- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 476 เลือกวันดี
บทที่ 476 เลือกวันดี
บทที่ 476 เลือกวันดี
เพื่อให้สามารถขนทรายทั้งหมดกลับมาได้โดยเร็ว คนในหมู่บ้านที่ไปเรียนขับรถแทรกเตอร์หลายคนในที่สุดก็ได้มีโอกาสนำความสามารถมาใช้
โจวอี้หมินเพื่อเรื่องนี้ ยังตั้งใจไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเพื่ออธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะ
เดิมทีหัวหน้าหมู่บ้านไม่เห็นด้วย แต่โจวอี้หมินเพิ่มธัญพืชให้อีกหนึ่งร้อยชั่ง หัวหน้าหมู่บ้านจึงทำได้เพียงตอบตกลงอย่างจนใจไม่มีทางเลือกเพราะโจวอี้หมินให้มามากเกินไปจริงๆ
จากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มจัดคนเพื่อบรรทุกของขึ้นรถแทรกเตอร์ของหมู่บ้านโจว
เป็นเช่นนี้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำงานต่อเนื่องไม่หยุดในที่สุดใช้เวลาไม่ถึงสองวันก็ขนทรายทั้งหมดกลับมาที่หมู่บ้านได้สำเร็จ
ต่อไปก็คือการขนหินที่ขุดได้กลับหมู่บ้าน โชคดีที่ทางไปภูเขาหลังหมู่บ้านยังไม่เลวร้ายมากไม่เช่นนั้นแม้แต่รถแทรกเตอร์ก็ยังวิ่งไม่ได้
ตอนนี้ถึงคราวของโจวต้าจู้ขับรถแทรกเตอร์บ้างเนื่องจากทรายถูกขนหมดแล้ว ตอนนี้จึงต้องไปขนหินจากภูเขาหลังหมู่บ้านและเริ่มวิ่งไปกลับระหว่างภูเขากับหมู่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อนำหินที่ขุดได้กลับมา
โจวต้าจู้เพิ่งขนหินลงจากรถแทรกเตอร์เสร็จ ท้องฟ้าที่เดิมทียังสว่างอยู่ดีๆก็ถูกเมฆดำก้อนใหญ่ปกคลุมจนมืดลงในพริบตา ต่อมาไม่นานเม็ดฝนขนาดใหญ่ก็ตกลงมา “เปาะแปะ” ราวกับฟ้าทำขันน้ำหกลงมา
โจวจื้อหมิงเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งไปหาโจวต้าจู้อย่างเร่งรีบพร้อมเอ่ยเตือนด้วยความกังวลว่า
“ต้าจู้ ฝนแบบนี้ท่าทางจะตกหนักมาก วันนี้อย่าเพิ่งไปขนหินที่ภูเขาหลังหมู่บ้านเลย มันอันตรายเกินไป!”
โจวต้าจู้เงยหน้ามองฟ้า ตอนนี้ฝนเพิ่งเริ่มตกพื้นดินเพิ่งแค่เปียกเล็กน้อยในใจคิดว่าฝนเพิ่งเริ่ม น่าจะวิ่งอีกสักเที่ยวคงไม่มีปัญหา อีกทั้งที่ภูเขาหลังหมู่บ้านยังมีหินอีกมากที่ยังไม่ได้ขนกลับมาเพื่อไม่ให้กระทบเวลาสร้างถนน ดังนั้น เขาจึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วพูดกับโจวจื้อหมิงว่า
“ลุงจื้อหมิง วางใจเถอะ ฝีมือผม ลุงยังไม่เชื่ออีกเหรอ รับรองไปไวกลับไว!”
