ หลี่ต้าชิงคือคุณปู่ของผมเองครับ"
หม่าตงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ผู้จัดการหลี่ คุณรู้จักผมด้วยเหรอครับ?"
หลี่เซ่าฮุยก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับแก้วไวน์ เขาไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่ยิ้มและพูดว่า "ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีโอกาสเลยครับ แต่วันนี้โชคดีที่ได้พบคุณ ผมเลยถือวิสาสะเข้ามาเพื่อขอดื่มอวยพร ขอแสดงความยินดีกับการเลื่อนตำแหน่งด้วยนะครับ ผู้อำนวยการหม่า!"
หม่าตงรู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้ช่างรื่นหู เขาชนแก้วเบาๆ แล้วกระดกพรวดเดียวจนหมด
"ขอบคุณครับผู้จัดการหลี่ ไว้มีโอกาสผมจะมาอุดหนุนใหม่นะครับ"
"ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ วันหลังผมจะไปเยี่ยมผู้อำนวยการหม่าที่ธนาคารบ้างนะครับ..."
หม่าตงพอจะเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไร คนเราจะคบค้าสมาคมกันได้ก็ต้องมีผลประโยชน์ร่วมกันนั่นแหละ มีผลประโยชน์ร่วมกันถึงจะอยู่ในแวดวงเดียวกันได้ จากนั้นหม่าตงก็แนะนำผู้อำนวยการเฉินให้หลี่เซ่าฮุยรู้จัก "ผู้จัดการหลี่ครับ นี่คือผู้อำนวยการเฉินสุ่ยหมิงจากแผนกของเรา หัวหน้าของผมเองครับ"
หลี่เซ่าฮุยสะดุ้งเล็กน้อย ข้อมูลของเขาผิดพลาดไปจริงๆ เขาคิดว่าหม่าตงคือผู้อำนวยการใหญ่เสียอีก เขารีบรินเหล้าใส่แก้วแล้วเอ่ยขอโทษ "ต้องขออภัยจริงๆ ครับที่ผมมีตาหามีแววไม่ ผู้อำนวยการเฉิน ผมขอดื่มลงโทษตัวเองหนึ่งจอกครับ!"
เขาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วโดยไม่รอให้ผู้อำนวยการเฉินเอ่ยปาก
ผู้อำนวยการเฉินไม่ได้โกรธเคืองอะไร ตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกการตลาดของสาขาย่อยไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนมารู้จักอยู่แล้ว เขาหยิบแก้วขึ้นมาดื่มเช่นกันพลางยิ้มและกล่าวว่า "ผู้จัดการหลี่ถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ เพิ่งเคยพบกันครั้งแรก ต่อไปก็ติดต่อกันให้มากขึ้นนะครับ"
เมื่อเห็นว่าผู้อำนวยการทั้งสองพูดคุยด้วยง่าย หลี่เซ่าฮุยก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก รอยยิ้มบนใบหน้าก็กว้างขึ้น เขาดื่มร่วมกับคนอื่นๆ อีกสองสามแก้ว แลกนามบัตรกัน จากนั้นก็ยิ้มพลางประสานมือคารวะ "ผู้อำนวยการเฉิน ผู้อำนวยการหม่า ผมไม่รบกวนเวลาสังสรรค์ของพวกคุณแล้วล่ะครับ ขอตัวก่อน วันหลังจะไปเยี่ยมเยียนใหม่นะครับ"
ความเคารพเป็นเรื่องที่ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในเมื่อหลี่เซ่าฮุยให้เกียรติเขาขนาดนี้ หม่าตงจึงยิ้มและเดินไปส่งอีกฝ่ายที่ประตูห้อง "ตกลงครับ สาขาของเรายินดีต้อนรับผู้จัดการหลี่เสมอ เอาไว้ค่อยคุยกันใหม่นะครับ!"
