- หน้าแรก
- จอมโจรแห่งฮอกวอตส์
- บทที่ 14 กฎห้าประการของแกมป์
บทที่ 14 กฎห้าประการของแกมป์
บทที่ 14 กฎห้าประการของแกมป์
บทที่ 14 กฎห้าประการของแกมป์
เฮอร์ไมโอนี่พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น และทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังห้องเรียนพร้อมกัน
'ผู้ช่วยศาสตราจารย์เคลาต์คะ คุณเป็นนักสำรวจเหรอคะ?'
เธอระลึกถึงการแนะนำตัวของอาจารย์ใหญ่ดัมเบิลดอร์ในงานเลี้ยงต้อนรับก่อนหน้านี้ อย่างน้อยหากดูจากรูปลักษณ์ภายนอก เขาดูเหมือนศาสตราจารย์มากกว่านักสำรวจเสียอีก
เคลาต์พยักหน้าและอธิบายอย่างอดทน 'ใช่ครับ เมื่อก่อนผมเคยเป็นนักสำรวจ เดินทางผ่านสถานที่ที่อันตรายที่สุดในโลกเวทมนตร์ และได้เห็นทัศนียภาพที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลกนี้มาแล้ว
ตอนนี้ผมอยากมาที่ฮอกวอตส์เพื่อสัมผัสกับชีวิตรูปแบบใหม่
คุณก็รู้... คนเราจะจมปลักอยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ตลอดไปไม่ได้หรอก เพราะนั่นมีแต่จะทำให้เราแย่ลงเรื่อยๆ'
ต่อให้เฮอร์ไมโอนี่จะฉลาดแค่ไหน เธอก็ยังเป็นเพียงแม่มดน้อยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
เธอไม่เคยได้ยินคำพูดคมคายแบบนี้จากที่ไหนมาก่อน จึงถูกวาทศิลป์อันลื่นไหลของเขาทำให้ทึ่งไปในทันที ภาพลักษณ์ของพ่อมดนักสำรวจผู้ปราดเปรื่องและรักความท้าทายในสิ่งที่ไม่รู้จึงถูกสลักแน่นอยู่ในใจของเธออย่างรวดเร็ว
ดวงตาของเฮอร์ไมโอนี่ฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิดขณะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น 'ถ้าอย่างนั้น คุณต้องเคยผ่านการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นมามากมายแน่ๆ เลยนะคะ!'
เธอถึงกับใช้คำว่า 'คุณ' เพื่อแสดงความเคารพต่อผมเลยทีเดียว
เคลาต์แสดงสีหน้าเรียบเฉยและตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง 'แน่นอนครับ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องยกมาโอ้อวดหรอก
สิ่งที่เรียกว่าความตื่นเต้น มันก็แค่ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเมื่อเราเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้เท่านั้นเอง
พอเราสงบใจลงได้ มันก็ไม่มีอะไร'
เขาสงบนิ่งเสียจนดูเหมือนว่าความตื่นเต้นและการผจญภัยทั้งหลายเป็นเพียงเรื่องขี้ผงสำหรับเขา
ทว่าในความเป็นจริง ความตื่นเต้นมันก็แค่การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จากสิ่งที่ไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ แต่ความรู้สึกตอนแอบขโมยสมบัติออกมาจากห้องนิรภัยที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่นน่ะมันคนละเรื่องกันเลย... นั่นมันคือรางวัลที่เป็นตัวเงินชัดๆ! นั่นแหละถึงจะทำให้หัวใจเต้นแรงของจริง
'เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่น่าเกรงขามจริงๆ!'
เฮอร์ไมโอนี่รู้สึกเลื่อมใสจากใจจริง จากนั้นเธอก็นึกถึงปัญหาที่พบตอนเตรียมตัวอ่านหนังสือเมื่อวานได้ จึงรีบเอ่ยถาม 'ผู้ช่วยศาสตราจารย์เคลาต์คะ เมื่อวานตอนที่หนูทบทวนคาถาแปลงร่าง หนูสับสนเรื่องหลักการแปลงร่างที่อธิบายไว้ในหนังสือมากเลยค่ะ
วัตถุชิ้นหนึ่งจะเปลี่ยนรูปร่างไปจนแปลงร่างสำเร็จได้อย่างไรคะ?'
