- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็น อาเต๊า บุตรชายผู้ไร้ค่าของเล่าปี่
- บทที่ 1 - ฝ่าวงล้อมเจ็ดชั้นที่เนินเตียงปันกับจูล่ง
บทที่ 1 - ฝ่าวงล้อมเจ็ดชั้นที่เนินเตียงปันกับจูล่ง
บทที่ 1 - ฝ่าวงล้อมเจ็ดชั้นที่เนินเตียงปันกับจูล่ง
บทที่ 1 - ฝ่าวงล้อมเจ็ดชั้นที่เนินเตียงปันกับจูล่ง
รัชศกเจี้ยนอันปีที่สิบสาม
เกงจิ๋ว
เขตนันกุน อำเภอเตียงหยาง
เนินเตียงปัน
ดวงอาทิตย์แผดเผาอยู่กลางน่านฟ้า ธงทิวโบกสะบัดพลิ้วไหว บนเนินเขาสูงที่มีหญ้าป่าสีเขียวขจีมีค่ายบัญชาการตั้งตระหง่านอยู่ ด้านซ้ายของค่ายบัญชาการปักธงสีดำผืนใหญ่จารึกอักษรคำว่า มหาอุปราชแห่งราชวงศ์ฮั่นและโหวแห่งอู่ผิง ส่วนด้านขวาปักธงเล่มเขื่องที่มีตัวอักษรคำว่า โจ พร้อมลวดลายดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และสัตว์มงคลทั้งสี่ประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง
เวลานี้ภายใต้ร่มเงาของธงทิวในค่ายบัญชาการ ชายวัยกลางคนในชุดเกราะแม่ทัพคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีเหลืองทองกำลังยืนตระหง่าน รูปร่างของเขาสูงเจ็ดเซียะ ดวงตาเรียวเล็ก หนวดเครายาว แม้หน้าตาจะไม่ได้ดูองอาจห้าวหาญนัก แต่แววตานั้นกลับลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ทุกท่วงท่าและการเคลื่อนไหวแฝงไว้ด้วยอำนาจบารมีของผู้เป็นใหญ่เหนือคนทั้งปวง
หากไม่ใช่โจโฉ เบ้งเต๊ก แล้วจะเป็นใครไปได้อีก
"ท่านมหาอุปราช คนผู้นี้สังหารขุนพลฝีมือดีของเราไปแล้วกว่าห้าสิบนายขอรับ" ขุนพลหนุ่มแฮหัวเกี๋ยที่มีใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อยประสานมือรายงาน
ในดวงตาของโจโฉเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ เขารายตามองโจหองที่ยืนอยู่ด้านข้าง
"ข้าเคยนึกว่าลิโป้คือยอดฝีมือไร้พ่ายในใต้หล้าไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนที่ห้าวหาญยิ่งกว่าเขาอีก จื่อเหลียน คนผู้นี้คือใครกัน"
ชายร่างกำยำหนวดเคราดำขลับนามว่าโจหองก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว หันกลับไปหาโจโฉแล้วคุกเข่าข้างหนึ่งลงรายงาน
"เดี๋ยวข้าน้อยจะไปถามให้ประจักษ์เดี๋ยวนี้ขอรับ"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นกระโดดขึ้นควบม้าศึกที่อยู่ด้านข้าง แล้วควบทะยานมุ่งหน้าเข้าไปยังใจกลางวงล้อมกองทัพนับหมื่นที่มียอดขุนพลกำลังบุกทะลวงอยู่