ในฐานะทายาทเศรษฐีรุ่นที่สอง หลี่เซ่าฮุยทำให้หม่าตงรู้สึกสบายใจที่ได้พูดคุยด้วย การทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันนั้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่โดดเด่น ชัดเจนเลยว่าเป็นบุคลากรที่มีพรสวรรค์และได้รับการศึกษาชั้นยอดมาเป็นอย่างดี
หลังจากมีเรื่องแทรกเข้ามา หม่าตงก็ดื่มเพิ่มไปอีกหลายแก้ว ความรู้สึกที่ได้รับการประจบประแจงมันช่างน่าเบิกบานใจเสียจริงๆ!
มิน่าล่ะถึงมีคำกล่าวที่ว่า อำนาจคือสิ่งที่ผู้ชายเสพติดมากที่สุด ส่วนผู้หญิงนั้นมาเป็นอันดับสอง ระหว่างงานเลี้ยง หม่าตงเดินออกไปจ่ายบิล แต่กลับได้รับแจ้งว่าหลี่เซ่าฮุยจัดการให้เรียบร้อยแล้ว หม่าตงคิดว่าตัวเองหูฝาด "ผู้จัดการหลี่จ่ายแล้วเหรอ? ภัตตาคารนี้ไม่ใช่ของครอบครัวเขาหรือไง?"
พนักงานแคชเชียร์สาวส่งยิ้มแล้วตอบ "ผู้จัดการหลี่เพิ่งเรียนจบกลับมาจากเมืองนอกค่ะ ระบบการเงินเลยค่อนข้างมีมาตรฐาน ภัตตาคารถงชิ่งของเราไม่มีนโยบายกินฟรีแล้วค่ะ..."
หม่าตงยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่พึมพำกับตัวเอง "หมอนี่น่าสนใจดีแฮะ ที่แท้ก็เป็นเด็กนักเรียนนอกนี่เอง..."
...เช้าวันรุ่งขึ้น หม่าตงกำลังวางแผนผังการพัฒนาธุรกิจสินเชื่อรายย่อยในแผนกการตลาด
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่เรื่องที่ระดับหัวหน้าจะตัดสินใจได้ตามอำเภอใจ หม่าตงหยิบรายชื่อลูกค้าที่ผู้จัดการบัญชีรวบรวมมาหลายหน้า วงกลมเป้าหมายสำคัญสองสามราย จากนั้นก็สั่งให้ผู้จัดการบัญชีแยกย้ายกันไปติดต่อตามคำแนะนำของเขา
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น หลังจากปฏิเสธแนวทางกลุ่มเป้าหมายไปหลายราย ในที่สุดอู๋เจินก็นำข่าวดีมาบอก "ผู้อำนวยการหม่าคะ รองประธานหวงเจี้ยนแห่งหอการค้าเวินโจวสนใจข้อเสนอของเรามากเลยค่ะ เขาหวังว่าจะได้เข้ามาเยี่ยมชมในเร็วๆ นี้ เลยฝากถามมาว่าพวกเราสะดวกเมื่อไหร่คะ"
การที่ธนาคารเป็นฝ่ายเสนอสินเชื่อให้ธุรกิจเอกชนก่อน โดยเฉพาะในมณฑลทางตอนในที่ยังไม่พัฒนาอย่างเมืองนี้นั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถึงจุดนี้ธนาคารก็ยังจำเป็นต้องรักษาท่าทีและไม่แสดงความกระตือรือร้นจนเกินงาม
หม่าตงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เช้าวันมะรืนก็แล้วกัน เรื่องแบบนี้เร่งรีบไม่ได้หรอก"
อู๋เจินมองเขาด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้านี้หม่าตงยังเพิ่งจะเร่งเร้าให้บรรดาผู้จัดการบัญชีรีบติดต่อไปหาลูกค้าที่มีเส้นสายดีๆ อยู่เลย เธอไม่คิดว่าเขาจะยังคงความเยือกเย็นและควบคุมจังหวะเวลาในช่วงเวลาสำคัญได้ดีขนาดนี้ ซึ่งมันทำให้เธอมองเขาในแง่ดีมากขึ้นไปอีก
"ตกลงค่ะ เดี๋ยวฉันจะจัดการนัดเวลากับคุณหวงเจี้ยนให้นะคะ..."
