- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 27 พบผู้นำตระกูลอีกครั้ง
ตอนที่ 27 พบผู้นำตระกูลอีกครั้ง
ตอนที่ 27 พบผู้นำตระกูลอีกครั้ง
หลังจากเก็บป้ายคำสั่งสีทองและขวดหยกสีเขียวใบเล็กอย่างระมัดระวัง อู๋หยวนก็จัดการเก็บกวาดตำราภายในห้องจนหมดสิ้น
ทุกสรรพสิ่งภายในห้องฝึกตนกลับคืนสู่สภาพปกติ
"ช่วงหลายวันนี้ภายในเขตแดนเมืองหลีเฉิงเกรงว่าคงจะเกิดคลื่นลมไม่หยุดหย่อน แม้จะมีความเป็นไปได้สูงที่ไม่มีผู้ใดสงสัยมาถึงตัวข้า ทว่าก็จำต้องระมัดระวังให้ดี" อู๋หยวนปรับลมหายใจอย่างเงียบงัน
สำหรับยอดฝีมือวิถียุทธ์แล้วการพักผ่อนไม่จำเป็นต้องนอนหลับลึกเสมอไป
การเดินทางรอนแรมตลอดสองวันที่ผ่านมาประกอบกับการทำศึกใหญ่ที่ภูเขาจิ่วอวิ๋นทำให้อู๋หยวนสูญเสียพลังงานไปอย่างมหาศาล ยามนี้เขายังคงพักผ่อนอย่างสงบนิ่งเพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกที่เหนื่อยล้าฟื้นฟูคืนสู่สภาพปกติ
อย่างเช่นผู้ฝึกยุทธ์ที่ชราภาพบางคน หากใช้ออกด้วยดาบทะลวงขีดจำกัดนับสิบครั้งก็อาจสิ้นใจเพราะหมดแรง ต่อให้รอดชีวิตมาได้พลังปราณดั้งเดิมก็ต้องได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ทว่าอู๋หยวนกลับไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ที่อายุมากกว่าหลายคน ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา
คือความเยาว์วัย!
นี่คือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติที่มอบให้แก่เขา
ผนวกกับระดับการควบคุมร่างกายที่สูงส่งลิบลับ เพียงแค่พักผ่อนสักหลายวันก็เพียงพอแล้ว
"ร่างกายไม่ได้ถือว่าเหนื่อยล้า ทว่ายามที่ทำศึกเมื่อคืนนี้ เหตุใดข้าจึงกระหายการฆ่าฟันถึงเพียงนั้น?" อู๋หยวนตกอยู่ในห้วงความคิด
ยามศึกอาบเลือดเขาไม่มีเวลาให้คิดมากนัก ทว่าเมื่อปลีกตัวออกจากการต่อสู้และตั้งสติได้ ยิ่งหวนนึกถึงอู๋หยวนก็ยิ่งรู้สึกตระหนกตกใจ
ในยามนั้นแม้มองดูเหมือนว่าสติยังคงแจ่มชัด ทว่าหลังจากสังหารยามรักษาการณ์สองคนแรกไป ความกระหายเลือดขุมหนึ่งกลับคล้ายดั่งแทรกซึมเข้าสู่สมองจนตัวเขาเองก็แทบจะควบคุมเอาไว้ไม่อยู่
"ย่อมไม่ใช่ภาพลวงตาอย่างแน่นอน"
อู๋หยวนในฐานะปรมาจารย์วิถียุทธ์ย่อมมีความมั่นใจในการตัดสินใจของตนเอง "ในเวลานั้นทุกคราที่สังหารสมาชิกพรรคพยัคฆ์เพลิงไปหนึ่งคน ก็คล้ายกับมีกระแสความร้อนสายหนึ่งไหลทะลวงไปทั่วร่างและช่วยขจัดความเหนื่อยล้าของข้าออกไปอย่างต่อเนื่อง"
นั่นเป็นสภาวะที่ยากจะจินตนาการได้อย่างยิ่ง
"หรือว่าภายในร่างกายของข้ายังมีความผิดปกติอันใดแฝงอยู่?" อู๋หยวนรู้สึกคลางแคลงใจ เขาอาศัยการ 'เพ่งพินิจภายใน' ตรวจสอบกล้ามเนื้อกระดูกผิวหนัง อวัยวะภายใน แขนขาและร้อยโครงกระดูกของตนเองทุกกระเบียดนิ้วทว่ากลับไม่พบสิ่งใดเลย
เมื่อปลีกตัวออกจากการต่อสู้ สภาวะประหลาดนี้ก็สลายหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ทุกสิ่งดูราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาของอู๋หยวน