หลักการแปลงร่างงั้นเหรอ... ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ?
สีหน้าของเคลาต์แข็งค้างไปเล็กน้อย คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาอย่างเป็นระบบอย่างเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหลักการที่ว่านั่นคืออะไร? เขาใช้คาถาแปลงร่างได้ก็จริง แต่เขาไม่รู้หลักทฤษฎี
สมกับเป็นแม่มดจากเนื้อเรื่องต้นฉบับที่อ่านทบทวนบทเรียนของทั้งเทอมจบก่อนโรงเรียนเปิดจริงๆ เธอเริ่มขบคิดไปถึงขั้นหลักการพื้นฐานแล้ว
ในขณะที่เคลาต์กำลังชั่งใจว่าจะแต่งทฤษฎีขึ้นมาหลอกเด็กตรงหน้าดีหรือไม่ ร่างในชุดคลุมสีเขียวเข้มที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลนั่นเอง
'รอสักครู่นะเด็กน้อย!'
'แม้ผมจะรู้คำตอบ แต่ผมคิดว่าคำถามนี้ควรจะได้รับคำอธิบายจากปรมาจารย์ด้านการแปลงร่างตัวจริงจะดีกว่า... ศาสตราจารย์มักกอนนากัลครับ!'
เขายกมือทักทายเธอ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลได้ยินเสียงจึงหันมามอง
'ผู้ช่วยศาสตราจารย์เคลาต์ แล้วแม่มดน้อยคนนี้คือใครกันจ๊ะ?'
เธอเห็นแม่มดน้อยจากบ้านกริฟฟินดอร์ยืนอยู่ข้างเคลาต์จึงถามด้วยความประหลาดใจ
เอ๊ะ? ฉันควรทักทายศาสตราจารย์โดยตรงเลยไหมนะ? เมื่อเห็นสายตาของหัวหน้าบ้านจ้องมองมา หัวใจของเฮอร์ไมโอนี่ก็เต้นรัว ต่อให้เป็นนักเรียนที่เรียนดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้าทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าหัวหน้าบ้านของตนเองหรอก
'เธอชื่อเฮอร์ไมโอนี่ครับ ผมบังเอิญเจอเธอตอนเดินมาที่นี่
เธออ่านตำราจบทั้งเล่มแล้ว และกำลังถามคำถามเกี่ยวกับคาถาแปลงร่างกับผมอยู่พอดีครับ'
'โอ้? คำถามอะไรล่ะจ๊ะ?'
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลเกิดความสนใจขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินว่าเด็กคนนี้อ่านตำราจบเล่มแล้ว ในบ้านกริฟฟินดอร์ที่เต็มไปด้วยพวกเด็กแสบ การจะหาแม่มดน้อยที่รักการเรียนแบบนี้ยากยิ่งกว่าการหากางเกงในของเมอร์ลินเสียอีก
เฮอร์ไมโอนี่มองไปที่ศาสตราจารย์มักกอนนากัลพลางรู้สึกสมองว่างเปล่า... ฉันไปอ่านจบทั้งเล่มตอนไหนกัน? แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นหัวหน้าบ้านมองมาด้วยความคาดหวัง เธอจึงได้แต่ละล่ำละลักทวนคำถามออกไป
ดวงตาของศาสตราจารย์มักกอนนากัลเป็นประกาย การที่เด็กคนหนึ่งตระหนักถึงปัญหานี้ได้แสดงว่าเธอเป็นแม่มดน้อยที่ชอบค้นคว้าจริงๆ
'เดี๋ยวฉันจะสอนเธอเอง!'
ขณะที่ศาสตราจารย์มักกอนนากัลเริ่มสอน และเฮอร์ไมโอนี่น้อยทำหน้าตาฉงนสงสัย เคลาต์ก็แอบยกนิ้วโป้งให้ตัวเองในใจ ทำความดีวันละนิด จิตแจ่มใส!