...ช่วงบ่าย หม่าตงไม่ได้ทำงานทำการเป็นชิ้นเป็นอันเลย เขาจมดิ่งอยู่กับจินตนาการว่าจะลงทุนในอุตสาหกรรมไหนดีเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินของตัวเองอย่างต่อเนื่อง หม่าตงเพิ่งจะค้นพบเป็นครั้งแรกว่าการมีเงินก็เป็นความทรมานอย่างหนึ่งเหมือนกัน ตอนนี้มีเงินนอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารตั้งกว่าร้อยล้านหยวน เขาได้แต่ฝันว่าจะใช้เงินพวกนี้ยังไงดี
การใช้เงินน่ะเป็นเรื่องง่าย แต่การจะทำให้เงินที่จ่ายไปงอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ นี่สิที่ไม่ใช่ง่ายๆ!
เพียงแค่ไม่กี่วัน หม่าตงก็มีผมหงอกเพิ่มขึ้นมาหลายเส้น การมีเงินมากเกินไปนี่มันเหนื่อยจริงๆ!
...เป่าเหอ ว่านต๋าพลาซ่า เป็นว่านต๋าพลาซ่าแห่งแรกในเมือง ตั้งอยู่บนถนนอู๋หูในเขตเมืองหลัก โครงการนี้มีพื้นที่กว่า 700,000 ตารางเมตร ครอบคลุมทั้งศูนย์การค้าว่านต๋าคอมเพล็กซ์ โรงแรมว่านต๋าเวสทิน ถนนบาร์ริมแม่น้ำ ถนนสายทองคำเป่าเหอ อาคารสำนักงานเกรด 5A ของว่านต๋า และที่อยู่อาศัยระดับหรูของว่านต๋า
จางอี้เหมิงชวนหม่าตงไปกินมื้อค่ำและถามเขาว่าอยากไปที่ไหน หม่าตงตอบไปส่งๆ ว่าว่านต๋า ไม่ใช่ว่าในเมืองนี้ไม่มีห้างสรรพสินค้าอื่นนะ แต่สำหรับแหล่งรวมร้านอาหาร เครื่องดื่ม และความบันเทิงที่ครบวงจรและสะดวกสบายที่สุดแล้ว ว่านต๋าพลาซ่าย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ประมาณ 18:15 น. หม่าตงเดินดูร้านเสื้อผ้าผู้ชายไปหลายร้านแล้ว ในที่สุดก็รอจนนางเอกของวันนี้มาถึง
จางอี้เหมิงในชุดเดรสยาวสีขาวหม่นและรองเท้าส้นสูงสีขาวรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาพร้อมเอ่ยปาก "ขอโทษทีนะ รถติดมากเลย ปล่อยให้นายต้องรอนานเลย!"
วันนี้หม่าตงเลิกงานเร็วเพราะไม่มีอะไรทำ เขาเพิ่งมารอที่ว่านต๋าได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ ปกติเขาก็ชินกับการที่ต้องรอไต้อี้ฉีเป็นชั่วโมงอยู่แล้ว "ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ฉันมาถึงเร็ว แถมยังเจอรถติดตั้งนานเหมือนกัน เธอพักเหนื่อยก่อนเถอะ"
จางอี้เหมิงยืนนิ่ง เอามือกุมหน้าอกแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง จากนั้นก็แลบลิ้นแล้วพูดว่า "ใส่ส้นสูงนี่มันเดินลำบากจัง ฉันวิ่งจนเท้าแทบพังหมดแล้วเนี่ย..."