เมื่อค้นหาสาเหตุไม่พบอู๋หยวนจึงจำต้องปล่อยวางไปก่อน "หากครั้งหน้าเข้าสู่สภาวะประหลาดเช่นนั้นอีกจะต้องระมัดระวังตัวให้ดี จำต้องค้นหาสาเหตุให้กระจ่าง"
อู๋หยวนไม่ชอบสภาวะที่ไร้การควบคุมเช่นนี้เลย
เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายทิ้งไป
อู๋หยวนหลับตาลงควบคุมกล้ามเนื้อกระดูกและผิวหนังภายในร่างพร้อมกับพักผ่อนปรับลมหายใจอย่างเงียบงัน ในขณะเดียวกันก็หวนนึกถึงการต่อสู้กับยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นเพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและสรุปจุดผิดพลาดของตนเอง
การต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายคือการขัดเกลาชนิดหนึ่ง ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งมากยิ่งดี
การทบทวนและสรุปผลก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
การขัดเกลาจากสนามรบที่ผ่านการวิเคราะห์และทบทวนอย่างถ่องแท้เพียงครั้งเดียวย่อมเหนือกว่าการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายที่ไร้ประสิทธิภาพถึงสิบครั้ง
ในชาติก่อนอู๋หยวนเชี่ยวชาญการสรุปผลเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น
……
ค่ำคืนผ่านพ้นไปท้องฟ้าเริ่มสว่างไสว
"ผู้นำตระกูลกลับมาแล้วหรือ?" อู๋หยวนพบเห็น 'อู๋ตงเย่า' ที่รีบร้อนเดินทางมาหาตนที่สำนักยุทธ์
"ใช่แล้ว!"
"มียอดฝีมือลึกลับบุกทะลวงพรรคพยัคฆ์เพลิง พยัคฆ์ร้ายหยางหลงถูกสังหารโดยตรง พรรคพยัคฆ์เพลิงทั้งพรรคแตกสลายไปแล้ว" อู๋ตงเย่าผู้เป็นบัณฑิตซึ่งปกติมักจะสำรวมกิริยามารยาท ยามนี้กลับมีใบหน้าเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด
เห็นได้ชัดว่าเขาตื่นเต้นมากเพียงใด
"พรรคพยัคฆ์เพลิงแตกสลายไปแล้วงั้นหรือ?" อู๋หยวนเผยสีหน้าตื่นเต้นออกมาเช่นกันพร้อมกับรีบกล่าวว่า "เมื่อวานข้ายังกลัดกลุ้มใจอยู่เลย ท่านอาจารย์ใหญ่เพียงแค่รับปากข้าว่าจะไปเสนอแนะท่านเจ้าเมืองสักสองสามประโยค ข้ายังเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้นำตระกูลอยู่เลย"
"ฮ่าฮ่า อู๋หยวน เจ้ามีน้ำใจแล้ว ทว่ายามนี้ไม่จำเป็นต้องกังวล นี่เป็นข่าวที่เพิ่งแพร่สะพัดเมื่อคืน การที่เจ้าจะไม่รู้ก็เป็นเรื่องปกติ" อู๋ตงเย่าหัวเราะ "พรรคพยัคฆ์เพลิงถูกถล่ม ผู้นำตระกูลและผู้คนที่ถูกคุมขังล้วนหลบหนีออกมาได้หมดแล้ว ผู้นำตระกูลเพิ่งกลับมาถึงเรือนบรรพชนได้ไม่นาน"
"นี่ไงเล่า พอข้าได้รับข่าวก็รีบมาหาเจ้าทันที" อู๋ตงเย่ากล่าว
"ดีเลย พวกเราไปเยี่ยมผู้นำตระกูลกันเถอะ" อู๋หยวนรีบเอ่ย
ทว่าภายในใจของอู๋หยวนกลับลอบทอดถอนใจ
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน ผู้นำตระกูลที่บาดเจ็บสาหัสก็รีบเดินทางกลับมายังเมืองหลีเฉิง เกรงว่าคงจะเป็นห่วงตระกูลอู๋ด้วยเช่นกัน!
