- หน้าแรก
- เกมสยองขวัญ เริ่มต้นด้วยการช่วยผีเลือกทาง
- บทที่ 8 ผีเต็มไปหมด!
บทที่ 8 ผีเต็มไปหมด!
บทที่ 8 ผีเต็มไปหมด!
บทที่ 8 ผีเต็มไปหมด!
“ฉันยอมกราบเลย! ยอมกราบจริงๆ! เขาอธิบายได้เข้าใจง่ายและชัดเจนมาก!”
“ขนาดคนเรียนแย่แบบฉันยังฟังเข้าใจเลย!”
เหล่าผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดเดิมทีตั้งใจจะเข้ามาดูผ่านๆ เท่านั้น แต่พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า... การอธิบายของชายคนนี้จะทำความเข้าใจได้ง่ายขนาดนี้! นี่มันกระดาษข้อสอบจากโลกสยองขวัญเลยนะ! เขาทำได้ยังไงกัน?
ท่ามกลางความตกตะลึง บรรดาผู้ชมต่างพากันหยิบสมุดจดขึ้นมานั่งฟังและจดบันทึกตามหน้าจอถ่ายทอดสด ลิงก์ห้องสตรีมถูกแชร์ต่อกันไปเรื่อยๆ
[ลิงก์: เข้ามาเรียนด้วยกันในสตรีมนี้เร็ว!]
หลายคนที่กดลิงก์เข้ามาเห็นว่าเป็นสตรีมเมอร์หน้าใหม่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ตั้งใจจะฟังแค่ประโยคสองประโยคแล้วก็จากไป ทว่าพอได้ฟังเข้าจริงๆ พวกเขากลับลืมความตั้งใจแรกไปเสียสนิท แล้วเริ่มกุลีกุจอควานหาพรึบพรับเพื่อหยิบสมุดบันทึกออกมาจดจ่อกับการจดตามอย่างตั้งอกตั้งใจ
ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างจนเข้าถึงหูของ 'เจ้าหน้าที่ทางการ' ในที่สุด
“ข้อมูลนี้หาได้ยากยิ่ง ต้องบันทึกไว้ทุกถ้อยคำ!”
ใครจะรู้ว่าข้อมูลเหล่านี้อาจกลายเป็นยันต์ช่วยชีวิตของพวกเขาในสักวันหนึ่ง!!
... ...
“อาหารเย็นเสร็จแล้ว ทุกคนมากินข้าวกันเถอะ”
หลังจากผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ เมื่อหญิงเจ้าของบ้านเดินมาที่ห้องหนังสือเพื่อเรียกทั้งสองไปกินมื้อค่ำ เสี่ยวหยาดูท่าทางยังไม่อยากจะหยุดเรียนเท่าไรนัก เธอยังรบเร้าให้เจียงเย่อธิบายข้อสุดท้ายให้จบก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น
เมื่อมาถึงโต๊ะอาหาร เสี่ยวหยาเป็นคนแรกที่เลื่อนเก้าอี้ออก เธอหันมามองเจียงเย่ “คุณครู เชิญนั่งค่ะ”
“อืม ตกลงจ้ะ”
หลังจากเจียงเย่นั่งลง เขาก็ต้องแปลกใจที่พบว่า 'ผีไร้หัว' ก็อยู่ที่นี่ด้วย และที่สำคัญ... มันดูเงียบขรึมและเรียบร้อยผิดปกติ
เจียงเย่: ? เจ้านี่ไม่ได้ถูกเอาไปทำเป็นมื้อดึกหรอกเหรอ?
ผีไร้หัวนั่งลงตรงข้ามกับเจียงเย่พอดี
“... ...” ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย!