ในใจของโจหองรู้ดีว่า ตอนนี้นายท่านของตนเริ่มเกิดความรู้สึกเสียดายคนเก่งและอยากได้ตัวมาไว้ใช้สอยเสียแล้ว
ด้านล่างของเนินเตียงปัน ฝุ่นตลบอบอวลเป็นระลอก ธงรบปลิวไสว เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังกึกก้องไม่ขาดสาย
และท่ามกลางวงล้อมของทหารนับหมื่นนาย ผู้ที่ก่อให้เกิดคลื่นลมพายุอันน่าสะพรึงกลัวนี้ กลับเป็นเพียงขุนพลขี่ม้าเพียงคนเดียวที่มีห่อผ้าอุ้มเด็กทารกผูกติดไว้ที่เอว
จูล่งในตอนนี้ฆ่าฟันจนตาทั้งสองข้างแดงก่ำไปหมดแล้ว
เดิมทีเขาสวมเกราะขาวและผ้าคลุมสีขาว ควบขี่ม้าสีขาวปลอด แต่ตอนนี้กลับดูราวกับว่าเขาสวมเกราะเลือดและผ้าคลุมสีแดง ควบขี่ม้าสีเลือด ส่วนเลือดบนตัวนั้นเป็นของเขาเองหรือไม่ ตัวเขาเองก็จำไม่ได้แล้ว
เขารู้เพียงแค่ว่า ต้องง้างทวน ตวัดทวน แทงทวน ทุบทวน หากหอกยาวหรือทวนพังไปแล้วก็ค่อยแย่งเอาใหม่ หากไม่มีหอกหรือทวน ก็ใช้กระบี่ชิงกังที่เพิ่งยึดมาได้เข้าต่อกรกับศัตรู
ฆ่า!
ฆ่า!
ฆ่า!
ในเวลาเดียวกันก็ต้องคอยหลบหลีกห่าธนูที่พุ่งลงมาจากฟ้า รวมถึงหอกและหลาวจากทหารราบที่พื้น เพื่อปกป้องความปลอดภัยของนายน้อยในอ้อมอก
โจหองกระตุกบังเหียนม้าให้หยุดลง เผชิญหน้ากับความพินาศย่อยยับตรงหน้า แล้วตะโกนถามจูล่งเสียงดังลั่น
"ขุนพลผู้ห้าวหาญทัพหน้า จงบอกชื่อแซ่ของเจ้ามา!"
จูล่งตะโกนตอบกลับไปดังกังวาน
"ข้าคือเตียวจูล่งแห่งเสียงสัน!"
บนค่ายบัญชาการเนินเขาสูง โจโฉได้ยินเสียงที่ดังกังวานนั้น ก็เอ่ยปากชมเชย
"ช่างเป็นขุนพลพยัคฆ์โดยแท้! ข้าจะต้องจับเป็นเขามาให้จงได้!"
หันขวับไปมองพลนำสารที่อยู่ด้านข้างแล้วสั่งการ
"จงไปถ่ายทอดคำสั่ง จับเป็นเตียวจูล่ง ห้ามผู้ใดลอบยิงธนูอาบยาพิษเด็ดขาด!"
พลนำสารรับคำสั่ง รีบวิ่งลงจากค่ายบัญชาการแล้วตะโกนสุดเสียง
"ท่านมหาอุปราชมีคำสั่ง จับเป็นเตียวจูล่ง ห้ามลอบยิงธนูอาบยาพิษ อนุญาตให้จับเป็นเท่านั้น!"
ทันใดนั้น พลนำสารที่มีธงคำสั่งสะพายอยู่ด้านหลังก็ควบม้ากระจายคำสั่งไปทั่วทั้งกองทัพ
"ท่านมหาอุปราชมีคำสั่ง จับเป็นเตียวจูล่ง ห้ามลอบยิงธนูอาบยาพิษ อนุญาตให้จับเป็นเท่านั้น!"
"ท่านมหาอุปราชมีคำสั่ง จับเป็นเตียวจูล่ง ห้ามลอบยิงธนูอาบยาพิษ อนุญาตให้จับเป็นเท่านั้น!"
