- หน้าแรก
- ก็บ่มเพาะเซียนเหมือนกัน ข้าที่เป็นสายโอสถจะเก่งกว่านิดหน่อยแล้วจะทำไม
- บทที่ 5 เช่นนั้นก็ระเบิดเสีย
บทที่ 5 เช่นนั้นก็ระเบิดเสีย
บทที่ 5 เช่นนั้นก็ระเบิดเสีย
บทที่ 5 เช่นนั้นก็ระเบิดเสีย
"ไม่รู้ว่าตอนนั้นเจ้าใช้เล่ห์กลใด ถึงทำให้เจ้าสำนักพาเจ้าเข้าสู่สำนักหลิงซีด้วยตัวเอง"
"ข้าก็นึกว่าเป็นต้นกล้าที่ยอดเยี่ยม ที่ไหนได้!" ผู้อาวุโสเสียนเฟิงดูเหมือนจะโมโหจัด เขาจึงสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง
ฉู่กวนจิ้งที่ถูกเสื้อคลุมสีดำปกคลุมไปทั้งตัวไม่ได้โต้แย้งคำพูดของเขา นางเพียงแต่ฟังผู้อาวุโสเสียนเฟิงตำหนิอยู่อย่างสงบ
เรื่องที่นางยังคืนเงินไม่ได้นั้น นางเป็นฝ่ายผิดจริงๆ
เพียงแต่เรื่องที่ว่าหากครึ่งเดือนยังคืนเงินไม่ได้จะถูกไล่ออกไปนั้น ทำให้นางรู้สึกกลัดกลุ้มใจ
นางใช้ชีวิตอยู่ในสำนักหลิงซีมาสามปีแล้ว เพิ่งจะเริ่มปรับตัวได้ นางไม่อยากจากที่นี่ไปเพื่อเริ่มต้นปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ให้เหนื่อยเปล่าอีกรอบ
อีกอย่าง ในฐานะศิษย์ของสำนักหลิงซี ทุกเดือนสำนักจะแจกจ่ายวัตถุดิบในการหลอมโอสถให้จำนวนหนึ่ง ซึ่งช่วยให้นางประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก หากต้องจากที่นี่ไป ค่าใช้จ่ายของนางย่อมเพิ่มสูงขึ้น และตอนนี้นางยังไม่มีวิธีหาเงินที่มั่นคงเลย...
หลังจากนั้นผู้อาวุโสเสียนเฟิงจะพูดอะไรอีกนางก็ไม่ได้เข้าหูเลย ในหัวมีแต่ความคิดที่ว่าจะหาเงินให้เพียงพอมาคืนเขาภายในครึ่งเดือนได้อย่างไร
เมื่อสวี่จื้อหยวนมาถึง ผู้อาวุโสเสียนเฟิงก็จากไปแล้ว
ฉู่กวนจิ้งนั่งยองๆ อยู่บนพื้นหันหลังให้เขา ดูราวกับเห็ดสีดำดอกหนึ่ง เห็ดสีดำตัวนี้ไม่รู้ว่ามีเรื่องทุกข์ใจอะไรถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ฉู่กวนจิ้ง?" เขาเรียกชื่อนาง
นางทำราวกับไม่ได้ยิน ยังคงนั่งยองๆ ถอนหายใจอยู่ที่เดิม
สวี่จื้อหยวนรู้สึกว่าท่าทางของนางเช่นนี้ดูน่าขำเล็กน้อย
แต่เมื่อมองดูหญ้าคาที่ใช้สร้างกระท่อมอย่างลวกๆ กับพฤติกรรมการกินหญ้าของนางเมื่อครั้งก่อน รอยยิ้มที่มุมปากของเขาก็เลือนหายไป
นางใช้ชีวิตอย่างลำบากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ตอนนี้คงไม่ได้นั่งยองๆ กินหญ้าอยู่อีกหรอกนะ?
