เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 : ผลึกบำรุงจิต? ของแบบนี้ข้าก็ดูดได้เหรอ? “อ๊ากกกกก——!” ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจก็ดังระเบิดขึ้น มันดึงสติของกู่เยว่ซีให้กลับมาจากความตกตะลึง ภาพที่เห็นคือ ฉินเฟิงที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น จู่ๆก็เบิกตาโพลง สองมือกุมศีรษะแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน กลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง พลังเพลิงครามที่ถูกฉีดเข้าไปโดย [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] กำลังแผดเผาสมองของเขาอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดนั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่าการทรมานทางกายใดๆ นับพันนับหมื่นเท่า “สะใจ! สมองไหม้ไปแล้วมั้ง?” ฉู่เซิงหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ นึกไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ได้ใช้ปากดูดอันใหม่เจาะสิ่งมีชีวิต จะเป็นการเจาะกะโหลกคนซะได้ กู่เยว่ซีมองดูสภาพอันน่าเวทนาของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา ไร้ซึ่งความสงสาร ในเมื่อกล้าคิดจะฆ่านาง ก็ต้องเตรียมใจรับผลกรรมที่ตามมา ดูจากสภาพตอนนี้ สมองและทะเลแห่งจิตคงถูกเผาจนกลายเป็นโจ๊กไปแล้ว อย่าว่าแต่จะเค้นถามหาตัวคนบงการเลย แม้แต่ตัวเองเป็นใครก็คงจำไม่ได้แล้วกระมัง ช่างเถอะ ถึงถามไปก็คงไม่ได้ความอะไร ถ้าเหลิ่งเหยียนมีความฉลาดสักนิด นางคงไม่ลดตัวลงมาติดต่อกับฉินเฟิงด้วยตัวเองหรอก กู่เยว่ซีส่ายหน้า ค่อยๆ ยกฝ่ามือขึ้น เตรียมจะส่งเจ้าคนน่าสมเพชและน่ารังเกียจผู้นี้ไปลงนรกเสียทีเดียว “หึ่งๆๆ! (อย่าเพิ่งสิจักรพรรดินี! ยั้งมือก่อน! ยั้งมือก่อน!)” ทว่า ฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่และกำลังย่อยพลังงานจิตอันมหาศาลอยู่นั้น กลับร้องห้ามเสียงหลง เขารีบส่งเจตจำนงคัดค้านอย่างรุนแรงผ่านพันธสัญญาเลือด ‘นี่มันถุงเลือดพลังจิตของข้านะ!’ ‘ฆ่าทิ้งแบบนี้เสียของแย่!’ ‘รอข้าย่อยพลังงานในหัวเสร็จก่อน อย่างน้อยขอซ้ำอีกสักสองสามทีไม่ได้เหรอ?’ กู่เยว่ซีชะงักมือ สัมผัสถึงความคิดอัน “มัธยัสถ์” ของเจ้ายุงตัวนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดไม่ออก นางรีบอธิบายผ่านพันธสัญญาเลือดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เก็บมันไว้ก็ไร้ประโยชน์ มันโดนเจ้าดูดจนเกือบแห้งแล้ว” “ถ้าข้าดูไม่ผิด เมื่อกี้สิ่งที่เจ้าดูดไป คือ ‘พลังจิตที่เป็นรูปธรรม’ ของมันใช่ไหม?” “โดยทั่วไป มีแต่ผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะควบรวมพลังจิตส่วนน้อยนิดให้กลายเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งยากมาก” “ถึงแม้ผู้ใช้พลังจิตจะใช้วิชาพิเศษทำได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ปริมาณพลังจิตที่เป็นรูปธรรมก็มีไม่มากนักหรอก” “เจ้าฉินเฟิงนี่ แค่ระดับหนึ่งขั้นปลาย พลังจิตที่เป็นรูปธรรมของมัน อย่างเก่งก็มีแค่หยิบมือเดียว เมื่อกี้โดนเจ้าดูดไปรวดเดียวเกือบหมดแล้ว” “ส่วนพลังจิตไร้รูปที่เหลือ ข้าเดาว่าเจ้าคงดูดไม่ได้หรอก” เหตุผลที่กู่เยว่ซีคาดเดาเช่นนี้ก็ง่ายมาก ถ้ายุงตัวนี้ดูดพลังจิตไร้รูปได้ ป่านนี้ตอนนางฝึกพลังจิต มันคงพุ่งเข้าใส่หน้าไปนานแล้ว ด้วยนิสัยตะกละของมัน มีหรือจะอดทนมาได้จนถึงป่านนี้? “งั้นเหรอ?” ฉู่เซิงรู้สึกผิดหวังทันที เฮ้อ เสียดายชะมัด! เขาดูดพลังจิตไร้รูปไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ของพรรค์นั้นไม่แม้แต่จะกระตุ้น “ความอยากอาหาร” ของเขาด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้น เขาคงเจาะหว่างคิ้วจักรพรรดินีไปนานแล้ว! ฉู่เซิงมองดูฉินเฟิงที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น แล้วเดาะลิ้นด้วยความเสียดาย แต่จากการค้นพบครั้งนี้ เมนูอาหารในอนาคตของเขา ก็มี “จานเด็ด” เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว! ต่อไปนี้ นอกจากต้องหาล่าสัตว์อสูรแกร่งๆ มาดูดเลือดแล้ว ยังต้องหาพวกผู้ใช้พลังจิตมาดูด “สมอง” ด้วย! ส่วนผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไป... อันนั้นขอผ่านก่อนแล้วกัน ด้วยฝีมือหางอึ่งตอนนี้ ไปแหยมกับยอดฝีมือระดับนั้น มีแต่ตายกับตาย เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ! สมองของฉู่เซิงแล่นเปรี้ยะ นึกถึงของสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ ผลึกบำรุงจิต! เป้าหมายที่จักรพรรดินีมาสอบครั้งนี้ ก็เพื่อไอ้สมบัติที่ชื่อ “ผลึกบำรุงจิต” นี่ไม่ใช่เหรอ? ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นของวิเศษสำหรับเพิ่มพลังจิต แถมยังลงท้ายว่า “ผลึก” แสดงว่าต้องมีตัวตนจับต้องได้สินะ? งั้น...ข้าก็ดูดได้สิ? ถึงมันจะฟังดูแข็งๆ ไปหน่อย แต่ถ้าบดให้เป็นผง ก็น่าจะ...ดูดได้มั้ง? ยิ่งคิดฉู่เซิงก็ยิ่งตื่นเต้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจผลึกบำรุงจิตเลยสักนิด เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์กับตัวเอง สู้เอาเวลาไปหาดูดเลือดสัตว์อสูรดีกว่า แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว! ถ้าไอ้ของพรรค์นี้ข้าก็ดูดได้ งั้น...ข้าก็เทพแล้วสิ? “ไปกันเถอะ” เมื่อเห็นว่าฉู่เซิงไม่มีข้อโต้แย้ง กู่เยว่ซีก็ไม่รีรออีกต่อไป นางฟาดฝ่ามือลงบนกระหม่อมของฉินเฟิงอย่างเฉียบขาด ยุติความทรมานของเขาลงอย่างถาวร จากนั้นนางก็หันหลัง เดินมุ่งหน้าลอบเร้นเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางของแดนลับต่อไป …. หนึ่งคนหนึ่งยุงเดินทางต่อ ทว่า เดินไปได้ไม่ไกล รัศมี [แกะรอยโลหิต] ของฉู่เซิง ก็ตรวจจับสัญญาณชีพมนุษย์ที่มีท่าทีลับๆ ล่อๆ ได้อีกหลายจุด “หึ่งๆ! (จักรพรรดินี ทางซ้ายหน้าสามร้อยเมตร ในพงหญ้ามีคนซุ่มอยู่สามคน ดูทรงแล้วน่าจะดักรอเรา!)” กู่เยว่ซีแววตาเย็นเยียบ แม้นางจะฟังภาษาของฉู่เซิงไม่ออก แต่ผ่านตราประทับพันธสัญญาเลือด นางก็พอจะเข้าใจความหมายคร่าวๆ ได้ ดูท่าเหลิ่งเหยียนจะทุ่มทุนสร้างเพื่อฆ่านางจริงๆ ถึงขั้นจ้างคนมามากกว่าหนึ่ง แต่ตำแหน่งการส่งตัวเข้าสู่แดนลับเป็นการสุ่ม ฉินเฟิงมาเจอนางอาจเป็นเรื่องบังเอิญ ว่าแต่…ทำไมคนพวกนี้ถึงหาตัวนางเจอได้เร็วและแม่นยำขนาดนี้? โดนวางตราประทับติดตามตัว? ความคิดนี้ผุดขึ้นมา กู่เยว่ซีก็รีบปฏิเสธทันที เป็นไปไม่ได้ ด้วยความเฉียบคมทางจิตของนาง ต่อให้เหลิ่งเหยียนจะเป็นผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับเจ็ด ก็ไม่มีทางวางตราประทับบนตัวนางโดยที่นางไม่รู้ตัวได้เด็ดขาด! งั้น...ปัญหามันอยู่ที่ไหน? “ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ฆ่าทิ้งก่อนค่อยว่ากัน” กู่เยว่ซีขี้เกียจคิดมาก ร่างกายวูบไหวหายไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี ครู่ต่อมา...จากพงหญ้านั้นก็มีเสียงกรีดร้องสั้นๆดังขึ้น แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบ ก็แค่จอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นปลายไม่กี่คน ถึงจะเป็นระดับหัวกะทิของชั้นปีที่ติดท็อป 20 แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางในเวลานี้ ก็อ่อนแอเปราะบางไม่ต่างอะไรกับไก่อ่อน กู่เยว่ซีเดินเข้าไปยังร่างไร้วิญญาณทั้งสามที่ยังมีความอุ่นหลงเหลืออยู่ แล้วเริ่มค้นตัวอย่างละเอียด อาศัยจังหวะนี้ ฉู่เซิงก็ค่อยๆ บินขึ้น แล้วร่อนลงไปยังศพเหล่านั้น ถึงเลือดของจอมยุทธ์จะมีคุณภาพต่ำไปหน่อย แต่ขาของเเมลงจะเล็กแค่ไหนก็ถือว่าเป็นเนื้ออยู่ดี! เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งดิ่งลงไปเกาะบนศพหนึ่ง แล้วแทง [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] เข้าไปอย่างแรง [พลังโลหิต +2.2] จากนั้นเขาก็บินไปเกาะอีกศพ [พลังโลหิต +2.9] และคำสุดท้าย [พลังโลหิต +2.5] … [ติ๊ง! ดูดซับพลังโลหิตรวม 8.6 แต้ม! พลังโลหิตรวมปัจจุบันคือ 465.2!] [คาดว่าจะได้รับแต้มวิวัฒนาการ 1.8 แต้มหลังย่อยเสร็จ! แต้มวิวัฒนาการรวมคาดการณ์อยู่ที่ 68.9!] “เฮ้อ...ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!” ฉู่เซิงถอนหายใจ เลือดมนุษย์นี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ต้องหาดูดเลือดสัตว์อสูรถึงจะแจ่ม! หวังว่าจบภารกิจในแดนลับนี้ จะสามารถเริ่มการวิวัฒนาการครั้งที่สี่ได้นะ... ในขณะเดียวกัน กู่เยว่ซีก็ค้นเจอบางอย่างในอกเสื้อของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า มันเป็นวัตถุทองสัมฤทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือ รูปร่างคล้ายเข็มทิศ ในเวลานี้ เข็มของมันกำลังสั่นไหวน้อยๆ แผ่แสงเรืองรองของพลังวิญญาณจางๆ ออกมา และทิศทางที่เข็มชี้ไป... กู่เยว่ซีถือเข็มทิศนั้นไว้ แล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับ นางต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ไม่ว่านางจะขยับตัวไปทางไหน เข็มทิศนั้นก็ยังชี้เป้าอย่างแม่นยำไปที่ฉู่เซิง ซึ่งกำลังเกาะอยู่บนศพศพหนึ่ง! “ไม่ใช่ติดตามข้า...แต่ติดตามมัน?” ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นในสมองของกู่เยว่ซี ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในทันที! นางเข้าใจแล้ว! ของสิ่งนี้ไม่ได้ติดตามตราประทับทางจิต แต่ติดตามกลิ่นอายพลังงานเฉพาะเจาะจงบางอย่าง! มันคือพลังเพลิงคราม! เป็นกลิ่นอายเปลวเพลิงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเจ้ายุงตัวนี้ได้รับสืบทอดมาจากสายเลือดของสิงโตปีกเพลิงอัสนีระดับแปดหลังการวิวัฒนาการ! เหลิ่งเหยียน...นางและหน่วยเขี้ยวเงาต่อสู้พัวพันกับสิงโตปีกเพลิงอัสนีมานาน ย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นอายนี้ดีที่สุด! นางถึงขั้นสร้างอุปกรณ์เวทเพื่อติดตามกลิ่นอายเพลิงครามนี้โดยเฉพาะ แล้วแจกจ่ายให้กับนักฆ่าพวกนี้! “ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ...” “เเต่คิดว่าแค่รู้ตำแหน่งของพวกเรา แล้วจะจัดการพวกเราได้ง่ายๆ งั้นหรือ?” “หึ…ก็แค่ส่งพวกสวะมาตายเปล่าเท่านั้น” กู่เยว่ซีแค่นเสียงเย็นชา ​ “เหอะๆ พวกมันเอาข้าเป็นเสาสัญญาณซะงั้น?” ฉู่เซิงเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน ……