บนลำคอที่ไร้ศีรษะของมันไม่อาจสื่ออารมณ์ใดๆ ออกมาได้ เมื่อไม่สามารถสื่อสารกันได้ เจียงเย่จึงละสายตาออกมาอย่างสงบ
อาหารเต็มโต๊ะตรงหน้าเขาดูปกติอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ความรู้สึกของเจียงเย่ไม่ได้เบาสบายตามไปด้วย ตามข้อมูลจากทาง 'เจ้าหน้าที่ทางการ' มนุษย์สามารถกินอาหารของผีได้ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าคำไหนที่จะทำให้เขาต้องไปลงนรกจริงๆ... แต่ในวินาทีนี้ การปฏิเสธก็เท่ากับการรนหาที่ตายชัดๆ
ขณะที่เจียงเย่สูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจจะ 'วัดดวง' ดูสักตั้ง ชายเจ้าของบ้านที่สวมเพียงผ้ากันเปื้อนปิดท่อนบนก็เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับถือจานใบหนึ่ง ร่างกายที่สูงใหญ่กำยำของเขาหยุดลงตรงหน้าเจียงเย่ ให้ความรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล เสียงของเขาห้าวพร่าราวกับมีเสียงอสนีบาตดังก้องอยู่ในหู:
“คุณกินอันนี้”
เจียงเย่ไม่กล้าขัดศรัทธา ได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย “ได้ครับ”
เขาเปิดฝาจานออก ภายในนั้นมีวัตถุทรงกลมสีแดงฉานขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกวางอยู่ ดูคล้ายกับผลไม้ชนิดหนึ่ง สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ บนผิวของผลกลมสีแดงแต่ละลูกมีใบหน้าที่มีอวัยวะครบทั้งห้าปรากฏอยู่
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก มันไม่มีพิษ”
เสียงแหลมสูงของหญิงชราดังมาจากด้านหลังของชายเจ้าของบ้าน ทว่าเบื้องหลังของเขากลับว่างเปล่า เจียงเย่รู้สึกประหลาดใจอยู่ลึกๆ แต่ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
เขาสังเกตเห็นก่อนหน้านี้แล้วว่า ในบ้านหลังนี้มีเสียงพูดอยู่หลายเสียง แต่กลับมีร่างปรากฏเพียงสามร่าง คือชายเจ้าของบ้าน หญิงเจ้าของบ้าน และเสี่ยวหยา แต่ที่หลังของพวกเขานั้นดูเหมือนจะมีบางอย่างซ่อนอยู่ ก่อนหน้านี้ตอนที่หญิงเจ้าของบ้านพูด เจียงเย่ก็ได้ยินเสียงไอของคนแก่แว่วมาด้วย
ไม่สิ! ไม่ใช่แล้ว!
ขณะที่ชายเจ้าของบ้านหมุนตัวไปนั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะอาหาร รูม่านตาของเจียงเย่ก็พลันหดเกร็ง
—นั่นมันมีสองใบหน้า!
เขาเหลือบมองไปทางหญิงเจ้าของบ้านโดยสัญชาตญาณ เธอสวมชุดกระโปรงจึงมองไม่เห็นด้านหลัง แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเธอก็อาจจะมีใบหน้าที่สองงอกอยู่ที่หลังเช่นกัน และที่สำคัญคือ มีเพียงใบหน้าเดียวในแต่ละคนเท่านั้นที่ดูเหมือนจะ 'มีชีวิต'
การค้นพบกะทันหันนี้ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัวเจียงเย่ พวกผีที่อาศัยอยู่ใน 'บ้านเพื่อนบ้าน' หลังนี้มีจำนวนมากกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก!
“แม่ครับ แม่กำลังทำแขกตกใจนะ” ชายเจ้าของบ้านเตือนด้วยเสียงทุ้มต่ำ
หญิงชราส่งเสียงขึ้นจมูก “ขี้ขลาดเกินไปแล้ว” แม้จะพูดแบบนั้น แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
“อย่ากลัวไปเลย นี่เป็นประเพณีจากบ้านเกิดของพวกเราน่ะค่ะ” หญิงเจ้าของบ้านอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
“ใช่แล้วค่ะ” เสี่ยวหยาชูกำปั้นเล็กๆ ขึ้น “หนูโตขึ้นเมื่อไหร่ ก็จะแบกคุณพ่อคุณแม่ไว้บนหลังเหมือนกัน!”
“ถึงแม้ตัวหนูจะเล็ก แต่ถ้าเก็บไว้แค่ใบหน้ากับจิตสำนึกของคุณพ่อคุณแม่ไว้ล่ะก็ มันก็เป็นไปได้อยู่นะคะ!”
เพราะมันหนักเกินไป เลยเก็บไว้แค่ใบหน้ากับวิญญาณอย่างนั้นเหรอ? เจียงเย่รู้สึกอึ้งในใจ สมกับที่เป็นโลกสยองขวัญ วิธีการกตัญญูต่อพ่อแม่ช่างดูวังเวงเสียจริง
“รีบทานเถอะค่ะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด” หญิงเจ้าของบ้านลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันมาทักทายเจียงเย่: “ในจานนี้คือผลไม้จากต้นเหมยโลหิต มนุษย์เองก็ทานได้นะคะ”
เสี่ยวหยาช่วยเสริมอย่างร่าเริง “อื้อ! คุณครูคะ มันอร่อยมากเลยนะ! คุณครูรีบชิมดูสิคะ!”
