- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นนางพญางูเขียวที่ผู้คนทั่วหล้าเคารพศรัทธา
- บทที่ 30 พฤติกรรมตกปลาของงูเขียว
บทที่ 30 พฤติกรรมตกปลาของงูเขียว
บทที่ 30 พฤติกรรมตกปลาของงูเขียว
บทที่ 30 พฤติกรรมตกปลาของงูเขียว
"ผู้อาวุโสงู หญิงสาวผู้ต่ำต้อยนามหลินอวี่โม่ขอขอบพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้เจ้าค่ะ"
"ชีวิตของท่านพ่อของข้ากำลังตกอยู่ในอันตราย ข้าจึงทำได้เพียงเข้ามาในเทือกเขาสัตว์อสูรเพื่อรวบรวมสมุนไพร..."
"ใครอยากฟังเรื่องดราม่าเรียกน้ำตาของเจ้ากัน? เจ้าคิดว่านี่เป็นรายการเรียลลิตี้เรียกน้ำตาหรือไง? เอาถุงเก็บของของเจ้ามาแล้วก็ไสหัวไปซะ"
สวี่ชิงตวัดหางส่งหญิงสาวปลิวละลิ่ว ฉกถุงเก็บของมาได้ แล้วหันหลังเตรียมตัวจากไป
เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจางๆ ของงูน้ำสีเขียวบนตัวหญิงสาวคนนี้จริงๆ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ได้ฆ่านางทิ้ง
แต่เขาไม่มีอารมณ์มานั่งฟังเรื่องราวน่ารันทดของนางหรอกนะ
"แค่ก แค่ก ผู้อาวุโสงู!"
"หญิงสาวผู้ต่ำต้อยคนนี้พอจะเข้าใจภาษางูอยู่บ้างเจ้าค่ะ!"
"ผู้อาวุโสยังไม่ได้จำแลงกายเป็นมนุษย์ คงจะมีความไม่สะดวกหลายอย่างสินะเจ้าคะ!"
"หญิงสาวผู้ต่ำต้อยคนนี้ยินดีรับใช้ผู้อาวุโสประดุจวัวประดุจม้าเจ้าค่ะ!"
หลินอวี่โม่ตะโกนไล่หลังสวี่ชิงเสียงหลง
"โอ้?"
สวี่ชิงหยุดชะงักและหันกลับมามองหญิงสาว
ถึงแม้เขาจะดูไม่ออกว่านางสวยหรือไม่สวย แต่การที่นางเข้าใจภาษางูได้นั้น มันช่างดึงดูดใจเขาเสียเหลือเกิน
ตั้งแต่เกิดมา เขายังไม่เคยสื่อสารกับมนุษย์คนไหนได้เลย
"บางทีคนผู้นี้อาจจะถูกนำมาหลอมเป็นเครื่องมือชิ้นเอกได้นะ"
ปรมาจารย์นักหลอมเครื่องรางสวี่ชิงคิดแผนการขึ้นในใจ
"ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ, ฟ่อ ฟ่อ!"
"ผู้อาวุโส ท่านหมายความว่า... เครื่องมือที่มีประโยชน์ ใช่ไหมเจ้าคะ?"
หลินอวี่โม่รีบแปลความหมายของสวี่ชิงอย่างรวดเร็ว
"แม่หญิง ข้าไม่ไว้ใจเจ้าหรอกนะ"
"หญิงสาวผู้ต่ำต้อยคนนี้ขอสาบานต่อฟ้าดิน! ข้าจะไม่มีวันทรยศผู้อาวุโสเด็ดขาดเจ้าค่ะ!"
ขณะที่หลินอวี่โม่พูด นางก็ชูสามนิ้วขึ้นและกล่าวคำสาบานอย่างจริงจัง
สวี่ชิงไม่เชื่อคำพูดเหล่านั้นเลยสักคำ เขาจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าตอนเด็กๆ เขาเคยให้คำสาบานแบบนี้มาแล้วกี่ครั้ง
เขายังจำได้ว่าตอนประถม เขาเคยสาบานว่าถ้าไม่ได้แต่งงานกับดาวโรงเรียนห้องข้างๆ เขาจะยอมครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิต...
เดี๋ยวก่อนนะ ดูเหมือนเขาจะค้นพบความจริงที่สำคัญบางอย่างเข้าแล้วสิ...
