- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 60 : กู่เยว่ซีฆ่าสัตว์อสูรไปแค่สองตัว? ใช่แล้ว สองตัว…แต่เป็นระดับสองขั้นกลางนะ!
บทที่ 60 : กู่เยว่ซีฆ่าสัตว์อสูรไปแค่สองตัว? ใช่แล้ว สองตัว…แต่เป็นระดับสองขั้นกลางนะ!
บทที่ 60 : กู่เยว่ซีฆ่าสัตว์อสูรไปแค่สองตัว? ใช่แล้ว สองตัว…แต่เป็นระดับสองขั้นกลางนะ!
บทที่ 60 : กู่เยว่ซีฆ่าสัตว์อสูรไปแค่สองตัว? ใช่แล้ว สองตัว…แต่เป็นระดับสองขั้นกลางนะ!
ความไม่พอใจและความริษยาในใจของจ้าวชิงเทียนแทบจะเดือดพล่าน
เขาพยายามอย่างหนักแทบตายก็เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากทุกคน!
แต่สุดท้าย…ก็ยังไม่เป็นที่สนใจอยู่อีกงั้นเหรอ?
เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าเขียวคล้ำ สั่งการในใจ แสร้งทำเป็นไม่ได้ตั้งใจปล่อย 'หมาป่าเกราะเทวะ' สัตว์อสูรของตนออกมาจากถุงมิติ
"โบร๋ววว!"
เสียงคำรามต่ำลึกดังก้อง หมาป่าเกราะเทวะที่รูปร่างปราดเปรียวและดูน่าเกรงขามปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน พลังปราณอันแข็งแกร่งที่เหนือกว่าระดับหนึ่งขั้นสูงสุดพัดโหมกระหน่ำในพริบตา!
เมื่อกลิ่นอายอันทรงพลังนี้แผ่ซ่านออกไป สายตาทุกคู่ในสนามก็หันขวับมามองด้วยความตกตะลึง
นี่มัน...
กลิ่นอายของระดับสองขั้นต้น?!
หมาป่าเกราะเทวะของจ้าวชิงเทียน…ทะลวงเข้าสู่ระดับสองขั้นต้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาอันตื่นตะลึงของคนรอบข้าง ความอัดอั้นในใจของจ้าวชิงเทียนก็มลายหายไปจนสิ้น บนใบหน้ากลับมาประดับด้วยความภาคภูมิใจอีกครั้ง
เขาจงใจปรายตามองโจวไคที่อยู่ข้างๆ แววตาเต็มไปด้วยการยั่วยุอย่างเปิดเผย
ม่านตาของโจวไคหดเกร็งวูบ บนใบหน้าปรากฏแววตาประหลาดใจอย่างสุดขีดเป็นครั้งแรก!
เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ตอนอยู่ในดินแดนลับ จ้าวชิงเทียนเคยอ้างว่า 'จะไปหาเหยื่อที่มีค่ามากกว่านี้' แล้วปลีกตัวออกจากกลุ่มไปคนเดียวนานกว่าครึ่งชั่วโมง!
ที่แท้…เขาก็แอบไปช่วยให้หมาป่าเกราะเทวะทะลวงระดับนี่เอง!
หลี่เยว่เหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ่งตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุด ความหยิ่งผยองที่ได้จากคะแนน 81 แต้มเมื่อครู่นี้ สลายหายไปจนหมดสิ้น
นางกัดริมฝีปากแน่น ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้และไม่ยินยอม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคะแนนหรือเรื่องสัตว์อสูร นางถูกจ้าวชิงเทียนทิ้งห่างไปไกลลิบลับแล้ว!
"หืม? ระดับสองขั้นต้นเหรอ?"
จางเฉิงเย่และหลินเจิ้นหนานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามองจ้าวชิงเทียนด้วยสายตาประหลาดใจ
อายุสิบแปดปี แต่มีสัตว์อสูรถึงระดับสองขั้นต้น!
พรสวรรค์ระดับนี้ ต่อให้อยู่ในเมืองหลวงอย่างตูหนาน ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว!