พูดจบก็เหยียบคันเร่ง รถแทรกเตอร์ส่งเสียง “ตุบๆ ๆ” มุ่งหน้าไปยังภูเขาหลังหมู่บ้าน
ระหว่างทางไปภูเขาหลังหมู่บ้าน ฝนยังถือว่าไม่หนักมากถนนแม้จะลื่นเล็กน้อยแต่โจวต้าจู้อาศัยฝีมือการขับที่ชำนาญก็ยังสามารถไปได้อย่างราบรื่น
เขาจึงเริ่มรู้สึกภูมิใจ ก่อนหน้านี้ก็บอกแล้วว่าลุงจื้อหมิงคิดมากเกินไป นี่ไม่ใช่ว่ามาถึงภูเขาหลังหมู่บ้านอย่างปลอดภัยแล้วหรอกหรือ
เมื่อถึงภูเขาหลังหมู่บ้าน เขารีบช่วยชาวบ้านที่กำลังขุดหินอยู่ขนหินขึ้นรถแทรกเตอร์อย่างรวดเร็ว
แต่พอโจวต้าจู้ขับรถกลับฝนกลับเหมือนบ้าคลั่ง ตกหนักขึ้นเรื่อยๆเม็ดฝนใหญ่กระแทกกระจกหน้ารถเสียงดังเหมือนตีกลองจนมองเห็นด้านหน้าได้เลือนราง
เพราะฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ถนนดินเดิมทียังพอใช้งานได้แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นโคลนเละจนแทบเดินหรือขับผ่านไม่ได้ เมื่อรถแทรกเตอร์ขับไปถึงจุดที่เป็นแอ่งต่ำก็ได้ยินเสียง “กึก” ล้อรถจมลงไปในหลุมโคลนทันที
โจวต้าจู้รีบเหยียบคันเร่งเต็มแรง ผลคือล้อหมุนอยู่ในโคลนอย่างบ้าคลั่ง สะบัดโคลนกระเด็นสูงแต่ตัวรถกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
คราวนี้โจวต้าจู้ถึงกับเสียขวัญ สีหน้าซีดเผือดลงในทันที
เขายังไม่ยอมแพ้พยายามอยู่กว่าสิบนาที เครื่องยนต์ส่งเสียงคำราม “ฮึม ๆ” แต่ล้อรถกลับยิ่งจมลึกลงไปเรื่อยๆจนตัวรถเกือบครึ่งคันแทบจะจมอยู่ในโคลนแล้ว โจวต้าจู้ทุบพวงมาลัยอย่างหงุดหงิด ในใจเต็มไปด้วยความเสียใจ ‘ฉันนี่มันโง่จริงๆ ทำไมไม่ฟังคำของลุงจื้อหมิงนะ!’
คราวนี้แย่แล้ว เพราะแค่จะเร่งงานกลับทำให้รถแทรกเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดของหมู่บ้านต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ หากเรื่องนี้ทำให้การสร้างถนนล่าช้าหรือถึงขั้นทำให้รถพังเขาจะเอาหน้าไปอธิบายกับทุกคนได้อย่างไร
เม็ดเหงื่อขนาดใหญ่ไหลลงจากหน้าผาก ผสมกับหยาดฝนบนใบหน้า
เขาร้อนใจดั่งไฟเผาพยายามหมุนพวงมาลัยเปลี่ยนทิศไปมาหวังจะหามุมที่ทำให้รถแทรกเตอร์หลุดออกมาได้ แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล
สุดท้ายเขาไม่มีทางเลือกได้แต่กลับหมู่บ้านไปขอความช่วยเหลืออย่างหมดสภาพ ตลอดทางสายฝนบดบังสายตาของเขาและยิ่งทำให้จิตใจของเขาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน เขาก้มหน้าด้วยความหดหู่แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา หัวหน้าหมู่บ้านโกรธจนเดือดพล่าน รีบพุ่งเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ชี้นิ้วใส่พลางพูดด้วยความโมโหจนแทบพูดไม่ชัดว่า
“แก…แกนี่นะเด็กคนนี้ ทำไมถึงไม่ยอมฟังคำเตือน! ถ้ารถแทรกเตอร์พังขึ้นมาแล้วจะสร้างถนนกันยังไง!”
โจวต้าจู้ก้มหน้าลงราวกับเด็กที่ทำผิด ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
โจวจื้อหมิงรีบก้าวเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย
“หัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาโทษกัน สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือเอารถแทรกเตอร์ออกมาก่อน”
หัวหน้าหมู่บ้านสูดหายใจลึก พยายามกดความโกรธลง แล้วรีบสั่งการให้ชาวบ้านไปช่วยทันที
ทุกคนฝ่าฝนตามหัวหน้าหมู่บ้านและโจวจื้อหมิงไปยังจุดที่รถแทรกเตอร์ติดหล่ม
ในเวลานั้น ชาวบ้านที่มาถึงก่อนเมื่อเห็นรถแทรกเตอร์ที่จมลึกอยู่ในโคลน ต่างก็อดสูดลมหายใจด้วยความตกใจไม่ได้
ลุงคนหนึ่งขมวดคิ้ว พูดด้วยสีหน้ากังวลว่า
“โอ๊ย แบบนี้จะทำยังไงดี รถแทรกเตอร์จมลึกขนาดนี้เลย”
ป้าหลี่กระทืบเท้าอย่างร้อนใจ
“ฝนก็ตกหนักขนาดนี้ ถ้ายังชักช้าอยู่ กลัวว่าจะยิ่งแย่เข้าไปอีก”
เสี่ยวหู่พับแขนเสื้อขึ้น พูดอย่างร้อนใจว่า
“อย่าตกใจไป ทุกคนช่วยกันคิด ยังไงก็ต้องเอามันขึ้นมาได้!”