สวี่ชิงใช้หางรัดตัวหลินอวี่โม่และบินกลับไปที่ถ้ำ
แทนที่จะพึ่งพาคำสาบานลอยๆ สู้ให้เจ้างูโง่วางยาพิษนางเสียยังจะดีกว่า
ในเมื่อมีงูเครื่องมืออยู่ใกล้ตัว ก็ต้องรู้จักใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าสิ
ถ้าหลอมเครื่องมือชิ้นนี้สำเร็จเมื่อไหร่ เขาก็จะสามารถสร้างช่องทางติดต่อกับโลกมนุษย์ได้เสียที
เมื่อบินกลับมาถึงถ้ำ เขาก็บุกเข้าไปในถ้ำของเจ้างูโง่และแจ้งความประสงค์ของเขา
ทางด้านหลินอวี่โม่ เมื่อได้ยินว่านางกำลังจะถูกวางยาพิษโดยอสรพิษสามสีในตำนาน นางก็หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
สวี่ชิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
เพื่อหลอมเครื่องมือชิ้นนี้ เขาลงทุนลงแรงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
บางทีพิษงูของเจ้างูโง่แค่คำเดียว อาจจะมีค่ามากกว่าชีวิตทั้งชีวิตของหลินอวี่โม่เสียอีก
"ชีวิตของข้าขึ้นอยู่กับความเมตตาของผู้อาวุโสแล้วเจ้าค่ะ!"
หลินอวี่โม่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นลำคอขาวเนียนของนาง
น่าเสียดายที่ในถ้ำนี้มีแต่งูสองตัวที่ไร้ซึ่งความโรแมนติกใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย สวี่ชิงก็รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เขาก็เคยเป็นเด็กหนุ่มที่ใจเต้นแรงเวลาดูผลงานของอาจารย์โซระเหมือนกันนะ
อสรพิษสามสีกางเขี้ยวออก ฝังเขี้ยวลงบนลำคอของหลินอวี่โม่ และฉีดสารพิษเข้าไป
สารพิษแฝงตัวอยู่อย่างเงียบสงบในร่างกายของนาง ตราบใดที่อสรพิษสามสีกระตุ้นการทำงานของมัน หญิงสาวผู้นี้ก็จะต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน
"แม่หญิง เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก หากในวันข้างหน้าเจ้าทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ ข้าจะถอนพิษงูให้และคืนอิสรภาพแก่เจ้า"
"การได้ติดตามผู้นำแห่งพันธมิตรงูผู้สูงศักดิ์ ท่านผู้นำผู้นี้จะไม่ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างเลวร้ายแน่นอน หนทางสู่ขั้นสร้างรากฐานอยู่แค่เอื้อมแล้ว"
สวี่ชิงวาดภาพอนาคตอันสดใสให้หญิงสาวฟัง
พันธมิตรงูผู้สูงศักดิ์ประสบความสำเร็จในการรับสมาชิกอย่างเป็นทางการคนแรกเข้ากลุ่ม นอกเหนือจากผู้นำทั้งสองอย่างสวี่ชิงและเจ้างูโง่
"แม้พันธมิตรของเราจะมีสมาชิกไม่มากนัก แต่ทุกคนล้วนมีมูลค่ามหาศาลและครอบครองความมั่งคั่งที่ประเมินค่ามิได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินอวี่โม่ก็มองดูงูทั้งสองตัวในถ้ำด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
ความน่าเชื่อถือของคำพูดเหล่านั้นมันสูงปรี๊ดเลยทีเดียวล่ะ
"สิ่งที่ท่านผู้นำกล่าวนั้นถูกต้องที่สุดเลยเจ้าค่ะ"
หลินอวี่โม่ตอบรับด้วยความเคารพ
"ดีมาก เอาล่ะแม่หญิง ข้าจะถามและเจ้าต้องตอบ ห้ามปิดบังสิ่งใดเด็ดขาด"
"มิฉะนั้น ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดจากพิษร้ายนับร้อยชนิดของอสรพิษสามสีที่กัดกินหัวใจของเจ้า!"
"เจี๋ย เจี๋ย เจี๋ย!"
