เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 ฝันไปเถอะ

บทที่ 42 ฝันไปเถอะ

บทที่ 42 ฝันไปเถอะ


บทที่ 42 ฝันไปเถอะ

ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากจบเรื่องเดิมพันแล้ว ผู้อาวุโสเสียนเฟิงจะพูดประโยคเช่นนี้ออกมา

ฉู่กวนจิ้งที่กำลังจะหันหลังกลับ ก็หยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองเขา

ผู้อาวุโสเสียนเฟิงตีหน้าขรึม ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง สายตาที่มองมายังฉู่กวนจิ้งเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

ฉู่กวนจิ้งรู้สึกว่าตาแก่นี่พาลหาเรื่องชัดๆ

นางก็ชนะเดิมพันแล้ว ทำไมยังจะไล่นางออกจากตำหนักหลิงตานอีก

"เพราะอะไร?" ฉู่กวนจิ้งถามกลับ

ผู้อาวุโสเสียนเฟิงเริ่มร่ายยาวถึงวีรกรรมของฉู่กวนจิ้งตั้งแต่เข้าสำนักหลิงซีมาทีละข้อๆ

บางเรื่องมันก็นานมากแล้ว จนนางเองก็จำไม่ได้ว่าเคยทำเรื่องพวกนั้นจริงหรือไม่

หลังจากนั้น ผู้อาวุโสเสียนเฟิงก็เริ่มขุดเรื่องศีลธรรมมาอ้าง ยัดเยียดข้อหาใหญ่โตให้นาง

หาว่านางรังแกศิษย์ร่วมสำนัก ลบหลู่อาจารย์ และไม่ตั้งใจฝึกฝน

ข้อหาพวกนี้ ฉู่กวนจิ้งรู้สึกว่าไม่มีข้อไหนเข้าข่ายนางเลยสักนิด

ศิษย์ร่วมสำนัก จนถึงตอนนี้นางรู้จักแค่อู๋อิ้งเสวี่ยคนเดียว นางไปรังแกใครที่ไหน?

ส่วนเรื่องลบหลู่อาจารย์ นางถูกผู้อาวุโสเสียนเฟิงด่าเช็ดทุกวัน คนที่ถูกรังแกน่าจะเป็นนางมากกว่าไหม?

ส่วนเรื่องไม่ตั้งใจฝึกฝน นางแค่อยากจะบอกว่านางไม่ถนัดเรื่องการหลอมโอสถจริงๆ แถมผู้อาวุโสเสียนเฟิงยังทำตัวเหมือนรู้ทุกอย่าง เรื่องพื้นฐานการหลอมโอสถบางอย่างเขาไม่เคยสอน ปล่อยให้เดาเอาเอง แล้วนางจะไปเดาถูกได้อย่างไร?

ฉู่กวนจิ้งพยายามจะอ้าปากเถียง แต่เพราะนางเป็นคนพูดช้า พอพูดได้แค่สองสามคำก็ถูกผู้อาวุโสเสียนเฟิงพูดแทรกตลอด ไม่เปิดโอกาสให้นางได้พูดเลยแม้แต่น้อย

ความเงียบของนาง ในสายตาคนอื่นกลับกลายเป็นการยอมรับข้อกล่าวหาของผู้อาวุโสเสียนเฟิงไปโดยปริยาย

คนที่แค่มามุงดู ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับฉู่กวนจิ้ง ก็เริ่มคิดว่านางเป็นคนไร้ศีลธรรมจริงๆ

"มิน่าล่ะ ผู้อาวุโสเสียนเฟิงถึงยอมทุ่มเดิมพันกับศิษย์คนหนึ่งขนาดนี้ ที่แท้ศิษย์คนนี้ก็ทำตัวเสื่อมเสียนี่เอง"

"ทำเรื่องแย่ๆ ไว้ตั้งเยอะ ผู้อาวุโสเสียนเฟิงทนมาได้จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าใจดีมากแล้ว"

"ถ้านางพอจะมียางอายอยู่บ้าง ก็ควรจะเก็บข้าวของออกไปจากสำนักหลิงซีเองซะ"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ดังเข้าหูฉู่กวนจิ้งทุกประโยค

นางไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลย คำพูดของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับนาง ไม่อาจทำร้ายนางได้ แต่การกระทำของผู้อาวุโสเสียนเฟิงกลับทำให้นางเดือดดาลสุดๆ