บทที่ 49 : ผลึกบำรุงจิต? ของแบบนี้ข้าก็ดูดได้เหรอ? “อ๊ากกกกก——!” ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจก็ดังระเบิดขึ้น มันดึงสติของกู่เยว่ซีให้กลับมาจากความตกตะลึง ภาพที่เห็นคือ ฉินเฟิงที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น จู่ๆก็เบิกตาโพลง สองมือกุมศีรษะแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน กลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง พลังเพลิงครามที่ถูกฉีดเข้าไปโดย [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] กำลังแผดเผาสมองของเขาอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดนั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่าการทรมานทางกายใดๆ นับพันนับหมื่นเท่า “สะใจ! สมองไหม้ไปแล้วมั้ง?” ฉู่เซิงหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ นึกไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ได้ใช้ปากดูดอันใหม่เจาะสิ่งมีชีวิต จะเป็นการเจาะกะโหลกคนซะได้ กู่เยว่ซีมองดูสภาพอันน่าเวทนาของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา ไร้ซึ่งความสงสาร ในเมื่อกล้าคิดจะฆ่านาง ก็ต้องเตรียมใจรับผลกรรมที่ตามมา ดูจากสภาพตอนนี้ สมองและทะเลแห่งจิตคงถูกเผาจนกลายเป็นโจ๊กไปแล้ว อย่าว่าแต่จะเค้นถามหาตัวคนบงการเลย แม้แต่ตัวเองเป็นใครก็คงจำไม่ได้แล้วกระมัง ช่างเถอะ ถึงถามไปก็คงไม่ได้ความอะไร ถ้าเหลิ่งเหยียนมีความฉลาดสักนิด นางคงไม่ลดตัวลงมาติดต่อกับฉินเฟิงด้วยตัวเองหรอก กู่เยว่ซีส่ายหน้า ค่อยๆ ยกฝ่ามือขึ้น เตรียมจะส่งเจ้าคนน่าสมเพชและน่ารังเกียจผู้นี้ไปลงนรกเสียทีเดียว “หึ่งๆๆ! (อย่าเพิ่งสิจักรพรรดินี! ยั้งมือก่อน! ยั้งมือก่อน!)” ทว่า ฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่และกำลังย่อยพลังงานจิตอันมหาศาลอยู่นั้น กลับร้องห้ามเสียงหลง เขารีบส่งเจตจำนงคัดค้านอย่างรุนแรงผ่านพันธสัญญาเลือด ‘นี่มันถุงเลือดพลังจิตของข้านะ!’ ‘ฆ่าทิ้งแบบนี้เสียของแย่!’ ‘รอข้าย่อยพลังงานในหัวเสร็จก่อน อย่างน้อยขอซ้ำอีกสักสองสามทีไม่ได้เหรอ?’ กู่เยว่ซีชะงักมือ สัมผัสถึงความคิดอัน “มัธยัสถ์” ของเจ้ายุงตัวนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดไม่ออก นางรีบอธิบายผ่านพันธสัญญาเลือดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เก็บมันไว้ก็ไร้ประโยชน์ มันโดนเจ้าดูดจนเกือบแห้งแล้ว” “ถ้าข้าดูไม่ผิด เมื่อกี้สิ่งที่เจ้าดูดไป คือ ‘พลังจิตที่เป็นรูปธรรม’ ของมันใช่ไหม?” “โดยทั่วไป มีแต่ผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะควบรวมพลังจิตส่วนน้อยนิดให้กลายเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งยากมาก” “ถึงแม้ผู้ใช้พลังจิตจะใช้วิชาพิเศษทำได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ปริมาณพลังจิตที่เป็นรูปธรรมก็มีไม่มากนักหรอก” “เจ้าฉินเฟิงนี่ แค่ระดับหนึ่งขั้นปลาย พลังจิตที่เป็นรูปธรรมของมัน อย่างเก่งก็มีแค่หยิบมือเดียว เมื่อกี้โดนเจ้าดูดไปรวดเดียวเกือบหมดแล้ว” “ส่วนพลังจิตไร้รูปที่เหลือ ข้าเดาว่าเจ้าคงดูดไม่ได้หรอก” เหตุผลที่กู่เยว่ซีคาดเดาเช่นนี้ก็ง่ายมาก ถ้ายุงตัวนี้ดูดพลังจิตไร้รูปได้ ป่านนี้ตอนนางฝึกพลังจิต มันคงพุ่งเข้าใส่หน้าไปนานแล้ว ด้วยนิสัยตะกละของมัน มีหรือจะอดทนมาได้จนถึงป่านนี้? “งั้นเหรอ?” ฉู่เซิงรู้สึกผิดหวังทันที เฮ้อ เสียดายชะมัด! เขาดูดพลังจิตไร้รูปไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ของพรรค์นั้นไม่แม้แต่จะกระตุ้น “ความอยากอาหาร” ของเขาด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้น เขาคงเจาะหว่างคิ้วจักรพรรดินีไปนานแล้ว! ฉู่เซิงมองดูฉินเฟิงที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น แล้วเดาะลิ้นด้วยความเสียดาย แต่จากการค้นพบครั้งนี้ เมนูอาหารในอนาคตของเขา ก็มี “จานเด็ด” เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว! ต่อไปนี้ นอกจากต้องหาล่าสัตว์อสูรแกร่งๆ มาดูดเลือดแล้ว ยังต้องหาพวกผู้ใช้พลังจิตมาดูด “สมอง” ด้วย! ส่วนผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไป... อันนั้นขอผ่านก่อนแล้วกัน ด้วยฝีมือหางอึ่งตอนนี้ ไปแหยมกับยอดฝีมือระดับนั้น มีแต่ตายกับตาย เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ! สมองของฉู่เซิงแล่นเปรี้ยะ นึกถึงของสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ ผลึกบำรุงจิต! เป้าหมายที่จักรพรรดินีมาสอบครั้งนี้ ก็เพื่อไอ้สมบัติที่ชื่อ “ผลึกบำรุงจิต” นี่ไม่ใช่เหรอ? ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นของวิเศษสำหรับเพิ่มพลังจิต แถมยังลงท้ายว่า “ผลึก” แสดงว่าต้องมีตัวตนจับต้องได้สินะ? งั้น...ข้าก็ดูดได้สิ? ถึงมันจะฟังดูแข็งๆ ไปหน่อย แต่ถ้าบดให้เป็นผง ก็น่าจะ...ดูดได้มั้ง? ยิ่งคิดฉู่เซิงก็ยิ่งตื่นเต้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจผลึกบำรุงจิตเลยสักนิด เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์กับตัวเอง สู้เอาเวลาไปหาดูดเลือดสัตว์อสูรดีกว่า แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว! ถ้าไอ้ของพรรค์นี้ข้าก็ดูดได้ งั้น...ข้าก็เทพแล้วสิ? “ไปกันเถอะ” เมื่อเห็นว่าฉู่เซิงไม่มีข้อโต้แย้ง กู่เยว่ซีก็ไม่รีรออีกต่อไป นางฟาดฝ่ามือลงบนกระหม่อมของฉินเฟิงอย่างเฉียบขาด ยุติความทรมานของเขาลงอย่างถาวร จากนั้นนางก็หันหลัง เดินมุ่งหน้าลอบเร้นเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางของแดนลับต่อไป …. หนึ่งคนหนึ่งยุงเดินทางต่อ ทว่า เดินไปได้ไม่ไกล รัศมี [แกะรอยโลหิต] ของฉู่เซิง ก็ตรวจจับสัญญาณชีพมนุษย์ที่มีท่าทีลับๆ ล่อๆ ได้อีกหลายจุด “หึ่งๆ! (จักรพรรดินี ทางซ้ายหน้าสามร้อยเมตร ในพงหญ้ามีคนซุ่มอยู่สามคน ดูทรงแล้วน่าจะดักรอเรา!)” กู่เยว่ซีแววตาเย็นเยียบ แม้นางจะฟังภาษาของฉู่เซิงไม่ออก แต่ผ่านตราประทับพันธสัญญาเลือด นางก็พอจะเข้าใจความหมายคร่าวๆ ได้ ดูท่าเหลิ่งเหยียนจะทุ่มทุนสร้างเพื่อฆ่านางจริงๆ ถึงขั้นจ้างคนมามากกว่าหนึ่ง แต่ตำแหน่งการส่งตัวเข้าสู่แดนลับเป็นการสุ่ม ฉินเฟิงมาเจอนางอาจเป็นเรื่องบังเอิญ ว่าแต่…ทำไมคนพวกนี้ถึงหาตัวนางเจอได้เร็วและแม่นยำขนาดนี้? โดนวางตราประทับติดตามตัว? ความคิดนี้ผุดขึ้นมา กู่เยว่ซีก็รีบปฏิเสธทันที เป็นไปไม่ได้ ด้วยความเฉียบคมทางจิตของนาง ต่อให้เหลิ่งเหยียนจะเป็นผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับเจ็ด ก็ไม่มีทางวางตราประทับบนตัวนางโดยที่นางไม่รู้ตัวได้เด็ดขาด! งั้น...ปัญหามันอยู่ที่ไหน? “ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ฆ่าทิ้งก่อนค่อยว่ากัน” กู่เยว่ซีขี้เกียจคิดมาก ร่างกายวูบไหวหายไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี ครู่ต่อมา...จากพงหญ้านั้นก็มีเสียงกรีดร้องสั้นๆดังขึ้น แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบ ก็แค่จอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นปลายไม่กี่คน ถึงจะเป็นระดับหัวกะทิของชั้นปีที่ติดท็อป 20 แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางในเวลานี้ ก็อ่อนแอเปราะบางไม่ต่างอะไรกับไก่อ่อน กู่เยว่ซีเดินเข้าไปยังร่างไร้วิญญาณทั้งสามที่ยังมีความอุ่นหลงเหลืออยู่ แล้วเริ่มค้นตัวอย่างละเอียด อาศัยจังหวะนี้ ฉู่เซิงก็ค่อยๆ บินขึ้น แล้วร่อนลงไปยังศพเหล่านั้น ถึงเลือดของจอมยุทธ์จะมีคุณภาพต่ำไปหน่อย แต่ขาของเเมลงจะเล็กแค่ไหนก็ถือว่าเป็นเนื้ออยู่ดี! เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งดิ่งลงไปเกาะบนศพหนึ่ง แล้วแทง [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] เข้าไปอย่างแรง [พลังโลหิต +2.2] จากนั้นเขาก็บินไปเกาะอีกศพ [พลังโลหิต +2.9] และคำสุดท้าย [พลังโลหิต +2.5] … [ติ๊ง! ดูดซับพลังโลหิตรวม 8.6 แต้ม! พลังโลหิตรวมปัจจุบันคือ 465.2!] [คาดว่าจะได้รับแต้มวิวัฒนาการ 1.8 แต้มหลังย่อยเสร็จ! แต้มวิวัฒนาการรวมคาดการณ์อยู่ที่ 68.9!] “เฮ้อ...ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!” ฉู่เซิงถอนหายใจ เลือดมนุษย์นี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ต้องหาดูดเลือดสัตว์อสูรถึงจะแจ่ม! หวังว่าจบภารกิจในแดนลับนี้ จะสามารถเริ่มการวิวัฒนาการครั้งที่สี่ได้นะ... ในขณะเดียวกัน กู่เยว่ซีก็ค้นเจอบางอย่างในอกเสื้อของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า มันเป็นวัตถุทองสัมฤทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือ รูปร่างคล้ายเข็มทิศ ในเวลานี้ เข็มของมันกำลังสั่นไหวน้อยๆ แผ่แสงเรืองรองของพลังวิญญาณจางๆ ออกมา และทิศทางที่เข็มชี้ไป... กู่เยว่ซีถือเข็มทิศนั้นไว้ แล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับ นางต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ไม่ว่านางจะขยับตัวไปทางไหน เข็มทิศนั้นก็ยังชี้เป้าอย่างแม่นยำไปที่ฉู่เซิง ซึ่งกำลังเกาะอยู่บนศพศพหนึ่ง! “ไม่ใช่ติดตามข้า...แต่ติดตามมัน?” ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นในสมองของกู่เยว่ซี ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในทันที! นางเข้าใจแล้ว! ของสิ่งนี้ไม่ได้ติดตามตราประทับทางจิต แต่ติดตามกลิ่นอายพลังงานเฉพาะเจาะจงบางอย่าง! มันคือพลังเพลิงคราม! เป็นกลิ่นอายเปลวเพลิงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเจ้ายุงตัวนี้ได้รับสืบทอดมาจากสายเลือดของสิงโตปีกเพลิงอัสนีระดับแปดหลังการวิวัฒนาการ! เหลิ่งเหยียน...นางและหน่วยเขี้ยวเงาต่อสู้พัวพันกับสิงโตปีกเพลิงอัสนีมานาน ย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นอายนี้ดีที่สุด! นางถึงขั้นสร้างอุปกรณ์เวทเพื่อติดตามกลิ่นอายเพลิงครามนี้โดยเฉพาะ แล้วแจกจ่ายให้กับนักฆ่าพวกนี้! “ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ...” “เเต่คิดว่าแค่รู้ตำแหน่งของพวกเรา แล้วจะจัดการพวกเราได้ง่ายๆ งั้นหรือ?” “หึ…ก็แค่ส่งพวกสวะมาตายเปล่าเท่านั้น” กู่เยว่ซีแค่นเสียงเย็นชา ​ “เหอะๆ พวกมันเอาข้าเป็นเสาสัญญาณซะงั้น?” ฉู่เซิงเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน ……