"ไม่เลว! เจ้าชื่อจ้าวชิงเทียนใช่ไหม? ทำได้ดีมาก!"
ในที่สุดบนใบหน้าของหลินเจิ้นหนานก็ปรากฏรอยยิ้มชื่นชมออกมา ก่อนจะเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"แต่ว่านะ เจ้าต้องระวังให้ดี อย่ามัวแต่สนใจเพิ่มความแข็งแกร่งให้สัตว์อสูร จนละเลยการฝึกฝนพลังจิตของตัวเองล่ะ!"
"เมื่อไหร่ก็ตามที่ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูร ทิ้งห่างขีดจำกัดพลังจิตของเจ้าไปไกล มันมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดโศกนาฏกรรมสัตว์เลี้ยงแว้งกัดเจ้าของได้นะ!"
นี่แหละคือคำพูดที่จ้าวชิงเทียนรอคอย!
เขายืดอกอย่างผ่าเผย ความภูมิใจบนใบหน้าปิดไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
"ท่านเจ้าเมืองโปรดวางใจ! พลังจิตของข้าบรรลุถึงระดับหนึ่งขั้นปลายเรียบร้อยแล้ว! มากพอที่จะควบคุมสัตว์อสูรระดับสามได้อย่างสบายๆ!"
บูมมมม!
ข่าวนี้ยิ่งน่าตื่นตะลึงกว่าเมื่อกี้เสียอีก!
ทุกคนมองจ้าวชิงเทียนด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองสัตว์ประหลาด
เชี่ยเอ๊ย!
หมอนี่คิดจะฝึกตัวเองให้เก่งรอบด้านไร้เทียมทานเลยหรือไง?
สำหรับผู้ฝึกสัตว์​อสูรนั้น ความต้องการในการบรรลุระดับพลังจิต แทบจะต่ำกว่าผู้ใช้พลังจิตหรือปรมาจารย์ค่ายกลอย่างเทียบไม่ติด
นั่นก็เพราะพัฒนาการด้านพลังจิตของสัตว์อสูรส่วนใหญ่ มักจะเติบโตช้ากว่าระดับพลังโลหิตของตัวมันเองมาก
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อสัตว์อสูรมีพลังโลหิตถึงระดับสองขั้นต้น ระดับพลังจิตของมันอาจจะยังไม่ถึงระดับหนึ่งขั้นกลางด้วยซ้ำ
ผู้ฝึกสัตว์​อสูรจึงต้องการให้พลังจิตของตนอยู่ในระดับหนึ่งขั้นกลาง ก็เพียงพอที่จะควบคุมสัตว์อสูรได้อย่างเหนียวแน่นแล้ว
แต่จ้าวชิงเทียน กลับสามารถฝึกฝนพลังจิตของตัวเองจนถึงระดับหนึ่งขั้นปลายได้งั้นเหรอ?!
นี่ต้องทุ่มเทความพยายามและใช้ทรัพยากรไปมากขนาดไหนกันเนี่ย!
นี่มันจะขยันเกินเบอร์ไปไหม?!
"โอ้? พลังจิตระดับหนึ่งขั้นปลายงั้นรึ?
“ระดับนี้ต่อให้ไปอยู่แผนกผู้ฝึกสัตว์​อสูรของโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งแห่งตูหนาน ก็ติดท็อปได้สบายๆ เลยนะ!”
จางเฉิงเย่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะหันไปพูดกับหลินเจิ้นหนาน
"ท่านเจ้าเมืองหลิน นักเรียนคนนี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ถือเป็นต้นกล้าชั้นดีสำหรับมหาวิทยาลัยหัวชิงแห่งเมืองหลวงเลยนะ ท่านต้องคอยจับตาดูให้ดีล่ะ!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้
ในที่สุดจิตใจของจ้าวชิงเทียนก็เบิกบาน
นี่แหละคือผลลัพธ์ที่เขาต้องการ!