เพราะเขามาขัดขวางช่องทางทำมาหากินของนาง

เดิมทีฉู่กวนจิ้งตั้งใจจะใช้โอกาสในการทดสอบที่มีคนดูมากมายนี้ ลบล้างภาพลักษณ์เรื่องที่โอสถของนางมีแต่ผลข้างเคียง เพื่อจะได้ขายโอสถให้ศิษย์ในสำนักหลิงซี

แต่ตอนนี้ผู้อาวุโสเสียนเฟิงมาทำลายชื่อเสียงของนางเสียป่นปี้ คงไม่มีใครกล้ามาซื้อโอสถของนางอีกแล้ว

"เห่าอะไรหนักหนา!" เสียงตวาดกร้าวของชายหนุ่มดังมาจากด้านล่างเวที

สวี่จื้อหยวนที่ถูกปลดวิชาใบ้กินแล้ว ถลึงตาใส่กลุ่มศิษย์ที่กำลังนินทาฉู่กวนจิ้งเรื่องศีลธรรม

"เมื่อก่อนพวกเจ้าเคยรู้จักหรือทำความเข้าใจฉู่กวนจิ้งบ้างไหม?"

"ฟังความข้างเดียวแล้วก็มาด่วนตัดสินคนอื่น ไม่ละอายใจบ้างหรือไง?"

สวี่จื้อหยวนเคยได้รับความช่วยเหลือจากฉู่กวนจิ้งมาถึงสองครั้ง แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่ได้รู้จักนางดีพอ แต่เขาก็มั่นใจว่านางไม่ใช่คนแบบที่ผู้อาวุโสเสียนเฟิงกล่าวหาแน่ๆ

ถ้านางเก่งกาจขนาดรังแกศิษย์ร่วมสำนักได้ ตอนอยู่เมืองเซี่ยงเฉิงนางคงไม่ถูกกีดกันไม่ให้ขึ้นรถม้าหรอก

ถ้านางกล้าลบหลู่อาจารย์ ตอนนี้นางคงไม่ยืนเงียบๆ ปล่อยให้เขาด่าอยู่แบบนี้หรอก

มีคนหนึ่งไม่พอใจคำพูดของสวี่จื้อหยวน จึงเถียงกลับว่า "พูดอย่างกับเจ้าสนิทกับนางนักแหละ..."

"ยังไงก็สนิทกว่าเจ้าแล้วกัน!" สวี่จื้อหยวนทนไม่ไหว เตะคนผู้นั้นไปหนึ่งป๊าบ

เมื่อเห็นคนนั้นทำท่าจะเถียงต่อ ไป๋อู๋จิ่งก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความน่าเกรงขาม "หากไม่รู้ความจริง ข้าขอเตือนให้พวกท่านระวังคำพูดด้วย"

"ศิษย์น้องฉู่เป็นคนดีมาก"

พอเขาพูดประโยคนี้จบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ฉู่กวนจิ้งก็เบาลงทันที

ไป๋อู๋จิ่งเป็นที่เคารพนับถือในสำนักหลิงซีมาก การที่เขาออกตัวปกป้องฉู่กวนจิ้ง ทุกคนจึงไม่อยากมีปัญหาด้วย จึงพร้อมใจกันปิดปากเงียบ รอดูละครฉากต่อไปอย่างสงบ

ฉู่กวนจิ้งไม่คิดเลยว่าสวี่จื้อหยวนกับไป๋อู๋จิ่งจะออกโรงปกป้องนาง

ทั้งที่ตอนโดนผู้อาวุโสเสียนเฟิงด่า หรือตอนที่คนอื่นเข้าใจผิด นางก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้หัวใจของนางกลับรู้สึกตื้อๆ ขึ้นมา

ผู้อาวุโสเสียนเฟิงเห็นว่าไฟแห่งความเกลียดชังที่เขาสุมขึ้นมาถูกสวี่จื้อหยวนและไป๋อู๋จิ่งดับลงอย่างง่ายดาย ในดวงตาก็มีแววขุ่นเคืองพาดผ่าน

เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมศิษย์สายกระบี่สองคนนั้นถึงต้องมาออกรับแทนฉู่กวนจิ้งด้วย

ถ้าไม่ใช่เพราะสองคนนั้นเป็นศิษย์หัวแก้วหัวแหวนของตำหนักหลิงเจี้ยน และเขาไม่อยากมีเรื่องกับผู้อาวุโสตำหนักนั้น เขาคงสั่งสอนสองคนนั้นไปแล้ว

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครพูดถึงข้อเสียของฉู่กวนจิ้งแล้ว ผู้อาวุโสเสียนเฟิงก็ไม่อยากให้วันนี้จบลงโดยที่เขาไม่ได้อะไรเลย