หม่าตงจึงพิจารณาจางอี้เหมิงอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาต้องยอมรับเลยว่าชุดสีขาวนี้ บวกกับใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และจิ้มลิ้มของเธอ มันทำให้เธอดูบริสุทธิ์น่ารักน่าเอ็นดูเสียจนทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ
เมื่อถูกหม่าตงจ้องมองอย่างจาบจ้วงขนาดนั้น ใบหูของจางอี้เหมิงก็แดงซ่าน เธอรีบหันหน้าหนีแล้วพูดขึ้นว่า "เอ่อ... เสี่ยหม่า คืนนี้อยากกินอะไรล่ะ? สั่งมาได้เลยนะ วันนี้ฉันได้บรรจุเป็นนักข่าวของบริษัทเน็ตอีสอย่างเป็นทางการแล้ว!"
หม่าตงอยากจะแกล้งแซวเธออีกสักหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวคนนี้จะหน้าบางเอาเรื่อง คำพูดที่เตรียมไว้จึงถูกกลืนลงคอไป "อ้าว ได้เป็นพนักงานประจำแล้วเหรอ? งั้นก็ต้องฉลองกันหน่อยแล้วล่ะ ไปกินบุฟเฟต์ที่เวสทินกันไหม...?"
ครึ่งประโยคแรกเธอก็ยังโอเคอยู่หรอก แต่พอได้ยินคำว่า 'บุฟเฟต์ที่เวสทิน' สีหน้าของจางอี้เหมิงก็แข็งค้าง ปากเล็กๆ อ้าค้างเล็กน้อย สีหน้าดูสับสนวุ่นวายใจขณะที่เอ่ย "ไม่เอาน่า เสี่ยหม่า... ฉันยังไม่ได้เงินเดือนเดือนแรกเลยนะ ขูดรีดกันแบบนี้ไม่โหดร้ายไปหน่อยเหรอ? เอาไว้ฉันเงินเดือนออกแล้วค่อยเลี้ยงบุฟเฟต์ที่เวสทินดีไหม...?"
หม่าตงกลั้นขำ ทำหน้าขรึม "แบบนั้นไม่ได้สิ เธอเป็นคนพูดเองนะว่าสั่งอะไรก็ได้..."
"แต่..." จางอี้เหมิงทำหน้าเขินอาย "ฉันไม่ได้พกเงินมาเยอะขนาดนั้น นายให้ฉันยืมก่อนได้ไหม? ไม่ต้องห่วงนะ เงินเดือนออกเมื่อไหร่ฉันจะรีบใช้คืนให้ทันทีเลย"
"พรืด... ฮ่าๆๆ..."
หม่าตงกุมหน้าตัวเอง กลั้นขำไม่อยู่จนหัวเราะน้ำตาเล็ด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอผู้หญิงที่ใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดนี้
จางอี้เหมิงเพิ่งจะรู้ตัวว่าโดนหลอก เธอถึงกับกระทืบเท้าด้วยความโกรธ "นาย... ชิ! ฉันไม่อยากคุยกับนายแล้ว..."
หม่าตงหัวเราะอยู่ประมาณสิบวินาทีก่อนจะหยุด ในที่สุดเมื่อเห็นจางอี้เหมิงยืนหน้ามุ่ยด้วยความโกรธอยู่ข้างๆ เขาก็รีบขอโทษ "นักข่าวจาง อย่าโกรธเลยนะ ฉันแค่ล้อเล่นเอง..."
จางอี้เหมิงหันมาถลึงตาใส่ "เหอะ ไม่เห็นตลกเลยสักนิด บอกมาสิว่าตกลงเราจะไปกินกันที่ไหน? ถ้าไม่อยากกินก็ช่างเถอะ..."