เขาเดินไปตรงหน้าฉู่กวนจิ้งไม่กี่ก้าว เมื่อเห็นว่านางเพียงแค่ถอนหายใจจริงๆ ก็รู้สึกเบาใจลงเล็กน้อย
เขานั่งยองๆ ลง พยายามจะดึงดูดความสนใจของนาง แต่ใบหน้าส่วนใหญ่ของนางถูกเสื้อคลุมบังไว้จนมิด มองไม่เห็นดวงตาของนางเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่สวี่จื้อหยวนไม่รู้ว่าจะเริ่มบทสนทนากับนางอย่างไร เขาก็ได้ยินเสียงท้องของนางร้องโครกคราก
เขาอึ้งไปไม่กี่วินาทีก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา ก่อนมาที่นี่เขาซื้อของกินมามากมาย ดูท่าจะซื้อมาถูกจังหวะเสียแล้ว
เสียงหัวเราะดูเหมือนจะทำให้นางขุ่นเคือง ฉู่กวนจิ้งยกมือขึ้นผลักไหล่เขาเบาๆ สวี่จื้อหยวนที่นั่งยองๆ อยู่จึงหงายหลังล้มลง
ฉู่กวนจิ้งหันตัวกลับ ใช้แผ่นหลังหันให้เขาแทน
เขาชูของกินที่ถืออยู่ในมือ แล้วยื่นไปแกว่งตรงหน้านางจากทางด้านหลังพลางถามว่า "อยากกินไหม?"
เขาดูเหมือนจะได้ยินเสียงนางลอบกลืนน้ำลาย...
แต่นางกลับตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ไม่กิน"
สวี่จื้อหยวนที่ไม่อยากทำให้นางขุ่นเคืองไปมากกว่านี้พยายามกลั้นยิ้มแล้วพูดว่า "นี่คือของขวัญขอบคุณที่เจ้าช่วยชีวิตข้าในวันนั้น"
"ของขวัญขอบคุณก็จะไม่รับงั้นหรือ?"
ฉู่กวนจิ้ง: "......"
สวี่จื้อหยวนนั่งขัดสมาธิบนเสื่อหญ้า ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางมองดูฉู่กวนจิ้งที่กำลังกินอาหารคำโตอยู่ฝั่งตรงข้าม
เสื้อคลุมบดบังดวงตาของนางไว้ เขาจึงเห็นเพียงไฝแดงบนปลายจมูกกับริมฝีปากที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมัน
ดูเหมือนเขาจะไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของฉู่กวนจิ้งแบบเต็มๆ เลยสักครั้ง
"เจ้าถอดเสื้อคลุมออกได้หรือไม่?"
"ไม่ได้"
ถูกปฏิเสธอีกครั้ง สวี่จื้อหยวนเริ่มจะชินเสียแล้ว
เมื่อครู่เขาถามอีกครั้งว่าสิ่งที่ใช้ระเบิดปีศาจหมูป่าคืออะไร แต่นางก็ยังคงไม่บอกเขา
ตามหลักแล้ว ในเมื่อนางไม่ยอมตอบอะไรเขาเลย เขาควรจะจากไปตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกสนใจในตัวนางเป็นพิเศษ
"ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ ศิษย์ของตำหนักหลิงตานไม่ได้พักอยู่ด้วยกันหรอกหรือ?"
ความเร็วในการเคี้ยวของฉู่กวนจิ้งช้าลง
เมื่อก่อนนางก็เคยพักอยู่ร่วมกับศิษย์คนอื่นๆ ในตำหนักหลิงตาน แต่ต่อมาเพราะนางเพิ่งมาถึงโลกใบนี้และยังไม่ชำนาญในการหลอมระเบิดนัก เกิดเหตุการณ์เตาระเบิดจนทำให้ที่พักของนางไฟไหม้ ผู้อาวุโสเสียนเฟิงจึงไม่ยอมให้นางพักร่วมกับศิษย์คนอื่นอีก เพราะเกรงว่าวันดีคืนดีนางจะระเบิดบ้านของพวกเขาจนวอดวาย...
นี่คือที่มาของหนี้สินของนางด้วย
เรื่องพรรค์นี้มันน่าอายเกินไป นางไม่อยากพูดถึงเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะกับสวี่จื้อหยวน นางยิ่งไม่มีวันบอกเด็ดขาด
•
"เพื่อความปลอดภัย ในช่วงนี้ห้ามศิษย์คนใดรับภารกิจออกไปกำจัดปีศาจนอกสำนัก ยกเว้นผู้บ่มเพาะกระบี่"
"แม้จะจัดทีมไปก็ไม่ได้"
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ฉู่กวนจิ้งรู้สึกราวกับฟ้าถล่ม
หากออกไปกำจัดปีศาจไม่ได้ นางจะเอาเงินที่ไหนมาคืน?