บทที่ 49 : ผลึกบำรุงจิต? ของแบบนี้ข้าก็ดูดได้เหรอ? “อ๊ากกกกก——!” ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจก็ดังระเบิดขึ้น มันดึงสติของกู่เยว่ซีให้กลับมาจากความตกตะลึง ภาพที่เห็นคือ ฉินเฟิงที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น จู่ๆก็เบิกตาโพลง สองมือกุมศีรษะแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน กลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง พลังเพลิงครามที่ถูกฉีดเข้าไปโดย [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] กำลังแผดเผาสมองของเขาอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดนั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่าการทรมานทางกายใดๆ นับพันนับหมื่นเท่า “สะใจ! สมองไหม้ไปแล้วมั้ง?” ฉู่เซิงหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ นึกไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ได้ใช้ปากดูดอันใหม่เจาะสิ่งมีชีวิต จะเป็นการเจาะกะโหลกคนซะได้ กู่เยว่ซีมองดูสภาพอันน่าเวทนาของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา ไร้ซึ่งความสงสาร ในเมื่อกล้าคิดจะฆ่านาง ก็ต้องเตรียมใจรับผลกรรมที่ตามมา ดูจากสภาพตอนนี้ สมองและทะเลแห่งจิตคงถูกเผาจนกลายเป็นโจ๊กไปแล้ว อย่าว่าแต่จะเค้นถามหาตัวคนบงการเลย แม้แต่ตัวเองเป็นใครก็คงจำไม่ได้แล้วกระมัง ช่างเถอะ ถึงถามไปก็คงไม่ได้ความอะไร ถ้าเหลิ่งเหยียนมีความฉลาดสักนิด นางคงไม่ลดตัวลงมาติดต่อกับฉินเฟิงด้วยตัวเองหรอก กู่เยว่ซีส่ายหน้า ค่อยๆ ยกฝ่ามือขึ้น เตรียมจะส่งเจ้าคนน่าสมเพชและน่ารังเกียจผู้นี้ไปลงนรกเสียทีเดียว “หึ่งๆๆ! (อย่าเพิ่งสิจักรพรรดินี! ยั้งมือก่อน! ยั้งมือก่อน!)” ทว่า ฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่และกำลังย่อยพลังงานจิตอันมหาศาลอยู่นั้น กลับร้องห้ามเสียงหลง เขารีบส่งเจตจำนงคัดค้านอย่างรุนแรงผ่านพันธสัญญาเลือด ‘นี่มันถุงเลือดพลังจิตของข้านะ!’ ‘ฆ่าทิ้งแบบนี้เสียของแย่!’ ‘รอข้าย่อยพลังงานในหัวเสร็จก่อน อย่างน้อยขอซ้ำอีกสักสองสามทีไม่ได้เหรอ?’ กู่เยว่ซีชะงักมือ สัมผัสถึงความคิดอัน “มัธยัสถ์” ของเจ้ายุงตัวนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดไม่ออก นางรีบอธิบายผ่านพันธสัญญาเลือดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เก็บมันไว้ก็ไร้ประโยชน์ มันโดนเจ้าดูดจนเกือบแห้งแล้ว” “ถ้าข้าดูไม่ผิด เมื่อกี้สิ่งที่เจ้าดูดไป คือ ‘พลังจิตที่เป็นรูปธรรม’ ของมันใช่ไหม?” “โดยทั่วไป มีแต่ผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะควบรวมพลังจิตส่วนน้อยนิดให้กลายเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งยากมาก” “ถึงแม้ผู้ใช้พลังจิตจะใช้วิชาพิเศษทำได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ปริมาณพลังจิตที่เป็นรูปธรรมก็มีไม่มากนักหรอก” “เจ้าฉินเฟิงนี่ แค่ระดับหนึ่งขั้นปลาย พลังจิตที่เป็นรูปธรรมของมัน อย่างเก่งก็มีแค่หยิบมือเดียว เมื่อกี้โดนเจ้าดูดไปรวดเดียวเกือบหมดแล้ว” “ส่วนพลังจิตไร้รูปที่เหลือ ข้าเดาว่าเจ้าคงดูดไม่ได้หรอก” เหตุผลที่กู่เยว่ซีคาดเดาเช่นนี้ก็ง่ายมาก ถ้ายุงตัวนี้ดูดพลังจิตไร้รูปได้ ป่านนี้ตอนนางฝึกพลังจิต มันคงพุ่งเข้าใส่หน้าไปนานแล้ว ด้วยนิสัยตะกละของมัน มีหรือจะอดทนมาได้จนถึงป่านนี้? “งั้นเหรอ?” ฉู่เซิงรู้สึกผิดหวังทันที เฮ้อ เสียดายชะมัด! เขาดูดพลังจิตไร้รูปไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ของพรรค์นั้นไม่แม้แต่จะกระตุ้น “ความอยากอาหาร” ของเขาด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้น เขาคงเจาะหว่างคิ้วจักรพรรดินีไปนานแล้ว! ฉู่เซิงมองดูฉินเฟิงที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น แล้วเดาะลิ้นด้วยความเสียดาย แต่จากการค้นพบครั้งนี้ เมนูอาหารในอนาคตของเขา ก็มี “จานเด็ด” เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว! ต่อไปนี้ นอกจากต้องหาล่าสัตว์อสูรแกร่งๆ มาดูดเลือดแล้ว ยังต้องหาพวกผู้ใช้พลังจิตมาดูด “สมอง” ด้วย! ส่วนผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไป... อันนั้นขอผ่านก่อนแล้วกัน ด้วยฝีมือหางอึ่งตอนนี้ ไปแหยมกับยอดฝีมือระดับนั้น มีแต่ตายกับตาย เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ! สมองของฉู่เซิงแล่นเปรี้ยะ นึกถึงของสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ ผลึกบำรุงจิต! เป้าหมายที่จักรพรรดินีมาสอบครั้งนี้ ก็เพื่อไอ้สมบัติที่ชื่อ “ผลึกบำรุงจิต” นี่ไม่ใช่เหรอ? ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นของวิเศษสำหรับเพิ่มพลังจิต แถมยังลงท้ายว่า “ผลึก” แสดงว่าต้องมีตัวตนจับต้องได้สินะ? งั้น...ข้าก็ดูดได้สิ? ถึงมันจะฟังดูแข็งๆ ไปหน่อย แต่ถ้าบดให้เป็นผง ก็น่าจะ...ดูดได้มั้ง? ยิ่งคิดฉู่เซิงก็ยิ่งตื่นเต้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจผลึกบำรุงจิตเลยสักนิด เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์กับตัวเอง สู้เอาเวลาไปหาดูดเลือดสัตว์อสูรดีกว่า แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว! ถ้าไอ้ของพรรค์นี้ข้าก็ดูดได้ งั้น...ข้าก็เทพแล้วสิ? “ไปกันเถอะ” เมื่อเห็นว่าฉู่เซิงไม่มีข้อโต้แย้ง กู่เยว่ซีก็ไม่รีรออีกต่อไป นางฟาดฝ่ามือลงบนกระหม่อมของฉินเฟิงอย่างเฉียบขาด ยุติความทรมานของเขาลงอย่างถาวร จากนั้นนางก็หันหลัง เดินมุ่งหน้าลอบเร้นเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางของแดนลับต่อไป …. หนึ่งคนหนึ่งยุงเดินทางต่อ ทว่า เดินไปได้ไม่ไกล รัศมี [แกะรอยโลหิต] ของฉู่เซิง ก็ตรวจจับสัญญาณชีพมนุษย์ที่มีท่าทีลับๆ ล่อๆ ได้อีกหลายจุด “หึ่งๆ! (จักรพรรดินี ทางซ้ายหน้าสามร้อยเมตร ในพงหญ้ามีคนซุ่มอยู่สามคน ดูทรงแล้วน่าจะดักรอเรา!)” กู่เยว่ซีแววตาเย็นเยียบ แม้นางจะฟังภาษาของฉู่เซิงไม่ออก แต่ผ่านตราประทับพันธสัญญาเลือด นางก็พอจะเข้าใจความหมายคร่าวๆ ได้ ดูท่าเหลิ่งเหยียนจะทุ่มทุนสร้างเพื่อฆ่านางจริงๆ ถึงขั้นจ้างคนมามากกว่าหนึ่ง แต่ตำแหน่งการส่งตัวเข้าสู่แดนลับเป็นการสุ่ม ฉินเฟิงมาเจอนางอาจเป็นเรื่องบังเอิญ ว่าแต่…ทำไมคนพวกนี้ถึงหาตัวนางเจอได้เร็วและแม่นยำขนาดนี้? โดนวางตราประทับติดตามตัว? ความคิดนี้ผุดขึ้นมา กู่เยว่ซีก็รีบปฏิเสธทันที เป็นไปไม่ได้ ด้วยความเฉียบคมทางจิตของนาง ต่อให้เหลิ่งเหยียนจะเป็นผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับเจ็ด ก็ไม่มีทางวางตราประทับบนตัวนางโดยที่นางไม่รู้ตัวได้เด็ดขาด! งั้น...ปัญหามันอยู่ที่ไหน? “ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ฆ่าทิ้งก่อนค่อยว่ากัน” กู่เยว่ซีขี้เกียจคิดมาก ร่างกายวูบไหวหายไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี ครู่ต่อมา...จากพงหญ้านั้นก็มีเสียงกรีดร้องสั้นๆดังขึ้น แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบ ก็แค่จอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นปลายไม่กี่คน ถึงจะเป็นระดับหัวกะทิของชั้นปีที่ติดท็อป 20 แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางในเวลานี้ ก็อ่อนแอเปราะบางไม่ต่างอะไรกับไก่อ่อน กู่เยว่ซีเดินเข้าไปยังร่างไร้วิญญาณทั้งสามที่ยังมีความอุ่นหลงเหลืออยู่ แล้วเริ่มค้นตัวอย่างละเอียด อาศัยจังหวะนี้ ฉู่เซิงก็ค่อยๆ บินขึ้น แล้วร่อนลงไปยังศพเหล่านั้น ถึงเลือดของจอมยุทธ์จะมีคุณภาพต่ำไปหน่อย แต่ขาของเเมลงจะเล็กแค่ไหนก็ถือว่าเป็นเนื้ออยู่ดี! เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งดิ่งลงไปเกาะบนศพหนึ่ง แล้วแทง [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] เข้าไปอย่างแรง [พลังโลหิต +2.2] จากนั้นเขาก็บินไปเกาะอีกศพ [พลังโลหิต +2.9] และคำสุดท้าย [พลังโลหิต +2.5] … [ติ๊ง! ดูดซับพลังโลหิตรวม 8.6 แต้ม! พลังโลหิตรวมปัจจุบันคือ 465.2!] [คาดว่าจะได้รับแต้มวิวัฒนาการ 1.8 แต้มหลังย่อยเสร็จ! แต้มวิวัฒนาการรวมคาดการณ์อยู่ที่ 68.9!] “เฮ้อ...ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!” ฉู่เซิงถอนหายใจ เลือดมนุษย์นี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ต้องหาดูดเลือดสัตว์อสูรถึงจะแจ่ม! หวังว่าจบภารกิจในแดนลับนี้ จะสามารถเริ่มการวิวัฒนาการครั้งที่สี่ได้นะ... ในขณะเดียวกัน กู่เยว่ซีก็ค้นเจอบางอย่างในอกเสื้อของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า มันเป็นวัตถุทองสัมฤทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือ รูปร่างคล้ายเข็มทิศ ในเวลานี้ เข็มของมันกำลังสั่นไหวน้อยๆ แผ่แสงเรืองรองของพลังวิญญาณจางๆ ออกมา และทิศทางที่เข็มชี้ไป... กู่เยว่ซีถือเข็มทิศนั้นไว้ แล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับ นางต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ไม่ว่านางจะขยับตัวไปทางไหน เข็มทิศนั้นก็ยังชี้เป้าอย่างแม่นยำไปที่ฉู่เซิง ซึ่งกำลังเกาะอยู่บนศพศพหนึ่ง! “ไม่ใช่ติดตามข้า...แต่ติดตามมัน?” ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นในสมองของกู่เยว่ซี ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในทันที! นางเข้าใจแล้ว! ของสิ่งนี้ไม่ได้ติดตามตราประทับทางจิต แต่ติดตามกลิ่นอายพลังงานเฉพาะเจาะจงบางอย่าง! มันคือพลังเพลิงคราม! เป็นกลิ่นอายเปลวเพลิงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเจ้ายุงตัวนี้ได้รับสืบทอดมาจากสายเลือดของสิงโตปีกเพลิงอัสนีระดับแปดหลังการวิวัฒนาการ! เหลิ่งเหยียน...นางและหน่วยเขี้ยวเงาต่อสู้พัวพันกับสิงโตปีกเพลิงอัสนีมานาน ย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นอายนี้ดีที่สุด! นางถึงขั้นสร้างอุปกรณ์เวทเพื่อติดตามกลิ่นอายเพลิงครามนี้โดยเฉพาะ แล้วแจกจ่ายให้กับนักฆ่าพวกนี้! “ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ...” “เเต่คิดว่าแค่รู้ตำแหน่งของพวกเรา แล้วจะจัดการพวกเราได้ง่ายๆ งั้นหรือ?” “หึ…ก็แค่ส่งพวกสวะมาตายเปล่าเท่านั้น” กู่เยว่ซีแค่นเสียงเย็นชา ​ “เหอะๆ พวกมันเอาข้าเป็นเสาสัญญาณซะงั้น?” ฉู่เซิงเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน ……


