- หน้าแรก
- เกิดใหม่ พลิกชะตาหมู่บ้านชาวประมง
- บทที่ 54 กาลเวลาผันผ่าน...
บทที่ 54 กาลเวลาผันผ่าน...
บทที่ 54 กาลเวลาผันผ่าน...
ในชาติก่อน ตอนที่บ้านพังถล่มเพราะพายุฝน เป็นแม่ที่นอนไม่หลับและรีบอุ้มเขากับไห่หลานออกมาได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นพายุลูกนั้นคงคร่าชีวิตเขาไปแล้ว
เขายังจำสีหน้าของแม่ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาได้ดี มันคือความโล่งอกที่รอดตายหวุดหวิด และเป็นความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งว่าเขากับไห่หลานจะถูกสวรรค์พรากไปอีกคน
หลังจากนั้น ลุงฉางเจิงและหัวหน้าหน่วยผลิตก็ได้ระดมเหล่าลุงป้าน้าอาในทีมจับปลามาช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้บ้านโดยไม่คิดเงิน ช่วงเวลานั้น พวกเขาก็ต้องไปขออาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลผูเช่นกัน...
ดังนั้น ในชาตินี้เมื่อซ่งจี๋เสียงกระโดดออกมาแย่งบ้าน ซ่งไห่เจี้ยนจึงไม่คิดจะขัดขวาง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ซ่งจี๋เสียงทุบตีแม่ในชาตินี้ หรือสิ่งที่ซ่งจี๋เสียงทำกับเขา—โดยเฉพาะกับไห่หลาน—หลังจากแม่เสียชีวิตในชาติก่อน ล้วนทำให้ซ่งไห่เจี้ยนเกลียดชังลุงรองทางสายเลือดคนนี้เข้ากระดูกดำ
สภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากอาจทำให้ความชั่วร้ายในใจคนขยายใหญ่ขึ้น แต่สำหรับคนอย่างซ่งจี๋เสียง มันคือสันดานดิบที่เลวโดยกมลสันดาน!
ตอนนี้ซ่งจี๋เสียงกลายเป็นคนพิการไปแล้ว ก็นับว่าสวรรค์มีตา
ซ่งไห่เจี้ยนเดินจากมาด้วยความพึงพอใจ
เมื่อกลับถึงบ้านใหม่ มันคือรั้วบ้านที่ล้อมด้วยไม้ไผ่ ภายในมีบ้านดิน 4 ห้อง ห้องแรกแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งเป็นห้องเก็บฟืน อีกครึ่งเป็นห้องครัว ห้องที่สองเป็นห้องโถงรวมกับห้องนอนแม่ ห้องที่สามเป็นห้องนอนของสามพี่น้อง ฝั่งซ้ายกว้างหน่อยให้ซ่งไห่เจี้ยนกับน้องชายนอนคนละเตียง ฝั่งขวาเป็นห้องของน้องสาว ส่วนห้องที่สี่เป็นห้องน้ำและห้องอาบน้ำ
แม้จะเป็นบ้านดินเหมือนบ้านเก่า แต่หลังคามุงด้วยกระเบื้องทั้งหมด ความปลอดภัยจึงสูงกว่าเดิมมาก
เพื่อฉลองการขึ้นบ้านใหม่ เฝิงอวี้เฟินยังเชิญครอบครัวหัวหน้าหน่วยผลิตและครอบครัวปู่ผูต้าจินมากินข้าว เดิมทีซ่งไหลฉายและม่านซู่หลานบอกว่าจะมาด้วย แต่พอซ่งจี๋เสียงเกิดเรื่อง ทั้งคู่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมาอีก
ซ่งไห่เจี้ยนกลับมาบอกแม่ว่าไม่ต้องเตรียมข้าวเผื่อปู่กับย่าแล้ว เฝิงอวี้เฟินส่ายหัวยิ้มๆ
"พวกเขาจะมาหรือไม่มานั่นเรื่องหนึ่ง แต่ทางเราจะเสียมารยาทไม่ได้"
"แม่ครับ แม่มีความสุขไหม?" ซ่งไห่เจี้ยนถามอย่างมีนัย
เฝิงอวี้เฟินปรายตามองลูกชาย เธอเดาออกว่าเขาหมายถึงเรื่องอะไร แต่ก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
"ได้อยู่บ้านใหม่ แม่ก็ต้องมีความสุขอยู่แล้วจ้ะ"
ซ่งไห่เจี้ยนฉีกยิ้มกว้าง ไม่คิดจะแฉ "แม่ครับ ขอแค่แม่มีความสุข ผมก็ดีใจแล้ว"
"เด็กคนนี้..."
เฝิงอวี้เฟินรู้สึกตื้นตันและเบาใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ต้องเปลี่ยนเรื่อง "รีบมาช่วยแม่เร็ว เดี๋ยวแขกก็มากันแล้ว"
"ครับแม่!"
หลังมื้ออาหารมงคลนั้น ครอบครัวแม่หม้ายซ่งก็ถือว่าย้ายเข้าสู่บ้านใหม่อย่างเป็นทางการ
เมื่อเห็นเฝิงอวี้เฟินที่เป็นแม่หม้ายพาลูกสามคนย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ ชาวบ้านไม่รู้กี่คนต่อกี่คนที่อิจฉาตาร้อน คืนนั้นเหล่าพ่อบ้านที่เป็นเสาหลักของครอบครัวหลายสิบคนคงถูกเมียค่อนขอดว่า "สู้เด็กคนเดียวก็ไม่ได้!"
อาจจะเป็นช่วงเวลานี้เองที่แนวคิดว่า "ซ่งไห่เจี้ยนคือเด็กอัจฉริยะ" เริ่มก่อตัวขึ้นในใจชาวบ้าน เพียงแต่ตอนนั้นความรู้สึกยังไม่เข้มข้นนัก และซ่งไห่เจี้ยนจะใช้เวลาอีกปีเศษหลังจากนี้เพื่อตอกย้ำภาพจำนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น...
กาลเวลาผันผ่าน...
เข็มนาฬิกาแห่งประวัติศาสตร์เดินไปอย่างเป็นระเบียบ จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วงปี 1970 (พ.ศ. 2513)
นับตั้งแต่ย้ายมาบ้านใหม่ ฐานะความเป็นอยู่ของบ้านซ่งไห่เจี้ยนก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีญาติใจร้ายมาคอยหาเรื่อง อาการป่วยของแม่ก็ดีขึ้นตามลำดับจากการรักษา ไม่มีการอาการหอบหายใจไม่ออกมานานแล้ว นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นและการได้กินอิ่มทุกวัน ส่งผลดีต่อการเติบโตของเด็กๆ อย่างมาก
ผ่านไปปีเศษ ไห่หลานและไห่เซิงตัวสูงขึ้นและเริ่มมีเนื้อมีนัง ส่วนซ่งไห่เจี้ยนก็กลายเป็นเด็กหนุ่มวัย 10 ขวบเต็ม
ในอดีต ซ่งไห่เจี้ยนวัย 8 ขวบขาดสารอาหารจนดูเหมือนเด็ก 6-7 ขวบ ผอมแห้งเหมือนกิ่งไม้ แต่ซ่งไห่เจี้ยนที่เพิ่งฉลองวันเกิดครบ 10 ขวบในวันนี้ ไม่เพียงแต่สูงถึง 140 กว่าเซนติเมตร แต่ร่างกายยังดูแข็งแกร่งกำยำขึ้นมาก
สิ่งที่เติบโตชัดเจนยิ่งกว่าร่างกาย คือชื่อเสียงของเขาในหน่วยผลิต
ตอนแรกทุกคนแค่คิดว่าเขาฉลาด เป็นเด็กอัจฉริยะ แต่สองปีมานี้ จากการเริ่มหาของทะเลได้มหาศาล ไปจนถึงการดัดแปลงอุปกรณ์จับปลาอย่างต่อเนื่อง ซ่งไห่เจี้ยนทำให้ชาวบ้านได้เห็นถึงความสามารถที่ไม่ธรรมดาครั้งแล้วครั้งเล่า
ตอนนี้ในหมู่บ้านเริ่มมีข่าวลือหนาหูว่า "ซ่งไห่เจี้ยนคือบุตรของเจ้าสมุทร!"
นั่นเป็นเพราะตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่แล้ว ผลงานการจับปลาด้วยตัวคนเดียวของซ่งไห่เจี้ยน เพิ่มจากครั้งละ 10-20 จิน กลายเป็นครั้งละเกือบ 100 จิน!
ยังจำได้ดีในวันที่ซ่งไห่เจี้ยนจับปลาได้ถึง 100 จินเป็นครั้งแรก หัวหน้าหน่วยผลิตถึงกับอ้าปากค้างจนยัดไข่ไก่ได้ทั้งฟอง...
"ฉางเจิงเอ๋ย เจ้าเด็กคนนี้เกิดมาเพื่อหากินกับทะเลชัดๆ ขนาดนี่ยังไม่ได้ลงเรือใหญ่ยังมีวิชาขนาดนี้ อย่าว่าแต่หมู่บ้านเราเลย สิบย่านน้ำแถวนี้ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครเก่งขนาดนี้มาก่อน!"
"ใช่ครับไห่เจี้ยนเก่งกว่าพ่อเขาเสียอีก สงสัยเจ้าสมุทรจะเอ็นดูจริงๆ"
"จุ๊ๆ..."
บนโต๊ะอาหาร หัวหน้าหน่วยผลิตที่ซดเหล้าขาวไปสองจอก เอาแต่เอ่ยชมเจ้าของวันเกิดไม่หยุด
—เนื่องในวันเกิดครบ 10 ขวบ ซ่งไห่เจี้ยนจึงให้แม่เชิญหัวหน้าหน่วยผลิตและลุงฉางเจิงมากินข้าว ส่วนซ่งไหลฉายที่รู้ข่าวโดยบังเอิญ ก็จูงมือม่านซู่หลานมาขอร่วมงานวันเกิดให้ "หลานชายคนโตบ้านสาม" ด้วยตัวเอง เพราะใครๆ ก็มองออกว่าหลานคนนี้อนาคตไกลแน่นอน
ตอนนี้ในบ้านซ่งไห่เจี้ยน นอกจากคู่เฒ่าซ่งไหลฉาย คู่หัวหน้าหน่วยผลิต และลุงฉางเจิงแล้ว ยังมีพี่น้องผูอาจิ่วและผูสือซาน ซึ่งซ่งไห่เจี้ยนเจาะจงไปเชิญมาในฐานะแขกคนสำคัญ
ซ่งไหลฉายและหัวหน้าหน่วยผลิตนั่งที่ตำแหน่งประธาน ฝั่งซ้ายคือหวงซิ่วอิง ม่านซู่หลาน และไห่เซิง ฝั่งขวาคือผูฉางเจิงและลูกสาวทั้งสอง
เนื่องจากอาหารยังขึ้นโต๊ะไม่ครบ เฝิงอวี้เฟินจึงยังวุ่นอยู่ในครัว ซ่งไห่เจี้ยนในฐานะเจ้าของวันเกิดที่ควรจะนั่งประจำที่ กลับให้ไห่หลานนั่งลงกินข้าวก่อน ส่วนเขาอาสาไปเป็นลูกมือช่วยแม่
ในจังหวะที่หัวหน้าหน่วยผลิตและลุงฉางเจิงกำลังสนทนากัน ซ่งไห่เจี้ยนที่เดินมาเสิร์ฟอาหารพอดีก็ได้ยินบทสนทนานั้นเข้า เขาจึงรู้ว่า "โอกาส" ของเขามาถึงแล้ว
ซ่งไห่เจี้ยนวางจานอาหารลงตรงหน้าหัวหน้าหน่วยผลิตพลางพูดติดตลก
"ลุงหย่งหัว ลุงฉางเจิงครับ พวกลุงไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมผมถึงจับปลาได้เยอะขนาดนี้?"
แน่นอนว่าต้องอยากรู้!
เพียงแต่ทุกครั้งที่ถาม เขาจะตอบแค่ว่า "ผมเห็นตรงนั้นมีปลา" พอหว่านแหไปมันก็ได้ปลามาจริงๆ
แต่แค่ฟังใครจะไปเข้าใจเคล็ดลับลึกซึ้งได้? เพราะเรื่อง "เนตรทิพย์" นั้น ต่อให้พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ทุกคนจึงไม่ได้นึกไปถึงจุดนั้น
ซ่งไห่เจี้ยนรอคอยและลองหยั่งเชิงมาหลายครั้ง จนกระทั่งหาคำอธิบายที่น่าเชื่อถือที่สุดโดยไม่ต้องเปิดเผยความลับของตนเองได้
"ต้องสังเกตให้ดีครับ ผิวน้ำทะเลตรงที่มีฝูงปลาผ่าน กับตรงที่ไม่มี มันจะไม่เหมือนกัน..."
ซ่งไห่เจี้ยนเริ่มบรรยายอย่างคล่องแคล่ว ทำเอาคนในห้องถึงกับอึ้งทึ่งไปตามๆ กัน
ทุกคนอยู่ในอาการกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
ซ่งไหลฉายประหลาดใจเป็นล้นพ้น "มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ? ข้าออกทะเลมาค่อนชีวิต ยังไม่เคยสังเกตเห็นทฤษฎีนี้เลย หย่งหัว นายเคยได้ยินไหม?"
หัวหน้าหน่วยผลิตส่ายหน้า "ฉันก็เพิ่งรู้จากไห่เจี้ยนเนี่ยแหละ แต่พอลองนึกดูดีๆ มันก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ"
มนุษย์เราเมื่อเจอเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้ มักจะพยายามดึงคำตอบเข้าหาขอบเขตความรู้ที่ตัวเองยอมรับได้ ซ่งไห่เจี้ยนจึงใช้จุดนี้ ผสมผสานกับประสบการณ์การประมงที่เขาสั่งสมมาหลายสิบปี ให้คำอธิบายที่พวกเขาพอจะรับได้
ดังนั้น ทุกคนจึงสรุปว่าซ่งไห่เจี้ยนไม่เพียงแต่ดวงดี แต่ยังมี "พรสวรรค์" ในการประมงอย่างหาตัวจับยาก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อซ่งไห่เจี้ยนเอ่ยถามลุงฉางเจิงว่า: "ลุงครับ ตอนนี้ความรู้ของผมก็ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกลุงแล้ว เมื่อก่อนลุงเคยบอกว่าถ้าผมดูแลตัวเองได้เมื่อไหร่จะพาผมออกทะเลด้วย ตอนนี้ถึงเวลาทำตามสัญญาหรือยังครับ?"
จบบท