ฉู่กวนจิ้งกลับมาที่กระท่อมหญ้าคาหลังน้อยของนาง นั่งลงบนก้อนหินด้านนอกพลางกอดเสอเสอไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า "ทำอย่างไรดี ข้าดูเหมือนจะกลายเป็นคนไร้บ้านอีกแล้ว"
หางที่อยู่ด้านหลังของเสอเสอแตะเบาๆ ที่แขนของนาง แต่เพราะการเคลื่อนไหวนั้นแผ่วเบามาก ฉู่กวนจิ้งจึงไม่ได้สังเกตเห็น
นางไปเฝ้าอยู่ที่หออวิ๋นเฟิงอยู่สองวัน พบว่าคนที่ออกไปกำจัดปีศาจได้นั้นไม่ได้มีเพียงผู้บ่มเพาะกระบี่เท่านั้น แต่ยังมีผู้บ่มเพาะโอสถและผู้บ่มเพาะยันต์บางคนที่จัดทีมไปกับผู้บ่มเพาะกระบี่ด้วย
นางถามผู้อาวุโสอวิ๋นเฟิงว่าทำไมพวกเขาถึงจัดทีมไปได้ คำตอบที่ได้รับคือพวกเขามีความสามารถโดดเด่น และมีป้ายอนุญาตผ่านทางที่ผู้อาวุโสท่านอื่นมอบให้ หากนางสามารถขอป้ายอนุญาตผ่านทางจากผู้อาวุโสเสียนเฟิงได้ นางก็สามารถรับภารกิจได้เช่นกัน
เมื่อฉู่กวนจิ้งเข้าใจแล้ว นางจึงไปหาผู้อาวุโสเสียนเฟิงเพื่อขอป้ายอนุญาตผ่านทาง
นางไม่ได้คิดว่าการขอป้ายอนุญาตผ่านทางจะเป็นเรื่องยาก แม้ว่าปกติผู้อาวุโสเสียนเฟิงจะดูแคลนที่นางหลอมโอสถได้แย่จนต้องแยกเขี้ยวใส่บ่อยๆ แต่เพื่อให้นางหาเงินมาคืนเขาได้ เขาควรจะมอบป้ายอนุญาตผ่านทางให้นางอย่างรวดเร็ว
"ไม่ได้" ผู้อาวุโสเสียนเฟิงปฏิเสธโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
"ทำไมล่ะ?" ฉู่กวนจิ้งไม่เข้าใจเหตุผลที่เขาปฏิเสธ
"ผู้อาวุโสอวิ๋นเฟิงไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าห้ามคนที่ไม่ใช่ผู้บ่มเพาะกระบี่ออกไปกำจัดปีศาจ? ยิ่งเจ้าที่เป็นผู้บ่มเพาะโอสถด้วยแล้ว"
"เพราะอย่างนั้นข้าถึงมาขอป้ายอนุญาตผ่านทางจากท่านอย่างไรเล่า"
ผู้อาวุโสเสียนเฟิงเลิกคิ้วขึ้นพลางแค่นเสียงเหี้ยน "อย่าหวังเลย ข้าไม่มีวันให้เจ้าหรอก"
"ทำไม?"
"ทำไมเจ้าถึงไม่รู้ตัวอีกหรือ?"