“ตกลงจ้ะ” เจียงเย่ยิ้ม “เดี๋ยวครูจะลองชิมดูนะ”
มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะอยากกินหรือไม่ก็ต้องกินอยู่ดี เขาปรายตาไปมองผีพรายพยนต์ไร้หัว ในเมื่อเจ้านั่นไม่มีหัวก็เลยไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ดูเหมือนครอบครัวนี้จะยังมีความปรารถนาดีต่อเขาอยู่บ้าง อย่างน้อยก็เห็นแก่เสี่ยวหยา พวกเขาไม่น่าจะวางยาพิษสังหารเขาในทันที
เจียงเย่ก้มหน้าลง ใช้ส้อมจิ้มผลไม้แล้วเริ่มทาน ทว่าเขากลับต้องประหลาดใจ แม้รสชาติจะค่อนข้างแปลกไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้แย่ ผลไม้ด้านในนั้นฉ่ำน้ำและมีความหวานจางๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นและอร่อยมาก
ตอนนี้เจียงเย่ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเริ่มทานอย่างเอร็ดอร่อย ตั้งแต่มาถึงโลกสยองขวัญ เขายังไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ขนมปังชิ้นเล็กๆ ที่กินไปเมื่อคืนก็ย่อยหายไปนานแล้ว
... ...
“พุทโธ่เอ๋ย วิธีการดูแลผู้สูงอายุแบบนี้มันเกินไปหน่อยไหมนั่น”
“+1 เลย”
ในห้องถ่ายทอดสด นี่เป็นครั้งแรกที่หลายคนได้ยินเรื่องราวการกตัญญูที่ชวนสยองขนาดนี้ แค่คิดว่าหลังจากตายไปแล้ว ผิวหนังจะต้องถูกลอกออกไปเป็นเครื่องประดับอยู่บนหลังคนอื่น ขนแขนก็พากันลุกชันขึ้นมาทันที อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่มีความเห็นต่างออกไป
“มันน่าสยองตรงไหน อย่างน้อยพวกเขาก็ยังดูแลคนแก่ บางคนน่ะไม่ใช่คนด้วยซ้ำ ทิ้งขว้างบุพการีกันดื้อๆ”
“เอิ่ม... ถึงมันจะจริงก็เถอะ... ถ้าคุณอยากจะคิดแบบนั้น ฉันก็คงห้ามไม่ได้”
“โลกสยองขวัญ สไตล์สยองขวัญ เป็นเรื่องปกติมาก”
... ...
เมื่อเจียงเย่ทานอาหารในจานจนหมด เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[ระบบแจ้งเตือน: บริโภคผลเหมยโลหิต พลังวิญญาณ +1]
เจ้านี่เพิ่มพลังวิญญาณได้จริงๆ ด้วยเหรอ? เจียงเย่รู้สึกประหลาดใจในใจ ในข้อมูลที่ทางการเผยแพร่ออกมา มีอาหารที่มนุษย์กินได้ในโลกสยองขวัญอยู่จริง บางอย่างถึงกับช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้มนุษย์ได้ด้วยซ้ำ แต่สำหรับมนุษย์แล้ว การจะหาอาหารเช่นนี้ในโลกสยองขวัญมันยากเข็ญเกินไป จะเรียกว่าเป็นอาหารระดับหายากก็คงไม่เกินความจริงเลย!
เขาไม่คาดคิดว่าครอบครัวเพื่อนบ้านนี้จะดีกับเขาถึงเพียงนี้
“แม่คะ ฟังหนูนะ คุณครูเจียงน่ะเก่งสุดยอดไปเลย...”
ที่อีกฟากของโต๊ะอาหาร เสี่ยวหยากำลังเล่าเรื่องความรู้ที่ได้มาล่าสุดให้พ่อแม่ฟังอย่างมีความสุข เมื่อระดับชั้นปีสูงขึ้น สิ่งที่ครูสอนที่โรงเรียนก็เริ่มลึกลับและเข้าใจยากขึ้นเรื่อยๆ ความสนใจในการเรียนของเสี่ยวหยาจึงค่อยๆ มอดดับลง จนในที่สุดเธอก็เริ่มเกลียดการไปโรงเรียน เธอไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลยนับตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนวันแรก
“คุณพ่อคุณแม่คะ หนูรู้สึกว่าการเรียนมันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นนี่นา!”
เมื่อพูดประโยคนี้ออกมา ดวงตาของเสี่ยวหยาก็เปล่งประกายระยิบระยับ
... ...