- หน้าแรก
- เนอสเซอรี่กลางอวกาศของนางร้าย ย้อนเวลาสู่วัยเยาว์ของเหล่าตัวร้ายจอมโฉด
- บทที่ 15: เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง
บทที่ 15: เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง
บทที่ 15: เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง
บทที่ 15: เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง
ในแต่ละวันโรงเรียนอนุบาลจะมีเรียนเพียงสองหรือสามคาบเท่านั้น ส่วนในช่วงบ่ายจะไม่มีการเรียนการสอน เทียนลั่วจึงสามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระบนสนามหญ้า บางครั้งเขาก็แอบลงไปว่ายน้ำเล่นสองสามรอบในสระของเงือกน้อย ดูเหมือนว่าในทุกๆ วันเขาจะมีพลังงานล้นเหลือไม่จบไม่สิ้น
เงือกน้อยมักจะยอมตามใจเทียนลั่วอยู่เสมอแต่ถ้าวันไหนเขาอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาเพียงแค่สะบัดหางทีเดียวก็สามารถส่งเทียนลั่วกระเด็นกลับขึ้นฝั่งได้แล้ว
เสิ่นหนิงมักจะนั่งมองดูเด็กน้อยทั้งสามปฏิสัมพันธ์กัน เธอสามารถนั่งดูพวกเขาได้ทั้งวันโดยไม่เบื่อเลย มันช่างเป็นภาพที่เยียวยาจิตใจเหลือเกิน
เสิ่นหนิงเดินเข้าไปหาพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่เทียนลั่วเห็นเสิ่นหนิงเดินมา เขาก็ใส่เกียร์สุนัขวิ่งจี๋เข้ามาหาเธอทันที เงือกน้อยเองก็ว่ายน้ำตามมา และแม้แต่เด็กชายสายเลือดบริสุทธิ์อย่างอ้ายฮุยฮุยก็ยังค่อยๆ ขยับก้าวเดินทีละนิดมาหยุดอยู่ข้างกายเสิ่นหนิง
โดยธรรมชาติแล้วเด็กๆ มักจะชอบผู้หญิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยิ่งไปกว่านั้นเสิ่นหนิงยังเป็นคนที่อ่อนโยนมากจริงๆ
เหล่าเจ้าตัวน้อยรุมล้อมเสิ่นหนิง เงือกน้อยสะบัดหางอวดเธอเหมือนอย่างเคย ส่วนเจ้าหมาน้อยก็ดีใจจนคุมตัวเองไม่อยู่ วิ่งวนไปรอบตัวเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ้ายฮุยฮุยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่ทันทีที่เสิ่นหนิงมองมาเขาก็จะส่งยิ้มกว้างให้เธอเสมอ
เสิ่นหนิงลูบหัวอ้ายฮุยฮุยเบาๆ "ลำบากหน่อยนะจ๊ะ?"