นางจะไปรู้ได้อย่างไร ถ้านางรู้คงไม่ถามหรอก
เดิมทีผู้อาวุโสเสียนเฟิงไม่ได้คิดจะตอบนาง แต่ฉู่กวนจิ้งทำท่าทางราวกับว่าหากเขาไม่พูดให้ชัดเจน นางก็จะไม่ยอมไปจากที่นี่
เช่นนั้นเขาก็จะพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
"ผู้บ่มเพาะโอสถไม่มีความสามารถในการปกป้องตนเอง ปล่อยเจ้าออกไปก็เท่ากับส่งเจ้าไปตาย"
เมื่อเห็นฉู่กวนจิ้งกำลังจะอ้าปากโต้แย้ง เขาก็เดาได้ทันทีว่านางจะพูดอะไร "อย่าคิดจะทำเหมือนศิษย์ผู้บ่มเพาะโอสถคนอื่นที่ให้ข้าหาผู้บ่มเพาะกระบี่มาคุ้มครองเจ้า ความสามารถของเจ้าไม่มีค่าพอที่จะให้ข้าทำเช่นนั้น"
"ข้ามีความสามารถในการปกป้องตนเอง ไม่ต้องการให้ใครมาคุ้มครอง ท่านเพียงแค่มอบป้ายอนุญาตผ่านทางให้ข้าก็พอ"
สิ้นคำพูดของนาง มุมปากของผู้อาวุโสเสียนเฟิงก็กระตุกเล็กน้อย ราวกับได้ยินเรื่องที่น่าขันที่สุด
"เจ้ามีความสามารถในการปกป้องตนเองอย่างไร? อย่ามาเสียเวลากับข้าที่นี่เลย ไปทำอะไรที่ควรทำซะ" ผู้อาวุโสเสียนเฟิงหมดความอดทนที่จะฟังคำพูดของฉู่กวนจิ้งแล้ว
"ข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าข้ามีความสามารถในการปกป้องตนเอง" ฉู่กวนจิ้งกล่าว
"เจ้าจะพิสูจน์อย่างไร?"
ฉู่กวนจิ้งหยิบลูกกลมสีแดงออกมาจากอกเสื้อให้เขาดู
สายตาของผู้อาวุโสเสียนเฟิงหยุดอยู่ที่ลูกกลมที่ดูคล้ายโอสถในมือของฉู่กวนจิ้งอยู่ครู่หนึ่ง "หมายความว่าอย่างไร? จะใช้โอสถที่มีแต่ผลข้างเคียงของเจ้ามาปกป้องตนเองงั้นหรือ?"
"คิดจะเอาให้ปีศาจกิน แล้วใช้ผลข้างเคียงทรมานพวกมันจนตายหรืออย่างไร?"
ฉู่กวนจิ้งรู้สึกว่าคำพูดของผู้อาวุโสเสียนเฟิงช่างระคายหูเหลือเกิน นางเม้มปากพลางอธิบายว่า "นี่ไม่ใช่โอสถสำหรับกิน แต่มันร้ายกาจมาก"
"ท่านตามข้าออกไปข้างนอก ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็น"
ผู้อาวุโสเสียนเฟิงไม่ได้เห็นค่าของสิ่งที่อยู่ในมือฉู่กวนจิ้งเลยแม้แต่น้อย เขานั่งลงบนเก้าอี้พลางจิบน้ำชา แล้วบอกให้นางพิสูจน์ตรงนี้เลย
ฉู่กวนจิ้งบอกเขาว่าไม่ได้ เพราะอานุภาพของมันรุนแรงมาก จะทำให้ตำหนักผู้อาวุโสของเขาพังพินาศได้
เมื่อผู้อาวุโสเสียนเฟิงได้ยินดังนั้นก็เริ่มตำหนิฉู่กวนจิ้งอีกครั้ง
"ถึงกับจะทำตำหนักผู้อาวุโสของข้าพังเชียวหรือ เจ้าช่างมีความสามารถเหลือเกินนะ"
"หลอมโอสถไม่เอาไหน แต่กลับเก่งเรื่องพูดจาโอ้อวด"
"ข้าให้โอกาสเจ้าได้ระเบิด หากระเบิดไม่ได้ วันนี้เจ้าก็เก็บข้าวของไสหัวออกไปจากสำนักหลิงซีซะ"
ฉู่กวนจิ้งเริ่มรำคาญแล้ว
แม้แต่ตุ๊กตาดินยังมีโทสะได้สามส่วน นางเองก็ทนตาแก่ปากเสียคนนี้ไม่ไหวแล้วเช่นกัน
ในเมื่อเขาบอกให้ระเบิด เช่นนั้นก็ระเบิดเสีย
นางยังเปลี่ยนจากระเบิดอานุภาพต่ำในมือ เป็นระเบิดอานุภาพสูงที่นางเพิ่งหลอมขึ้นใหม่ในช่วงสองวันนี้แทนด้วย