"ไม่เป็นไร ผู้นำตระกูลบาดเจ็บไม่น้อย พวกเราไปซื้อของเสียก่อนแล้วค่อยไปเยี่ยมที่เรือนบรรพชน"
อู๋ตงเย่าหัวเราะ "อย่างไรเสียยามนี้คนของจวนเจ้าเมืองและจวนแม่ทัพรักษาการณ์ก็ล้วนเดินทางไปพบผู้นำตระกูลกันทั้งนั้น ในเวลาสั้นๆ พวกเราคงยากที่จะได้พบผู้นำตระกูล"
"โอ้? จวนเจ้าเมืองงั้นหรือ? จวนแม่ทัพรักษาการณ์ด้วยหรือ?" อู๋หยวนแสร้งทำเป็นประหลาดใจทว่าภายในใจกลับสงบนิ่งยิ่งนัก
"เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก ยอดฝีมือลึกลับผู้นี้กวาดล้างพรรคพยัคฆ์เพลิงด้วยตัวคนเดียว ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือชั้นเลิศเป็นแน่!" อู๋ตงเย่าถอนหายใจยาว "นั่นคือยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่เพียงแค่กระทืบเท้าก็สะเทือนไปทั้งเมืองหลีเฉิง ท่านเจ้าเมืองและคนอื่นๆ ย่อมต้องให้ความสำคัญ"
"ผู้ใดก็ตามที่หลบหนีออกมาจากค่ายใหญ่ของพรรคพยัคฆ์เพลิงได้ล้วนต้องถูกสอบสวนทั้งสิ้น……" อู๋ตงเย่าอธิบายให้อู๋หยวนฟัง
"ท่านอาตงเย่า พวกเรากลับกันก่อนเถิด ระหว่างทางค่อยคุยกันไป" อู๋หยวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ตกลง"
อู๋ตงเย่าพยักหน้ารัว เขาเคยประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งของอู๋หยวนมาก่อน โดยธรรมชาติย่อมไม่มองว่าอู๋หยวนเป็นเพียงเด็กที่ไม่รู้ประสีประสาและให้ความเคารพอย่างยิ่ง
มิเช่นนั้นทางเรือนบรรพชนตระกูลอู๋คงไม่ให้เขารีบมาแจ้งข่าวแก่อู๋หยวนเป็นคนแรก
……
รอจนอู๋หยวนและอู๋ตงเย่าซื้อของเสร็จสิ้นและกลับมาถึงเรือนบรรพชนตระกูลอู๋
ที่แห่งนี้
มีคนในตระกูลอู๋มารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับความหดหู่และสิ้นหวังเมื่อหลายวันก่อน ยามนี้คนในตระกูลอู๋กลับดูเบิกบานและตื่นเต้นอย่างหาใดเปรียบ
"เศษสวะพรรคพยัคฆ์เพลิงพวกนั้น ได้ยินว่าตายเกลี้ยงกันหมดแล้ว!"