ดวงตาของเจ้างูโง่เป็นประกายวาบ มันรีบอ้าปากเตรียมจะบอกว่า "ข้าทำแบบนั้นไม่เป็นหรอกนะ"
แต่ทันทีที่มันอ้าปาก สวี่ชิงก็ใช้หางตบปากมันจนหุบฉับลงทันที
เจ้างูโง่ตัวนี้ดีไปเสียทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือไม่มีสมอง
ในอนาคต เขาคงต้องเข้าไปในโลกมนุษย์เพื่อหายาโอสถสำหรับสัตว์อสูรอย่างพวกยาเบิกปัญญามาผสมในอาหารให้เจ้างูโง่กินเสียบ้างแล้ว
หลังจากนั้น หลินอวี่โม่ก็ตอบคำถามของสวี่ชิงอย่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา
"อย่างนี้นี่เอง"
สวี่ชิงใช้หางเคาะพื้นเบาๆ และตกอยู่ในห้วงความคิด
ข้อมูลอันมหาศาลนี้เป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างยิ่ง
ทั้งการกระจายอำนาจโดยรวมในโลกบ่มเพาะ ขั้วอำนาจของผู้บ่มเพาะระดับสูง และวิธีการที่ผู้บ่มเพาะใช้ในการทะลวงระดับขั้น
ในบรรดาข้อมูลเหล่านั้น เดิมทีเขาคิดว่าเรื่องอย่างวิธีการทะลวงระดับขั้นจะเป็นความลับสุดยอดของโลกบ่มเพาะเสียอีก แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่เลย
ตัวอย่างเช่น วิธีการทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำ ขั้นวิญญาณก่อกำเนิด และขั้นแปลงวิญญาณ ล้วนเป็นความรู้พื้นฐานที่ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อสวี่ชิงทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เขาก็รู้แล้วว่าทำไมมันถึงกลายเป็นความรู้พื้นฐานไปได้
มีสามวิธีในการทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำ
วิธีแรกคือการว่าจ้างปรมาจารย์ด้านการหลอมโอสถให้หลอมโอสถแก่นทองคำขึ้นมา จากนั้นก็กลืนมันลงไป และค่อยๆ หลอมรวมตบะบำเพ็ญเพียรของตนเข้ากับมันเพื่อบรรลุแก่นทองคำโอสถ
วิธีที่สองคือการผูกพันธสัญญากับเครื่องรางวิญญาณต้นกำเนิด และหลอมรวมตบะบำเพ็ญเพียรของตนเข้ากับเครื่องรางวิญญาณนั้นเพื่อบรรลุแก่นทองคำเครื่องราง
และวิธีสุดท้าย ซึ่งเป็นแก่นทองคำที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุด นั่นคือการเปลี่ยนตบะบำเพ็ญเพียรหนึ่งพันปีให้กลายเป็นแก่นทองคำ
วิธีการเหล่านี้ไม่ได้ถือว่ายากเย็นแสนเข็ญอะไรนัก
แต่ส่วนที่บ้าบอที่สุดก็คือ การทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำ ขั้นวิญญาณก่อกำเนิด และขั้นแปลงวิญญาณ ล้วนต้องการตราประทับระดับขั้นทั้งสิ้น
ความจุของโลกใบนี้มีขีดจำกัด
โลกสามารถรองรับการมีอยู่ของขั้นแปลงวิญญาณได้เพียงเก้าคน ขั้นวิญญาณก่อกำเนิดเก้าสิบเก้าคน และขั้นแก่นทองคำเก้าร้อยเก้าสิบเก้าคนเท่านั้น
หากผู้บ่มเพาะระดับล่างคนอื่นๆ ต้องการทะลวงระดับขั้น พวกเขาจะต้องสังหารผู้ที่อยู่ในระดับนั้นอยู่ก่อนแล้ว เพื่อช่วงชิงตราประทับระดับขั้นมาครอบครอง
จึงไม่ต้องกลัวเลยว่าวิธีการทะลวงระดับขั้นนี้จะถูกแพร่งพรายออกไป
"หรือว่า..."
สวี่ชิงหวนนึกถึงฉากที่กระเรียนเพลิงเผาผลาญหางชาดสังหารมนุษย์ขั้นแก่นทองคำ
ในตอนนั้น มีวัตถุที่ดูคล้ายยันต์ลอยออกมาจากเถ้าถ่านของมนุษย์ขั้นแก่นทองคำชราผู้นั้น
มันถูกสลักด้วยตัวอักษร 【ทองคำ-121】
"หรือว่ามันจะหมายถึงตราประทับระดับขั้นชิ้นที่ 121 สำหรับการทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำ?"
สวี่ชิงรู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
อย่างนี้นี่เอง กระเรียนเพลิงเผาผลาญหางชาดบุกโจมตีพวกมนุษย์ก็เพื่อแย่งชิงตราประทับแก่นทองคำมานี่เอง
นางทำไปเพื่อช่วยให้สัตว์อสูรตัวไหนทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำงั้นหรือ?
ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้!
