- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 389 พบโฉมงามอารามเร้น จั๊กจั่นหยกฝ่าแดนหวง
บทที่ 389 พบโฉมงามอารามเร้น จั๊กจั่นหยกฝ่าแดนหวง
บทที่ 389 พบโฉมงามอารามเร้น จั๊กจั่นหยกฝ่าแดนหวง
สถานการณ์ในแคว้นหนานหยาง ก็ซับซ้อนยิ่งนัก...
เมื่อสิบสามปีก่อน อดีตฮ่องเต้ทรงสละราชสมบัติเนื่องจากโศกนาฏกรรมที่มณฑลทันโจว หลังจากฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันเสด็จขึ้นครองราชย์ เหล่าท่านอ๋องแห่งแคว้นโบราณหนานหยางก็ถูกแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งคือท่านอ๋องที่ได้รับการแต่งตั้งจากอดีตฮ่องเต้ มีทั้งสิ้นสิบสามคน ส่วนอีกฝ่ายคือท่านอ๋องที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน รวมองค์ชายด้วยแล้วมีทั้งสิ้นแปดคน
แม้แคว้นโบราณหนานหยางจะมีอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าแคว้นต้าซางอยู่บ้าง ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงเป็นเพียงแคว้นแคว้นหนึ่ง แคว้นเดียวกลับมีท่านอ๋องถึงยี่สิบเอ็ดคน ดูจะมากเกินไปเสียหน่อย
ท่านอ๋องล้วนต้องมีดินแดนศักดินา ดังนั้น การแย่งชิงระหว่างจวนอ๋องจึงมิเคยหยุดหย่อน ท่ามกลางการต่อสู้แย่งชิงนี้ จวนอ๋องที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ล้วนอาศัยความโปรดปรานจากฮ่องเต้และราชวงศ์ กุมความได้เปรียบเอาไว้จนหมดสิ้น
ส่วนท่านอ๋องทั้งสิบสามที่อดีตฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง ล้วนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างแท้จริง และเจิ้นเป่ยอ๋องก็คือหนึ่งในสิบสามอ๋องเหล่านั้น
ในช่วงเวลาสิบสามปีที่ผ่านมา เก้าในสิบสามท่านอ๋องได้ถูกกวาดล้างไปแล้ว ด้วยข้อหาที่แตกต่างกันไปร้อยแปดพันเก้า ทว่าทุกคนล้วนตระหนักรู้กระจ่างแจ้งแก่ใจ ว่านี่คือการยัดเยียดข้อหา หากปรารถนาจะลงทัณฑ์ผู้ใด ย่อมหาข้ออ้างได้เสมอ
จวนเจิ้นเป่ยอ๋องจึงต้องสั่นคลอนและโอนเอนอยู่ท่ามกลางพายุฝนอันโหมกระหน่ำ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีเพียงสองหนทางที่จะเอาตัวรอดได้ หนทางแรกคือการผูกมิตรกับราชวงศ์ หนทางที่สองคือการเข้าหาตระกูลอริยปราชญ์ และการที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋องเลือกที่จะเกี่ยวดองกับจวนเหอเจียนอ๋องในยามนี้ ก็คือหนทางเอาตัวรอดหนทางแรก
เหอเจียนอ๋อง คือพระอนุชาแท้ๆ ของฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน ตราบใดที่สามารถเกี่ยวดองกับเขาได้ ฮ่องเต้ย่อมมิถึงขั้นลงมือบดขยี้จวนเจิ้นเป่ยอ๋องให้ย่อยยับ และนี่คือสถานการณ์อันเลวร้ายในปัจจุบัน
ดังนั้น ท่านหญิงหงอิ่งจึงมิใช่เพียงตัวของนางเองอีกต่อไป ทว่ากลับกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ต่อลมหายใจให้แก่จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง
หากหลินซูดึงรั้งฟางเส้นสุดท้ายนี้ไปยังแคว้นต้าซาง จวนเจิ้นเป่ยอ๋องก็คงถึงคราวจบสิ้น และถ้อยคำเหล่านี้ มิใช่ถ้อยคำดั้งเดิมที่หงเยี่ยเอื้อนเอ่ย ทว่าหลินซูเป็นผู้เรียบเรียงและพิเคราะห์ออกมาด้วยตนเอง
เรื่องราวเหล่านี้ได้ทำลายความคาดหมายแต่แรกเริ่มของเขาจนสิ้นเชิง
ในตอนแรก เขาคิดว่าเป็นเพียงข้อห้ามระหว่างสองแคว้น เขาคิดตื้นเขินเกินไป แม้แคว้นต้าซางและแคว้นโบราณหนานหยางจะมีข้อพิพาทตามแนวชายแดนอยู่บ้าง ทว่าหลายปีมานี้ก็มิเคยเกิดศึกสงคราม แตกต่างจากแคว้นต้าอวี๋และแคว้นฉื้ออย่างสิ้นเชิง บางทีอาจจะช่วยให้พี่ชายคนโตและหงอิ่งก้าวเดินต่อไปด้วยกันได้
ทว่าสถานการณ์ที่แท้จริงกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เรื่องนี้มิได้มีความเกี่ยวข้องกับแคว้นต้าซางเลยแม้แต่น้อย เป็นเพียงเพราะความขัดแย้งภายในแคว้นโบราณหนานหยาง จวนเจิ้นเป่ยอ๋องกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก จึงต้องการให้ท่านหญิงหงอิ่งเสียสละตนเองเพื่อต่อลมหายใจ
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของจวนอ๋องทั้งจวน แล้วเขาจะหาหนทางเกลี้ยกล่อมเจิ้นเป่ยอ๋องได้อย่างไร?