พูดจบเขาก็คว้าพลั่วเหล็กขึ้นมาแล้วเริ่มลงมือทำงานอยู่ข้างหลุมโคลนทันที ในตอนนี้หลุมโคลนได้กลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆไปแล้ว น้ำโคลนขุ่นข้นผุดฟองขึ้นมาไม่หยุดรถแทรกเตอร์จมอยู่ข้างในราวกับสัตว์ยักษ์ที่ติดกับดัก
หัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าคนที่มาถึงก่อนเริ่มช่วยกันแล้ว แต่เพราะคนมีจำนวนมากจึงดูสับสนวุ่นวายแต่ละคนต่างก็มีความเห็นของตัวเอง
เพื่อจะเอารถแทรกเตอร์ออกมาให้ได้โดยเร็ว เขาจึงตะโกนสั่งว่า
“ยกหินลงให้หมดก่อน เพื่อลดน้ำหนักของรถแทรกเตอร์!”
ทุกคนรีบลงมือทันที ท่ามกลางสายฝนทุกคนต่างแข่งกับเวลาในการขนหินฝนยิ่งตกยิ่งแรงกระแทกใส่ร่างกายจนเจ็บไปหมดแต่ไม่มีใครคิดจะถอย
ก้อนหินทั้งใหญ่ทั้งหนัก ทุกครั้งที่ยกต้องออกแรงอย่างมากเหล่าชายหนุ่มแข็งแรงกัดฟันแน่น ตะโกนจังหวะช่วยกัน ยกหินก้อนใหญ่ขึ้นทีละก้อน
ฝ่ายผู้หญิงและชาวบ้านที่อายุมากหน่อยก็ไม่ยอมแพ้ จับคู่กันสองคนช่วยกันยกหินก้อนที่เล็กกว่าหน่อย
หยาดฝนไหลอาบลงมาตามแก้มของพวกเขาจนบดบังสายตาแต่พวกเขาเพียงยกมือปาดลวกๆครั้งหนึ่งก็กลับไปทุ่มเทกับการขนหินต่อทันที
ขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งกันอย่างเต็มที่ ชาวบ้านหนุ่มคนหนึ่งมัวแต่คิดอยากขนหินให้เสร็จเร็วๆไม่ทันระวังเท้าจึงลื่นล้ม “โอ๊ย!” ขึ้นมา พร้อมกับข้อเท้าพลิกโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อทุกคนได้ยินเสียงร้องก็รีบพากันวิ่งเข้าไปล้อมดูทันทีเห็นเพียงว่าเขาเจ็บจนใบหน้าซีดขาวเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
แต่หนุ่มคนนั้นกลับกัดฟันโบกมือปฏิเสธ
“ผมไม่เป็นไร พวกคุณอย่าสนใจผม ไปขนต่อเถอะ!”
พูดจบเขาฝืนทนความเจ็บ ค่อยๆคลานไปด้านข้างแล้วพยายามยืนด้วยท่าทางกะเผลกเพียงเพราะกลัวว่าจะทำให้ความคืบหน้าล่าช้า
โจวต้าจู้เห็นภาพนี้ก็รู้สึกผิดอย่างมาก ในใจเอาแต่โทษตัวเองไม่หยุด
“เป็นความผิดของฉันเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าฉันยอมฟังลุงจื้อหมิง เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น” แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งโทษตัวเองทุกคนต่างตั้งใจแน่วแน่ที่จะเอารถแทรกเตอร์ออกมาให้ได้
ในที่สุดก็ช่วยกันขนหินออกจนหมด ทุกคนจึงคิดจะช่วยกันยกรถแทรกเตอร์ขึ้น
โจวจื้อหมิงสั่งการกับทุกคนว่า
“ทุกคนมารวมกัน ฟังคำสั่งผม แล้วออกแรงพร้อมกัน ดูว่าจะยกรถแทรกเตอร์ขึ้นได้ไหม”
ชาวบ้านรีบมาล้อมรอบรถแทรกเตอร์ บางคนพับแขนเสื้อ บางคนย่อตัวตั้งท่า มือทั้งสองจับขอบรถแทรกเตอร์ไว้แน่น
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ช่วยให้กำลังใจอยู่ด้านข้าง
“ทุกคนสู้ๆนะ พวกเราต้องเอาเจ้าสิ่งนี้ออกมาให้ได้!”