บทที่ 49 : ผลึกบำรุงจิต? ของแบบนี้ข้าก็ดูดได้เหรอ?

“อ๊ากกกกก——!”

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจก็ดังระเบิดขึ้น

มันดึงสติของกู่เยว่ซีให้กลับมาจากความตกตะลึง

ภาพที่เห็นคือ ฉินเฟิงที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น จู่ๆก็เบิกตาโพลง สองมือกุมศีรษะแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน กลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง

พลังเพลิงครามที่ถูกฉีดเข้าไปโดย [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] กำลังแผดเผาสมองของเขาอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดนั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่าการทรมานทางกายใดๆ นับพันนับหมื่นเท่า

“สะใจ! สมองไหม้ไปแล้วมั้ง?” ฉู่เซิงหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ

นึกไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ได้ใช้ปากดูดอันใหม่เจาะสิ่งมีชีวิต จะเป็นการเจาะกะโหลกคนซะได้

กู่เยว่ซีมองดูสภาพอันน่าเวทนาของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา ไร้ซึ่งความสงสาร

ในเมื่อกล้าคิดจะฆ่านาง ก็ต้องเตรียมใจรับผลกรรมที่ตามมา

ดูจากสภาพตอนนี้ สมองและทะเลแห่งจิตคงถูกเผาจนกลายเป็นโจ๊กไปแล้ว อย่าว่าแต่จะเค้นถามหาตัวคนบงการเลย แม้แต่ตัวเองเป็นใครก็คงจำไม่ได้แล้วกระมัง

ช่างเถอะ ถึงถามไปก็คงไม่ได้ความอะไร

ถ้าเหลิ่งเหยียนมีความฉลาดสักนิด นางคงไม่ลดตัวลงมาติดต่อกับฉินเฟิงด้วยตัวเองหรอก

กู่เยว่ซีส่ายหน้า ค่อยๆ ยกฝ่ามือขึ้น เตรียมจะส่งเจ้าคนน่าสมเพชและน่ารังเกียจผู้นี้ไปลงนรกเสียทีเดียว

“หึ่งๆๆ! (อย่าเพิ่งสิจักรพรรดินี! ยั้งมือก่อน! ยั้งมือก่อน!)”