เมื่อจูล่งได้ยินคำสั่งนี้ ใบหน้าก็เผยความปีติยินดีอย่างยิ่ง ขาทั้งสองข้างหนีบกระตุ้นม้า ม้าศึกใต้ร่างราวกับรู้ใจเจ้านาย มันส่งเสียงร้อง "ฮี้" ออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะพุ่งทะยานแหวกวงล้อมของทัพศัตรูออกไปราวกับลูกธนู
พวกพลทหารที่ถือหอกยาวต่างหวาดผวาต่อเทพแห่งความตายอย่างจูล่งจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าไปขวางทางแม้แต่น้อย
ส่วนพวกขุนพลที่ขี่ม้าวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวจูล่งอย่างเตียวคับ ก็พากันลังเลและกล้าๆ กลัวๆ เพราะคำสั่งให้จับเป็นของโจโฉ ชั่วพริบตานั้นจึงเกิดช่องโหว่เปิดทางให้จูล่งฝ่าวงล้อมหนีออกไปได้สำเร็จ
"ขุนพลข้าศึกอย่าเพิ่งหนี!"
จงจิน ขุนพลผู้ถือง้าววงเดือนควบม้าไล่ตามมาติดๆ เขาพุ่งเข้าประชิดตัวจูล่งอย่างรวดเร็ว ม้าของทั้งสองไล่กวดกันจนหางแทบจะชนกัน ง้าวยาวในมือของเขาพุ่งตรงทะลวงไปยังแผ่นหลังของจูล่ง คมง้าวแทบจะสัมผัสถึงตัวอยู่รอมร่อ
จูล่งรีบหันหัวม้าหลบกะทันหัน มือซ้ายถือทวนปัดป้องง้าวยาว มือขวาชักกระบี่ชิงกังตวัดฟันเข้าใส่จงจิน
ได้ยินเพียงเสียง "ฉั๊วะ" กระบี่ชิงกังฟันฉับเข้าที่หมวกเกราะของจงจิน หั่นเอาศีรษะหายไปกว่าครึ่ง
ชั่วพริบตานั้น เลือดและมันสมองสาดกระจายพุ่งกระฉูดออกมา
เหล่าขุนพลต่างพากันขนลุกซู่!
จูล่งอาศัยจังหวะนั้นหมอบราบไปกับหลังม้าแล้วควบตะบึงหนีไป เหล่าขุนพลม้าเห็นดังนั้นก็รีบควบม้าไล่ตาม แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะม้าขาวใต้ร่างของจูล่งนั้นมีพละกำลังดุจเทพยดา หรือเป็นเพราะบรรดาขุนพลศัตรูต่างขวัญผวาจนใจฝ่อกันไปหมดแล้ว จึงไม่มีใครสามารถไล่ตามเขาทัน เหลือเพียงกลุ่มควันสีเหลืองจางๆ ที่ค่อยๆ ห่างออกไปไกลลับตา
บนสะพานเตียงปัน เตียวหุยผู้มีหนวดเคราดกรุงรังควบม้าถือทวนยืนขวางทางอยู่อย่างโดดเดี่ยว
"จูล่งล่วงหน้าไปก่อนเลย ทางนี้ข้าจะรับมือไว้เอง"
จูล่งไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบควบม้าพุ่งตรงเข้าไปยังป่าทึบหลังสะพานเตียงปันทันที
"ท่านขุนพลจูล่ง ขี่ม้าตรงไปตามทางนี้อีกราวๆ สิบลี้ก็จะพบนายท่านแล้วขอรับ"
ทหารที่ขี่ม้าผูกกิ่งไม้เพื่อสร้างฝุ่นหลอกตาศัตรูในป่าเป็นผู้ชี้ทางให้จูล่ง
"ฟู่"
จูล่งค่อยๆ พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา การต่อสู้พัวพันในดงศัตรูเมื่อครู่นี้ ทำให้ทั้งคนทั้งม้าต่างเหนื่อยล้าอ่อนแรงไปตามๆ กัน ตอนที่ต่อสู้เอาเป็นเอาตายอยู่ในวงล้อม เขายังไม่ทันรู้สึกอะไร แต่ตอนนี้บาดแผลบนร่างกายเริ่มปวดหนึบขึ้นมาแล้ว
เขาค่อยๆ เปิดห่อผ้าในอ้อมอกออกอย่างระมัดระวัง
"นายน้อย"
ทารกน้อยจ้ำม่ำในอ้อมอกลืมตาแป๋วแหววขึ้นมา สบตากับดวงตาของจูล่งพอดิบพอดี
"โชคดีเหลือเกินที่นายน้อยปลอดภัย"
จูล่งถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจ
ต้องรีบไปพบนายท่านให้เร็วที่สุด เรื่องของนายน้อยกับบิฮูหยิน คงทำให้นายท่านกังวลจนแทบขาดใจเป็นแน่!