เมื่อท่านหญิงหงเยี่ยกล่าวจบ หลินซูก็ตกอยู่ในความเงียบงัน...
เนิ่นนานผ่านไป หลินซูจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น "ท่านหญิง หนทางเอาตัวรอดของจวนเจิ้นเป่ยอ๋องมีอยู่สองสาย หนึ่งคือเข้าหาตระกูลราชวงศ์ สองคือเข้าหาตระกูลอริยปราชญ์ สมมติว่าตระกูลอริยปราชญ์ยอมก้าวออกมาสนับสนุนจวนอ๋อง จะสามารถตัดขาดความสัมพันธ์กับทางเหอเจียนอ๋องได้หรือไม่?"
"หากตระกูลอริยปราชญ์ยอมก้าวออกมา ย่อมต้องทำได้เป็นแน่ ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลอริยปราชญ์เป็นที่สุด ทว่า ผู้อาวุโสระดับสูงท่านใดแห่งตระกูลอริยปราชญ์เล่า ที่จะยอมออกหน้าสนับสนุนจวนอ๋อง?"
"มีอยู่ผู้หนึ่ง แต่มิรู้ว่าจะมีน้ำหนักมากพอหรือไม่" ภายในดวงตาของหลินซูมีประกายไหววูบ
"ผู้ใดกันหรือ?"
"ปราชญ์สันโดษหนานฉู่!"
หงเยี่ยสะดุ้งตกใจเล็กน้อย "ยอดปรมาจารย์ลำนำแห่งยุค แม้แต่ฮ่องเต้ยังทรงปรารถนาจะขอเข้าพบอยู่หลายครา หากเขายินยอมปรากฏตัว เพียงถ้อยคำประโยคเดียว ปัญหาทุกอย่างย่อมมิใช่ปัญหาอีกต่อไป ทว่า... ทว่า... ไม่มีผู้ใดสามารถเชิญชวนให้เขาก้าวออกมาได้หรอกเจ้าค่ะ!"
"ลองดูสักตั้งเถิด หากไม่ลองจะรู้ได้อย่างไร?" หลินซูค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น "หลังจากที่ท่านหญิงกลับไปแล้ว โปรดอย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ยามนี้ข้าจะเดินทางไปยังทุ่งไป๋จีสักครา หากประสบผลสำเร็จ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าข้าจะเดินทางไปขอเข้าพบท่านอ๋องถึงที่จวน"
ท่านหญิงหงเยี่ยและซิ่งเอ๋อร์เดินทางจากไปแล้ว
ตลอดทาง ซิ่งเอ๋อร์ลอบสังเกตคุณหนูของตนอย่างเงียบๆ ดวงหน้าของคุณหนูแดงระเรื่อ ทรวงอกกระเพื่อมไหว คล้ายกับว่าจะมีใจอยู่บ้าง ทว่าก็มิได้แสดงออกอย่างชัดเจนนัก นางพยายามตะล่อมถาม ทว่ากลับมิได้รับเบาะแสใดๆ ตามที่คาดหวังไว้ ทำเอาสาวใช้ผู้นี้ถึงกับงุนงงไปหมด
'หรือว่าคุณชายที่ทั้งรูปงามและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ถึงเพียงนี้ คุณหนูจะยังมิหวั่นไหวอีกหรือ? ถ้าเช่นนั้น ในสายตาของคุณหนูก็คงจะสูงส่งเกินไปเสียแล้ว'
แท้จริงแล้วนางปรักปรำคุณหนูผิดไป หงเยี่ยพยายามข่มดวงจิตมิให้หวั่นไหว พยายามบอกกับตนเองว่าการมาเยือนของเขามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับนางเลยแม้แต่น้อย ทว่านางก็ยังมิอาจควบคุมใจที่ฟุ้งซ่านของตนเองได้
เบื้องหน้านางมักจะปรากฏใบหน้าของเขา บทลำนำอันลึกซึ้งกินใจของเขา รวมไปถึงคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยามที่เขาครุ่นคิด และประกายแห่งสติปัญญาในแววตายามที่เขาทอดสายตามองขุนเขาอันห่างไกล
หลินซูยืนอยู่ริมป่าไผ่ม่วง ทอดสายตามองลงไปยังจวนอ๋องที่อยู่เบื้องล่าง ภายในดวงตาของเขายังคงมีประกายไหววูบแฝงอยู่
เสียงสายลมดังขึ้นจากเบื้องหลัง หลี่กุยฮานปรากฏกายขึ้นมาจากแห่งหนใดก็สุดจะหยั่งรู้ "เป็นเยี่ยงไร? ยุ่งยากมากนักหรือ?"