ส่วนเขาน่ะเหรอ หัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีเส้นสายทั้งในฝั่งปีศาจและฝั่งมนุษย์เลยสักนิด
ในอนาคต เขาคงต้องหาทางช่วงชิงตราประทับแก่นทองคำมาด้วยตัวเองเพื่อใช้ในการทะลวงระดับขั้นเสียแล้ว
การสังหารผู้บ่มเพาะขั้นแก่นทองคำด้วยระดับขั้นที่ต่ำกว่า มันช่างเป็นงานที่หนักหนาสาหัสสำหรับงูตัวเล็กๆ อย่างเขาเสียเหลือเกิน
"เก้าร้อยเก้าสิบเก้าแก่นทองคำ..."
โลกบ่มเพาะแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก เขาไม่น่าจะบังเอิญเจอผู้บ่มเพาะระดับนี้บ่อยๆ หรอก
ที่ผ่านมามันเป็นเพราะดวงของเขาซวยซ้ำซวยซ้อนเกินไปต่างหาก
ดวงของเขากับหนองน้ำแห่งความตายมันชงกันอย่างแรง
"ข้าจะให้เลือดของข้ากับเจ้าขวดนึง มันน่าจะรักษาอาการป่วยของพ่อเจ้าได้"
สวี่ชิงหยิบขวดหยกออกมาและรีดเลือดงูออกมาเล็กน้อย
นี่คือเลือดของงูเขียวคืนชีพเชียวนะ
แค่มูลค่าในการสะสมก็คงจะพุ่งทะลุเพดานไปแล้วล่ะมั้ง
ไม่ว่าโลกไหน ผู้คนก็มักจะหลงใหลในสิ่งที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกเสมอแหละ
"ท่านรองผู้นำ คายพิษออกมาหน่อยสิ!"
สวี่ชิงหยิบขวดหยกออกมาอีกใบแล้วโยนให้เจ้างูโง่
ต่อหน้าคนนอก เขาควรจะไว้หน้าเจ้างูโง่สักหน่อย จะไปเรียกมันว่าเจ้างูโง่ก็คงไม่ดี
พิษของอสรพิษสามสีที่มีตบะบำเพ็ญเพียรหนึ่งร้อยปีน่าจะขายได้ราคาดีงามไม่เบาเลยล่ะ
สวี่ชิงยังหยิบเอาของไร้ประโยชน์มากมาย อย่างพวกเครื่องรางวิเศษและวัตถุดิบที่ระบบเคยให้มาเป็นรางวัลก่อนหน้านี้ ยัดใส่ถุงเก็บของไปพร้อมกับขวดพิษด้วย
"เอ้านี่ เอาของพวกนี้ไปขายในโลกบ่มเพาะของพวกมนุษย์ซะ"
"แล้วเอาหินวิญญาณกลับมาให้ข้า ข้าจะแบ่งรายได้ให้เจ้าสิบเปอร์เซ็นต์"
สวี่ชิงยื่นถุงเก็บของให้หลินอวี่โม่
"ท่านผู้นำ ข้าจะกล้ารับส่วนแบ่งตั้งสิบเปอร์เซ็นต์ได้ยังไงเจ้าคะ?"
เมื่อมองดูถุงเก็บของ หลินอวี่โม่ก็รู้ได้ทันทีว่าเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของทรัพยากรอันมหาศาลเหล่านั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้นางก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในพริบตาและกลายเป็นเศรษฐีนีได้เลย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของนางก็แดงระเรื่อ และหอบหายใจด้วยความตื่นเต้น
"แล้วข้าก็จะเอาไปเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์"
"..."
สวี่ชิงพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค ทำเอาหลินอวี่โม่ถึงกับพูดไม่ออกในทันที
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ได้แค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ นางก็สามารถตั้งตัวได้แล้วล่ะน่า
"หลังจากขายของเสร็จแล้ว ถ้ามีผู้บ่มเพาะคนไหนแอบตามเจ้ามา ก็จงล่อพวกมันมาหาข้าซะ"
สวี่ชิงกำลังใช้หลินอวี่โม่เป็นเหยื่อล่อปลาอีกทางหนึ่ง
ส่วนจะได้ปลาตัวใหญ่แค่ไหนนั้น ก็คงต้องรอดูว่าเหยื่อกองโตที่เขาโยนออกไปนี้จะล่อตาล่อใจใครได้บ้าง
"รับทราบเจ้าค่ะ ท่านผู้นำ"
หลินอวี่โม่รับถุงเก็บของและเดินออกจากถ้ำไป
ส่วนถุงเก็บของของนางเองที่ถูกฉกไปนั้น นางก็ฉลาดพอที่จะไม่ทวงมันคืน
ยังไงซะในนั้นก็ไม่มีของมีค่าอะไรอยู่แล้ว
จบบท