จูล่งขยับดึงผ้าที่ผูกติดไว้กับตัวให้แน่นขึ้น โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า แววตาของเด็กทารกในอ้อมอกนั้น ไม่หลงเหลือความไร้เดียงสาและเหม่อลอยเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว
แต่กลับถูกแทนที่ด้วย
ความสับสน!
ความตกตะลึง!
และแววตาแห่งความตื่นเต้น!
คุณคงจินตนาการไม่ออกหรอกว่า ทารกที่เพิ่งเกิดมาได้เพียงไม่กี่เดือน จะมีอารมณ์ทางสายตาที่หลากหลายและลึกซึ้งได้ขนาดนี้!
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงคืนก่อน เขายังเป็นนักศึกษาปริญญาโทภาควิชาประวัติศาสตร์โบราณ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาสง่างามราวกับต้นหยกต้องลม เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของทุกคนที่พบเห็น ใครเห็นใครก็รัก ดอกไม้เห็นดอกไม้ยังบานสะพรั่ง
แต่ตอนนี้กลับกลายมาเป็นเล่าเสี้ยน จักรพรรดิสงครามไปเสียแล้ว
ในอ้อมอกของจูล่ง ทารกน้อยเล่าเสี้ยนมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนยากจะอธิบาย
ในขณะที่เล่าเสี้ยนกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้สงบลง จูล่งก็ดึงบังเหียนม้า กระโดดลงจากหลังม้าที่ชุ่มไปด้วยเลือด แล้วหมอบกราบลงกับพื้นพร้อมกับร้องไห้โฮออกมา
"นายท่าน!"
เล่าปี่สวมเสื้อคลุมสีเหลือง ใบหน้าเปื้อนฝุ่นดิน มงกุฎครอบผมก็เบี้ยวไม่ตรงทาง เมื่อเห็นจูล่งที่เสื้อคลุมและชุดเกราะอาบชุ่มไปด้วยเลือด ขอบตาก็เริ่มแดงก่ำ รีบเดินเข้าไปประคองให้ลุกขึ้นทันที
"จูล่ง"
"นายท่าน ความผิดของจูล่งในครั้งนี้ ต่อให้ตายเป็นหมื่นครั้งก็ยังน้อยไป บิฮูหยินบาดเจ็บสาหัส ตัดสินใจกระโดดลงบ่อน้ำปลิดชีพตัวเอง ข้าน้อยจึงทำได้เพียงผลักกำแพงดินปิดทับปากบ่อน้ำเอาไว้ อาศัยบุญบารมีของนายท่านคุ้มครอง ข้าน้อยจึงรอดชีวิตกลับมาได้ โชคดีที่นายน้อยปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนขอรับ"
น้ำเสียงของจูล่งสั่นเครือ ขณะที่พูด เขาก็ใช้สองมือประคองห่อผ้าขึ้นมาส่งให้กับเล่าปี่
ตอนที่เล่าเสี้ยนได้ยินจูล่งพูด ในใจก็รู้สึกตงิดๆ ขึ้นมาแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้ข้ากับจูล่งเพิ่งจะบุกตะลุยฝ่าวงล้อมเจ็ดชั้นที่เนินเตียงปันด้วยกันมา งั้นต่อจากนี้ คงไม่ใช่ว่า...