หลินซูค่อยๆ หันหน้ากลับมา "มีความยากลำบากอยู่บ้าง!"
"ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเน่าเหม็นในราชสำนักอีกตามเคยใช่หรือไม่?!" หลี่กุยฮานทอดถอนใจแผ่วเบา "เจ้านี่นะ ช่างอาภัพนัก! ตอนอยู่ต้าซางก็ต้องดิ้นรนอยู่ในวังวนของราชสำนักทุกวี่ทุกวัน พอออกมานอกต้าซางแล้ว ก็ยังต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่องบัดซบพวกนี้อีก"
ทันใดนั้น ดวงตาของหลินซูก็พลันสว่างวาบขึ้น ประกายแสงนี้ดูแปลกประหลาดยิ่งนัก
"เจ้าคิดสิ่งใดออกอย่างนั้นหรือ?" หลี่กุยฮานนับว่าคุ้นเคยกับเขาอยู่ไม่น้อย
หลินซูกล่าวว่า "เจ้าคิดว่า... การสละราชสมบัติของฮ่องเต้แคว้นโบราณหนานหยางเมื่อสิบสามปีก่อน จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอันใดซ่อนอยู่หรือไม่?"
"เหตุใดจู่ๆ จึงมีความคิดอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ขึ้นมาได้?"
"ฮ่องเต้สละราชสมบัติเพื่อให้ผู้ที่มีความสามารถขึ้นครองราชย์แทน ทว่าการสละราชสมบัติก็ต้องมอบให้แก่ผู้ที่ 'มีความสามารถและคุณธรรม' ทว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ผู้นี้ หลังจากขึ้นครองราชย์มาได้สิบสามปี กลับลงมือสังหารท่านอ๋องไปถึงเก้าคน แทบจะสังหารองค์ชายของอดีตฮ่องเต้จนหมดสิ้นกระบวนความ"
"เช่นนี้ยังนับว่าเป็นผู้มีคุณธรรมอีกหรือ? นี่คือการตอบแทน 'พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงสละราชบัลลังก์ให้' ของอดีตฮ่องเต้อย่างนั้นหรือ?"
หลี่กุยฮานแย้มยิ้มบางพลางเอ่ยว่า "เจ้าติดนิสัยด่วนสรุปเอาเองอีกแล้ว ท่านอ๋องทั้งเก้าที่ถูกสังหารไปนั้น หาใช่พระราชโอรสของอดีตฮ่องเต้ไม่"
"แท้จริงแล้ว อดีตฮ่องเต้ทรงไร้ซึ่งทายาทสืบสายพระโลหิต ทั้งพระราชโอรสและพระราชธิดาล้วนสิ้นพระชนม์ไปจนหมดสิ้นตั้งแต่เมื่อสิบสามปีก่อนแล้ว มิหลงเหลือหน่อเนื้อเชื้อไขแม้แต่เพียงพระองค์เดียว หากมิเป็นเช่นนั้น มีหรือที่ราชบัลลังก์จะตกทอดมาถึงมือของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้?"