เขาใช้ความพยายามของตัวเอง พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า เขาต่างหากที่เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งตัวจริงเสียงจริงของเจียงเฉิงรุ่นนี้!
ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบ!
ระดับของสัตว์อสูร!
หรือแม้แต่ระดับพลังจิตของตัวเอง!
เขาล้วนไปถึงจุดสูงสุดในทุกๆ ด้าน!
แล้วกู่เยว่ซีคนนั้นล่ะ?
มีตรงไหนที่เทียบเขาได้บ้าง?
นอกจากโชคดีแล้ว นางก็ไม่มีอะไรเลย!
เป็นแค่แจกันดอกไม้ประดับบารมีที่ไม่มีวันได้เชิดหน้าชูตาเท่านั้น!
ทว่า…ในขณะที่จ้าวชิงเทียนกำลังลำพองใจและดื่มด่ำกับสายตาชื่นชมของทุกคนอยู่นั้น
ที่ทางออกของดินแดนลับ แสงสว่างก็วาบขึ้นอีกครั้ง
ร่างอันงดงามและเย็นชาของหญิงสาวคนหนึ่ง ค่อยๆก้าวออกมาจากที่นั่น
สีหน้าของนางเรียบเฉย ท่าเดินดูผ่อนคลาย ชุดต่อสู้สะอาดสะอ้าน มีเพียงฝุ่นเกาะนิดหน่อย แตกต่างจากผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมอย่างสิ้นเชิง
ราวกับว่านางไม่ได้ไปเข้าร่วมการสอบภาคปฏิบัติอันโหดร้าย แต่แค่ไปเดินเล่นในสวนหลังบ้านมาเท่านั้น
กู่เยว่ซี!
ในที่สุดนางก็ออกมาแล้ว!
"ฟู่..."
เมื่อเห็นนางปรากฏตัวอย่างปลอดภัย สองผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลินเจิ้นหนานและจางเฉิงเย่ ก็ถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก
ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว! ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว!
ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ พวกเขาสองคนต้องเดือดร้อนแน่!
ส่วนที่มุมหนึ่งของแท่นพิธีการ รอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของเหลิ่งเหยียนพลันแข็งค้าง
ดวงตาของนางเบิกกว้าง จ้องเขม็งไปยังร่างนั้น แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงจนไม่อยากจะเชื่อ!
เป็นไปได้ยังไง?!
นาง…นางรอดมาได้ยังไง?!
ฉินเฟิงล่ะ? แล้วพวกนักฆ่าที่นางจ่ายเงินก้อนโตจ้างมาล่ะ?
ตั้งหลายคนเชียวนะ!
ผู้ใช้พลังจิตระดับหนึ่งขั้นปลาย รวมกับผู้เข้าสอบระดับหัวกะทิท็อปยี่สิบอีกเจ็ดแปดคน สร้างตาข่ายฟ้าแหดินปิดล้อมไว้แท้ๆ!
แต่กลับจัดการแค่จอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นปลายกับยุงขยะๆ ระดับหนึ่งขั้นต้นไม่ได้เนี่ยนะ?!
เวรเอ๊ย...
ไอ้พวกสวะ! ไร้น้ำยาที่สุด!
เหลิ่งเหยียนแทบจะระเบิดอารมณ์อยู่รอมร่อ แต่นางก็รู้ดีว่ารอบตัวมีแต่ผู้บริหารจากหลากหลายฝ่าย นางจึงไม่สามารถแสดงอาการผิดปกติใดๆ ออกมาได้
นางฝืนควบคุมตัวเองให้กลับมาเยือกเย็นดังเดิม มีเพียงมือสองข้างที่ซุกซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเท่านั้นที่กำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อโดยไม่รู้ตัว
….
อีกด้านหนึ่ง จ้าวชิงเทียนใช้สายตาขบขันพินิจพิจารณากู่เยว่ซี
ยอมโผล่หัวออกมาแล้วสินะ?
หึ ดูจากสภาพที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้านแบบนี้ คงจะรีบหาที่ซ่อนตัวตามซอกหลืบตั้งแต่เข้าไปในดินแดนลับ แล้วซุ่มเงียบจนหมดเวลาสอบล่ะสิ?