เฉียวเซิ่งเคยเล่าแผนการฝึกซ้อนของเด็กทั้งสามให้เธอฟังแล้ว ในบรรดาทั้งหมดคนที่น่าสงสารที่สุดคืออ้ายฮุยฮุยเพราะเขาไม่มีพลังจิตเลย การฝึกในแต่ละครั้งจึงเหมือนกับการถูกทรมาน อย่างไรก็ตามผลการฝึกของคนอื่นๆ อย่างเทียนลั่วและเงือกน้อยนั้นถือว่าดีมาก พลังจิตของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นในระดับที่แตกต่างกันไปทุกครั้ง
กระบวนการนั้นเจ็บปวดมาก ลูกหมาน้อยอย่างเทียนลั่วมักจะแอบก่นด่าคุณครูเฉียวอยู่บ่อยครั้งเพราะภาระการฝึกที่หนักอึ้ง มีเพียงอ้ายฮุยฮุยเท่านั้นที่ยังคงเงียบกริบตั้งแต่ต้นจนจบ ความกระหายในพลังของเจ้าตัวน้อยทำให้เฉียวเซิ่งต้องพลิกบันทึกข้อมูลอย่างหนักตลอดหลายวันที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่สถานการณ์ของเขานั้นหาได้ยากเกินไปจนแทบจะไม่มีทางแก้ไขเลย
หลังจากได้รับฟัง เสิ่นหนิงก็รู้สึกหดหู่ใจมากเธอหวังว่าอ้ายฮุยฮุยจะมีพลังจิตขึ้นมาได้ อย่างน้อยเขาก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับความตายอันเจ็บปวดเหมือนในตอนจบดั้งเดิม
ในขณะที่เสิ่นหนิงกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงสัมผัสเปียกชื้นและนุ่มนวลที่เลียลงบนมือ เสิ่นหนิงดึงสติกลับมาและเห็นเทียนลั่วกำลังก้มหน้าลงอย่างเขินอาย นี่คือวิธีแสดงความรักของเขา เสิ่นหนิงลูบหัวเขา จากนั้นเทียนลั่วก็เริ่มส่งเสียงครางหงิงๆ และหอนประท้วง เริ่มฟ้องเธออีกครั้ง เขาถึงขั้นยกอุ้งเท้าเล็กๆ ให้เสิ่นหนิงดู ใบหน้าของลูกหมาเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
"บรู๊ววว" เจ้าหมาน้อยส่งเสียง
เสิ่นหนิงกล่าวว่า "ถ้าหนูอดทนได้ หนูจะเป็นเด็กที่เก่งที่สุดเลยจ้ะ"
ลูกหมาน้อยยืดอกขึ้นทันที ดูเหมือนเทียนลั่วจะตัวโตขึ้นกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกเสียอีก ด้วยพลังจิตที่พัฒนาขึ้นความมีชีวิตชีวาของเจ้าหมาน้อยจึงแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขาขมวดคิ้วน้อยๆ เขาจะดูน่าเกรงขามเป็นพิเศษ อุ้งเท้าของเขาเหมือนกับเสือน้อยที่ตะปบลงบนพื้นอย่างมีพลัง และขนของเขาก็เป็นสีทองเป็นประกายระยิบระยับ
โดยเฉพาะปุ่มเนื้อตรงอุ้งเท้าของเขานั้นนุ่มมือน่าสัมผัสมาก ปกติแล้วเทียนลั่วไม่ค่อยสนใจว่าใครจะทำอะไรกับเขา แต่เขาจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องปุ่มเนื้อสุดหวงนี้เด็ดขาด มีเพียงเสิ่นหนิงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้สัมผัสได้ เมื่อถูกสัมผัสเขาก็จะหรี่ตาลงอย่างเคลิบเคลิ้ม
ข้างๆ กันนั้นแม้พลังจิตของเงือกน้อยจะไม่แข็งแกร่งเท่าเจ้าหมาน้อย... แต่เขาก็มีความก้าวหน้าอย่างมากเช่นกัน
เสิ่นหนิงพูดขึ้น "วันนี้พี่ซูเสียนจะทำเค้กทรัฟเฟิลสตรอว์เบอร์รีด้วยนะ เราไปทานด้วยกันไหมจ๊ะ?"