"ความชอบธรรมในการสืบราชสันตติวงศ์ของฮ่องเต้พระองค์นี้ ยังด้อยกว่าบุคคลในราชสำนักต้าซางเสียด้วยซ้ำ แม้พระองค์จะทรงมีขัตติยะโลหิต ทว่าก็เป็นเพียงสายรองที่ร่วมพระอัยกาองค์เดียวกันกับอดีตฮ่องเต้เท่านั้น"
หลินซูอ้าปากค้าง "ฟังจากความหมายของเจ้า อดีตฮ่องเต้ทรงมีพระราชโอรสอยู่แล้ว ซ้ำยังมีมากกว่าหนึ่งพระองค์เสียด้วย ทว่าเป็นเพราะเมื่อสิบสามปีก่อน ล้วนสิ้นพระชนม์ไปจนหมดสิ้น แล้วสิ้นพระชนม์เยี่ยงไรกัน?"
"เล่าลือกันว่าเป็นอุบัติเหตุทั้งสิ้น ส่วนรายละเอียดที่แน่ชัดข้าก็มิค่อยรู้กระจ่างนัก"
"ขอยืมของสิ่งหนึ่งมาใช้งานหน่อยได้หรือไม่!"
"สิ่งใด?"
"จั๊กจั่นหยก!"
หลี่กุยฮานสะดุ้งตัวเล็กน้อย…
"เจ้าและข้าเคยมีข้อตกลงเดิมพันกัน เจ้าลืมไปแล้วหรือ? เจ้าแพ้เดิมพัน เดิมทีเจ้าก็สมควรต้องให้ข้ายืมใช้ของวิเศษระดับอริยะอยู่แล้ว!"
"เจ้าจะนำไปทำสิ่งใด?"
"ข้าต้องการสืบสาวความลับของราชวงศ์แคว้นโบราณหนานหยางอย่างละเอียดถี่ถ้วน"
"เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร เจ้าคิดว่าของวิเศษระดับอริยะครอบจักรวาลนักหรือ? เขตหวงห้ามของราชวงศ์มิใช่เรื่องล้อเล่น บางสถานที่มีค่ายกลอาคมคุ้มกัน ซ้ำยังมีตราหวงอิ้นอีก หากตราหวงอิ้นถูกสำแดงฤทธิ์ออกมา ดีไม่ดีจั๊กจั่นหยกอาจจะถูกทำลายจนพังพินาศ"
"ข้าจะระมัดระวังให้จงหนัก"
"แล้วถ้าหาก... ถ้าหากจั๊กจั่นหยกถูกเจ้าทำลายจนเสียหายขึ้นมา จะทำเยี่ยงไรเล่า?"
"ข้าจะชดใช้ให้!"
"เจ้าจะชดใช้ไหวหรือ?"
"ข้าจะเอาตัวข้าเองชดใช้ให้เจ้า เจ้าอยากให้ข้าร้องเพลงข้าก็จะร้อง เจ้าอยากให้ข้าร่ายบทกวีข้าก็จะร่าย หรือหากเจ้าปรารถนาจะหยอกเย้าให้ลึกซึ้งเกินเลยไปกว่านั้น ข้าก็ยินยอมโอนอ่อนตามใจเจ้าทุกประการ"
หลี่กุยฮานจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิดอยู่เนิ่นนาน ทว่าท้ายที่สุดก็มิอาจต้านทานความดื้อรั้นของหลินซูได้ อย่างไรเสียพวกเขาก็เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้จริงๆ ทว่านางก็มิอาจวางใจที่จะมอบจั๊กจั่นหยกให้เขาไปโดยตรง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็คิดหาหนทางออกได้
ทั้งสองคนล้วนหลบซ่อนตัวอยู่ภายในตราประทับมรรคา แล้วใช้จั๊กจั่นหยกออกไปสอดแนม ภาพที่สอดแนมได้จะถูกฉายเข้ามาภายในตราประทับมรรคา โดยอนุญาตให้หลินซูเฝ้าชมอยู่ข้างเคียง
บรรลุข้อตกลง!
ตราประทับมรรคาพลันปรากฏ ทั้งสองก็อันตรธานหายไปจากวัดจินเหยียน ชั่วพริบตาต่อมาก็ทะลวงเข้าสู่เมืองหลวง ซ่อนเร้นกายอยู่บนยอดหอสูงแห่งหนึ่งใกล้กับเขตพระราชฐาน ภายในตราประทับมรรคา หอคอยสูงผุดขึ้นมา หลินซูและหลี่กุยฮานนั่งอยู่บนแท่นดอกบัว
หลี่กุยฮานทอดถอนใจคราหนึ่ง 'วันนี้ข้าช่างละเมิดกฎเกณฑ์เสียนี่กระไร ของวิเศษระดับอริยะมิอาจนำมาใช้แทรกแซงอำนาจทางโลกได้ ช่างเถิด ถือเสียว่าเป็นเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว จะไม่มีครั้งต่อไปอีกเด็ดขาด'
จั๊กจั่นหยกสั่นไหวคราหนึ่ง ก่อนจะโผบินมุ่งหน้าสู่เขตพระราชฐาน
ภายในเขตพระราชฐานย่อมมีค่ายกลอาคมคุ้มกัน ทว่าจั๊กจั่นหยกกลับทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย โดยที่ค่ายกลมิได้สำแดงฤทธิ์ต่อต้านแม้แต่น้อย
อุทยานหลวง องค์หญิงแห่งราชวงศ์ ราชตระกูล...