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นยิ้ม รอยยิ้มนั้นดูเสแสร้งสุดๆ และคำพูดที่ตามมาก็ยิ่งจอมปลอมเข้าไปอีก "ฉู่กวนจิ้ง วันนี้ข้าก็ไม่อยากจะบีบคั้นเจ้าจนเกินไปนักหรอก"

"แต่เรื่องที่เจ้าก่อไว้ ข้าก็ทำเป็นลืมๆ ไปไม่ได้ เอาอย่างนี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง"

ฉู่กวนจิ้งเงยหน้ามอง ไม่เชื่อหรอกว่าผู้อาวุโสเสียนเฟิงจะเกิดมีมโนธรรมขึ้นมากะทันหัน

และแน่นอน คำพูดต่อมาของผู้อาวุโสเสียนเฟิงก็ไม่ได้ทำให้นางผิดหวังเลย

เขาบอกว่า "ข้าจะให้อภัยวีรกรรมทั้งหมดของเจ้าตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่ยังไงก็ต้องมีบทลงโทษบ้าง"

"ข้าไม่อยากลงโทษหนักเกินไป เอาเป็นว่าลงโทษพอเป็นพิธีก็แล้วกัน"

"เจ้าแค่เอาเตาหลอมหลิวหลีม่วงทองคืนข้ามา แล้วเรื่องที่แล้วมาก็ให้มันจบๆ ไป"

ฉู่กวนจิ้ง: "........." ฝันไปเถอะ

ที่นางยอมเดิมพันกับผู้อาวุโสเสียนเฟิง ก็เพื่อเตาหลอมนี่แหละ ตอนนี้จะให้นางเอาของรางวัลที่อุตส่าห์ดิ้นรนแทบตายกว่าจะได้มา คืนไปง่ายๆ งั้นหรือ? ถ้างั้นที่นางลงแรงไปทั้งหมดมันจะมีความหมายอะไร หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ

ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ศิษย์สายโอสถที่ยืนดูอยู่ รวมถึงผู้อาวุโสตำหนักหลิงตานที่ปิดปากเงียบมาตลอด กลับพร้อมใจกันบอกให้นางคืนเตาหลอมให้ผู้อาวุโสเสียนเฟิง

พวกเขาอ้างว่านั่นเป็นเตาหลอมที่ผู้อาวุโสเสียนเฟิงรักมาก นางไม่ควรไปแย่งของรักของหวงของคนอื่น

บอกว่าที่เขายอมเดิมพันกับนาง ก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ ตอนนี้เรื่องราวก็จบลงด้วยดีแล้ว ถ้านางรู้ความ ก็ควรจะคืนเตาหลอมให้เขาไป

บางคนถึงขั้นพูดจาถากถางว่า ด้วยระดับการบ่มเพาะและความสามารถของนาง ไม่คู่ควรกับเตาหลอมชั้นเลิศแบบนี้หรอก เตาหลอมดีๆ ไปอยู่ในมือนางก็มีแต่จะเสียของเปล่าๆ สู้คืนให้เจ้าของเดิมเสียดีกว่า

แรงกดดันจากคำพูดของผู้คนมากมาย หากเป็นคนทั่วไปก็คงยอมจำนนไปแล้ว

ทั้งฝูงชนและผู้อาวุโสเสียนเฟิงต่างก็คิดว่าฉู่กวนจิ้งคงจะยอมถอย กระทั่งสวี่จื้อหยวนและไป๋อู๋จิ่งก็ยังคิดว่านางคงทนแรงกดดันไม่ไหว และยอมคืนเตาหลอมไปในที่สุด

เห็นได้ชัดว่า พวกเขาไม่รู้จักนิสัยของฉู่กวนจิ้งเลยสักนิด

อะไรที่นางหมายตาไว้ นางต้องหาทางเอามันมาให้ได้

และของที่เป็นของนาง ตราบใดที่นางไม่ยอมปล่อย ใครก็หน้าไหนก็แย่งไปไม่ได้ทั้งนั้น

ผู้อาวุโสเสียนเฟิงมองฉู่กวนจิ้งด้วยสายตากระหยิ่มยิ้มย่อง ทว่าเขากลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นฉู่กวนจิ้งที่นิ่งเงียบมาตลอด จู่ๆ ก็ยกยิ้มขึ้น

"ผู้อาวุโสเสียนเฟิง หากวันนี้คนที่แพ้คือข้า ท่านจะยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะไล่ข้าออกจากสำนักหลิงซีหรือไม่?"

จบบทที่ บทที่ 42 ฝันไปเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว