เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 ตาแก่ยอมก้มหัว

บทที่ 49 ตาแก่ยอมก้มหัว

บทที่ 49 ตาแก่ยอมก้มหัว


ในยุคสมัยนี้ การสร้างบ้านชั้นเดียวสองห้องใช้เงินเพียงแค่ 20-30 หยวนเท่านั้น หากไม่เกรงใจความลำบากแล้วลงแรงปั้นอิฐดินดิบและก่อกำแพงเอง ก็แทบไม่ต้องควักเงินออกมาเลยสักเฟินเดียว

ซ่งจี๋เสียงถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห เขาชี้หน้าด่าซ่งไห่เจี้ยน "ไอ้เด็กเวร แกกล้ามาอ้าปากกว้างเป็นสิงโตใส่ฉันเชียวเหรอ? บอกไว้ก่อนนะ อย่าว่าแต่ 12 หยวนเลย ต่อให้เฟินเดียว ฉันก็ไม่ให้แก!"

"งั้นเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกัน" ท่าทีของซ่งไห่เจี้ยนยังคงเด็ดเดี่ยว เขาหันไปมองหัวหน้าหน่วยผลิต "รบกวนหัวหน้าช่วยเป็นพยานให้พวกเราด้วยครับ"

"เอ้อ เดี๋ยวสิ! เรื่องนี้คราวก่อนตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ? หัวหน้าครับ จะมาเปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้ไม่ได้นะ!" ม่านซู่หลานรีบออกหน้าขวาง "เจ้าลูกรองแกหุบปากไปเลย! ข้าว 10 จิน ถ้าหล่อนจะเอาก็ให้ไป!"

ซ่งจี๋เสียงไม่ยอมเสียหน้า กำลังจะสวนกลับด้วยความอวดดี แต่หัวหน้าหน่วยผลิตกลับเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

"จี๋เสียง ฉันก็ไม่ได้ขู่แกนะ คราวก่อนที่สะใภ้รองเป็นลม ทั้งอาเจ็ดและทางโรงพยาบาลก็บอกตรงกันว่าหัวใจและปอดได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก หมายความว่าลูกถีบไม่กี่ทีของแกน่ะ เกือบจะฆ่าหล่อนให้ตายคามือ..."

ซ่งจี๋เสียงฟังจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ เขาขัดจังหวะอย่างกราดเกรี้ยว "หล่อนร่างกายอ่อนแอเอง เกี่ยวอะไรกับฉันวะ!"

"ลุงเองก็แค่โดนฟันที่ต้นขาแผลเดียวแต่ต้องนอนซมเป็นเดือน นั่นก็เพราะลุงมันไม่ได้เรื่องเอง เกี่ยวอะไรกับผมล่ะ?" ซ่งไห่เจี้ยนสวนกลับด้วยรอยยิ้มเย็นชา

"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน..." ซ่งจี๋เสียงเดือดจัด ลุกพรวดขึ้นอย่างคุกคาม

ซ่งไห่เจี้ยนไม่แม้แต่จะชายตาแลเขา เขาหันไปถามหัวหน้าหน่วยผลิต "ผมได้ยินมาว่า เมื่อก่อนที่หน่วยผลิตของเราสามารถร่วมมือกับสหกรณ์ในตัวอำเภอได้ เป็นเพราะพ่อผมเคยช่วยงานผู้จัดการม่าของสหกรณ์ไว้ เรื่องนี้จริงไหมครับ?"

สิ้นคำถามนี้ ใจของซ่งไหลฉายและภรรยาถึงกับ "กระตุก" วาบ

สีหน้าของซ่งจี๋เสียงและจางต้านีก็เริ่มดูไม่ดีนัก โดยเฉพาะคนหลังที่แววตาเริ่มฉายความกังวลออกมาจางๆ

ส่วนผูหย่งหัวนั้นกลับมีสีหน้าประหลาดใจ

ในตอนนั้นซ่งฝูเสียงกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อผู้จัดการม่า เขาจึงบอกเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวแค่กับเขาและผูฉางเจิงเท่านั้น พร้อมทั้งกำชับให้เก็บเป็นความลับ

ดังนั้น คนในหน่วยผลิตจึงรู้เพียงว่าการที่หน่วยผลิตดีลกับสหกรณ์อำเภอได้เป็นผลงานของซ่งฝูเสียง แต่ไม่มีใครรู้รายละเอียดเบื้องลึก

ขณะนี้ ซ่งไหลฉายและคนอื่นๆ ต่างรอคอยคำตอบจากเขา

ผูหย่งหัวตรองดูครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจพูดความจริงออกมา

"แม่ของผู้จัดการม่าล้มป่วยกะทันหันระหว่างทางเข้าเมือง เป็นฝูเสียงที่ช่วยชีวิตคุณนายเฒ่าไว้ ต่อมาผู้จัดการม่าถามเขาว่าต้องการให้ช่วยอะไร ฝูเสียงที่ในใจคิดถึงแต่ส่วนรวมของหน่วยผลิต จึงถามผู้จัดการม่าว่าพอจะร่วมมือกับหน่วยผลิตของเรา รับซื้ออาหารทะเลจากพวกเราได้ไหม"

จนถึงทุกวันนี้ ผูหย่งหัวยังคงจำความรู้สึกสะเทือนใจและตื้นตันในตอนที่ซ่งฝูเสียงเล่าเรื่องนี้ให้ฟังได้แม่นยำ

ตอนนั้นฝูเสียงแยกบ้านออกมาแล้ว ไห่เจี้ยนเพิ่งจะสองขวบ ส่วนอวี้เฟินก็กำลังอุ้มท้องไห่หลานอยู่

ซ่งไหลฉายและเมียก็ยังบีบบังคับให้เขาต้องส่ง "ค่าเลี้ยงดู" ให้ทุกเดือน บางครั้งถ้าเขาหาของมาให้ไม่ได้จริงๆ ม่านซู่หลานก็จะบุกไปถึงบ้าน กวาดเอาทุกอย่างที่กินได้ในบ้านลูกชายคนที่สามไปจนหมด

จนในที่สุด เฝิงอวี้เฟินก็เลิกเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดไปเลย

เพราะเลี้ยงไปก็ถูกแม่สามีมาแย่งไปอยู่ดี

ซ่งฝูเสียงจึงต้องเสี่ยงไปที่ตลาดมืดในตัวอำเภอ เพื่อเอาอาหารทะเลที่จับได้ไปแลกเป็นธัญญาหารมาให้เมียและลูกได้อิ่มท้อง

ภายใต้เงื่อนไขที่ยากลำบากขนาดนั้น ซ่งฝูเสียงกลับไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว แต่กลับเลือกหาโอกาสร่วมมือกับสหกรณ์ให้หน่วยผลิต...

เมื่อรำลึกถึงตรงนี้ ผูหย่งหัวก็ยิ่งรู้สึกละอายใจต่อซ่งฝูเสียงมากขึ้น

และในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องทวงความเป็นธรรมให้แม่หม้ายและลูกกำพร้ากลุ่มนี้ให้ได้

"ซ่งจี๋เสียง ในเมื่อแกมีการกระทำที่ไร้คุณธรรมและอกตัญญูขนาดนี้ พรุ่งนี้ฉันจะเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมหน่วยผลิตอย่างเป็นทางการ..."

พอเห็นสีหน้าของผูหย่งหัวเคร่งเครียดและน้ำเสียงเฉียบขาดขึ้นมา ซ่งไหลฉายและซ่งจี๋เสียงก็รู้ทันทีว่าท่าจะแย่

เมื่อก่อนไม่รู้ว่าเจ้าสามมีความสัมพันธ์กับผู้จัดการม่าของสหกรณ์ พวกเขาจึงประเมินความสำคัญของเจ้าสามในใจหัวหน้าหน่วยผลิตต่ำไป

ตอนนี้พอได้รู้ พวกเขาก็คิดถึงเรื่องที่หัวหน้าหน่วยผลิตเคยขู่ไว้ทันที: จะสั่งห้ามพี่น้องซ่งจี๋เสียงและซ่งเทียนเสียงเข้าทีมจับปลา และห้ามขายของทะเลให้สหกรณ์อีก!

ในพริบตา ซ่งจี๋เสียงก็ลนลาน ตาแก่ซ่งไหลฉายเองก็ลนลานไม่แพ้กัน

"อย่า! หย่งหัว มีอะไรค่อยๆ คุยกัน!"

ซ่งไหลฉายยอมเปิดปากออกมาในที่สุด เขาตัดบทผูหย่งหัวด้วยความร้อนรนเพื่อไม่ให้สถานการณ์กู่ไม่กลับ

จากนั้นเขาก็หันไปถลึงตาใส่จางต้านี "นังผู้หญิงคนนี้ ใครสั่งให้แกพูดมาก?"

ซ่งจี๋เสียงได้ยินดังนั้นก็หาทางลงได้ทันที เขาเงื้อมมือตบหน้าจางต้านีฉาดใหญ่ "ใครสั่งให้แกไปสาดทิ้งยาของคนอื่นเขา? เงินก้อนนี้แกไปหามาจากบ้านเดิมแกเลยนะ! ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวกลับบ้านเดิมแกไปซะ ไม่ต้องกลับมาอีก!"

จางต้านีกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของสองพ่อลูกไปโดยปริยาย

เฝิงอวี้เฟินและสามพี่น้องซ่งไห่เจี้ยนเฝ้ามองพวกเขากัดกันเองเงียบๆ

ผูหย่งหัวขมวดคิ้ว "งั้นหมายความว่า พวกแกตกลงจะจ่ายเงิน 12 หยวนนั่นแล้วใช่ไหม?"

ม่านซู่หลานน่ะใจหายวาบไปแล้ว เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งถูกเฝิงอวี้เฟินเรียกเอาไป 30 หยวน นี่จะต้องมาเสียอีก 12 หยวนเชียวหรือ?

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เธอหันไปถลึงตาใส่เฝิงอวี้เฟินด้วยความโกรธจัด "ไม่ส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองบ้าง อีหน้าหม้ายดวงกินผัว! ตอนนี้บ้านเดิมแซ่เฝิงเขาไม่เอาแกแล้ว แกเลยจะมาเกาะบ้านแซ่ซ่งของฉันกินใช่ไหม? ยังกล้ามาเรียกเอาเงินอีกเหรอ? ถุย! ขนาดตอนฝูเสียงยังอยู่ เขายังต้องให้เงินฉันสองผัวเมียเลย อีตัวดีอย่างแกไม่มีค่าพอจะมาล้วงกระเป๋าแม่หรอก!"

คำพูดหยาบคายทำเอาเฝิงอวี้เฟินหน้าซีดเผือด แต่ซ่งไห่เจี้ยนกลับโมโหขึ้นมาทันที

"เงินนั่นผมเป็นคนเรียก คนผมก็เป็นคนฟัน มีอะไรก็พุ่งมาที่ผม! อย่ามาลงที่แม่ผม!"

เมื่อเขากล่าวออกมา สายตาของทุกคนก็ตกมาอยู่ที่เขา

แต่ละคนล้วนมีสีหน้าไม่เป็นมิตร

ซ่งไห่เจี้ยนกวาดสายตามองหน้าพวกเขาทีละคน สุดท้ายไปหยุดที่ซ่งไหลฉาย "ความตายของพ่อผม เกิดจากความลำเอียงและใจอำมหิตของพวกปู่กับย่า พวกปู่ทำให้ผมไม่มีพ่อ แล้วยังจะมาบีบแม่ผมให้ตายเพื่อเปิดทางให้ซ่งจี๋เสียงอีก งั้นก็อย่ามาโทษว่าหลานคนนี้เลือดเย็นไร้หัวใจ ต่อให้คนทั้งโลกจะก่นด่าซ่งไห่เจี้ยนคนนี้ ผมก็ไม่มีวันปล่อยพวกปู่ไปเด็ดขาด"

น้ำเสียงของเขาไม่รุนแรง แต่ทั่วทั้งตัวกลับแผ่ซ่านไปด้วยรังสีอำมหิต

การได้เห็นแววตาเช่นนี้ในเด็กชายที่อายุไม่ถึง 10 ขวบ ทำให้ซ่งไหลฉายรู้สึกหวาดผวาในใจอย่างควบคุมไม่ได้

เขาใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนคน ตามหลักแล้วไม่ควรจะถูกหลานตัวเองข่มขู่ได้ แต่น่าประหลาดที่หลานคนนี้มันดู "เฮี้ยน" เกินไป โดยเฉพาะภาพบาดแผลที่ต้นขาของจี๋เสียงยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเขาไม่ยอมหาย...

ซ่งไหลฉายตวาดกร้าวทันที "หุบปากให้หมด!"

คำพูดเดียวทำเอาม่านซู่หลานที่กำลังจะด่าเฝิงอวี้เฟินเรื่องสอนลูกให้ใจดำเป็นกำแพงถึงกับชะงัก

"เอาเงินให้เขา" ซ่งไหลฉายสั่งด้วยสีหน้าปั้นปึ่ง

ม่านซู่หลานไม่พอใจ "ฉันจะมีเงินที่ไหนอีกล่ะ? ฉันไม่มี..."

"อย่ามาพูดมาก! สั่งให้เอามาก็เอามา แล้วค่อยไปหักเอาจากเจ้าสองผัวเมียนั่นเอาเอง"

ได้ยินดังนั้น จางต้านีก็ไม่กล้าออกความเห็นอีก ไม่อย่างนั้นถ้าถูกไล่กลับบ้านเดิมจริงๆ เธอคงซวยแน่

ม่านซู่หลานด่าทอพึมพำพลางล้วงเอาปึกธนบัตรที่มีกลิ่นอับออกมาจากซับในกางเกงชั้นในและใต้พื้นรองเท้า เธอนับไปนับมา มีเงินแค่ 5 หยวน

เธอโยนเงินลงที่เท้าเฝิงอวี้เฟินอย่างโกรธแค้น "ติดตัวฉันมีแค่ 5 หยวนนี่แหละ!"

"ที่เหลืออีก 7 หยวน เดี๋ยวจะเอามาให้" ซ่งไหลฉายพูดพรางจ้องหน้าซ่งไห่เจี้ยนด้วยใบหน้าบึ้งตึง

ซ่งไห่เจี้ยนขยับตัวเร็วกว่าแม่ เขาคุกเข่าลงเก็บเงินบนพื้นขึ้นมาทีละใบ แล้วนับมันอย่างละเอียดรอบคอบ

ทุกคนเฝ้ามองทุกการกระทำของเขาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป

จบบท

จบบทที่ บทที่ 49 ตาแก่ยอมก้มหัว

คัดลอกลิงก์แล้ว