หม่าตงเลิกล้อเล่นและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "วันนี้ฉันเลี้ยงเอง เธอค่อยเลี้ยงฉันตอนเงินเดือนออกก็แล้วกัน ตามมาสิ"
จางอี้เหมิงรู้สึกไม่สบอารมณ์อีกครั้ง เธอขมวดคิ้ว "เราตกลงกันแล้วนี่ว่าฉันจะเป็นคนเลี้ยง ทำไมถึงสลับกันล่ะ?"
หม่าตงเองก็เริ่มหมดความอดทนและไม่อยากเถียงกับเธอให้มากความ เขาคว้าแขนเธอแล้วเดินตรงไปที่โรงแรมเวสทิน
"โอ๊ย หม่าตง ฉันเจ็บนะ เบาๆ หน่อยสิ..."
คำพูดนั้นฟังดูชวนคิดลึก แต่หม่าตงกลับรู้สึกดีไม่หยอก เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินหน้าต่อไป "นี่ นายรีบปล่อยเลยนะ ฉันเดินเองได้ คนมองหมดแล้วเนี่ย..."
ทั้งคู่ยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมาจนคนที่เดินผ่านไปมาพากันชี้ชวนให้ดู จางอี้เหมิงอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เสียงของเธอเบาหวิวเสียจนแม้แต่ตัวเองยังแทบจะไม่ได้ยิน พอเข้าไปในเวสทิน หม่าตงก็ปล่อยมือเธออย่างหน้าตาเฉย ไม่มีท่าทีเขินอายเลยสักนิด จางอี้เหมิงที่เดินตามหลังมากัดฟันกรอด "ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย! ไอ้เศรษฐีใหม่เอ๊ย!"
ผู้จัดการหนุ่มหล่อที่หน้าประตูทางเข้าล็อบบี้โค้งคำนับแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "ยินดีต้อนรับสู่ว่านต๋าเวสทินครับ ทั้งสองท่านต้องการเช็กอินหรือรับประทานอาหารครับ?"
เมื่อมองดูความสูงตามมาตรฐานของอีกฝ่ายที่สูงกว่า 1.78 เมตรของเขา ประกอบกับใบหน้าที่หล่อเหลาสะดุดตา หม่าตงก็แอบบ่นพึมพำกับตัวเอง "หน้าตาดีขนาดนี้ เสียดายของชะมัด..."
อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาว หม่าตงก็ยังคงความเป็นสุภาพบุรุษ เขายิ้มและถามว่า "บุฟเฟต์ไปทางไหนครับ?"
ชายหนุ่มรูปงามผายมือพร้อมเผยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ "เชิญทั้งสองท่านตามผมมาเลยครับ"
หม่าตงชะลอฝีเท้าลงเพื่อเดินเคียงคู่ไปกับจางอี้เหมิง แล้วบ่นทีเล่นทีจริงว่า "บริกรชายที่นี่หล่อเกินไปหรือเปล่าเนี่ย? เกือบจะหล่อกว่าฉันอยู่แล้ว..."
จางอี้เหมิงที่พยายามปั้นหน้าขรึมมาตลอด ถึงกับหลุดขำเมื่อเจอหม่าตงแซวแบบนี้ เธอเหลือกตาใส่เขาแรงๆ แล้วพูดว่า "ทำไมนายถึงได้ดูไม่น่าเชื่อถือขนาดนี้เนี่ย? ฉันพนันได้เลยว่าตำแหน่งผู้อำนวยการของนายต้องซื้อมาแน่ๆ..."
หม่าตงทำหน้าซื่อแล้วแย้งขึ้น "จะเป็นไปได้ยังไง? ฉันได้เป็นผู้อำนวยการมาจากการแข่งขันคัดเลือกอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่างหากล่ะ!"
"เหอะ บ้าไปแล้วใครจะไปเชื่อนาย!"
หม่าตงยักไหล่อย่างจนใจ ความร่ำรวยของเขาบดบังพรสวรรค์ไปเสียมิด พูดตามตรง ถึงบอกไปคนอื่นก็คงไม่เชื่ออยู่ดี...