"ยังไม่ตายเกลี้ยงหรอก สมาชิกพรรคมีตั้งมากมายเพียงนั้น ทว่าหัวหน้าพรรคอย่างหยางหลงนั้นตกตายไปแล้ว" คนในตระกูลอู๋จำนวนมากต่างวิพากษ์วิจารณ์
"ตายได้ดี!" คนในตระกูลอู๋บางคนกัดฟันกรอด
"อู๋หยวนและท่านอาตงเย่ามาแล้ว" มีคนมองผ่านประตูใหญ่มายังรถม้าฝั่งนี้ หลายคนจึงอดไม่ได้ที่จะมองตาม
"ได้ยินว่าอู๋หยวนมีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว ช่างร้ายกาจยิ่งนัก"
"ตระกูลอู๋ของเรา ในวันข้างหน้าอาจต้องพึ่งพาเขา"
"ยังคงเป็นผู้นำตระกูลที่สายตาเฉียบแหลม" คนในตระกูลอู๋หลายคนต่างซุบซิบนินทากันเสียงเบา
เรื่องในโถงหารือเมื่อหลายวันก่อน บุคคลระดับสูงของตระกูลอู๋ไม่ได้แพร่งพรายออกไป ทว่าก็มีการเปิดเผยความแข็งแกร่งของอู๋หยวนออกมาเล็กน้อย ดังนั้นคนในตระกูลอู๋ส่วนใหญ่จึงล่วงรู้ว่าอู๋หยวนมีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว
โดยธรรมชาติย่อมทำให้พวกเขาฮึกเหิม
อู๋หยวนเดินตามอู๋ตงเย่าไปตลอดทาง สายตาของเขากวาดมองผู้คนในตระกูลอู๋มากมาย เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคน ภายในใจของเขาก็บังเกิดความอบอุ่นขึ้นมาขุมหนึ่ง
นี่คือรากฐานของเขาในโลกใบนี้
ทันใดนั้น
ปัง~ปัง~ ประตูเรือนที่อยู่ลึกเข้าไปในลานกว้างถูกเปิดออก คนกลุ่มหนึ่งที่พกพาอาวุธต่างก้าวเท้ายาวเดินออกมา
ส่วนอู๋หลง ท่านอู๋หก และบุคคลระดับสูงของตระกูลอู๋คนอื่นๆ ล้วนเดินตามมาอย่างระมัดระวัง
"ตกลง พวกเราจะขอล่วงหน้าไปก่อน หากผู้นำตระกูลอู๋มีความคิดเห็นอันใด ต้องรีบมาแจ้งพวกเราที่จวนเจ้าเมืองเป็นอันดับแรก" ผู้ใช้ดาบในชุดเกราะสีแดงที่เป็นผู้นำกล่าวเสียงเบา
"ขอรับ นี่ย่อมเป็นเรื่องสมควร" ท่านอู๋หกรีบกล่าว "ขอผู้อาวุโสเมิ่งโปรดวางใจ"
ผู้ใช้ดาบเกราะแดงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับนำกองกำลังเดินมุ่งหน้าออกไปนอกเรือนใหญ่ เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจอันใดทว่าสายตากลับกวาดผ่านคนในตระกูลอู๋จำนวนมาก
ร่างกายพลันชะงักงัน
"เจ้าก็คืออู๋หยวนสินะ" ผู้ใช้ดาบเกราะแดงมองมายังอู๋หยวน
"ผู้อาวุโส" อู๋หยวนประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อม
ประสาทการได้ยินของอู๋หยวนดีเลิศเพียงใด? เมื่อครู่ได้ยินคำเรียกขานของท่านอู๋หก ประกอบกับการสังเกตกล้ามเนื้อกระดูกและรูปร่างของอีกฝ่าย เขาก็พอจะคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้คร่าวๆ แล้ว
ยอดฝีมืออันดับสองแห่งเมืองหลีเฉิง——เมิ่งเฉียง!
อีกทั้งยังเป็นหัวหน้ากององครักษ์ของเจ้าเมืองเจียงตงเชวีย ยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้กลับมาเยือนตระกูลอู๋งั้นหรือ?