สิ่งเหล่านี้ หลินซูล้วนมิได้ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย เขาคอยชี้แนะให้หลี่กุยฮานบังคับจั๊กจั่นหยกบินมุ่งตรงไปยังหอตำราหลวง
หอตำราหลวง มิได้กักเก็บเพียงตำราสรรพวิชาทั่วไปเท่านั้น ทว่าภายในยังคงเก็บรวบรวมบันทึกลับของราชสำนักนานาประการเอาไว้อีกด้วย
ภายในหอตำราหลวงแห่งนี้ ผนังทั้งสี่ด้านล้วนหล่อหลอมขึ้นจากทองสัมฤทธิ์ เบื้องบนยังสลักลวดลายอันน่าอัศจรรย์ไว้มากมาย มิหนำซ้ำยังมีสมบัติเขตแดนประทับเอาไว้อีกชั้น บริเวณรอบนอกมีผู้ทรงฝีมือเฝ้าระวังอยู่นับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้นคือชายหัวโล้นผู้หนึ่ง แววตาดุร้ายอำมหิต ลมหายใจยาวลึก บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขาคือตัวอันตรายที่มิอาจดูแคลน
ด้วยการป้องกันอันแน่นหนาถึงปานนี้ ย่อมมิมีผู้ใดอาจเอื้อมเข้าใกล้หอตำราได้แม้แต่ครึ่งก้าว ทว่าจั๊กจั่นหยกกลับโผบินผ่านสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน ทันใดนั้นก็สั่นไหวอย่างแผ่วเบา ทะลวงผ่านหอตำราที่ไร้ซึ่งช่องโหว่ใดๆ เข้าสู่เบื้องในหอตำราได้อย่างง่ายดาย
ในชั่วพริบตาที่ทะลวงผ่าน หลินซูกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันแปลกประหลาด จั๊กจั่นหยกตัวนี้ แฝงไว้ด้วยพลังแห่งมิติกาล!
มันสามารถทะลุผ่านสรรพสิ่งราวกับไร้ตัวตน ซ้ำยังทะลวงทำลายเขตแดนได้โดยตรง นี่มันช่างร้ายกาจเหนือคำบรรยายจริงๆ
เบื้องในนั้น นับเป็นดินแดนที่งดงามตระการตา หอตำราหลวง อุดมสมบูรณ์จนยากจะจินตนาการ คัมภีร์ล้ำค่าและหายากนานาประการล้วนถูกรวบรวมไว้ ณ ที่แห่งนี้ ซ้ำยังมีภาพม้วนและบทกวีอีกนับไม่ถ้วนที่แผ่ซ่านกลิ่นอายเฉพาะตัวของทิพยวัตถุอักษรออกมา
แม้กระทั่งในซอกหลืบที่ลึกที่สุดซึ่งปกคลุมไปด้วยฝุ่นละออง ม้วนภาพวาดที่ถูกวางระเกะระกะอยู่บนชั้นวาง บางทีอาจจะเป็นสมบัติเขตแดนชิ้นหนึ่งก็เป็นได้ รากฐานวิถีอักษรของแคว้นโบราณหนานหยาง ช่างล้ำลึกเหนือธรรมดาจริงๆ
"อย่าให้ข้าขโมยของเชียว จั๊กจั่นหยกมิได้มีตบะด้านนี้!" หลี่กุยฮานปรายตามองมา
หลินซูถลึงตาใส่อีกฝ่าย "ผู้ใดใช้ให้เจ้าขโมยของกันเล่า? อีกอย่าง สิ่งของที่อยู่ในนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะมองเห็นค่าจริงๆ อย่างนั้นหรือ?"
นี่ก็นับเป็นความจริง สิ่งที่เขาไม่จำเป็นต้องขโมยมากที่สุดก็คือทิพยวัตถุอักษร ในใต้หล้านี้ไม่มีทางมีของวิเศษระดับอริยะถูกวางทิ้งไว้ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเพื่อรอให้ผู้ใดไปขโมย ทิพยวัตถุอักษรระดับสูงสุดก็เป็นเพียงสมบัติเขตแดนเท่านั้น
สมบัติเขตแดน หลินซูก็มิได้ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อยจริงๆ
เบื้องหน้าคือ 'บันทึกลับราชสำนัก' และสิ่งที่พยายามเสาะแสวงหา แท้จริงแล้วก็คือสิ่งนี้นี่เอง!