เมื่อโจวจื้อหมิงตะโกนสั่งว่า
“หนึ่ง สอง สาม ยก!”
ทุกคนออกแรงพร้อมกัน หน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่แขนปูดโปนขึ้นมาแต่รถแทรกเตอร์เพียงสั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้น ยังจมแน่นอยู่ในโคลนเหมือนเดิม
“ลองอีกครั้ง ทุกคนตั้งหลักให้ดี ออกแรงพร้อมกัน!” โจวจื้อหมิงตะโกน
ดังนั้นทุกคนจึงออกแรงกันอีกครั้งแต่รถแทรกเตอร์ก็ยังไม่ขยับแม้แต่น้อย
ในเวลานั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งเสนอว่า
“พวกเราไปหากิ่งไม้ใหญ่ๆมารองใต้ล้อเพิ่มแรงยึดเกาะ บางทีอาจจะได้ผล”
ทุกคนเห็นว่ามีเหตุผล จึงมีคนรีบวิ่งไปยังป่าใกล้ๆเพื่อหากิ่งไม้ทันที ไม่นานชาวบ้านก็แบกกิ่งไม้ขนาดใหญ่หลายท่อนกลับมา พวกเขาออกแรงอย่างหนัก ยัดกิ่งไม้ลงไปใต้ล้อรถในโคลน
จากนั้นโจวจื้อหมิงก็ให้โจวต้าจู้สตาร์ทรถแทรกเตอร์พร้อมทั้งสั่งการทุกคนให้ช่วยกันยกอีกครั้ง
“ต้าจู้ ค่อยๆเหยียบคันเร่ง ถ้ารู้สึกว่ารถเริ่มขยับก็ค่อยเพิ่มคันเร่ง ทางนี้พวกเราจะช่วยยก ลองดูว่าจะเอามันขึ้นมาได้ไหม” โจวต้าจู้พยักหน้าอย่างตึงเครียดแล้วสตาร์ทรถแทรกเตอร์ ค่อยๆเหยียบคันเร่งลง
ชาวบ้านก็รวบรวมแรงทั้งหมด ตะโกนพร้อมกันว่า
“หนึ่ง สอง สาม ยก!”
ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามและเสียงตะโกนของทุกคน ล้อรถแทรกเตอร์เริ่มหมุนช้าๆโคลนกระเด็นใส่ตัวทุกคนอีกครั้งแต่ไม่มีใครสนใจ ทุกคนจ้องไปที่รถแทรกเตอร์อย่างแน่วแน่ หวังให้มันหลุดออกจากหลุมโคลนโดยเร็ว
หลังจากพยายามอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็สามารถเอารถแทรกเตอร์ออกมาได้สำเร็จ
เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนที่ลุ้นอยู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โจวต้าจู้ในเวลานั้นเอ่ยถามเสียงเบาว่า
“หัวหน้าหมู่บ้าน หินพวกนี้…ยังต้องขนกลับขึ้นรถแทรกเตอร์ไหมครับ?”
หัวหน้าหมู่บ้านตอบอย่างไม่สบอารมณ์
“ทำไม ยังอยากให้มันติดหล่มอีกครั้งหรือไง?”
โจวต้าจู้พยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้วกำลังจะเดินออกไปในตอนนั้นโจวจื้อหมิงก็พูดขึ้นว่า
“ต้าจู้ พาเสี่ยวจิ่นขึ้นรถไปด้วยสิ!”
เสี่ยวจิ่นยังคงปากแข็งอยู่
“ลุงจื้อหมิง ไม่ต้องลำบากขนาดนั้น ผมเดินกลับเองได้”
หัวหน้าหมู่บ้านจึงพูดเสริมขึ้นว่า
“เสี่ยวจิ่น อย่าฝืนตัวเอง ถ้าเกิดทิ้งอาการบาดเจ็บเรื้อรังไว้ต่อไปอย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลยแค่จะหาภรรยาก็ยังยาก!”
ในยุคนี้สภาพการแพทย์ยังไม่ดีนัก บาดเจ็บเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นผลกระทบระยะยาวได้ง่าย
เมื่อเสี่ยวจิ่นได้ยินดังนั้นก็กลัวจนไม่กล้าปฏิเสธอีก ได้แต่นั่งขึ้นรถแทรกเตอร์อย่างว่าง่าย
โจวต้าจู้เห็นว่าเสี่ยวจิ่นขึ้นรถแล้ว จึงขับรถแทรกเตอร์ออกไป หลังจากที่โจวต้าจู้จากไปโจวจื้อหมิงก็หันมาถามว่า
“หัวหน้าหมู่บ้าน หินพวกนี้จะจัดการยังไงดี?”
หินจำนวนมากขนาดนี้ถ้าปล่อยไว้ตรงนี้ก็ดูจะไม่เหมาะนัก
ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่รู้ว่าฝนครั้งนี้จะตกไปอีกนานแค่ไหน คาดว่าในระยะเวลาอันสั้นหากจะใช้รถแทรกเตอร์ขนหินต่อไปก็คงมีความยากลำบากไม่น้อยและยังกลัวอีกว่าหากใช้รถแทรกเตอร์ขนหินแล้วเกิดติดหล่มขึ้นมาอีกก็จะยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วเกรงว่าจะไม่มีใครกล้าเสี่ยงขับรถแทรกเตอร์ท่ามกลางสายฝนอีก เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุแบบเดิมซ้ำขึ้นมา
หัวหน้าหมู่บ้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
“จื้อหมิง เดี๋ยวให้นายจัดคนมาขนหินพวกนี้กลับไปด้วยรถลาเถอะ!”
เขาไม่กล้าใช้รถวัวมาลากหินเพราะการลากหินพวกนี้หากพลาดพลั้งจนทำให้วัวบาดเจ็บขึ้นมาก็จะยิ่งไม่คุ้มค่า
โจวจื้อหมิงที่อยู่ในที่นั้นจึงพูดขึ้นว่า
“หัวหน้าหมู่บ้าน ฝนตกหนักขนาดนี้ ต่อให้ฝนหยุดแล้ว รถแทรกเตอร์ก็คงไม่กล้าใช้เส้นทางพวกนี้อยู่ดี”
“งั้นก็ใช้รถลาขนหินทั้งหมดกลับหมู่บ้านไปเถอะ ที่เหลือก็ไม่ได้มีมากแล้ว”
หัวหน้าหมู่บ้านพยักหน้า
“ได้ ทำตามที่นายว่าเลย” พูดจบก็เดินกลับหมู่บ้านทันที
โจวจื้อหมิงจึงพูดขึ้นอีกว่า
“คนที่อายุมากหน่อย กลับไปกับหัวหน้าหมู่บ้านก่อนเถอะ อยู่ตากฝนแบบนี้นานๆไม่ดี”
เพราะคนอายุมากร่างกายย่อมไม่แข็งแรงเท่าคนหนุ่มสาว หากต้องตากฝนแล้วเกิดป่วยขึ้นมาก็จะยิ่งลำบาก
คนรอบข้างเมื่อได้ยินคำพูดของโจวจื้อหมิงก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรเพียงทำตามอย่างว่าง่าย
ไม่นานโจวจื้อหมิงก็พารถลาของหมู่บ้านมารวมกัน
จากนั้นก็ช่วยกันขนหินขึ้นรถลาแล้วทยอยขนกลับไปยังหมู่บ้าน
หลังจากหัวหน้าหมู่บ้านกลับถึงหมู่บ้านเขายังไม่ทันได้อาบน้ำด้วยซ้ำตอนนั้นภรรยาของเขาเห็นเข้าจึงพูดว่า
“ตาแก่ ทำไมยังไม่ไปอาบน้ำอีกล่ะ?”
หัวหน้าหมู่บ้านตอบอย่างร้อนใจ
“เดี๋ยวก่อน ค่อยอาบทีหลัง” แต่ภรรยาของเขาไม่ยอม
“คิดว่าตัวเองยังหนุ่มอยู่หรือไง เปียกฝนมาแล้วไม่อาบน้ำถ้าเป็นหวัดขึ้นมาจะทำยังไง?”