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คงเป็นไปตามคาดนั่นแหละ
เล่าปี่เริ่มแสดงละครฉากเด็ดตามตำนานดั้งเดิมทันที
"เพราะเด็กอมมือแค่คนเดียว เกือบจะทำให้ข้าต้องสูญเสียยอดขุนพลคู่ใจไปเสียแล้ว!"
เจ้านายหูใหญ่ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา รับห่อผ้ามาแล้วทุ่มลงไปบนพื้นอย่างแรง
"นายท่าน อย่านะขอรับ!"
"ท่านพี่ ช้าก่อนเจ้าค่ะ!"
กำฮูหยิน เกียนหยง และคนอื่นๆ มองดูห่อผ้าที่ถูกทุ่มลงพื้นด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
เล่าเสี้ยนรู้สึกว่าโลกทั้งใบหมุนคว้าง การกระแทกอย่างแรงทำให้สมองของเขามึนงงไปหมด เขากลิ้งไปบนพื้นหนึ่งตลบ ก่อนที่จะถูกจูล่งพุ่งตัวเข้ามารับเอาไว้ในอ้อมกอด
"นายท่าน ไฉนจึงต้องทำถึงเพียงนี้ด้วยขอรับ"
จูล่งร้องไห้กราบกรานลงกับพื้นแล้วกล่าวว่า "ต่อให้จูล่งต้องสมองไหลนองพื้น ก็ยากจะทดแทนพระคุณนายท่านได้แม้เพียงเศษเสี้ยวขอรับ"
ชั่วขณะนั้น เหล่ากุนซือและขุนพลที่อยู่เบื้องหลังเล่าปี่ต่างพากันยกมือขึ้นปาดน้ำตา
หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ฉากเล่าปี่ทุ่มอาเต๊าไปได้พักใหญ่ เล่าเสี้ยนก็ถูกนำตัวไปนอนอยู่ในอ้อมกอดของกำฮูหยิน และเริ่มต้นการเดินทางเพื่อกินข้าว... อ๊ะ ไม่สิ เพื่อดื่มนมของเขา
ในขณะที่ดื่มนม เล่าเสี้ยนก็เริ่มครุ่นคิดถึงเส้นทางในอนาคตของตัวเองไปด้วย
การมีอยู่ของเขา จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของจ๊กก๊กที่เต็มไปด้วยความน่าเสียดายได้อย่างไรกันนะ
จากความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เล่าเสี้ยนมี จ๊กก๊กมีโอกาสที่จะรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นได้อย่างน้อยถึงสามครั้ง!
ครั้งแรกคือหลังสงครามที่ฮันต๋ง
ครั้งที่สองคือตอนที่จูกัดเหลียงยกทัพบุกขึ้นเหนือครั้งแรก
ครั้งที่สามคือตอนที่จูกัดเหลียงยกทัพบุกขึ้นเหนือครั้งที่ห้า
โดยเฉพาะหลังสงครามที่ฮันต๋ง ถือเป็นโอกาสที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด!
รัชศกเจี้ยนอันปีที่ยี่สิบสาม หลังจากเล่าปี่พักฟื้นฟูกองทัพอยู่หลายปี เขาก็นำทัพบุกโจมตีฮันต๋งอีกครั้ง ไม่เพียงแต่จะสามารถสังหารแฮหัวเอี๋ยน แม่ทัพใหญ่ของกองทัพวุยยกลงได้กลางสนามรบ แต่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาสามารถเอาชนะกองทัพของโจโฉในการเผชิญหน้ากันแบบซึ่งๆ หน้า ทำให้ผู้คนทั่วหล้าต่างพากันตื่นตะลึง!
รัชศกเจี้ยนอันปีที่ยี่สิบสี่ เล่าปี่เอาชนะโจโฉและยึดครองพื้นที่ฮันต๋งได้อย่างเบ็ดเสร็จ กองกำลังของเขาในตอนนั้นเรียกได้ว่าแข็งแกร่งจนแทบจะแซงหน้าง่อก๊กของซุนกวน และก้าวขึ้นสู่อันดับสองของแผ่นดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ในช่วงเวลาแห่งชัยชนะนี้ กลุ่มอำนาจของเล่าปี่ยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ พวกเขาไม่ได้เดินหน้าบุกโจมตีโจโฉต่อไป แต่กลับเลือกที่จะซุ่มซ่อนตัว พักฟื้นฟูกำลังทหารและสะสมเสบียง เพื่อเรอคอยโอกาสที่เหมาะสม!