ทันทีที่จั๊กจั่นหยกโผบินเข้าไปใกล้ บันทึกลับราชสำนักก็พลันลอยละลิ่วขึ้นมาจากชั้นวาง กางออกกลางอากาศ ความลับแต่ละบรรทัดปรากฏสู่สายตาของพวกเขาทีละบรรทัด
ปีนั้นเดือนนั้นวันนั้น ฮ่องเต้เสด็จประทับร่วมเตียงกับพระสนมผู้หนึ่ง ทรงหลั่ง…
ปีนั้นเดือนนั้นวันนั้น พระราชโอรสประสูติ พระราชทานนามว่า...
ปีนั้นเดือนนั้นวันนั้น ไคอ๋องถวายสตรีคนหนึ่งเข้าวัง ได้รับพระราชทานตำแหน่งเซียงเฟย ทว่าฮ่องเต้กำลังมุ่งมั่นบำเพ็ญวิถียุทธ์ จึงมิได้รับความโปรดปราน...
ปีนั้นเดือนนั้นวันนั้น รัชทายาทประชวรหนักและสิ้นพระชนม์...
ปีนั้นเดือนนั้นวันนั้น องค์ชายสามประชวรหนักและสิ้นพระชนม์...
ปีนั้นเดือนนั้นวันนั้น องค์ชายห้าประชวรหนักและสิ้นพระชนม์...
ปีนั้นเดือนนั้นวันนั้น ฮ่องเต้มีพระบรมราชโองการตำหนิพระองค์เอง และทรงสละราชสมบัติให้แก่ไคอ๋อง...
ปีนั้นเดือนนั้นวันนั้น ไคอ๋องทรงแต่งตั้งเซียงเฟยคนเดิมให้เป็นกุ้ยเฟย พำนักอยู่ที่ตำหนักเจาอี๋...
แม้บันทึกลับราชสำนักนี้จะดูเรียบง่าย ทว่าทุกถ้อยคำที่ถูกบันทึกไว้ ล้วนเป็นเรื่องใหญ่โตทั้งสิ้น การที่ฮ่องเต้เสด็จประทับร่วมเตียงกับพระสนมคนใด จะทรงหลั่งหรือมิทรงหลั่งนั้น ก็นับเป็นเรื่องใหญ่โตเช่นกัน
เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงความถูกต้องชอบธรรมของสายเลือดพระราชโอรสที่พระสนมผู้นั้นให้กำเนิด ว่าเป็นสายเลือดมังกรที่แท้จริงหรือมิใช่ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่หลวงทีเดียว
ดวงหน้าของหลี่กุยฮานแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย นางมิเข้าใจเลยว่าเรื่องพรรค์นี้มันมีอันใดให้น่าดูชมกัน ขุนนางอาลักษณ์ในวังหลวงนี่ก็เหลือเกินจริงๆ จะเขียนว่าเสด็จประทับร่วมเตียงก็เขียนไปสิ เหตุใดต้องมาเขียนด้วยว่าทรงหลั่งหรือมิทรงหลั่งด้วยเล่า
เมื่ออ่านบันทึกลับราชสำนักของอดีตฮ่องเต้จบลง ภายในดวงตาของหลินซูก็ทอประกายวูบวาบ
"เจ้ามองเห็นสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?"
"มีบุคคลผู้หนึ่งที่ดูแปลกประหลาดยิ่งนัก!" หลินซูกล่าว
"ผู้ใดกัน?"
"เซียงเฟย..."
สตรีนางนี้ เป็นสตรีที่ไคอ๋องคัดเลือกและถวายให้แก่อดีตฮ่องเต้ ทว่าอดีตฮ่องเต้กลับมิเคยเสด็จประทับร่วมเตียงกับนางแม้แต่น้อย เหตุผลก็คือ อดีตฮ่องเต้ทรงกำลังบำเพ็ญวิถียุทธ์มาถึงช่วงเวลาสำคัญ จึงมิอาจข้องแวะกับสตรีได้
ทว่าหลังจากที่สตรีผู้นี้เข้าวัง พระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งห้าพระองค์ของอดีตฮ่องเต้ ก็ทยอยกันสิ้นพระชนม์! พระราชโอรสและพระราชธิดาถึงห้าพระองค์สิ้นพระชนม์ไปเพียงพระองค์เดียวก็ถือว่าร้ายแรงแล้ว แต่นี่กลับสิ้นพระชนม์ไปถึงห้าพระองค์! มิหนำซ้ำยังเป็นการสิ้นพระชนม์ในช่วงเวลาเพียงสามปีสั้นๆ!