'วิชาแปลงร่างเป็นเวทมนตร์ที่อันตรายอย่างยิ่ง
มันคือการใช้พลังเวทเพื่อเปลี่ยนวัตถุหนึ่งให้อลายเป็นอีกวัตถุหนึ่ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสารนั้นละเอียดอ่อนและสำคัญมาก
คาถาแปลงร่างยุคแรกๆ ปรากฏขึ้นนานมาแล้ว แต่ผลลัพธ์ของมันยังเทียบไม่ได้เลยกับปัจจุบัน แถมยังอันตรายมากด้วย
หลังจากผ่านการปรับปรุงมาหลายยุคหลายสมัย พ่อมดระดับตำนานนามว่า เวนเดลิน ผู้พิสดาร ก็ปรากฏตัวขึ้น
เขาได้กำหนดกฎพื้นฐานและขอบเขตที่ไม่อาจก้าวข้ามของการแปลงร่างเอาไว้'
มาถึงตรงนี้ เคลาต์ก็นึกขึ้นได้ทันที
เขาเคยแอบเข้าไป 'เยี่ยมเยียน' ครอบครัวทายาทของเวนเดลิน ผู้พิสดาร มาก่อนตอนที่ไปขโมยของ ครอบครัวนั้นเป็นตระกูลพ่อมดที่หาได้ยากซึ่งใช้เวทมนตร์เฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์ ระบบป้องกันของทั้งบ้านที่ได้รับความช่วยเหลือจากคาถาแปลงร่างนั้นรับมือได้ยากสุดๆ
เมื่อเห็นเคลาต์ยืนอยู่ข้างๆ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลจึงตัดสินใจทดสอบเขาโดยเงยหน้าขึ้นถาม 'ผู้ช่วยศาสตราจารย์เคลาต์คงจะจำกฎการแปลงร่างที่กำหนดโดยเวนเดลิน ผู้พิสดาร ได้ใช่ไหมคะ?'
ถ้าเป็นเมื่อครู่เขาก็คงตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้เขานึกออกแล้ว
ริมฝีปากของเขาขยับยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ 'ศาสตราจารย์คงหมายถึง กฎการแปลงร่างพื้นฐานของแกมป์ (Gamp's Law of Elemental Transfiguration) ที่เสนอโดยเวนเดลินสินะครับ ซึ่งประกอบด้วย:
เคลาต์มีนิสัยอย่างหนึ่งคือ ของที่เขาขโมยมาได้ ขอแค่เขามองเพียงครั้งเดียว เขาก็จะสามารถคัดลอกและจดจำมันไว้ในหัวได้ทั้งหมด
บันทึกที่เขียนด้วยลายมือของเวนเดลินที่เขาเคยฉกมา มีข้อความห้าบรรทัดนี้เขียนด้วยลายเส้นพริ้วไหวอยู่บนปกหนังมังกร แต่น่าเสียดายที่สมุดเล่มนั้นถูกเขาทิ้งไปเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจตอนที่ถูกคำสาปและโดนพวกพ่อมดตระกูลแกมป์ไล่ล่า... แต่มันไม่สำคัญหรอก ไว้ค่อยหาทางเอาคืนมาทีหลังก็ได้
เมื่อเห็นเคลาต์ท่องกฎการแปลงร่างพื้นฐานของแกมป์ได้ครบถ้วนทุกคำ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็พยักหน้าอย่างพอใจ
กฎพื้นฐานอย่างกฎของแกมป์นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเรียน แต่พอเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ใครจะไปจำมันได้ตลอดเวลาแบบนี้? แต่เคลาต์กลับท่องออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เห็นได้ชัดว่าเขาจดจำมันจนขึ้นใจ
ทั้งสามคนเดินมาถึงห้องเรียนวิชาแปลงร่างในที่สุด พวกเขามาถึงก่อนเวลาพอสมควรและยังไม่มีนักเรียนคนไหนมาถึง
เคลาต์วางกล่องลงบนพื้นและสะบัดไม้กายสิทธิ์เบาๆ วัสดุที่จำเป็นสำหรับคาบเรียนแปลงร่างก็ลอยไปวางบนที่นั่งแต่ละที่อย่างเรียบร้อย
เมื่อมองดูอุปกรณ์เหล่านั้น เคลาต์ก็เอ่ยถาม 'ศาสตราจารย์ครับ ผมขออยู่ช่วยงานในคาบเรียนนี้ได้ไหมครับ?'
แม้เจ้าของร่างเดิมจะเคยเรียนคาถาแปลงร่างมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น ในเมื่อตอนนี้เขามีเวลาว่างและมีการสอนที่เป็นระบบแบบนี้ เขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยความยินดี 'แน่นอนว่าได้สิจ๊ะ!'