โจโฉในเวลานั้นอายุครบ 64 ปีแล้ว ซึ่งในยุคโบราณถือว่าเป็นช่วงอายุที่ชราภาพมาก บวกกับการกรำศึกสงครามมาอย่างโชกโชน แน่นอนว่าเขาย่อมมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแน่
ยุทธศาสตร์หลงจงเคยระบุไว้ว่า เมื่อสถานการณ์ในแผ่นดินเกิดการเปลี่ยนแปลง เล่าปี่สามารถยกทัพบุกขึ้นเหนือได้จากสองเส้นทาง คือจากฮันต๋งและเกงจิ๋ว ซึ่งจะสามารถบดขยี้โจโฉได้อย่างราบคาบ
ตอนนี้เส้นทางบุกขึ้นเหนือจากฮันต๋งได้ถูกเปิดออกแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการพักฟื้นและฝึกปรือกองทัพให้พร้อม เพื่อรอคอยให้แผ่นดินเกิดการเปลี่ยนแปลง!
และหากดูตามหน้าประวัติศาสตร์ ในปีถัดมาโจโฉก็จะเสียชีวิตลง นี่แหละคือช่วงเวลาที่แผ่นดินจะเกิดการเปลี่ยนแปลง!
เมื่อโจโฉเสียชีวิต ภายในวุยก๊กย่อมเกิดความวุ่นวายโกลาหล นี่จึงเป็นโอกาสทองที่เล่าปี่และซุนกวนจะยกทัพบุกขึ้นเหนือ!
แต่เรื่องที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ กลุ่มของเล่าปี่ยังไม่ทันจะได้รอให้โอกาสที่โจโฉสิ้นบุญมาถึง เกงจิ๋วก็ถูกตีแตกเสียก่อน!
ขั้วอำนาจในแผ่นดินของการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างเล่าปี่และซุนกวนเพื่อต่อต้านโจโฉพลิกผันในชั่วพริบตา วุยก๊กของโจโฉกลายเป็นตาอยู่คว้าชิ้นปลามันไปกินหน้าตาเฉย
เปลวเพลิงกองโตในศึกอิเหลง ได้เผาผลาญความฝันอันงดงามในการรวบรวมแผ่นดินของจ๊กก๊กจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
เหล่ากุนซือและแม่ทัพยอดฝีมือจำนวนมากต้องทิ้งชีวิตไปเยือนปรโลก จนเกิดสภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก ทหารผ่านศึกฝีมือดีสูญเสียไปอย่างประเมินค่าไม่ได้ พลังรบของจ๊กก๊กลดฮวบลงไปหลายระดับ
ต่อให้มีสุดยอดนักบริหารกิจการภายในอย่างจูกัดเหลียง ขงเบ้ง ก็ยังยากที่จะปกปิดความอ่อนแอของจ๊กก๊กในเวลานั้นได้
กวนอู เตียวหุย หวดเจ้ง บังทอง ม้าเจ๊ก...
มีความน่าเสียดายมากมายเหลือเกิน ที่รอให้เล่าเสี้ยน จักรพรรดิสงครามผู้นี้ไปแก้ไขและเขียนมันขึ้นมาใหม่!
ขณะที่กำลังดูดนมอย่างเมามัน สองมือน้อยๆ อวบอ้วนของทารกเล่าเสี้ยนก็กำแน่นเป็นหมัด!
การกอบกู้ความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์ฮั่นกลับคืนมา เป็นหน้าที่ที่คนรุ่นหลังอย่างข้ามิอาจหลีกเลี่ยงได้!
[จบแล้ว]