หลังจากอดีตฮ่องเต้ทรงสละราชสมบัติ ไคอ๋องก็ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อ!
พระสนมคนอื่น ไม่ถูกประทานความตาย ก็ล้มป่วยจนสิ้นใจ ซึ่งฮองเฮาก็สิ้นพระชนม์ด้วยอาการประชวร หรือไม่ก็ถูกส่งตัวไปตำหนักเย็น
มีเพียงเซียงเฟยผู้นี้ที่ไม่เคยได้รับความโปรดปรานจากอดีตฮ่องเต้ กลับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงกุ้ยเฟย พำนักอยู่ที่ตำหนักเจาอี๋! ซึ่งตำหนักเจาอี๋มิใช่ตำหนักธรรมดาทั่วไป ทว่ามีศักดิ์และสิทธิ์เป็นรองเพียงฮองเฮาเท่านั้น จะมีก็เพียงกุ้ยเฟยขั้นหนึ่งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์พำนักอยู่ได้!
ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มีเพียงผู้ที่สร้างคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่เท่านั้น จึงจะได้รับตำแหน่งอันสูงส่ง! แล้วเซียงเฟยผู้นี้เล่า ได้สร้างคุณงามความดีอันใดไว้? นางมีความดีความชอบอันใด จึงสามารถครอบครองตำแหน่งอันสูงส่งเช่นนี้ได้?
เมื่อคำถามนี้ถูกโยนไปให้หลี่กุยฮาน สีหน้าของหลี่กุยฮานก็พลันแปรเปลี่ยนไป "เจ้าสงสัยว่าเซียงเฟยผู้นี้ลอบสังหารพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งห้า ตัดเส้นทางสืบทอดสายเลือดของอดีตฮ่องเต้ เพื่อปูทางให้ไคอ๋องได้ขึ้นครองราชย์... หรืออาจจะกล่าวได้ว่า การที่ไคอ๋องถวายสตรีผู้นี้เข้าวังตั้งแต่แรก ก็เพื่อเตรียมการชิงราชบัลลังก์มาตั้งแต่ต้นแล้ว"
หลินซูมิได้ปฏิเสธข้อคาดเดาของอีกฝ่าย
หลี่กุยฮานกล่าวต่อ "หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ยังคงมีรอยต่ออีกจุดหนึ่งที่มิอาจเชื่อมโยงกันได้ นั่นก็คือ... ต่อให้พระราชโอรสและพระราชธิดาของฮ่องเต้จะสิ้นพระชนม์ไปจนหมดสิ้น ทว่าหากพระองค์ยังมิสวรรคต ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ยังคงมิอาจขึ้นครองราชย์ได้อยู่ดี!"
อดีตฮ่องเต้ทรงเป็นผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ ซ้ำยังมีพลังแห่งการยับยั้งพระทัยที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม้แต่พระสนมผู้งดงามหยดย้อยถูกส่งเข้าวัง พระองค์ก็ยังสามารถควบคุมพระทัยมิให้ลุ่มหลงในตัวนางได้
บุคคลเยี่ยงนี้ พระวรกายย่อมมิอ่อนแอ ไม่มีทางที่จะสิ้นพระชนม์ไปโดยง่าย ตราบใดที่พระองค์ยังมิสวรรคต แผนการอันมากมายของไคอ๋องก็ยังคงสูญเปล่า!
แววตาของหลินซูดูประหลาดยิ่งนัก "จงสังเกตช่วงเวลาหนึ่งให้ดี หลังจากที่องค์ชายผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์หลายพระองค์สิ้นพระชนม์ไปเพียงหนึ่งเดือน ปัญหาการสั่งสอนในมณฑลทันโจวที่สะสมมานานหลายปีก็พลันปะทุขึ้น"
"ซ้ำยังเป็นการปะทุที่รุนแรงจนหาที่เปรียบมิได้ อดีตฮ่องเต้จึงไร้ซึ่งหนทางอื่นใด จำต้องลงมือปราบปรามมณฑลทันโจวอย่างเด็ดขาด ทันทีที่ก้าวนี้เดินออกไป ราชบัลลังก์ของพระองค์ก็นับถอยหลังสู่จุดจบแล้ว"
หลี่กุยฮานถึงกับร่างสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์! นี่มันช่างบังเอิญเกินไปแล้ว! หรือว่า แท้จริงแล้วนี่คือกระดานหมากอันยิ่งใหญ่ที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นผู้วางเอาไว้?