บนดาวรกร้างแห่งนี้มีภูเขาลูกหนึ่งที่มีสตรอว์เบอร์รีป่าแท้ๆ ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ปกติรสชาติของมันจะเปรี้ยวเกินกว่าจะทานเปล่าๆ ได้ แต่ไม่รู้ว่าซูเสียนไปศึกษาวิธีมาจากไหน เขาใส่น้ำตาลและนม อบจนส่งกลิ่นหอมกรุ่น และปิดท้ายด้วยการราดน้ำผึ้งลงไปหนึ่งชั้น เมื่อผสมผสานกับรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของสตรอว์เบอร์รี รสชาติจึงออกมาสดชื่นและไม่เลี่ยนจนเกินไป ทั้งเสิ่นหนิงและเด็กๆ ต่างก็ชอบมันมาก แถมขนมชนิดนี้ยังมีให้ทานแค่ตามฤดูกาลเท่านั้น ถ้าผ่านช่วงนี้ไป ต่อให้คนอยากจะทานแค่ไหนก็ไม่มีให้ทานแล้ว
กลุ่มเจ้าตัวน้อยร่าเริงขึ้นมาทันที เจ้าหมาน้อยเห่ารับหลายครั้ง พวกเขาหารู้ไม่ว่าเหล่าคุณครูคนอื่นๆ กำลังแอบมองพวกเขาลงมาจากชั้นบน แม้แต่ที่มุมปากของเจียงเหิงก็ยังมีรอยยิ้มจางๆ ที่ดูผ่อนคลาย สถานที่แห่งนี้เหนือความคาดหมายของเขามากจริงๆ เส้นประสาทที่เคยตึงเครียดของเขาคลายลงในวินาทีนี้
เฉียวเซิ่งจ้องมองอย่างตั้งใจพลางรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย เจ้าเด็กเทียนลั่วนั่นเอาแต่เห่าใส่เขา ไม่เป็นมิตรเลยสักนิด จะร่าเริงขนาดนี้ก็เฉพาะตอนอยู่ข้างๆ เสิ่นหนิงเท่านั้นแหละ
ซูเสียนเดินออกมาหลังจากทำเค้กทรัฟเฟิลสตรอว์เบอร์รีเสร็จ บนตัวเขายังคงมีกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของสตรอว์เบอร์รีติดอยู่ เมื่อเขาก้มมองเสิ่นหนิงที่กำลังเล่นกับเด็กๆ มุมปากของเขาก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้น มันรู้สึกเหมือนฝันไปจริงๆ เมื่อก่อนเด็กๆ มักจะเงียบขรึม พวกเขาเคยเห็นเด็กๆ ดูมีความสุขขนาดนี้ที่ไหนกัน?
แรงดึงดูดของผู้หญิงที่มีต่อเด็กๆ นั้นเห็นได้ชัดเจน แม้แต่เฉียวเซิ่งยังอดไม่ได้ที่จะทึ่งในความโชคดีของตัวเอง หลายคนในระบบจับคู่ของจักรวาลต้องรอคอยการจับคู่ไปทั้งชีวิตก็ยังไม่มีโอกาส ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นหนิงที่เป็นผู้หญิงตัวน้อยคนนี้ยังไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น เธอสามารถแสดงความรักต่อเด็กที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรมได้ถึงเพียงนี้
เธอยังเล่านิทานก่อนนอนให้เด็กๆ ฟังทุกวัน นิทานที่เธอเล่าคือตำนานจาก ฮวาเซี่ยซึ่งไม่มีอยู่แล้วในยุคนี้ โดยเฉพาะตอนที่เธอเล่าเรื่องเห้งเจีย (ซุนหงอคง) บุกสวรรค์ จากเรื่อง ไซอิ๋ว เดิมทีเธอตั้งใจเล่าให้เด็กๆ ฟัง แต่ผลลัพธ์คือพวกผู้ใหญ่ต่างก็ถูกดึงดูดเข้ามาด้วย พวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวที่น่าสนใจขนาดนี้มาก่อน
แม้แต่เจียงเหิงที่ค่อนข้างเย็นชาก็ยังตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ในอดีตเขาเป็นนักเรียนระดับท็อปที่มีความเข้าใจสูง เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่เพียงนิทานธรรมดา การที่ลิงตัวหนึ่งสามารถป่วนสวรรค์จนกลับตาลปัตรได้นั้นมีความหมายแฝงที่แตกต่างออกไปในโลกยุคดวงดาวที่แบ่งชนชั้นอย่างเคร่งครัด—มันเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่ชื่อว่า "อิสรภาพ" กำลังเริ่มผลิบานในใจของทุกคน