เมื่อได้ยินภรรยาบ่นไม่หยุด หากไม่ไปอาบน้ำเกรงว่าจะทำอะไรต่อไม่ได้ เขาจึงได้แต่พยักหน้าตกลง
หลังอาบน้ำเสร็จหัวหน้าหมู่บ้านก็หยิบปฏิทินโบราณที่ค่อนข้างเก่าเล่มหนึ่งออกมาจากส่วนลึกของตู้ด้วยความระมัดระวัง
ปฏิทินเล่มนี้กระดาษเหลืองซีด มุมก็สึกหรอ เห็นได้ชัดว่าผ่านการใช้งานมาหลายปี
มันเป็นสิ่งที่สืบทอดภูมิปัญญาและประเพณีจากคนรุ่นก่อนและเป็นสิ่งอ้างอิงสำคัญของหมู่บ้านทุกครั้งที่มีเรื่องใหญ่ หลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ หัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มคิดว่าหรือเป็นเพราะไม่ได้เลือกวันให้เหมาะสมจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น โชคดีที่ยังไม่ได้เริ่มลงมือก่อสร้างจึงยังมีโอกาสแก้ไขได้
เพราะเหตุนี้เองหัวหน้าหมู่บ้านจึงร้อนใจมากถึงขั้นไม่มีเวลาแม้แต่จะอาบน้ำก็รีบหยิบปฏิทินโบราณออกมาเพื่อเลือกวันดีสำหรับการสร้างถนนของหมู่บ้านโจว
จากนั้นเขาค่อยๆเปิดปฏิทินอย่างเบามือ หรี่ตาลงเล็กน้อย เพ่งมองตัวอักษรที่แน่นขนัดเพื่อค้นหาวันที่เหมาะสมอย่างละเอียด
ในปฏิทินแต่ละวันล้วนมีการระบุข้อควรทำและข้อห้ามไว้อย่างชัดเจน หัวหน้าหมู่บ้านพลิกดูไปพลางพึมพำกับตัวเองไปด้วย
“การสร้างถนนถือเป็นการลงมือขุดดิน ต้องเลือกวันที่เหมาะสมกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะต้องเป็นวันที่เหมาะกับการลงดิน”
เขารู้ดีว่าในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลนและชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากเช่นนี้ ชาวบ้านได้ทุ่มเทความหวังและความกระตือรือร้นอย่างมากกับการสร้างถนนหากได้เริ่มงานในวันมงคลอาจช่วยเพิ่มความมั่นใจและแรงใจให้ทุกคนได้มากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นภายในหมู่บ้านยังมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า หากทำสิ่งต่างๆตามฤกษ์ยามที่เหมาะสมจะนำพาโชคดีมาให้ หัวหน้าหมู่บ้านจึงหวังว่าการเลือกวันมงคลจะช่วยให้การสร้างถนนเริ่มต้นได้อย่างเป็นสิริมงคลทำให้การก่อสร้างราบรื่นและชาวบ้านปลอดภัยทุกคน
หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดอยู่พักหนึ่งสายตาของหัวหน้าหมู่บ้านก็หยุดลงที่วันหนึ่ง
ในวันนั้นปฏิทินระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “เหมาะแก่การลงดิน เริ่มงาน และขอพร”
ดวงตาของหัวหน้าหมู่บ้านเป็นประกายขึ้นทันที เขามั่นใจว่านี่คือวันดีที่เหมาะสำหรับเริ่มสร้างถนน
เขาปิดปฏิทินลงพร้อมรอยยิ้มอย่างโล่งใจ ในที่สุดก็ได้เลือกวันเหมาะสมแล้วอีกทั้งวันนั้นก็ไม่ได้ห่างจากปัจจุบันมากนัก นั่นคืออีกสามวันข้างหน้า
หัวหน้าหมู่บ้านยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง กลัวว่าหากวันดีอยู่ห่างออกไปมากจะอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจได้ยาก
ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านต่างเฝ้ารอให้ถนนสร้างเสร็จโดยเร็วหากเขาบอกว่าต้องรอวันดีอีกนาน หากไม่รอแล้วเกิดมีเรื่องไม่ดีระหว่างการสร้างถนนหรือหลังสร้างเสร็จแล้วเกิดเหตุไม่ดีขึ้นในหมู่บ้านจะทำอย่างไรดี
(จบบท)