ทว่า ฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่และกำลังย่อยพลังงานจิตอันมหาศาลอยู่นั้น กลับร้องห้ามเสียงหลง

เขารีบส่งเจตจำนงคัดค้านอย่างรุนแรงผ่านพันธสัญญาเลือด

‘นี่มันถุงเลือดพลังจิตของข้านะ!’

‘ฆ่าทิ้งแบบนี้เสียของแย่!’

‘รอข้าย่อยพลังงานในหัวเสร็จก่อน อย่างน้อยขอซ้ำอีกสักสองสามทีไม่ได้เหรอ?’

กู่เยว่ซีชะงักมือ สัมผัสถึงความคิดอัน “มัธยัสถ์” ของเจ้ายุงตัวนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดไม่ออก

นางรีบอธิบายผ่านพันธสัญญาเลือดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

“เก็บมันไว้ก็ไร้ประโยชน์ มันโดนเจ้าดูดจนเกือบแห้งแล้ว”

“ถ้าข้าดูไม่ผิด เมื่อกี้สิ่งที่เจ้าดูดไป คือ ‘พลังจิตที่เป็นรูปธรรม’ ของมันใช่ไหม?”

“โดยทั่วไป มีแต่ผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะควบรวมพลังจิตส่วนน้อยนิดให้กลายเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งยากมาก”

“ถึงแม้ผู้ใช้พลังจิตจะใช้วิชาพิเศษทำได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ปริมาณพลังจิตที่เป็นรูปธรรมก็มีไม่มากนักหรอก”

“เจ้าฉินเฟิงนี่ แค่ระดับหนึ่งขั้นปลาย พลังจิตที่เป็นรูปธรรมของมัน อย่างเก่งก็มีแค่หยิบมือเดียว เมื่อกี้โดนเจ้าดูดไปรวดเดียวเกือบหมดแล้ว”

“ส่วนพลังจิตไร้รูปที่เหลือ ข้าเดาว่าเจ้าคงดูดไม่ได้หรอก”

เหตุผลที่กู่เยว่ซีคาดเดาเช่นนี้ก็ง่ายมาก

ถ้ายุงตัวนี้ดูดพลังจิตไร้รูปได้ ป่านนี้ตอนนางฝึกพลังจิต มันคงพุ่งเข้าใส่หน้าไปนานแล้ว

ด้วยนิสัยตะกละของมัน มีหรือจะอดทนมาได้จนถึงป่านนี้?

“งั้นเหรอ?”

ฉู่เซิงรู้สึกผิดหวังทันที

เฮ้อ เสียดายชะมัด!

เขาดูดพลังจิตไร้รูปไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ของพรรค์นั้นไม่แม้แต่จะกระตุ้น “ความอยากอาหาร” ของเขาด้วยซ้ำ

ไม่อย่างนั้น เขาคงเจาะหว่างคิ้วจักรพรรดินีไปนานแล้ว!

ฉู่เซิงมองดูฉินเฟิงที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น แล้วเดาะลิ้นด้วยความเสียดาย

แต่จากการค้นพบครั้งนี้ เมนูอาหารในอนาคตของเขา ก็มี “จานเด็ด” เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว!

ต่อไปนี้ นอกจากต้องหาล่าสัตว์อสูรแกร่งๆ มาดูดเลือดแล้ว ยังต้องหาพวกผู้ใช้พลังจิตมาดูด “สมอง” ด้วย!

ส่วนผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไป...

อันนั้นขอผ่านก่อนแล้วกัน

ด้วยฝีมือหางอึ่งตอนนี้ ไปแหยมกับยอดฝีมือระดับนั้น มีแต่ตายกับตาย

เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ!

สมองของฉู่เซิงแล่นเปรี้ยะ นึกถึงของสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้

ผลึกบำรุงจิต!

เป้าหมายที่จักรพรรดินีมาสอบครั้งนี้ ก็เพื่อไอ้สมบัติที่ชื่อ “ผลึกบำรุงจิต” นี่ไม่ใช่เหรอ?

ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นของวิเศษสำหรับเพิ่มพลังจิต แถมยังลงท้ายว่า “ผลึก” แสดงว่าต้องมีตัวตนจับต้องได้สินะ?

งั้น...ข้าก็ดูดได้สิ?

ถึงมันจะฟังดูแข็งๆ ไปหน่อย แต่ถ้าบดให้เป็นผง ก็น่าจะ...ดูดได้มั้ง?

ยิ่งคิดฉู่เซิงก็ยิ่งตื่นเต้น

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจผลึกบำรุงจิตเลยสักนิด เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์กับตัวเอง สู้เอาเวลาไปหาดูดเลือดสัตว์อสูรดีกว่า

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว!

ถ้าไอ้ของพรรค์นี้ข้าก็ดูดได้ งั้น...ข้าก็เทพแล้วสิ?

“ไปกันเถอะ”

เมื่อเห็นว่าฉู่เซิงไม่มีข้อโต้แย้ง กู่เยว่ซีก็ไม่รีรออีกต่อไป

นางฟาดฝ่ามือลงบนกระหม่อมของฉินเฟิงอย่างเฉียบขาด ยุติความทรมานของเขาลงอย่างถาวร

จากนั้นนางก็หันหลัง เดินมุ่งหน้าลอบเร้นเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางของแดนลับต่อไป

….

หนึ่งคนหนึ่งยุงเดินทางต่อ

ทว่า เดินไปได้ไม่ไกล รัศมี [แกะรอยโลหิต] ของฉู่เซิง ก็ตรวจจับสัญญาณชีพมนุษย์ที่มีท่าทีลับๆ ล่อๆ ได้อีกหลายจุด

“หึ่งๆ! (จักรพรรดินี ทางซ้ายหน้าสามร้อยเมตร ในพงหญ้ามีคนซุ่มอยู่สามคน ดูทรงแล้วน่าจะดักรอเรา!)”

กู่เยว่ซีแววตาเย็นเยียบ

แม้นางจะฟังภาษาของฉู่เซิงไม่ออก แต่ผ่านตราประทับพันธสัญญาเลือด นางก็พอจะเข้าใจความหมายคร่าวๆ ได้

ดูท่าเหลิ่งเหยียนจะทุ่มทุนสร้างเพื่อฆ่านางจริงๆ ถึงขั้นจ้างคนมามากกว่าหนึ่ง

แต่ตำแหน่งการส่งตัวเข้าสู่แดนลับเป็นการสุ่ม ฉินเฟิงมาเจอนางอาจเป็นเรื่องบังเอิญ

ว่าแต่…ทำไมคนพวกนี้ถึงหาตัวนางเจอได้เร็วและแม่นยำขนาดนี้?

โดนวางตราประทับติดตามตัว?

ความคิดนี้ผุดขึ้นมา กู่เยว่ซีก็รีบปฏิเสธทันที

เป็นไปไม่ได้

ด้วยความเฉียบคมทางจิตของนาง ต่อให้เหลิ่งเหยียนจะเป็นผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับเจ็ด ก็ไม่มีทางวางตราประทับบนตัวนางโดยที่นางไม่รู้ตัวได้เด็ดขาด!

งั้น...ปัญหามันอยู่ที่ไหน?

“ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ฆ่าทิ้งก่อนค่อยว่ากัน”

กู่เยว่ซีขี้เกียจคิดมาก ร่างกายวูบไหวหายไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี

ครู่ต่อมา...จากพงหญ้านั้นก็มีเสียงกรีดร้องสั้นๆดังขึ้น แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบ

ก็แค่จอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นปลายไม่กี่คน ถึงจะเป็นระดับหัวกะทิของชั้นปีที่ติดท็อป 20 แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางในเวลานี้ ก็อ่อนแอเปราะบางไม่ต่างอะไรกับไก่อ่อน

กู่เยว่ซีเดินเข้าไปยังร่างไร้วิญญาณทั้งสามที่ยังมีความอุ่นหลงเหลืออยู่ แล้วเริ่มค้นตัวอย่างละเอียด

อาศัยจังหวะนี้ ฉู่เซิงก็ค่อยๆ บินขึ้น แล้วร่อนลงไปยังศพเหล่านั้น

ถึงเลือดของจอมยุทธ์จะมีคุณภาพต่ำไปหน่อย แต่ขาของเเมลงจะเล็กแค่ไหนก็ถือว่าเป็นเนื้ออยู่ดี!

เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งดิ่งลงไปเกาะบนศพหนึ่ง แล้วแทง [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] เข้าไปอย่างแรง

[พลังโลหิต +2.2]

จากนั้นเขาก็บินไปเกาะอีกศพ

[พลังโลหิต +2.9]

และคำสุดท้าย

[พลังโลหิต +2.5]

[ติ๊ง! ดูดซับพลังโลหิตรวม 8.6 แต้ม! พลังโลหิตรวมปัจจุบันคือ 465.2!]

[คาดว่าจะได้รับแต้มวิวัฒนาการ 1.8 แต้มหลังย่อยเสร็จ! แต้มวิวัฒนาการรวมคาดการณ์อยู่ที่ 68.9!]

“เฮ้อ...ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!”

ฉู่เซิงถอนหายใจ

เลือดมนุษย์นี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ต้องหาดูดเลือดสัตว์อสูรถึงจะแจ่ม!

หวังว่าจบภารกิจในแดนลับนี้ จะสามารถเริ่มการวิวัฒนาการครั้งที่สี่ได้นะ...

ในขณะเดียวกัน กู่เยว่ซีก็ค้นเจอบางอย่างในอกเสื้อของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า มันเป็นวัตถุทองสัมฤทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือ รูปร่างคล้ายเข็มทิศ

ในเวลานี้ เข็มของมันกำลังสั่นไหวน้อยๆ แผ่แสงเรืองรองของพลังวิญญาณจางๆ ออกมา และทิศทางที่เข็มชี้ไป...

กู่เยว่ซีถือเข็มทิศนั้นไว้ แล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับ

นางต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ไม่ว่านางจะขยับตัวไปทางไหน เข็มทิศนั้นก็ยังชี้เป้าอย่างแม่นยำไปที่ฉู่เซิง ซึ่งกำลังเกาะอยู่บนศพศพหนึ่ง!

“ไม่ใช่ติดตามข้า...แต่ติดตามมัน?”

ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นในสมองของกู่เยว่ซี ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในทันที!

นางเข้าใจแล้ว!

ของสิ่งนี้ไม่ได้ติดตามตราประทับทางจิต แต่ติดตามกลิ่นอายพลังงานเฉพาะเจาะจงบางอย่าง!

มันคือพลังเพลิงคราม!

เป็นกลิ่นอายเปลวเพลิงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเจ้ายุงตัวนี้ได้รับสืบทอดมาจากสายเลือดของสิงโตปีกเพลิงอัสนีระดับแปดหลังการวิวัฒนาการ!

เหลิ่งเหยียน...นางและหน่วยเขี้ยวเงาต่อสู้พัวพันกับสิงโตปีกเพลิงอัสนีมานาน ย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นอายนี้ดีที่สุด!

นางถึงขั้นสร้างอุปกรณ์เวทเพื่อติดตามกลิ่นอายเพลิงครามนี้โดยเฉพาะ แล้วแจกจ่ายให้กับนักฆ่าพวกนี้!

“ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ...”

“เเต่คิดว่าแค่รู้ตำแหน่งของพวกเรา แล้วจะจัดการพวกเราได้ง่ายๆ งั้นหรือ?”

“หึ…ก็แค่ส่งพวกสวะมาตายเปล่าเท่านั้น” กู่เยว่ซีแค่นเสียงเย็นชา

“เหอะๆ พวกมันเอาข้าเป็นเสาสัญญาณซะงั้น?” ฉู่เซิงเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน

……

จบบทที่ บทที่ 49 : ผลึกบำรุงจิต? ของแบบนี้ข้าก็ดูดได้เหรอ? “อ๊ากกกกก——!” ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจก็ดังระเบิดขึ้น มันดึงสติของกู่เยว่ซีให้กลับมาจากความตกตะลึง ภาพที่เห็นคือ ฉินเฟิงที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น จู่ๆก็เบิกตาโพลง สองมือกุมศีรษะแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน กลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง พลังเพลิงครามที่ถูกฉีดเข้าไปโดย [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] กำลังแผดเผาสมองของเขาอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดนั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่าการทรมานทางกายใดๆ นับพันนับหมื่นเท่า “สะใจ! สมองไหม้ไปแล้วมั้ง?” ฉู่เซิงหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ นึกไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ได้ใช้ปากดูดอันใหม่เจาะสิ่งมีชีวิต จะเป็นการเจาะกะโหลกคนซะได้ กู่เยว่ซีมองดูสภาพอันน่าเวทนาของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา ไร้ซึ่งความสงสาร ในเมื่อกล้าคิดจะฆ่านาง ก็ต้องเตรียมใจรับผลกรรมที่ตามมา ดูจากสภาพตอนนี้ สมองและทะเลแห่งจิตคงถูกเผาจนกลายเป็นโจ๊กไปแล้ว อย่าว่าแต่จะเค้นถามหาตัวคนบงการเลย แม้แต่ตัวเองเป็นใครก็คงจำไม่ได้แล้วกระมัง ช่างเถอะ ถึงถามไปก็คงไม่ได้ความอะไร ถ้าเหลิ่งเหยียนมีความฉลาดสักนิด นางคงไม่ลดตัวลงมาติดต่อกับฉินเฟิงด้วยตัวเองหรอก กู่เยว่ซีส่ายหน้า ค่อยๆ ยกฝ่ามือขึ้น เตรียมจะส่งเจ้าคนน่าสมเพชและน่ารังเกียจผู้นี้ไปลงนรกเสียทีเดียว “หึ่งๆๆ! (อย่าเพิ่งสิจักรพรรดินี! ยั้งมือก่อน! ยั้งมือก่อน!)” ทว่า ฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่และกำลังย่อยพลังงานจิตอันมหาศาลอยู่นั้น กลับร้องห้ามเสียงหลง เขารีบส่งเจตจำนงคัดค้านอย่างรุนแรงผ่านพันธสัญญาเลือด ‘นี่มันถุงเลือดพลังจิตของข้านะ!’ ‘ฆ่าทิ้งแบบนี้เสียของแย่!’ ‘รอข้าย่อยพลังงานในหัวเสร็จก่อน อย่างน้อยขอซ้ำอีกสักสองสามทีไม่ได้เหรอ?’ กู่เยว่ซีชะงักมือ สัมผัสถึงความคิดอัน “มัธยัสถ์” ของเจ้ายุงตัวนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดไม่ออก นางรีบอธิบายผ่านพันธสัญญาเลือดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เก็บมันไว้ก็ไร้ประโยชน์ มันโดนเจ้าดูดจนเกือบแห้งแล้ว” “ถ้าข้าดูไม่ผิด เมื่อกี้สิ่งที่เจ้าดูดไป คือ ‘พลังจิตที่เป็นรูปธรรม’ ของมันใช่ไหม?” “โดยทั่วไป มีแต่ผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะควบรวมพลังจิตส่วนน้อยนิดให้กลายเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งยากมาก” “ถึงแม้ผู้ใช้พลังจิตจะใช้วิชาพิเศษทำได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ปริมาณพลังจิตที่เป็นรูปธรรมก็มีไม่มากนักหรอก” “เจ้าฉินเฟิงนี่ แค่ระดับหนึ่งขั้นปลาย พลังจิตที่เป็นรูปธรรมของมัน อย่างเก่งก็มีแค่หยิบมือเดียว เมื่อกี้โดนเจ้าดูดไปรวดเดียวเกือบหมดแล้ว” “ส่วนพลังจิตไร้รูปที่เหลือ ข้าเดาว่าเจ้าคงดูดไม่ได้หรอก” เหตุผลที่กู่เยว่ซีคาดเดาเช่นนี้ก็ง่ายมาก ถ้ายุงตัวนี้ดูดพลังจิตไร้รูปได้ ป่านนี้ตอนนางฝึกพลังจิต มันคงพุ่งเข้าใส่หน้าไปนานแล้ว ด้วยนิสัยตะกละของมัน มีหรือจะอดทนมาได้จนถึงป่านนี้? “งั้นเหรอ?” ฉู่เซิงรู้สึกผิดหวังทันที เฮ้อ เสียดายชะมัด! เขาดูดพลังจิตไร้รูปไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ของพรรค์นั้นไม่แม้แต่จะกระตุ้น “ความอยากอาหาร” ของเขาด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้น เขาคงเจาะหว่างคิ้วจักรพรรดินีไปนานแล้ว! ฉู่เซิงมองดูฉินเฟิงที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น แล้วเดาะลิ้นด้วยความเสียดาย แต่จากการค้นพบครั้งนี้ เมนูอาหารในอนาคตของเขา ก็มี “จานเด็ด” เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว! ต่อไปนี้ นอกจากต้องหาล่าสัตว์อสูรแกร่งๆ มาดูดเลือดแล้ว ยังต้องหาพวกผู้ใช้พลังจิตมาดูด “สมอง” ด้วย! ส่วนผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไป... อันนั้นขอผ่านก่อนแล้วกัน ด้วยฝีมือหางอึ่งตอนนี้ ไปแหยมกับยอดฝีมือระดับนั้น มีแต่ตายกับตาย เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ! สมองของฉู่เซิงแล่นเปรี้ยะ นึกถึงของสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ ผลึกบำรุงจิต! เป้าหมายที่จักรพรรดินีมาสอบครั้งนี้ ก็เพื่อไอ้สมบัติที่ชื่อ “ผลึกบำรุงจิต” นี่ไม่ใช่เหรอ? ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นของวิเศษสำหรับเพิ่มพลังจิต แถมยังลงท้ายว่า “ผลึก” แสดงว่าต้องมีตัวตนจับต้องได้สินะ? งั้น...ข้าก็ดูดได้สิ? ถึงมันจะฟังดูแข็งๆ ไปหน่อย แต่ถ้าบดให้เป็นผง ก็น่าจะ...ดูดได้มั้ง? ยิ่งคิดฉู่เซิงก็ยิ่งตื่นเต้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจผลึกบำรุงจิตเลยสักนิด เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์กับตัวเอง สู้เอาเวลาไปหาดูดเลือดสัตว์อสูรดีกว่า แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว! ถ้าไอ้ของพรรค์นี้ข้าก็ดูดได้ งั้น...