เขาอยากจะรู้นัก ว่ายัยดาวโรงเรียนหน้าสวยคนนี้ จะได้สักกี่คะแนน?
ยี่สิบ? หรือสามสิบ?
ภายใต้สายตาจับจ้องของทุกคน
กู่เยว่ซีเดินตรงไปยังโต๊ะนับคะแนน ด้วยใบหน้าเรียบเฉย นางหยิบของสองสิ่งออกมาจากถุงมิติ แล้ววางลงบนโต๊ะเบาๆ
เมื่อทุกคนเพ่งมอง ก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน
นั่นมัน…ท่อนเนื้อดำๆ ใหญ่ๆ ที่เหมือนโดนฟ้าผ่ามา...
กับ…หางแมงป่องที่แหลมคมและแวววาวราวกับโลหะ?
แค่นี้เนี่ยนะ?
ของแค่สองอย่างเนี่ยนะ?
อยู่ในดินแดนลับตั้งแปดชั่วโมงเต็ม แต่กลับล่าสัตว์อสูรมาได้แค่สองตัว?!
นักเรียนที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สายตาเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด
จ้าวชิงเทียนถึงกับกลั้นขำไว้แทบไม่อยู่
แค่นี้?
คงไม่ได้ล่าได้แค่สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต้นสองตัวหรอกนะ?
ได้มาแค่สองคะแนนเหรอ?
ต่อให้ฆ่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลายได้สองตัว มันก็แค่ยี่สิบแต้มเองนะ!
คงไม่มีทางเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงสุดหรอกน่า!
ตลกตายล่ะ…ด้วยความสามารถของนาง ถ้าไปเจอสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงสุดจริงๆ ยังจะรอดกลับมาได้อีกหรือไง?
แถมต่อให้กู่เยว่ซีฆ่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงสุดได้สองตัว มันก็แค่สี่สิบแต้มไม่ใช่หรือไง?
หลี่เยว่เหยาเองก็แอบส่ายหน้า เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ แจกันประดับก็ยังเป็นได้แค่แจกันประดับอยู่วันยังค่ำ
ส่วนโจวไคนั้น เขาไม่ได้แม้แต่จะชายตามองกู่เยว่ซีเลย สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าดาวโรงเรียนคนสวยคนนี้จะได้สองคะแนน สิบคะแนน หรือสี่สิบแต้ม มันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
มันไม่มีทางส่งผลกระทบอะไรต่อเขาได้อยู่แล้ว
ทางด้านหลินเจิ้นหนาน จางเฉิงเย่ และเหล่าผู้บริหารบนแท่นพิธีการ ก็ไม่มีใครสนใจของสองชิ้นที่กู่เยว่ซีนำออกมาเลยแม้แต่น้อย
พูดให้ถูกคือ พวกเขาไม่เคยสนใจผลคะแนนของนางตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ได้สักยี่สิบสามสิบแต้มก็เต็มกลืนแล้ว จะให้สนใจอะไรหนักหนาล่ะ
ทว่า…ที่หลังโต๊ะนับคะแนน
อาจารย์ผู้รับผิดชอบการนับคะแนน หลังจากที่ได้เห็นของสองสิ่งนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ แข็งค้าง
เขามือสั่นงันงก หยิบชิ้นส่วนเนื้อเต่าขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วขยับเข้าไปใกล้เพื่อเพ่งมองหางแมงป่องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สีหน้าของเขาก็ยิ่งทวีความตื่นตะลึง
"นี่…นี่มันเนื้อของเต่าหยกทมิฬ สัตว์อสูรระดับสองขั้นกลางนี่นา!"
"แล้วก็หางแมงป่องอันนี้…เป็น…เป็นของสัตว์อสูรระดับสองขั้นกลาง…แมงป่องพิษทะเลทรายหรือ??"
"สัตว์อสูรระดับสองขั้นกลาง…สองตัว..."
"200 คะแนน?!"
……