"หลายเดือนมานี้ ความเร็วในการก้าวหน้าของเจ้าช่างน่าทึ่งนัก ได้ยินว่ามีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว" ในแววตาของเมิ่งเฉียงมีความชื่นชมปรากฏอยู่ "ข้าคิดว่า ในการประลองใหญ่ของสำนักยุทธ์เมื่อคราวก่อน เจ้าคงจงใจพ่ายแพ้สินะ"
"ผู้อาวุโสกล่าวสิ่งใดกัน ผู้น้อยไม่ค่อยเข้าใจนัก" อู๋หยวนก้มหน้าลง
"หึหึ ไม่ต้องกังวลไป" เมิ่งเฉียงหัวเราะ "เรื่องบางอย่าง ข้าได้อธิบายให้ผู้นำตระกูลอู๋ฟังอย่างชัดเจนแล้ว เจ้าเพียงแค่จำไว้ว่า เมืองหลีเฉิงคือเมืองหลีเฉิงของสำนักเหิงอวิ๋น ไม่มีผู้ใดสามารถใช้มือเดียวปิดแผ่นฟ้าได้"
"หากมีความอยุติธรรมอันใด ท่านเจ้าเมืองย่อมออกหน้าทวงความเป็นธรรมให้เจ้าเอง"
"เอาล่ะ ข้ายังมีธุระ ขอตัวล่วงหน้าไปก่อน" เมิ่งเฉียงกล่าวจบก็ก้าวเดินอย่างองอาจผ่าเผย นำกองกำลังออกจากเรือนบรรพชนตระกูลอู๋ไปโดยตรง
อู๋หยวนสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ทอดมองแผ่นหลังของเมิ่งเฉียงที่จากไป ทว่าภายในใจกลับครุ่นคิดไม่หยุดหย่อน
"อู๋หยวน!"
ท่านอู๋หกที่มีหนวดเคราขาวโพลนกลับดึงตัวอู๋หยวนเอาไว้ "ผู้นำตระกูลมีคำสั่ง หากเจ้ามาถึงให้รีบไปพบเขาทันที"
"ขอรับ ท่านปู่หกโปรดนำทาง" อู๋หยวนรีบกล่าว
"คนอื่นๆ ให้รออยู่ที่นี่" ท่านอู๋หกสั่งการอีกประโยค ทำให้อู๋หลง อู๋ตงเย่าและคนอื่นๆ ต้องหยุดฝีเท้าลง จากนั้นจึงพาอู๋หยวนเดินเข้าไปภายในเรือนอย่างรวดเร็ว
เดินผ่านระเบียงทางเดินสายหนึ่ง
ในที่สุดอู๋หยวนก็มาถึงห้องขนาดไม่ใหญ่นักที่มีการตกแต่งค่อนข้างประณีต และได้พบกับอู๋ฉี่หมิงที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวจำนวนมากกำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง
ด้านข้างคือสาวใช้ที่กำลังประคองถ้วยยา
"ผู้นำตระกูล ท่านนี่มัน?" ดวงตาของอู๋หยวนแดงก่ำเล็กน้อย เขาพุ่งตัวเข้าไปด้านหน้าและมองไปยังผู้นำตระกูลอู๋ฉี่หมิง
"ฮ่าฮ่า วางใจเถอะ ข้ายังไม่ตาย" ผู้นำตระกูลอู๋ฉี่หมิงมองอู๋หยวนด้วยความปีติยินดียิ่งนัก
เขาไร้บุตรสืบสกุล มีเพียงบุตรสาวสองคนที่ออกเรือนไปนานแล้ว การที่เขาคอยช่วยเหลืออู๋หยวนตลอดหลายปีมานี้ แท้จริงแล้วเขามองอู๋หยวนเป็นดั่งบุตรชายครึ่งคน
"นายท่านหก ข้ามีเรื่องจะคุยกับอู๋หยวนตามลำพัง" ผู้นำตระกูลอู๋ฉี่หมิงกล่าวเสียงเบา
"ตกลง"
ท่านอู๋หกพยักหน้าโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ เขาพาสาวใช้ถอยออกจากห้องไปโดยตรงและปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา
ภายในห้องเหลือเพียงอู๋หยวนและอู๋ฉี่หมิงเท่านั้น
"ผู้นำตระกูล ท่านเรียกข้ามามีเรื่องอันใดหรือ?" อู๋หยวนเอ่ยถาม
"เบื้องหลังของพรรคพยัคฆ์เพลิงคือจวนแม่ทัพรักษาการณ์!" อู๋ฉี่หมิงกล่าวอย่างเชื่องช้า "เรื่องของสวีหย่วนหานคราวก่อน พวกเขายังไม่ยอมเลิกรา การที่พรรคพยัคฆ์เพลิงมารังแกตระกูลอู๋ของเราในครั้งนี้ ก็เป็นเพราะคำสั่งของจวนตระกูลสวี"