ข้าก็เทพแล้วสิ? “ไปกันเถอะ” เมื่อเห็นว่าฉู่เซิงไม่มีข้อโต้แย้ง กู่เยว่ซีก็ไม่รีรออีกต่อไป นางฟาดฝ่ามือลงบนกระหม่อมของฉินเฟิงอย่างเฉียบขาด ยุติความทรมานของเขาลงอย่างถาวร จากนั้นนางก็หันหลัง เดินมุ่งหน้าลอบเร้นเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางของแดนลับต่อไป …. หนึ่งคนหนึ่งยุงเดินทางต่อ ทว่า เดินไปได้ไม่ไกล รัศมี [แกะรอยโลหิต] ของฉู่เซิง ก็ตรวจจับสัญญาณชีพมนุษย์ที่มีท่าทีลับๆ ล่อๆ ได้อีกหลายจุด “หึ่งๆ! (จักรพรรดินี ทางซ้ายหน้าสามร้อยเมตร ในพงหญ้ามีคนซุ่มอยู่สามคน ดูทรงแล้วน่าจะดักรอเรา!)” กู่เยว่ซีแววตาเย็นเยียบ แม้นางจะฟังภาษาของฉู่เซิงไม่ออก แต่ผ่านตราประทับพันธสัญญาเลือด นางก็พอจะเข้าใจความหมายคร่าวๆ ได้ ดูท่าเหลิ่งเหยียนจะทุ่มทุนสร้างเพื่อฆ่านางจริงๆ ถึงขั้นจ้างคนมามากกว่าหนึ่ง แต่ตำแหน่งการส่งตัวเข้าสู่แดนลับเป็นการสุ่ม ฉินเฟิงมาเจอนางอาจเป็นเรื่องบังเอิญ ว่าแต่…ทำไมคนพวกนี้ถึงหาตัวนางเจอได้เร็วและแม่นยำขนาดนี้? โดนวางตราประทับติดตามตัว? ความคิดนี้ผุดขึ้นมา กู่เยว่ซีก็รีบปฏิเสธทันที เป็นไปไม่ได้ ด้วยความเฉียบคมทางจิตของนาง ต่อให้เหลิ่งเหยียนจะเป็นผู้ฝึก​สัตว์อสูรระดับเจ็ด ก็ไม่มีทางวางตราประทับบนตัวนางโดยที่นางไม่รู้ตัวได้เด็ดขาด! งั้น...ปัญหามันอยู่ที่ไหน? “ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ฆ่าทิ้งก่อนค่อยว่ากัน” กู่เยว่ซีขี้เกียจคิดมาก ร่างกายวูบไหวหายไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี ครู่ต่อมา...จากพงหญ้านั้นก็มีเสียงกรีดร้องสั้นๆดังขึ้น แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบ ก็แค่จอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นปลายไม่กี่คน ถึงจะเป็นระดับหัวกะทิของชั้นปีที่ติดท็อป 20 แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางในเวลานี้ ก็อ่อนแอเปราะบางไม่ต่างอะไรกับไก่อ่อน กู่เยว่ซีเดินเข้าไปยังร่างไร้วิญญาณทั้งสามที่ยังมีความอุ่นหลงเหลืออยู่ แล้วเริ่มค้นตัวอย่างละเอียด อาศัยจังหวะนี้ ฉู่เซิงก็ค่อยๆ บินขึ้น แล้วร่อนลงไปยังศพเหล่านั้น ถึงเลือดของจอมยุทธ์จะมีคุณภาพต่ำไปหน่อย แต่ขาของเเมลงจะเล็กแค่ไหนก็ถือว่าเป็นเนื้ออยู่ดี! เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งดิ่งลงไปเกาะบนศพหนึ่ง แล้วแทง [เข็มปีศาจหลอมอัคคี] เข้าไปอย่างแรง [พลังโลหิต +2.2] จากนั้นเขาก็บินไปเกาะอีกศพ [พลังโลหิต +2.9] และคำสุดท้าย [พลังโลหิต +2.5] … [ติ๊ง! ดูดซับพลังโลหิตรวม 8.6 แต้ม! พลังโลหิตรวมปัจจุบันคือ 465.2!] [คาดว่าจะได้รับแต้มวิวัฒนาการ 1.8 แต้มหลังย่อยเสร็จ! แต้มวิวัฒนาการรวมคาดการณ์อยู่ที่ 68.9!] “เฮ้อ...ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!” ฉู่เซิงถอนหายใจ เลือดมนุษย์นี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ต้องหาดูดเลือดสัตว์อสูรถึงจะแจ่ม! หวังว่าจบภารกิจในแดนลับนี้ จะสามารถเริ่มการวิวัฒนาการครั้งที่สี่ได้นะ... ในขณะเดียวกัน กู่เยว่ซีก็ค้นเจอบางอย่างในอกเสื้อของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า มันเป็นวัตถุทองสัมฤทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือ รูปร่างคล้ายเข็มทิศ ในเวลานี้ เข็มของมันกำลังสั่นไหวน้อยๆ แผ่แสงเรืองรองของพลังวิญญาณจางๆ ออกมา และทิศทางที่เข็มชี้ไป... กู่เยว่ซีถือเข็มทิศนั้นไว้ แล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับ นางต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ไม่ว่านางจะขยับตัวไปทางไหน เข็มทิศนั้นก็ยังชี้เป้าอย่างแม่นยำไปที่ฉู่เซิง ซึ่งกำลังเกาะอยู่บนศพศพหนึ่ง! “ไม่ใช่ติดตามข้า...แต่ติดตามมัน?” ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นในสมองของกู่เยว่ซี ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในทันที! นางเข้าใจแล้ว! ของสิ่งนี้ไม่ได้ติดตามตราประทับทางจิต แต่ติดตามกลิ่นอายพลังงานเฉพาะเจาะจงบางอย่าง! มันคือพลังเพลิงคราม! เป็นกลิ่นอายเปลวเพลิงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเจ้ายุงตัวนี้ได้รับสืบทอดมาจากสายเลือดของสิงโตปีกเพลิงอัสนีระดับแปดหลังการวิวัฒนาการ! เหลิ่งเหยียน...นางและหน่วยเขี้ยวเงาต่อสู้พัวพันกับสิงโตปีกเพลิงอัสนีมานาน ย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นอายนี้ดีที่สุด! นางถึงขั้นสร้างอุปกรณ์เวทเพื่อติดตามกลิ่นอายเพลิงครามนี้โดยเฉพาะ แล้วแจกจ่ายให้กับนักฆ่าพวกนี้! “ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ...” “เเต่คิดว่าแค่รู้ตำแหน่งของพวกเรา แล้วจะจัดการพวกเราได้ง่ายๆ งั้นหรือ?” “หึ…ก็แค่ส่งพวกสวะมาตายเปล่าเท่านั้น” กู่เยว่ซีแค่นเสียงเย็นชา ​ “เหอะๆ พวกมันเอาข้าเป็นเสาสัญญาณซะงั้น?” ฉู่เซิงเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน ……

คัดลอกลิงก์แล้ว