หมากตาแรก ถวายเซียงเฟยเข้าวัง เพื่อกำจัดผู้สืบทอดราชบัลลังก์ทั้งหมด
หมากอีกตา ยุยงปลุกปั่นให้เกิดเหตุการณ์ในมณฑลทันโจว บีบบังคับให้อดีตฮ่องเต้ลงมือสังหารราษฎรแปดสิบล้านคนในมณฑลทันโจว? เพื่อเป็นเหตุให้ต้องสละราชสมบัติ!
อดีตฮ่องเต้จำต้องสละราชสมบัติ ซ้ำยังไร้ซึ่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเหล่ามหาปราชญ์นับร้อยและเหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็เท่ากับได้ครอบครองวาสนาอันใหญ่หลวงไปโดยปริยาย
"ลองค้นหาบันทึกอื่นๆ ดูอีกที เน้นย้ำไปที่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมมณฑลทันโจว..."
ตลอดระยะเวลาสามชั่วยามเต็ม จั๊กจั่นหยกบินวนไปทั่วทั้งหอตำรา ค้นพบข้อมูลที่ถูกฝุ่นเกาะมาเนิ่นนานนานัปการ ข้อมูลต่างๆ ถูกนำมารวบรวม ทั้งต้นสายปลายเหตุของโศกนาฏกรรมมณฑลทันโจว ความเคลื่อนไหวอันผิดปกติต่างๆ ในระหว่างนั้น
จุดจบและเส้นทางของเหล่ามหาปราชญ์แต่ละคน แม้กระทั่งประสบการณ์ในวัยเยาว์ของอดีตฮ่องเต้ ประสบการณ์การฝึกยุทธ์ และประสบการณ์การได้รับบาดเจ็บของพระองค์ หลินซูดูจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ...
ยามเมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำลง จั๊กจั่นหยกก็โบยบินกลับมาในที่สุด
ภายในตราประทับมรรคา หลินซูแหงนหน้ามองหอคอยเบื้องบน ภายในดวงตาของเขายังคงทอประกายวูบวาบอยู่ตลอดเวลา เบาะแสต่างๆ ถูกนำมาปะติดปะต่อกัน โศกนาฏกรรมเมื่อสิบสามปีก่อน ค่อยๆ ปรากฏภาพชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของเขา
เขามีเหตุผลมากพอที่จะเชื่อมั่น เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลนี้ ล้วนเป็นหมากกระดานใหญ่ที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นผู้วางเอาไว้
หมากสามตา!
ตาแรก คือการส่งเซียงเฟยเข้าวัง เพื่อกำจัดผู้สืบทอดราชบัลลังก์ทั้งหมด
ตาที่สอง คือการปลุกปั่นให้ลัทธิเจี๋ยซินแพร่หลายในมณฑลทันโจว ซ้ำยังสร้างเรื่องราวอันชั่วร้ายเลวทรามที่สุดขึ้นเมื่อสิบสามปีก่อน บีบบังคับให้อดีตฮ่องเต้ก่อนมีพระบรมราชโองการ 'กวาดล้างราษฎร ถอนรากถอนโคนลัทธิ'
ตาที่สาม คือการระดมเหล่าผู้อาวุโสแห่งแท่นอักษรและเหล่ามหาปราชญ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ ใช้มรรคาปราชญ์เป็นเครื่องมือในการโอบล้อมกดดันอดีตฮ่องเต้ บีบบังคับให้พระองค์ต้องสละราชสมบัติ
มีหลักฐานมากมายที่สามารถนำมาพิสูจน์ยืนยันได้
เหล่ามหาปราชญ์ที่เคยกดดันให้อดีตฮ่องเต้สละราชสมบัติในตอนนั้น ล้วนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายกันถ้วนหน้า หลังจากที่ราษฎรแปดสิบล้านคนในมณฑลทันโจวถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก เหล่ามหาปราชญ์พวกนี้ก็แทบจะแบ่งปันดินแดนอันอุดมสมบูรณ์นับพันลี้ของมณฑลทันโจวไปจนหมดสิ้น
มิหนำซ้ำทรัพยากรต่างๆ ของราชสำนักก็ยังหลั่งไหลไปสู่มณฑลทันโจวอย่างเต็มที่ มหาปราชญ์เหล่านี้ ในยามนี้หากมิใช่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก ก็เป็นผู้ปกครองดินแดน หรือไม่ก็เป็นปรมาจารย์แห่งแท่นอักษร